บทที่1
ลู่ฟางหรงเดินทอดน่องอยู่ในเรือนโมลี่ เรือนพักที่ฮูหยินหลิวยกให้เป็เรือนของนาง ใบหน้าหวานเช่นผู้เป็พี่สาวมีอารมณ์เบื่อหน่ายฉายชัด นี่นับเป็วันที่สามแล้วที่พี่สาวของนางแต่งเข้าสกุลหลิวและตัวนางก็ต้องย้ายติดตามพี่สาวมา หรือกล่าวให้ถูกก็คือย้ายติดตามพี่สาวและบิดา เพราะบิดานางเองก็แต่งเข้ามาเป็นายท่านสกุลหลิวเช่นกัน เพียงแต่แม้นางจะพอรู้ว่าหลังแต่งงานพวกเขาต้องเข้าหอกันแต่นี่ก็สามวันแล้วมิใช่ หรือเหตุใดพี่เขยทั้งสามจึงยังไม่ปล่อยพี่สาวนางออกมาจากห้องหออีก
“แม่นางลู่ อาจารย์หวังมารอท่านที่ศาลาแล้วเ้าค่ะ”
“ท่านพ่อของข้าเล่า”
“เอ่อ... นายท่าน... ั้แ่เมื่อวานเย็นก็ยังไม่ออกมาจากเรือนนอนฮูหยินหลิวเลยเ้าค่ะ”
สาวใช้เอ่ยบอกด้วยท่าทางเคอะเขิน ลู่ฟางหรงถอนหายใจยาวอย่างไร้คำพูด ก็ผู้ใดใช้ให้บิดาของนางส่งตัวพี่สาวเข้าหอเสร็จก็ลากฮูหยินหลิวเข้าเรือนนอนของนางต่อหน้าผู้คนกันเล่า ยามนี้นอกเรือนสกุลหลิวล้วนเล่าขานกันสนุกปากว่าพวกนางสกุลลู่ล่อลวงสกุลหลิวั้แ่มารดายันบุตรชาย
หึ! ผู้ใดล่อลวงผู้ใดกันแน่ ท่านพ่อของนางพึ่งหายป่วยลงจากเตียงได้สามวันฮูหยินหลิวก็บุกไปหาถึงเรือน ปากก็บอกว่ามาเจรจาทาบทามสู่ขอพี่สาวนาง มิรู้เจรจากันอย่างไรไม่ถึงหนึ่งเค่อบิดานางก็ร้องครวญลั่นห้อง ลำบากนางผู้เป็บุตรีวาดภาพจินตนาการไปเองเสียมากมาย
ลู่ฟางหรงส่ายหน้าขับไล่ความคิดของตน อีกสามเดือนอายุนางจึงจะถึงวัยปักปิ่น ยามนั้นจึงสมควรคิดเื่เช่นนี้ ตอนนี้ยังไม่ถึงเวลาสิ่งที่นางควรทำคือตั้งใจเรียนรู้ให้มากเข้าไว้ อย่าให้เสียชื่อผู้เป็พี่สาวที่ผู้คนเรียกขานกันว่ายอดภรรยา
“เอ่อ... แม่นางลู่จะให้ข้าไปเรียนนายท่านไหมเ้าคะ”
“ไม่ต้อง เ้าไปเตรียมน้ำชาให้ข้าก็พอ ข้าจะไปคำนับอาจารย์หวัง”
.........................
ลู่ฟางหรงเดินทางมายังสวนหลังเรือน เพียงแต่ระหว่างที่กำลังเร่งสาวเท้าไปตามทางเดินกลับได้ยินบทสนทนาของบรรดาสาวใช้ในเรือนกล่าวถึงผู้เป็ว่าที่อาจารย์ของตน
"ได้ยินว่าคุณชายใหญ่เชิญอาจารย์หวังมาสอนแม่นางลู่"
"อาจารย์หวัง คุณชายหวังซินหยางที่เป็บุรุษนิยมตัดแขนเสื้อผู้นั้นน่ะหรือ"
"ก็ใช่น่ะสิ นี่พวกเ้าได้ยินเื่ราวของอาจารย์หวังผู้นี้หรือไม่"
ลู่ฟางหรงขมวดคิ้วเล็ก สองเท้าพลันชะงักจนสาวใช้ที่เดินตามหลังพลันหยุดเท้าตามด้วยความใ ทว่ายามที่หมายใจจะเอ่ยปากถามความมือเล็กกลับยกขึ้นห้ามปราม ในแววตาหวานมีความขุ่นเคืองฉายชัดจนสาวใช้ที่ติดตามมาด้านหลังพากันก้มหน้ายืนสงบนิ่ง
ถ้อยคำถากถางดูแคลนหวังซินหยางมากมายหลุดออกมาจากปากสาวใช้เ่าั้อย่างสนุกสนาน จนลู่ฟางหรงขบกรามแน่น จะอย่างไรเขาก็คืออาจารย์ของนาง แม้ยังไม่ได้ยกน้ำชาฝากตัวเป็ศิษย์ตามธรรมเนียมแต่ในฐานะว่าที่ศิษย์ยามได้ยินผู้อื่นนินทาว่าร้ายผู้เป็อาจารย์จะให้นางนิ่งเฉยได้อย่างไรกัน
"น่าเสียดายจริงๆ อาจารย์หวังทั้งรูปงาม ทั้งฐานะร่ำรวย ไม่น่าเป็บุรุษนิยมตัดแขนเสื้อเลย"
"นั่นสิ ข้าได้ยินว่ามีสาวใช้ใจกล้าในจวนสกุลหวังลอบเปลือยกายปีนขึ้นเตียงอาจารย์หวัง สุดท้ายโดยโยนออกมาทั้งที่ยังเปลือยกาย ช่างเป็บุรุษที่โหดร้ายยิ่งแม้แต่ผ้าคลุมกายสักผืนก็ไม่ให้นาง สาวใช้คนนั้นถึงกลับะโน้ำตายหนีอายเลยทีเดียว"
สาวใช้ผู้นั้นกระทำกิริยาไร้ยางอายถูกอาจารย์ของนางปฏิเสธแล้วเป็ความผิดของเขาหรืออย่างไร
"ใช่แล้วข้ายังได้ยินว่าเมื่อปีก่อนคุณหนูมู่เคยมีใจให้อาจารย์หวังถึงกับมอบถุงหอมปักลายหยวนหยางให้แสดงไมตรี แต่อาจารย์หวังไม่เพียงไม่รับน้ำใจนางยังเมินเฉยเอ่ยตัดรอนอย่างโหดร้าย สุดท้ายนายท่านมู่จึงต้องให้นางเร่งออกเรือนเพื่อหนีอาย"
อาจารย์ของนางไม่ชื่นชอบคุณหนูมู่เอ่ยปฏิเสธตรงๆก็สมควรแล้วมิใช่หรือ เหตุใดจึงกลายเป็โหดร้ายเล่า คนพวกนี้ใส่ร้ายอาจารย์ของนางเกินไปแล้ว
ลู่ฟางหรงได้ยินสาวใช้เ่าั้เอ่ยนินทาผู้เป็อาจาย์ของตนอย่างสนุกปากก็สุดจะทน มือเล็กกำเข้าหากันแน่น ให้อาจารย์หวังเป็ บรุษนิยมตัดแขนเสื้อ แล้วอย่างไร พวกนางมีสิทธิ์อันใดมากล่าววาจาว่าร้ายอาจารย์ของนาง
"พวกเ้ากล้าดีอย่างไรเอ่ยตำหนิอาจารย์ของข้า"
เสียงของลู่ฟางหรงเอ่ยตำหนิดังก้องจนสาวใช้ที่จับกลุ่มนินทาผู้อื่นพากันตัวสั่นยืนก้มหน้า แน่นอนว่าอาศัยเพียงฐานนะเดิมของลู่ฟางหรงย่อมไม่อาจทำให้ผู้อื่นหวาดหวั่นได้เช่นนี้ แต่ยามนี้บิดาของนางเป็นายท่านคนใหม่ของสกุลหลิว พี่สาวของนางก็เป็ฮูหยินน้อยสกุลหลิว ลู่ฟางหรงแม้ยามนี้ใช้แซ่ลู่แต่ก็เหมือนแซ่หลิว พวกนางเป็เพียงสาวใช้ในจวนสกุลหลิวไหนเลยจะกล้าทำให้อีกฝ่ายขุ่นเคือง
"รายงานเื่นี้ต่อท่านพ่อบ้าน หลังจากข้าส่งอาจารย์หวังกลับจวนแล้วข้าจะไปฟังบทลงโทษของพวกนาง"
คำพูดของลู่ฟางหรงแม้ดูราบเรียบแต่กลับชวนให้ผู้คนหวาดกลัว เดิมทียามได้ยินว่านางมอบสาวใช้ตรงหน้าให้ท่านพ่อบ้านจัดการอาศัยความสัมพันธ์ก่อนหน้า อย่างมากพวกสาวใช้เหล่านี้ก็คงถูกท่านพ่อบ้านตำหนิเล็กน้อย แต่ประโยคย้ำเตือนประโยคหลังกลับบ่งชัดว่าเื่นี้หากท่านพ่อบ้านจัดการไม่ดีลู่ฟางหรงคงไม่ยินยอมปล่อยผ่าน เป็เช่นนี้แล้วเหล่าสาวใช้ตรงหน้ายังมีทางรอดอีกหรือเกรงว่าหากไม่โดนโบยจนสลบคาไม้ก็มีเพียงต้องเก็บผ้าหอบของออกจากจวนสกุลหลิวแล้ว
.........................
หวังซินหยางยกมุมปากขึ้นยิ้มมองเด็กสาวตรงหน้าเอ่ยตำหนิสาวใช้สกุลหลิวด้วยความรู้สึกแปลกประหลาด ตัวเขาใช้ชีวิตมาเกือบสามสิบปีนอกจากบิดามารดาแล้วนี่เป็ครั้งแรกที่มีคนเอ่ยปากปกป้องเขา ที่สำคัญยังเป็เพียงเด็กสาววัยไม่ปักปิ่น ริมฝีปากบางสีชมพูกลีบบัวคลี่ออกเล็กน้อยก่อนจะหมุนกายเดินกลับไปนั่งยังโต๊ะหินกลางศาลามือหนึ่งหยิบตำรา อีกมือคลี่พัดออกโบกเบาๆด้วยท่วงท่าสง่างามสูงส่ง
"คาราวะอาจารย์หวัง"
เสียงหวานใสอ่อนโยนแตกต่างจากยามเอ่ยกับสาวใช้เมื่อครู่ทำให้มุมปากของหวังซินหยางยกขึ้นเล็กน้อยก่อนจะลดตำราในมือลงมองร่างเด็กสาวตรงหน้าด้วยสายตาอ่อนโยนอบอุ่น
ลู่ฟางหรงเงยหน้าสบตาผู้เป็อาจารย์ดวงตากลมใสเช่นผู้เป็พี่สาวจดจ้องผู้เป็อาจารย์ด้วยความตื่นตะลึง ก่อนจะแปลเปลี่ยนเป็ชื่นชม อาจารย์ของนางรูปงามอีกทั้งกิริยาสูงส่ง ให้เขาเป็บุรุษนิยมตัดแขนเสื้อแล้วอย่าไร คนพวกนั้นถือสิทธิอันใดมากล่าววาจาตำหนิอาจารย์ของนาง
"ข้าลู่ฟางหรงคาราวะอาจารย์หวังเ้าค่ะ"
ลู่ฟางหรงย่อตัวคุกเขายกน้ำชาส่งให้ผู้เป็อาจารย์เพื่อฝากตัวเป็ศิษย์ตามธรรมเนียม หากแต่ในจังหวะที่กำลังส่งน้ำชานั้นมิรู้เป็นางที่ซุ่มซ่ามหรือเพราะเหตุใด แต่อาจารย์หวังไม่ทันรับน้ำชาถ้วยชาก็ตกลงพื้นแตกกระเซ็น
"เป็ศิษย์ไม่ระวังขออภัยด้วยเ้าค่ะ อาลี่ช่วยไปเตรียมน้ำชาชุดใหม่ให้ข้าที"
"เ้าค่ะ"
"ไม่ต้อง"
ลี่อิน สาวใช้ข้างกายลู่ฟางหรงไม่ทันขยับเท้าก็ถูกเอ่ยห้ามปราม ลู่ฟางหรงเงยหน้ามองผู้เป็อาจารย์ด้วยความสงสัย เพราะนางซุ่มซ่ามมากไปใช่หรือไม่ผู้เป็อาจารย์จึงไม่ยอมให้นางยกน้ำชาฝากตัวเป็ศิษย์ หวังซินหยางมองแววตากลมที่เศร้าหมองก็พลันเข้าใจความคิดของเด็กสาวตรงหน้าจึงเอ่ยบอกด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
"ข้าไม่ใช่คนยึดติดกับพิธีการ แม่นางลู่ลุกขึ้นมาเถิด"
ลู่ฟางหรงได้ยินคนตรงหน้าเอ่ยเช่นนี้ในใจที่เศร้าหมองเมื่อครู่ก็พลันสดใสขึ้นมาบนใบหน้าจึงมีรอยยิ้มกว้างเต็มใบหน้า
"เป็สตรีมิควรยิ้มกว้างจนเกินไป"
ยามได้ยินคำตำหนิของบุรุษตรงหน้าลู่ฟางหรงก็พลันหุบยิ้มเม้มริมฝีปากในทันที หวังซินหยางเห็นท่าทางไร้เดียงสาของนางแล้วก็อดที่จะยกมุมปากอีกครั้งไม่ได้
"อาจารย์ข้าผิดไปแล้ว แต่หรงหรงเป็เด็กดีขอเพียงเป็คำสั่งสอนของท่านเื่ใดใดข้าล้วนเชื่อฟังเ้าค่ะ"
ลู่ฟางหรงเอ่ยบอกเสียงหนักแน่น ตัวนางเติมโตมาโดยไร้มารดาเื่มารยาทของสตรีเหล่านี้ไหนเลยจะเข้าใจ อาจารย์หวังเป็บุรุษที่ได้ชื่อว่าเป็ยอดบัณฑิตที่แม้แต่องค์รัชทายาทก็ยังยกย่องให้เกียรติ เช่นนี้แล้วหากมีเขาคอยชี้แนะย่อมนับเป็วาสนาของนาง ดังนั้นไม่ว่าอย่างไรนางจะไม่มีวันยอมปล่อยอาจารย์รูปงามของตนไปแน่
"เื่มารยาทเหล่านี้ข้าเป็บุรุษมิสะดวกจะเอ่ยปาก..."
"แต่ข้าสะดวกเ้าค่ะ"
หวังซินหยางเอ่ยไม่ทันจบประโยคลู่ฟางหรงก็เร่งเอ่ยพร้อมกับวางมือเล็กลงบนหลังมือของอีกฝ่าย คิ้วเข้มของหวังซินหยางพลันขมวดเข้าหากันแน่น เป็ที่รู้กันว่าเขามิชื่นชอบให้ผู้ใดถูกตัวโดยเฉพาะสตรี ลู่ฟางหรงมองสายตาคมดุที่จดจ้องมองมือของตนแล้วพลันสะดุ้งเร่งชักมือกลับพร้อมส่งรอยยิ้มแห้งไปให้อีกฝ่าย
"ขออภัยเ้าค่ะ"
"เป็สตรีมิควรถูกเนื้อต้องตัวบุรุษ"
"เ้าค่ะ"
หวังซินหยางมองท่าทางย่นคอห่อไหล่ของอีกฝ่ายแล้วถอนหายใจยาว ดูเหมือนสิ่งที่เด็กสาวตรงหน้าควรเรียนรู้คงมิใช่เื่หมาก กลอน พิณ ตัวอักษร แต่ควรเป็เื่มารยาทของสตรีเสียมากกว่า
"แม้ว่าที่แคว้นของเราจะเปิดกว้างในเื่ชายหญิง แต่การวางตัวที่ดีย่อมส่งเสริมตัวเ้า"
"เ้าค่ะ ข้าจะจดจำไว้ไม่ลืมอีกแน่นอนเ้าค่ะ"
ลู่ฟางหรงตอบพร้อมกับรอยยิ้มกว้างสดใส หวังซินหยางถอนหายใจยาว เมื่อครู่มิใช่ว่าเขาพึ่งตำหนิเื่รอยยิ้มของนางดอกหรือ เหตุใดชาไม่ทันเย็นเด็กสาวตรงหน้าก็ส่งยิ้มกว้างเช่นนี้มาให้เขาอีกเล่า
"มิรู้จักจดจำ"
คำตำหนิสั้นๆของหวังซินหยางทำให้ลู่ฟางหรงหุบยิ้มในทันที ไม่รอให้ถูกตำหนิอีกเป็รอบที่สามนางก็หุบยิ้มนั่งหลังตรงตั้งท่าพร้อมเล่าเรียนในทันที
"หมาก กลอน พิณ อักษรเ้ามีพื้นฐานด้านใดมาบ้าง"
"ข้าคัดอักษรได้ดีมากเ้าค่ะ ท่านพ่อกับพี่ใหญ่ก็ชมข้าบ่อยๆ"
หวังซินหยางได้ฟังก็เลื่อนหมึกและกระดาษให้นางคัดอักษรให้ตนเองดู ลู่ฟางหรงยิ้มกว้างอีกครั้งทว่ายามที่เห็นสายตาดุของผู้เป็อาจารย์กรีบหุบยิ้มในทันที แล้วคว้าพู่กันขึ้นจุ่มหมึกอย่างรวดเร็ว หวังซินหยางมองมือเล็กตวัดพู่กันแล้วขมวดคิ้วเข้ม ตัวอักษรราวเด็กหัดจับพู่กันเช่นนี้ยังกล้ากล่าวว่าดีอีกหรือ ช่างยกยอตนเองได้เกินตัวจริงๆ
"พอเถอะ"
"ข้าคัดได้ดีใช่ไหมเ้าคะ"
ลู่ฟางหรงเอ่ยถามเสียงสดใส วางพู่กันแล้วยกมือขึ้นกอดอก ดวงตากลมจดจ้องชมผลงานของตนเองอย่างภาคภูมิใจ หากแต่ยามที่ได้ยินวาจาของผู้เป็อาจารย์ทั่วทั้งร่างก็พลันแข็งทื่อราวถูกโยนลงกลางทะเลสาปในฤดูเหมันต์
"ข้าเสียดายกระดาษ"
.........................