เหมันตฤดู....รัชศกหงอู่ปีที่สิบเก้าแห่งมหาบริบูรณ์ราชวงศ์ิ
กาลเวลาเปรียบเสมือนลำน้ำที่ไหลไปอย่างเ็าและไร้ความปรานีมันไม่เคยหยุดรอผู้ที่พ่ายแพ้ และไม่เคยปลอบประโลมผู้ที่สูญเสีย
ท้องฟ้าเหนือยอดเขา“จื่อซาน” หรือบรรพตม่วงในยามนี้ดูราวกับถูกฉาบด้วยน้ำหมึกสีเทาหม่นที่ผสมปนเปกับหยาดน้ำตาของเทพเ้า
พายุหิมะมิได้เพียงแค่พัดผ่านทว่ามันกรรโชกมาอย่างบ้าคลั่ง ทะลวงผ่านหุบเขาและซอกศิลาแหลมคมส่งเสียงกรีดร้องโหยหวนประดุจิญญาอาฆาตนับแสนดวงที่หลงทางอยู่ในเขาวงกตแห่งความตายหิมะที่โปรยปรายลงมามิได้มีเกล็ดละเอียดอ่อนช้อยนุ่มนวลอย่างที่กวีพรรณนา ทว่ากลับหนักหน่วงเย็นเยียบ และคมกริบประดุจเศษกระจกที่กรีดแทงชั้นบรรยากาศจนขาดวิ่นราวกับ์กำลังโปรยดอกไม้กระดาษสีขาวเพื่อไว้อาลัยให้แก่ความอยุติธรรมที่กำลังจะอุบัติขึ้นบนโลกมนุษย์
ยอดเขาจื่อซานแห่งนี้ตั้งตระหง่านมานานนับพันปีประดุจัศิลาที่หลับใหลไร้ความรู้สึกเป็ที่ตั้งของ สำนักบรรพตม่วง ที่ทรงอิทธิพลที่สุดในแดนใต้สถาปัตยกรรมของวิหารใหญ่ถูกสร้างด้วยศิลาม่วงหายากที่ต้องใช้แรงงานทาสนับหมื่นขุดค้นมาจากก้นบึ้งของขุนเขาเมื่อต้องแสงจันทร์สลัวมันจะทอประกายลึกลับน่าเกรงขามประดุจมุกัทว่าความงามอันวิจิตรนั้นกลับซ่อนเร้นความโเี้ของกฎเกณฑ์ที่ไร้ความปรานีไว้ภายใต้หน้ากากแห่งคุณธรรมจอมปลอม
ที่นี่...คุณธรรมคืออะไร? มันคือสิ่งที่คนถือกระบี่เขียนขึ้นมาเพื่อกดหัวคนที่ไร้กระบี่ใช่หรือไม่?
ฟางหานคุกเข่าอยู่บนลานศิลา “จื่อเตี้ยน” ซึ่งบัดนี้แข็งตัวเป็น้ำแข็งจนลื่นไถลและเย็นจัดจนแทบจะสูบเอาิญญาออกจากร่างที่ผอมโซร่างกายของเขาสั่นสะท้อนราวกับใบไม้แห้งที่ต้องพายุใหญ่ในถิ่นทุรกันดารชุดศิษย์สายนอกที่ทำจากผ้าป่านเนื้อหยาบบัดนี้ทั้งบาง ขาดวิ่นและเปียกชื้นจนมิอาจปกป้องเขาจากคมลมหนาวที่กรีดิัจนแดงฉานประดุจถูกเฆี่ยนด้วยแส้ไฟสลับกับน้ำแข็งลมหายใจที่พ่นออกมาแต่ละครั้งกลายเป็ไอขาวหม่นพวยพุ่งขึ้นสู่เบื้องบนก่อนจะถูกพายุพัดหายไปในอากาศอย่างรวดเร็วคล้ายกับความหวังที่ริบหรี่และชีวิตที่ไร้ค่าของเขาในสำนักแห่งนี้
มือที่ควรจะใช้ถือกระบี่เพื่อผดุงความยุติธรรมในฐานะจอมยุทธ์ที่เขาเคยฝันใฝ่บัดนี้กลับหยาบกร้าน หนาด้านและเต็มไปด้วยรอยแผลเป็ที่ซ้อนทับกันจากการขุดสมุนไพรกลางสายฝนและการแบกฟืนหนักอึ้งขึ้นเขามานานนับปีิับริเวณข้อนิ้วปริแตกเพราะความเย็นจัดจนหยดเืสีแดงเข้มหยดลงบนผืนหิมะขาวสะอาดทีละหยด...ทีละหยด... ดูราวกับดอกเหมยแดงที่เบ่งบานอย่างเศร้าสร้อยท่ามกลางกาลเวลาที่หยุดหมุน
"ข้า...ข้าต้องอดทน"
เขาพึมพำกับตนเองลำคอแห้งผากจนเ็ป
ในอ้อมอกของเขามีชามไม้เก่าๆที่ร้าวระแหง เขาประคองมันไว้ประหนึ่งเป็หัวใจของตนเองภายในชามนั้นมีเพียงเศษข้าวต้มหยาบๆ ที่คละคลุ้งด้วยกลิ่นรำข้าวแต่มันคือสิ่งเดียวที่จะต่อลมหายใจให้มารดาที่กำลังนอนซมด้วยพิษไข้อยู่ในกระท่อมร้างหลังสำนักนางมิได้ตกถึงท้องมาสามวันแล้ว หากวันนี้เขาไร้ซึ่งข้าวชามนี้มารดาของเขาคงต้องกลายเป็เพียงร่างไร้ิญญาท่ามกลางหิมะ
ทว่า...์มักชอบเล่นตลกกับผู้ที่ไม่มีทางสู้เสมอ
“เ้าเศษสวะฟางหาน!เ้ามีสิทธิ์อันใดมาขวางทางสุนัขของข้า!”
เสียงะโดังก้องกังวานประดุจฟ้าผ่าในยามสงัดเสียงนั้นทรงพลังและเปี่ยมด้วยอำนาจข่มขวัญจนฟางหานแทบจะหมอบราบลงกับพื้นศิลาเสียงนั้นมาจาก “เกี้ยวสยบอุดร” อันหรูหราตระการตาที่บุด้วยขนจิ้งจอกหิมะราคาควรเมืองนับร้อยตัวเ้าของเสียงคือ “ฉู่เทียน”คุณชายใหญ่แห่งสำนักผู้มีสถานะสูงส่งราวเทพบุตรบนชั้นฟ้า
ใบหน้าของเขาสงบราบเรียบท่วงท่าน่าเกรงขาม ผิวพรรณละเอียดลออประหนึ่งหยกที่ได้รับการเจียระไนอย่างดีที่สุดทว่าดวงตาคู่นั้นกลับว่างเปล่า เ็า และมืดบอดต่อความเป็คนเมื่อจ้องมองลงมายังร่างที่หมอบราบประดุจเศษฝุ่นสำหรับฉู่เทียน ฟางหานมิใช่คน...เป็เพียงสิ่งมีชีวิตที่รกหูรกตาชนิดหนึ่งเท่านั้น
ฟางหานมิได้เงยหน้าขึ้นมองเขารู้อยู่เต็มอกว่าในโลกแห่งนี้ การสบตาคือการท้าทายและการท้าทายคือการรนหาที่ตาย เขาพยายามลดตัวให้ต่ำที่สุดเท่าที่มนุษย์คนหนึ่งจะทำได้
"ศิษย์พี่ใหญ่..."ฟางหานกล่าวด้วยน้ำเสียงแหบพร่าประดุจเสียงกระดาษทรายที่ขูดกับหินกรวด
"ข้าน้อยเพียงแค่มารับสำรับอาหารส่วนที่เหลือไปให้มารดาที่เจ็บป่วย...นางมิได้ตกถึงท้องมาสามวันแล้วข้าน้อยมิได้มีเจตนาจะขวางทางเกี้ยวของท่านเลยจริงๆขอศิษย์พี่ใหญ่ผู้มีเมตตาดุจมหาสมุทรโปรดเห็นใจด้วยเถิด"
ฉู่เทียนขยับพัดในมืออย่างเชื่องช้าท่วงท่านั้นสง่างามดุจบัณฑิตผู้ทรงธรรมทว่าคำพูดที่หลุดออกมากลับเปี่ยมด้วยพิษร้ายที่แผดเผาดวงใจผู้ฟังให้แหลกลาญ
"มารดาเ้า?"ฉู่เทียนเลิกคิ้วเล็กน้อย
"ในสำนักบรรพตม่วงที่ยิ่งใหญ่และสูงส่งแห่งนี้มีที่ว่างให้สตรีชั้นต่ำที่เป็เพียงทาสในครัวั้แ่เมื่อไหร่?เ้ารู้ไหมว่ากลิ่นอายความยากจนของพวกเ้ามันทำให้จมูกของข้าพังพินาศเพียงใด?ในสายตาข้า...นางเป็เพียงธุลีที่รกรุงรังในวิหารอันศักดิ์สิทธิ์เป็มลทินที่ควรจะถูกกวาดทิ้งไปเสียตั้งนานแล้ว"
ฟางหานกำชามไม้แน่นจนข้อมือสั่นเทิ้มแรงกดทำให้ปลายนิ้วเปลี่ยนเป็สีขาวซีดไร้เืความเ็ปในใจพุ่งพล่านยิ่งกว่าแผลที่กาย เพลิงโทสะที่เขาพยายามดับมาตลอดหลายปีบัดนี้เริ่มคุโชนขึ้นเล็กน้อยในแววตาที่ก้มต่ำ
"คนเราเลือกเกิดไม่ได้...ทว่าความสูงส่งนั้นมิได้อยู่ที่ชาติตระกูลแต่มันอยู่ที่การมีน้ำใจมิใช่หรือศิษย์พี่? หากไร้ซึ่งน้ำใจต่อให้สวมชุดไหมล้ำค่า ก็หาได้ต่างจากสัตว์ป่าในร่างคนไม่"
ฉู่เทียนหุบพัดดัง ฉับ!เสียงนั้นก้องกังวานไปทั่วลานศิลาจนศิษย์รอบข้างพากันเงียบกริบแววตาที่มองลอดออกมานั้นเต็มไปด้วยความเหยียดหยาม
"น้ำใจ?"ฉู่เทียนทวนคำพลางแสยะยิ้มที่ทำให้คนมองต้องหนาวสั่น
"นั่นคือภาษาของพวกขี้แพ้และผู้อ่อนแอที่ใช้ปลอบใจตนเองในยามที่โดนเหยียบย่ำฟางหาน... ในยุทธจักรนี้ ผู้แข็งแกร่งเท่านั้นที่มีสิทธิ์กำหนดกฎเกณฑ์และผู้ที่อ่อนแอก็มีหน้าที่เพียงอย่างเดียว คือการก้มหัวรับใช้เท้าของข้า!"
เขาสะบัดมือเป็สัญญาณเพียงนิดเดียวผู้ติดตามร่างั์สองคนที่ยืนเฝ้าเกี้ยวประดุจสุนัขรับใช้ที่กระหายเืก็ตรงเข้าเตะที่ชายโครงของฟางหานอย่างรุนแรง
พลั่ก!
ร่างที่ผอมโซปลิวละลิ่วไปตามพื้นศิลาที่ลื่นปรื๊ดชามไม้หลุดมือร่วงหล่นแตกกระจายเป็ชิ้นๆ ต่อหน้าต่อตา เศษข้าวต้มหยาบๆกระจัดกระจายคลุกเคล้าไปกับน้ำโคลนและรอยเท้าสกปรกของเหล่าศิษย์ที่ยืนดูเหตุการณ์ด้วยความสนุกสนาน
ฟางหานมิได้ร้องออกมาสักคำแต่เขากลับตะเกียกตะกายอย่างบ้าคลั่งเข้าไปหาเศษข้าวนั้นมือที่สั่นเทาพยายามจะกวาดเก็บสิ่งที่เลอะโคลนขึ้นมาสำหรับเขา...นั่นคือยาชีวิตของแม่!
ทว่าเท้าของฉู่เทียนที่สวมรองเท้าไหมขลิบทองกลับเหยียบลงบนมือที่ปริแตกของเขาไว้แน่น
"เ้าอยากได้นักใช่ไหม?กินมันซะสิ! กินไปพร้อมกับดินที่ข้าเหยียบ!นั่นคืออาหารที่คู่ควรที่สุดสำหรับเศษสวะเช่นเ้า!"
ฉู่เทียนเพิ่มแรงกดจนเสียงกระดูกนิ้วของฟางหานลั่นกร๊อบ! ฟางหานหลับตาลงแน่นกัดฟันจนเืซึมออกมาตามร่องเหงือกเพื่อสะกดกลั้นเสียงร้องทว่าหยาดน้ำตาที่ไหลออกมากลับถูกลมหนาวแช่แข็งกลายเป็ผลึกใสติดอยู่ที่หางตาในพริบตา
"อา...แม้แต่หยาดน้ำตาของข้า ์ยังเมินเฉยที่จะให้มันซึมลงสู่แผ่นดินเชียวหรือ?์... ท่านช่างไร้ตาจริงๆ"ฟางหานรำพึงด้วยความสลดรันทดในหัวใจ
ทว่าในชั่วขณะที่มวลเมฆแห่งความสิ้นหวังปกคลุมจนมืดมิดเสียงระฆังบนยอดเขา “จื่อซาน”ที่ไม่เคยดังมานานนับสิบปีก็พลันสั่นรัวขึ้นอย่างกะทันหัน!
เหง่ง... เหง่ง...เหง่ง... เหง่ง... เหง่ง... เหง่ง... เหง่ง...
สัญญาณเตือนภัยระดับสูงสุดดังขึ้นเจ็ดครั้งรวด!บรรยากาศรอบกายที่เคยเป็การรังแกคนอ่อนแอพลันเปลี่ยนเป็ความเคร่งเครียดกดดันระดับพลิกฟ้าคว่ำดินเหล่าศิษย์สายนอกและสายในเริ่มวิ่งมารวมตัวกันที่ลานม่วงพร้อมเสียงะโแจ้งเหตุที่สั่นสะท้านไปทั่วหุบเขา
“คัมภีร์ม่วงนิรันดร์หายไป!มีโจรลอบเข้าหอคัมภีร์!”
ใบหน้าของฉู่เทียนที่เคยเรียบเฉยพลันแปรเปลี่ยนมุมปากของเขายกขึ้นเป็รอยยิ้มที่น่าขนลุกและเต็มไปด้วยเล่ห์กลล้ำลึกมันมิใช่รอยยิ้มของความใทว่าคือรอยยิ้มของผู้ที่วางหมากสังเวยไว้ล่วงหน้าอย่างแยบยลที่สุดเขาหันมามองฟางหานด้วยสายตาของพรานที่พบเหยื่อรับเคราะห์ที่์ส่งมาให้ในเวลาที่พอเหมาะ
"ช่างประจวบเหมาะยิ่งนัก..."ฉู่เทียนกล่าวเสียงเย็น
"ค้นตัวมัน!เ้าเศษสวะนี่แอบเข้ามาใกล้เขตหวงห้ามบ่อยครั้งข้าสงสัยนักว่ามันคือไส้ศึกที่สำนักมารส่งมาเพื่อบ่อนทำลายพวกเรา!"
"ไม่!ข้าน้อยมิได้ทำ! ข้าไม่เคยแม้แต่จะก้าวเข้าใกล้หอคัมภีร์!"ฟางหานะโสุดเสียงเพื่อปกป้องเกียรติยศสุดท้ายที่เขามี
ทว่าเขากลับถูกกระชากตัวขึ้นมาอย่างบ้าคลั่งโดยผู้คุมกฎที่พุ่งตรงมาทันใดนั้นสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิดก็เกิดขึ้น...เมื่อเสื้อป่านที่เปื่อยยุ่ยของเขาถูกกระชากจนขาดวิ่นม้วนคัมภีร์ผ้าไหมสีม่วงเข้มล้ำค่าที่แผ่รังสีลึกลับเย็นเหยียบก็ร่วงหล่นลงมากลางลานหิมะต่อหน้าสายตานับร้อยคู่!
บรรยากาศพลันเงียบสงัดลงจนน่าใจหายแม้แต่ลมหนาวก็ดูเหมือนจะหยุดพัดไปชั่วขณะ
ฟางหานจ้องมองม้วนคัมภีร์นั้นด้วยความสับสนหวาดกลัว และงุนงงอย่างถึงที่สุด เขาไม่เคยเห็นมันมาก่อนในชีวิตทว่าบัดนี้มันกลับปรากฏออกมาจากตัวเขาประดุจความฝันที่เลวร้ายที่สุด
“เ้า...เ้าหัวขโมยเนรคุณ!”
เสียงของเ้าสำนักบรรพตม่วง“ฉู่จือเหวิน” ผู้เป็บิดาของฉู่เทียนดังก้องกังวานพร้อมการปรากฏกายที่เปี่ยมด้วยอำนาจกดขี่พลังลมปราณม่วงแผ่ซ่านออกมาจากร่างของเขาจนหิมะรอบตัวในรัศมีสิบวาถูกความร้อนระเหยกลายเป็ไอขาวโพลนในพริบตา
ฉู่เทียนก้าวเข้ามาใกล้ฟางหานที่กำลังนั่งอึ้งประดุจคนเสียสติเขาโน้มตัวลงก้มลงกระซิบที่ข้างหูฟางหานด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลทว่าสั่นสะท้านไปถึงดวงิญญา
"ฟางหาน...เ้าคงสงสัยสินะว่ามันมาอยู่ในตัวเ้าได้อย่างไร?แต่มันไม่สำคัญหรอก...เพราะโลกนี้ไม่ได้วัดกันที่ว่าใครเป็คนทำจริงๆแต่วัดกันที่ว่าใครคือผู้ที่ 'ควร' จะผิดเพื่อให้เื่ราวมันจบลงอย่างสวยงามและเพื่อให้ชื่อเสียงของข้าไร้มลทิน... และวันนี้ คนที่ต้องรับบาปนั้นก็คือเ้า"
คำพูดนั้นเบาบางดุจขนนกแต่หนักอึ้งดุจขุนเขาไท่ซานที่ทับลงบนอกของฟางหาน
เปรี้ยง!
ฝ่ามือ “ม่วงทะลวงสรวง”ที่แฝงไปด้วยพลังทำลายล้างมหาศาลถูกซัดเข้ากลางหน้าอกของฟางหานโดยไม่ทันตั้งตัวพลังลมปราณสีม่วงเข้มพุ่งทะลวงผ่านิั บดขยี้เส้นชีพจรทั้งเจ็ดและอวัยวะภายในจนแหลกลาญร่างของเขาปลิวละลิ่วลอยละล่องไปทางทิศตะวันตก... ทิศที่เป็ที่ตั้งของ“หุบเขาหมื่นศพ” สถานที่ที่ถูกขนานนามว่าเป็ประตูนรกบนดิน
ร่างของเขาเคว้งคว้างอยู่กลางอากาศท่ามกลางหิมะที่โปรยปรายอย่างเ็า ความเ็ปมหาศาลรุมเร้าจนสติสัมปชัญญะเริ่มพร่าเลือนทว่าสิ่งที่เ็ปยิ่งกว่าาแที่กายคือเพลิงแค้นที่ปะทุขึ้นในใจจนมันแผดเผาทุกความกลัวให้มอดไหม้
หากนรกมีจริง...ข้าขอสาบานด้วยเืทุกหยดที่ร่วงหล่นนี้! ข้าจะกลับมา!ข้าจะกลับมาลากพวกเ้าลงสู่ขุมนรกเดียวกับที่ข้ากำลังจะไป!
เสียงลมหวีดหวิวข้างหูดังขึ้นเพียงครู่ก่อนที่ร่างของเด็กหนุ่มผู้ถูกตราหน้าว่าเป็เศษสวะจะหายลับไปในเมฆหมอกสีเทาหนาทึบของหุบเขามรณะทิ้งไว้เพียงเสียงหัวเราะเยาะของโชคชะตาที่บิดเบี้ยวและเหล่าคนโฉดที่คิดว่าตนเองชนะแล้ว...
ทว่าหิมะบนบรรพตม่วงจะยังคงโปรยปรายลงมาอย่างไม่รู้จักจบสิ้นเพื่อรอวันที่เพลิงแค้นสีดำจะกลับมาแผดเผาทุกสิ่งให้มอดไหม้เป็จุณ!
*********************************
สงวนลิขสิทธิ์ตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๗ (และฉบับเพิ่มเติม)
ห้ามคัดลอก ทำซ้ำ ดัดแปลง หรือเผยแพร่เนื้อหาส่วนใดส่วนหนึ่งของนิยายเื่"กระบี่คืนิญญา"โดยไม่ได้รับอนุญาตเป็ลายลักษณ์อักษรจากเ้าของลิขสิทธิ์หากฝ่าฝืนจะดำเนินคดีตามกฎหมายสูงสุด
ลิขสิทธิ์เป็ของ : พิมภัสสร