ตอนที่ 22
ลอบเข้าจวนหาหลักฐาน
จากที่ตอนแรกแค่คิดจะหาหลักฐานการกระทำผิดของเหอฟู่ต๋าเพื่อใช้ต่อรองกับอีกฝ่าย แต่พอเจอหลักฐานที่มีโทษร้ายแรงและเป็เื่ใหญ่ พวกเขาก็ปรับเปลี่ยนแผนกันใหม่
“นอกจากเ้าเมืองอวิ๋นหยาง ยังมีขุนนางหรือคนที่ไว้ใจได้หรือไม่?” จางมู่หลินเก็บหลักฐานทุกอย่างเข้าไว้ในแหวนมิติ โดยทำทีเป็เก็บใส่ในแขนเสื้อ ก่อนจะเอ่ยถาม
“ที่เมืองหรงเฉิงมีผู้ว่าการมณฑลประจำอยู่ ได้ยินมาว่าเป็ขุนนางน้ำดีมีความยุติธรรม” หานจงตอบพลางนำหีบลงไปไว้ที่เดิม และปิดแผ่นไม้กลับให้เหมือนก่อนหน้านี้
เมืองหรงเฉิงเป็ที่มีขนาดใหญ่กว่าเมืองอวิ๋นหยางหลายเท่า นอกจากมีผู้ว่าการมณฑลประจำอยู่ ยังมีค่ายทหารตั้งอยู่ด้วย
ตอนแรกเขาสงสัยว่าในเมื่อเด็กหนุ่มมีบิดาเป็ถึงเสนาบดี ทำไมถึงต้องถามหาขุนนางคนอื่น แต่พอคิดไปคิดมาก็เข้าใจได้ว่าเื่นี้เป็เื่เร่งด่วน ถ้าส่งจดหมายหรือหลักฐานกลับเมืองหลวง ก็ไม่รู้ว่าจะใช้เวลานานเพียงใด เื่อื่นอาจจะรอได้ แต่พวกเขากับครอบครัวไม่สามารถรอได้นานขนาดนั้น เพราะเหอฟู่ต๋าจ้องจะเล่นงานอยู่ตลอดเวลา
“จากที่นี่ไปเมืองหรงเฉิง ใช้เวลาเท่าใด?” นอกจากบ้านตระกูลจางที่อยู่อีกฟากของูเา กับเมืองอวิ๋นหยาง จางมู่หลินยังไม่เคยไปที่อื่นมาก่อน ทำให้ไม่รู้ว่าเมืองหรงเฉิงอยู่ไกลแค่ไหน
“ถ้าควบม้าเร็วโดยไม่หยุดพัก น่าจะใช้เวลาประมาณหนึ่งชั่วยาม”
“ตอนนี้คงใกล้ยามซวีปลายแล้ว พวกเรามีเวลาไม่มาก เร่งมือกันเถอะ” พอได้ยินที่หานจงบอก เขาก็ตัดสินใจได้ทันที (ยามซวี คือ 19.00 – 20.59 น. ยามซวีปลาย = เกือบสามทุ่ม)
“พวกเราจะทำอะไรกันต่อหรือคุณชาย?” โจวทงเอ่ยถามด้วยความสงสัย หรือว่าจะกลับไปช่วยครอบครัวพวกเขาที่ถูกขังไว้?
“พวกเราจะแวะไปที่จวนเ้าเมือง แล้วค่อยไปเมืองหรงเฉิง...” จางมู่หลินคิดว่าถึงจะจัดการเหอฟู่ต๋าได้ แต่ถ้าเ้าเมืองอวิ๋นหยางยังอยู่ เื่ราวก็ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง ถ้าสามารถหาหลักฐานการกระทำความผิดของเ้าเมืองได้ พวกเขาจะได้จัดการทั้งสองคนในคราวเดียว
ได้แต่หวังว่าผู้ว่าการมณฑลที่ประจำการอยู่ที่เมืองหรงเฉิงจะเป็ขุนนางน้ำดี ไม่เช่นนั้นสิ่งที่พวกเขาทำก็จะเสียแรงเปล่า
หานจงกับโจวทงได้ยินเด็กหนุ่มพูดว่าจะแวะไปที่จวนเ้าเมือง ก็หันมามองหน้ากัน ในแววตาของทั้งคู่เต็มไปด้วยความตกตะลึง แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้โต้แย้งหรือเอ่ยถามให้มากความ รีบจัดการทุกอย่างในห้องให้อยู่ในสภาพเดิม ก่อนจะลงกุญแจห้องหนังสือไว้เหมือนก่อนหน้านี้ และออกจากคฤหาสน์ไป
จวนเ้าเมืองมีผู้คุ้มกันมากกว่าคฤหาสน์ตระกูลเหอ อีกทั้งยังมีคนที่มีพลังยุทธ์ขั้นสี่ซึ่งใกล้เคียงกับหานจงและโจวทงอยู่ด้วย จางมู่หลินไม่อยากประมาทและเสียเวลา จึงให้ทั้งสองคนรออยู่ข้างนอก แล้วตัวเองลอบเข้าไปในจวนคนเดียว
“คุณชาย ระวังตัวด้วย…” หานจงรู้ดีว่าหากพวกตนฝืนเข้าไปด้วยมีแต่จะเป็ภาระ จึงไม่ได้โต้แย้ง เพียงแค่เอ่ยปากด้วยน้ำเสียงเป็ห่วง ถึงจะแน่ใจว่าเด็กหนุ่มเก่งกาจกว่าพวกตนมาก แต่ก็ยังอดเป็ห่วงไม่ได้อยู่ดี
“ข้าจะระวัง” จางมู่หลินพูดจบก็พลิ้วกายะโข้ามกำแพงเข้าไปด้านใน เขาใช้พลังิญญาที่แข็งแกร่งของตนตรวจสอบทั่วทั้งจวน ทำให้สามารถหลบหลีกผู้คุ้มกันได้อย่างง่ายดาย
เขาพบว่าห้องทางปีกขวาในเรือนหลักมีคนอยู่ด้านใน ด้านนอกห้องมีคนเฝ้าสองคน จึงเดาได้ไม่ยากว่าน่าจะเป็ห้องหนังสือ และคนที่อยู่ในห้องคงเป็เ้าเมืองไม่ผิดแน่
ถ้าต้องรอให้เ้าเมืองออกจากห้องหนังสือ ไม่รู้ต้องใช้เวลานานเท่าใด จางมู่หลินจึงใช้วิชาตัวเบาะโขึ้นไปบนหลังคา เปิดแผ่นกระเบื้องที่อยู่เหนือศีรษะของเ้าเมืองออก หยิบเอาผงยาที่ใช้กับผู้คุ้มกันคฤหาสน์ตระกูลเหอก่อนหน้านี้โปรยลงไปในห้อง รอจนเ้าเมืองฟุบหลับไปกับโต๊ะ เขาจึงปิดแผ่นกระเบื้องกลับที่เดิม ก่อนจะโดดลงมาด้านล่างและเปิดหน้าต่างเข้าไปข้างใน
ด้านในไม่ต่างจากห้องหนังสือของคฤหาสน์ตระกูลเหอมากนัก เขาไม่มัวเสียเวลาค้นหาโดยไร้จุดหมาย แต่แผ่พลังสำรวจทั่วทั้งห้อง พอเจอช่องลับที่อยู่หลังตู้ ก็ตรงเข้าเลื่อนตู้ออกโดยพยายามไม่ให้เกิดเสียง พอเห็นสมุดบัญชีและจดหมายที่อยู่ในช่องลับก็เปิดดูคร่าว ๆ ก่อนจะกวาดทุกอย่างใส่ไว้ในแหวนมิติ
ที่แท้เ้าเมืองอวิ๋นหยางก็มีส่วนรู้เห็นกับเหอฟู่ต๋า เื่การลักลอบขุดเหมืองแร่ มิน่าเล่า เ้าเมืองถึงได้ลอบให้การช่วยเหลือตระกูลเหออยู่ตลอด ที่แท้ก็ไม่ใช่แค่มีอนุภรรยาสุดรักเป็คนตระกูลเหอ แต่ยังลงเรือลำเดียวกันในเื่อื่นด้วย
นอกจากนั้นยังมีสมุดบัญชีและหลักฐานการยักยอกเงินที่ราชสำนักส่งมาซ่อมแซมถนนและสะพาน แต่จางมู่หลินดูแล้วไม่ค่อยเข้าใจ จึงได้แต่เก็บรวมไว้ในแหวนมิติทั้งหมด
หลังจากจัดการทุกอย่างเสร็จเรียบร้อย เขาก็ออกจากจวนเ้าเมืองไป โดยที่ผู้คุ้มกันที่เฝ้าหน้าห้องและที่เดินตรวจตรารอบจวน ไม่ได้ระแคะระคายเลยสักนิด
“คุณชายออกมาแล้ว!” โจวทงส่งเสียงด้วยความดีใจ เมื่อเห็นเด็กหนุ่มออกมาจากจวนได้อย่างปลอดภัย หานจงเองก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอกเช่นกัน
“เราไปจากที่นี่กันก่อนเถอะ” จางมู่หลินพาทั้งสองคนมุ่งหน้าไปยังเรือนที่พักของพวกหานจง ที่คนอื่นรออยู่ ก่อนจะเล่าทุกอย่างให้ทุกคนฟังคร่าว ๆ
“ข้าจะนำหลักฐานทั้งหมดไปมอบให้ผู้ตรวจการที่เมืองหรงเฉิง คนที่เหลือให้รออยู่ที่นี่ อย่าเพิ่งลงมือทำอะไร และให้คอยดูความเคลื่อนไหวของคฤหาสน์ตระกูลเหอกับจวนเ้าเมืองด้วย…” เขาสั่งความทุกคนอย่างใจเย็น
“ขอรับ!” คนที่เหลือรับคำโดยพร้อมเพรียงกัน ไม่ได้รู้สึกว่าการฟังคำสั่งเด็กที่ยังไม่โตคนหนึ่งเป็เื่น่าอาย
“หานจง โจวทง พวกท่านไปกับข้า” จางมู่หลินไม่รู้ทางไปเมืองหรงเฉิง จำเป็ต้องมีคนนำทาง ทั้งหานจงและโจวทงต่างมีพลังยุทธ์สูงที่สุดในกลุ่ม การควบม้าเร็วโดยไม่หยุดพักทั้งไปและกลับค่อนข้างเปลืองแรงอยู่บ้าง ให้พวกเขาไปย่อมดีกว่าคนอื่น
หลังจากจัดแจงทุกอย่าง ทุกคนก็รีบควบม้าออกจากเมืองก่อนที่จะถึงเวลาปิดประตูเมืองแค่เพียงเสี้ยวลมหายใจ พอพ้นประตูเมืองมาได้ พวกเขาต่างก็ถอนหายใจโล่งอก
❈
พวกเขาควบม้ากันโดยไม่หยุดพัก ใช้เวลาประมาณหนึ่งชั่วยามก็มาถึงประตูเมืองหรงเฉิง แต่น่าเสียดายที่ประตูเมืองปิดไปแล้ว ถ้าจะรอประตูเมืองเปิดก็เป็ตอนย่ำรุ่ง ซึ่งแน่นอนว่าทุกคนรอไม่ไหว
“ดื่มของข้าดีกว่า แล้วเอาถุงน้ำของพวกท่านให้ข้า” จางมู่หลินเห็นหานจงกับโจวทงมีท่าทีเหนื่อยล้าอยู่บ้าง จึงยื่นถุงน้ำของตัวเองให้
ทั้งสองคนหันมามองด้วยสีหน้ามึนงง แต่ก็ยอมยื่นถุงน้ำของตัวเองให้แต่โดยดี พอเห็นเด็กหนุ่มนำน้ำไปเทใส่ชามให้ม้า ก็เข้าใจได้ทันที
แต่เดี๋ยวก่อน คุณชายเอาชามมาจากที่ใด?
โจวทงคิดว่าแถวนั้นอาจจะมีชามเปล่าอยู่ั้แ่แรก แต่พวกเขาไม่ทันได้สังเกต จึงไม่ได้สนใจอีก แต่ดื่มน้ำในถุงที่คุณชายยื่นให้ พอได้ดื่มแล้วก็รู้สึกว่าเรี่ยวแรงที่เสียไปกลับมาทันที
“!!”
ตอนแรกหานจงก็สงสัยว่าคุณชายยื่นถุงน้ำให้พวกตนทำไม แต่พอได้ดื่มก็มีอาการไม่ต่างกัน ในใจยิ่งรู้สึกทึ่งกับเด็กหนุ่มมากขึ้นไปอีก
“เป็น้ำชาที่ยอดเยี่ยมมาก!”
“ข้าใส่สมุนไพรลงไปในชาด้วย ดื่มแล้วทำให้ฟื้นกำลังได้บางส่วน” จางมู่หลินพูดโดยไม่หันกลับมา เขาผสมสมุนไพรลงไปในน้ำที่เทให้ม้าเล็กน้อย และใช้พลังธาตุไม้เร่งหญ้าบริเวณนั้นเพื่อให้พวกมันได้กิน
เนื่องจากพวกเขาควบม้ามาโดยไม่หยุดพัก และยังต้องกลับเมืองอวิ๋นหยางอีก เขากลัวว่าม้าจะทนไม่ไหวเอา พอม้าได้กินน้ำผสมสมุนไพรวิเศษ อีกทั้งยังได้กินหญ้าที่รสชาติดีเยี่ยม ก็กลับมามีกำลังวังชาและคึกคักเหมือนไม่ได้เพิ่งวิ่งทางไกลมา
“คุณชาย แล้วเราจะทำอย่างไรต่อ…” โจวทงแหงนหน้ามองกำแพงเมืองสูงลิ่วตรงหน้าด้วยสายตาร้อนรน “หรือเราจะไปพักที่โรงเตี๊ยมด้านนั้นก่อน รอให้เช้าค่อยเข้าเมือง”
เมืองหรงเฉิงเป็เมืองขนาดใหญ่ มีคนที่มาไม่ทันเวลาปิดประตูเมืองค่อนข้างมาก ทั้งพ่อค้าและคนธรรมดาที่สัญจรไปมา ไม่ไกลจากประตูเมืองจึงมีโรงเตี๊ยมไว้ให้คนเข้าพัก ส่วนคนที่ไม่มีเงิน ก็อาศัยงีบหลับตามข้างกำแพง รอให้ถึงเวลาเปิดประตู
“รอไม่ได้” หานจงเผยสีหน้าร้อนรนออกมาเป็ครั้งแรก พวกเขาบุกเข้าไปค้นหลักฐานในจวนเ้าเมืองกับคฤหาสน์ตระกูลเหอ ถึงจะมั่นใจว่าไม่ได้ทิ้งร่องรอยอะไรไว้ แต่ก็ไม่อาจแน่ใจได้ว่าไม่มีอะไรผิดพลาด ถ้าเกิดเ้าเมืองกับเหอฟู่ต๋ารู้ว่าสมุดบัญชีและของอย่างอื่นหายไป ไม่รู้ว่าจะลงมือทำอะไรบ้าง
“ใช่ รอไม่ได้” จางมู่หลินพูดพลางแหงนหน้าสำรวจกำแพงเมืองไปด้วย กำแพงเมืองตรงหน้าสูงประมาณสี่จั้ง (1 จั้ง ประมาณ 3.33 เมตร) ้าเป็หอคอยและมีทหารประจำอยู่ ถ้ามีใครคิดจะปีนกำแพงเข้าไป เกรงว่าคงโดนธนูยิงจนร่างพรุน
“ทุกระยะกำแพงประมาณสามสิบหกจั้งจะมีหอคอย และมีทหารประจำอยู่้า...” หานจงเคยคุ้มกันสิ่งของมาส่งที่เมืองหรงเฉิงบ่อยครั้ง ทำให้รู้จักเมืองนี้เป็อย่างดี (36 จั้ง ประมาณ 120 เมตร)
ทางเดียวที่จะเข้าเมืองได้คือประตูเมืองทั้งสี่ทิศ แต่ต้องรอให้ถึงเวลาเปิดประตูเมือง ซึ่งพวกเขาไม่สามารถรอได้
“พวกท่านมั่นใจหรือไม่ ว่าสามารถปีนกำแพงขึ้นไปได้โดยที่ทหารบนกำแพงมองไม่เห็น” จางมู่หลินมองทั้งสองคนไปมา เขามั่นใจว่าตนเองสามารถทำได้ ถึงได้ถามออกมา
“ข้าไม่มั่นใจ” หานจงตอบออกมาโดยไม่ละอาย ถึงเขาจะมีพลังยุทธ์ขั้นสี่ แต่ทหารในเมืองหรงเฉิงก็ไม่ต่างกัน อีกทั้งในเมืองยังมีคนที่มีฝีมือสูงกว่าเขามากมาย
ขนาดพี่ใหญ่ที่มีพลังยุทธ์สูงกว่ายังไม่มั่นใจ โจวทงยิ่งไม่มีหวัง จึงได้แต่ส่ายหน้าเงียบ ๆ
“เช่นนั้นพวกท่านพาม้าไปพักที่โรงเตี๊ยม รอข้ากลับมา” จางมู่หลินตัดสินใจจะเข้าไปคนเดียว แต่เขาไม่คุ้นเคยกับเมืองหรงเฉิง จึงให้หานจงวาดแผนผังที่ระบุที่ตั้งจวนผู้ว่าการให้คร่าว ๆ
ถึงหานจงกับโจวทงจะเป็ห่วงและกังวล แต่รู้ดีว่าพวกตนไม่อาจทำตัวเป็ภาระให้เด็กหนุ่มได้ ตอนนี้พวกเขาต้องเร่งทำเวลา จึงเอ่ยกำชับอีกฝ่ายให้ระวังตัวและจูงม้าไปพักที่โรงเตี๊ยมแต่โดยดี
จางมู่หลินเก็บลมปราณและอาศัยความมืดกำบังกาย เดินเลียบกำแพงออกห่างจากประตูเมือง เขาใช้พลังิญญาออกไปสำรวจ้ากำแพง พอเจอจุดที่ทหารเฝ้ายาม้าหละหลวม จึงใช้วิชาตัวเบาไต่กำแพงขึ้นไปอย่างรวดเร็ว
“เอ๊ะ!? เมื่อครู่เ้าเห็นอะไรหรือไม่?” ทหารที่เฝ้าบนกำแพงรู้สึกเหมือนตัวเองเห็นอะไรบางอย่างวูบผ่าน จึงเอ่ยถามสหายด้านข้าง
“ข้าไม่เห็นว่ามีอะไรผิดปกติ เ้าง่วงนอนจนตาฝาดแล้วกระมัง” ทหารอีกคนที่ยืนอยู่ด้านข้างเอ่ยด้วยน้ำเสียงปรามาส
“คงใช่อย่างที่เ้าว่า” เขาพูดพลางใช้มือตบแก้มทั้งสองข้างของตน เพื่อให้รู้สึกกระปรี้กระเปร่าขึ้น
ทางด้านจางมู่หลินที่เข้ามาด้านในเรียบร้อย ตอนนี้กำลังมุ่งหน้าไปยังจวนผู้ว่าการ…
โปรดติดตามตอนต่อไป
เอาใจช่วยให้น้องนำหลักฐานไปมอบให้ผู้ว่าการได้อย่างราบรื่น
ว่าแต่จางมู่หลินจะเก่งเกินไปแล้ว พระเอกคงไม่จำเป็แล้วเนอะ 555