วิทยาศาสตร์ในโลกที่แตกต่าง

    ตอนที่ 12 ชายกับหญิงสาวปริศนา

    ถึงแม้ในเมืองเมโตจะวุ่นวายแต่ทางเมืองอารอนกลับสงบไร้การต่อสู้เหมือนกับวันที่ผ่านๆมา... และหลังจากที่หลี่จินคิดจะสร้างปืนใหญ่เขาก็เริ่มลงมือทันที ขั้นแรกขนวัตถุดิบจากในฐานออกมาข้างนอกเพื่อความสะดวก ซึ่งก็มีเหล็กหนักประมาณ 1 ตัน...หมดแค่นี้? ก็ใช้...แต่ปกติแล้วมันจะต้องมากกว่าที่หลี่จินใช้ อย่างพวกขี้ผึ้งปูนหรือเซรามิกและเครื่องมืออีกเป็นแทบ แต่สิ่งที่หลี่จินต้องการมีแค่เหล็กเพราะพลังจากมิราสของเขา สิ่งแรกที่หลี่จินทำก็คือออกแบบบนกระดาษ ซึ่งมันก็แปลกมีกระดาษที่ไม่ใช่กระดาษหนังสัตว์และมันเป็นกระดาษแบบโบราณที่มีสีออกเหลืองๆ แต่เหมือนเขาจะได้ยินข่าวลือมาว่ามันมีกระดาษสีเขียวเรียบใช้กันในหมู่ชนชั้นสูง… กลับมาที่การวาดโครงสร้างปืนใหญ่ปืนใหญ่ที่หลี่จินคิดเอาไว้มีอยู่ 3 ส่วนใหญ่ๆ อย่างแรกคือส่วนปืนที่ช่วยสร้างแรงหมุนให้กับลูกกระสุน สองคือฐานปืนซึ่งมีล้อ เครื่องปรับระดับความสูงที่ใช้คันโยกแบบหมุนเป็นตัวปรับระดับและเคลื่อนที่ด้วยการเคลื่อนย้ายแบบใช้กำลังเพราะหลี่จินคิดว่าแรงจากเครื่องจักรไอน้ำมันไม่ค่อยเสถียรเท่าไหร่ และส่วนที่สามคือกระสุนที่ใช้การจุดเป็นตัวเริ่มแทนแก็ปที่ซึ่งคือเชือกชุบด้วยดินปืน...รับลองจุดได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งพวกมันมีก็ยังมีส่วนย่อยๆอีกมากมายอธิบายวันนี้ก็คงไม่หมด... เมื่อวางแผนจบหลี่จินเริ่มวาดโครงสร้าง ด้วยความทรงจำของอีกคนบอกได้เลยว่าแบบที่หลี่จินวาดออกมา มันเป็นแบบที่ดูเหมือนแบบแปลนที่ซับซ้อนในในหนังไซไฟ ซึ่งเขาก็ใช้เวลาสร้างแบบแปลนนี้ไป 10 นาทีกว่า เหตุผลที่มันเร็วก็เพราะเขาวางมันไว้ในหัวก่อนแล้ว ถึงในหัวมันจะเกิดภาพหลอนบ่อยๆ แต่มันก็ไม่ได้มาแบบตลอดเวลาและบางครั้งมันก็หายไป ซึ่งมันก็มาน้อยลงเรื่อยๆหลังจากเขามาโลกนี้... และหลังจากที่หลี่จินวาดแบบแปลนเสร็จเรียบร้อยแล้วเขาก็เริ่มสร้างปืนใหญ่ต่อทันที สร้างส่วนหัวของมันที่ซึ่งรูมีเส้นผ่าศูนประมาณ14ซม.ยาว3เมตรสำหรับรูที่ใส่ดินปืนและ1เมตรสำหรับตัวถ่วงน้ำหนัก…หลี่จินทำมันเสร็จภายใน 3 นาที ซึ่ง...ก็ดูเหมือนว่าหลี่จินจะลืมไปว่าเขาไม่มีกำลังพอที่จะยกลำกล้องปืน  ที่หนักอย่างน้อย500กิโลกรัม แต่ทันใดนั้นมันก็มีข่าวดีเกิดขึ้น เนื่องจากเมื่อหลี่จินถ่ายทอดพลังแฝงเข้าไปแทรกในโลหะน้ำหนักจะลดลงเรื่อยๆ และเมื่อถ่ายทอดเข้าไปในโลหะจนครอบคลุม 100 เปอร์เซ็นเต็ม หลี่จินจะสามารถยกมันได้เหมือนไร้น้ำหนัก แต่ก็โชคร้ายเพราะเขาสั่งให้มันลอยไม่ได้ และการทำแบบนี้พลังแฝงในร่างของเขาลดลงไปเกือบครึ่งสำหรับการยกเหล็กหนัก500กิโลกรัม ซึ่งหลี่จินก็ไม่รู้ว่าเมื่อทำหลี่จินทำแบบเดียวกัน แต่ให้คนอื่นยกแทนเขาหรือเจ้าจะยกมันได้รึเปล่า? ส่วนตรรกะเบื้องหลังที่เป็นสาเหตุที่ทำให้หลี่จินยกโลหะได้เหมือนไร้น้ำหนักเมื่อถ่ายถอดพลังแฝง...ที่หลี่จินคาดเดาคือพลังแฝงที่ผ่านแกนแปลงรูปของเขา ไม่ได้รับผลกระทบจากแรงโน้มถ่วงพร้อมกับช่วยเขายกโลหะขึ้นได้ ประมาณว่าพลังแฝง 1 หน่วยสามารถรับน้ำหนักโลหะได้ X หน่วย... (Xในที่นี้หมายถึงไม่รู้ตัวเลข แน่ชัดแต่รู้ว่ามีแน่) หลี่จินเดาว่าเป็นอะไรทำนองนี้ เขาขอตั้งชื่อมันว่าแรงดันพลังแฝง ซึ่งเขาจะใช้มันเป็นทักษะการเลื่อนระดับมิราส เนื่องจากตอนนี้เขาอยู่ระดับ 4 แล้วหลังจากทดลองทำ… ตัดกลับมาที่การทำปืนใหญ่ ลำกล้องที่เขาทำคือลำกล้องแบบ bore barrel ที่จะเพิ่มแรงหมุนของลูกกระสุน และกระสุนจะหมุนในขณะที่พุ่งใส่เป้าหมาย ซึ่งจะมันมีผลการเจาะเกาะที่ดีพอสมควร… หลังจากใช้มิราสทำลำกล้องปืนใหญ่ หลี่จินก็เปิดช่องที่ด้านบนและสร้างระบบเปิดปิดเพื่อใส่กระสุน ซึ่งข้างในมีช่องยึดกระสุนที่ใช้แรงจากสปริงเป็นตัวยึด… เมื่อหลี่จินทำลำกล้องปืนเสร็จเขาก็ไปต่อกับการทำฐานที่จะต่อสปริงขนาดใหญ่ตรงปลายลำกล้องปืน เพื่อเวลายิงปืน สปริงจะรับน้ำหนักบางส่วน จากนั้นมันก็จะเด้งกลับไปข้างหน้า และฐานยังมีแท่งเหล็กที่ต่อไปที่พื้นเพื่อไม่ให้ปืนใหญ่ถอยหลังมากเกินไป หลังจากวางแผนขั้นต่อหลี่จินก็เริ่มสร้างฐานที่สูงประมาณ 1 เมตร 50 ซม. พร้อมกับหันไปทำแท่นหมุนแบบพิเศษ สำหรับตัวปรับระดับองศาของกระบอกปืนใหญ่...เพราะพึ่งสร้างครั้งแรกทำให้หลี่จินใช้เวลาในกานสร้างไปประมาณ 10 - 20 นาที และตอนนี้น้ำหนักรวมของปืนใหญ่อยู่ที่ 7-8 ร้อยกิโลกรัม ส่วนสุดท้ายคือลูกกระสุน มันง่ายที่สุดในทุกส่วนเนื่องจากมิราสที่เขาครอบครอง ซึ่งมันก็ยังสามารถแยกออกเป็น 2 ส่วนด้วยกัน ส่วนแรกคือที่สำหรับใส่ดินปืนยาวประมาณ 25 ซม. หัวกระสุนยาว10ซม. รวมเป็นกระสุนยาว35ซม.และอย่าลืมเจาะช่องตรงส่วนที่ใส่ดินปืน เพื่อใส่เชือกเข้าไปก่อนค่อยต่อด้วยการใส่ดินปืนตาม ขึ้นต่อไปคือการเชื่อหัวกระสุนกับตัวกระสุน ซึ่งเป็นการสร้างช่องตรงปลายหัวกระสุนด้านตรงข้ามหัวแหลมเล็กน้อย โดยให้ช่องว่างมันใหญ่กว่าส่วนดินปืน จากนั้นเชื่อมต่อกันให้แน่นด้วยการเอาหัวกระสุนไปทาบส่วนดินปืนและบีบช่องที่สร้างเอาไว้ให้แน่น แต่ก็อย่าแน่นเกินไปไม่งั้นกระสุนจะแตกแนที่จะพุ่งไปข้างหน้า …………………………………………………………………. ขณะเดียวกัน ณ เมืองกุนชางชายแดนของอาณาจักรซือโตว่ตอนี้สงบสุขเช่นเดิมเหมือนทุกวัน แต่นอกอาณาเขตอาณาจักรที่มีแม่น้ำขนาดใหญ่ขว้างกันในป่าที่ห่างออกไป... “ฮ่าฮ่า...ท่านคาดิโก้พวกเราจะไปจัดการพวกที่เป็นปฏิปักษ์ตอนไหนกัน ผมขัดมือขึ้นมาแล้ว” มันเป็นเสียงของชายหนุ่มที่ใส่ชุดคลุมสีดำไร้ลายซึ่งอยู่ฝังปีศาจถาม ชายวัยกลางคนในชุดคลุมสีขาวที่มีลายอักระแปลกๆและอยู่ฝังเทพ... “โจสัน...ข้าบอกแล้วว่าให้เรียกข้านักพรตก็พอแล้ว..ไม่จำเป็นต้องเรียกท่าน” นักพรตคาดิโก้กล่าวอย่างช้าๆ แต่มันทำเอานักพรตชั้นต่ำโจสันหนาวสั่นเพราะเขารู้ดีว่ามันเป็นคำสั่ง... “ได้ขอรับท่านนักพรต ข้าจะทำตามที่ท่านแนะนำ” โจสันคุกเขาหนึ่งข้าลและตอบ “ดีมาก...ลุกขึ้นได้” คาดิโก้กล่าวด้วยสีหน้าสงบ แต่น้ำเสียงกลับเต็มไปด้วยความพอใจ… เมื่อเห็นโจสันลุกขึ้นคาดิโก้ก็พูดต่อ “นิกายเทพและปีศาจให้คนมาประมาณ 10,000 คน ถ้าเรียงจากยศต่ำไปสูงจะมีผู้ศรัทธาเข้าร่วม 2,500 คน สมาชิกชั้นต่ำ 3,000 คน สมาชิกชั้นสูง 2,000 คน ผู้ฝึกตนชั้นต่ำ 500 คน ผู้ฝึกตนชั้นสูง 200 คน นักพรตชั้น 50 คน และทั้งหมดเป็นของฝั่งปีศาจ” “ซึ่งเจ้าเป็นผู้นำทัพ แต่ผู้นำนิกายกลัวว่าแผนจะพลาดเขาจึงส่งนักพรตชั้นสูง 1 คน  นั้นก็คือข้ามาเสริมทัพ...นี้คือจำนวนสมาชิกที่สูงที่สุดหมื่นคนของนิกาย และยังเป็นจำนวนคนที่เจ้าจะต้องใช้หาของสังเวยระหว่างทางไปเมืองเมโต เจ้ารู้ใช้ไหม” “ข..ขอรับข้าทราบ” โจสันกล่าวด้วยน้ำเสียงสั้นๆเพราะเขาเผลอฝืนคำสั่งไปข้อหนึ่ง “ดูจากท่าทีเจ้าคงรู้ว่าข้าเคยสั่งให้เจ้าห้ามไปใกล้เมืองอารอน! ถึงมันจะใกล้กว่าการอ้อมแค่ไหนก็ตาม!!” คาดิโก้ตวาดด้วยน้ำเสียงเคร่งครึง การตวาดของคาดิโก้ทำให้โจสันต้องคุกเข่าลงทั้งสองข้างลง! ก็เพราะเขายังไม่อยากตาย!! สาเหตุที่โจสันต้องกลัวก็เพราะว่าชายได้ชื่อว่าที่นักพรตฝั่งเทพแท้จริงแล้วไม่ได้ดีสมกับตำแหน่ง...ในนิกายเทพและปีศาจมีความลือแปลกๆเรื่องหนึ่ง เรื่องมันมีอยู่ว่าในห้องพักของคาดิโก้มีอุปกรณ์ทรมานมากมายคนอยู่มากมาย แต่สิ่งเขาทรมานคือคนในนิกายนี้แหละ ใน 1 เดือนจะมีสมาชิกชั้นต่ำคนใหม่ของฝ่ายหายหนึ่งคน 1 ตอนดึกๆ ซึ่งวันถัดมาหลังตะวันดับจะมีเสียงกรีดร้องของเขาดังขึ้น ที่น่ากลัวก็คือเมื่อนักพรตชั้นสูงของฝ่ายปีศาจมาถาม เขากลับตอบหน้าดื้อๆเลยว่ากำลังตรวจสอบความศรัทธา เนื่องจากอำนาจของนักพรตที่สูงพอสมควรในนิกายทำให้ไม่มีใครขัดใจเขาได้...และที่น่ากลัวที่สุดคือ 2 ต่อมากลับเจอชายคนนั้นเป็นศพโดยนักพรตบอกว่าเขาไม่ผ่านการทดสอบ... มันทำให้แม้แต่คนจากฝ่ายปีศาจที่สังเวยมนุษย์เพื่อบูชาปีศาจยังรังเกรียจ เพราะอย่างน้อยพวกเขาก็ฆ่าเพื่อบูชาไม่ใช้ฆ่าเพื่อเอาสนุกเหมือคาดิโก้ “ท..ท่านนัก..ท่านนักพรตผู้สูงส่งได้โปรดยกโทษให้การกระทำอันสิ้นคิดของผมด้วย!!...ผม...ผมแค่คิดว่าการที่เราไปตรงๆน่าจะดีกว่าการอ้อมไป และผมยังได้ให้ไส้สึกในเมืองอารอนตรวจสอบแล้ว! นอกจากวัยรุ่นของตระกูลหลักในอาณาจักรซือโตว่ก็ไม่มีใครอีกเลย!!!” โจสันคุกเข่าอ้อนวอนด้วยความถ่ามกลางสายตาที่สงสารและสะใจของคนบางคนที่เข้ามาดูเหตุการณ์ และสายตาที่กำลังสะใจของคาดิโก้ก็ด้วย “ที่จริง...มันเป็นคำสั่งจากผู้หลุดพ้นของนิกายที่กำชับข้าให้ทำแบบนั้น...แต่คิดดูแล้วเอาตามที่เจ้าบอกนั้นแหละ” คาดิโก้พูดด้วยรอยยิ้ม โจสันที่ได้ยินประโยคแรกก็สิ้นหวังไม่ทันทีเพราะผู้หลุดพ้นเทียบได้กับพระคาร์ดินัลของโบสถ์เลยทีเดียว การขัดคำสั่งมันเจ็บปวดยิ่งกว่าตายซะอีก แต่เมื่อได้ยินประโยคหลังเขาก็โล่งได้ในที่สุดถึงจะยังไม่ค่อยแน่ใจเกี่ยวกับเป้าหมายของนัดพรตท่านนี้ แต่เจาจะใช้เรื่องในครั้งนี้รายงานผู้หลุดพ้นว่าเรื่องที่คาดิโก้ขัดคำสั่งเพื่อเลื่อนตำแหน่ง! ............................................................... กลับมาที่หลี่จินในเวลานี้ที่เขากำลังสร้างกระสุน มันเหลือครั้งตอนสุดท้ายคือการเชื่อมทั้ง 2 เข้าด้วยกัน… แต่ทันใดนั้นก็มีเสียงของผู้ชายตะโกนขึ้น!! "เจ้าที่อยู่ข้างหน้าของข้านั้นน่ะหนีไปซะ!" ชายคนนั้นตะโกนเมื่อเห็นหลี่จินที่กำลังนั่งข้างสิ่งแปลกๆและขวางทางของเขาเอาไว้ หลี่จินหันไปมองตามเสียงเห็นชายวัยหนุ่มกำลังขี่ม้าสีขาวที่รูปลักษณ์ดูมีสง่า ข้างๆเขาก็มีหญิงสาวที่กำลังขี่มาด้วยท่าทางของพวกเขาที่ดูแตกตื่นเหมือนกำลังหนีอะไรมา… ส่วนชายคนนั้นที่เห็นว่าหลี่จินไม่วิ่งหนีก็กำลังจะตะโกนอีกครั้ง แต่หญิงสาวข้างๆเขารั้งเอาไว้ก่อน "ข้าคิดว่าเขาอาจจะกำลังตกใจม้าของเรา และถึงเขาจะวิ่งก็อาจจะไม่ทันแรดเขาน้ำแข็งที่อยู่ข้างหลัง ข้าว่า...เราควรช่วยเขา" หญิงสาวที่กำลังขี่ม้าพูด "แต่คุณหนู!! ถ้าเราชะลอความเร็วลงแรดเขาน้ำแข็งที่ตามอยู่ข้างหลังอาจตามเราทันได้ และคุณหนูจะได้รับบาดเจ็บ..." ชายคนนั้นพยายามห้าม "พี่ชง! แค่ข้าได้รับบาดเจ็บก็ดีกว่าให้คนที่ไม่รู้เรื่องมาตาย!!" หญิงสาวกล่าวแย้ง "คุณหนู..." ถึงหญิงสาวพยายามแย้ง แต่ชายคนนั้นก็ยังไม่เห็นด้วย "ฟางชง!ข้าจะพูดอีกครั้งเราต้องช่วยเขา!" หญิงสาวตะโกนขัดการปฏิเสธอย่างเด็ดขาด ชายคนนั้นอ้ำๆอึ้งๆ แต่ก็ยังยอมทำตาม... เมื่อเห็นชายหนุ่มสงบลงหญิงสาวก็อ้าปากพูดแต่เสียงมันกลับดังอย่างผิดปกติ "ผู้ชายที่อยู่ตรงนั้นน่ะมีสัตว์เวทขั้นต่ำกำลังตามหลังเรามา!พวกข้าจะคว้าเจ้าขึ้นม้าแต่เจ้าต้องอยู่เฉยๆ!!" หลี่จินที่ได้ยินเสียงหญิงสาวก็พยักและคิดในใจ ‘1คนดีมากอีก1คนยังไมาทราบ...’ ประกอบกระสุนทั้งสองด้วยมิราสและลุกขึ้นจากโต๊ะที่นั่งอยู่ พร้อมกับทวนลายละเอียดสัตว์เวทมนต์ขั้นต่อที่ได้จากห้องสมุด 'สัตว์เวทเป็นการพัฒนาจากตัวอ่อนเวท ที่ซึ่งทั้งร่างกายและแกนมิราสในตัวพัฒนาไปไกลมากกว่าสัตว์ปกติ จากที่เราศึกษาดูเมือนร่ายกายของสัตว์เวทไม่ได้พัฒนาไปไกลจากสัตว์ปกติแบบสุดโต้...ปืนใหญ่น่าจะสามารถสร้างความเสียหายได้ ที่สำคำคัญมันขายได้ราคาสูงมากทำให้เราพัฒนาเทคโนโลยีต่อไปได้' หลี่จินคิดพร้อมบรรจุกระสุนลงในปืนใหญ่ที่พึ่งสร้าง ถึงมันเสี่ยงเพราะปืนนี้พึ่งสร้างครั้งแรกและยังไม่ได้ทดสอบ หันปืนไปทางคนทั้งสองและเอียงกระบอกปืนใหญ่ไป20องศา เนื่องจากเขาจะโจมตีระยะใกล้และสัตว์เวทตัวนี้น่าจะใหญ่เพราะสัตว์เวทส่วนใหญ่จะตัวใหญ่เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว 'เดิมพันกับเจ้านี้นี่แหละน่ะ' หลี่จินคิดและลูปปืนใหญ่อย่างสบายๆ แต่ที่ใบหน้าของเขาเหงื่อกำลังไหลออกมากกว่าปกติเล็กน้อย ก็เพราะเขายังตายไม่ได้...ชาตินี้ยังไม่ได้ทำให้แม่ของเขาสุขสบายและมีความสุขเลย... ส่วนหญิงสาวที่เห็นหลี่จินไม่อยู่เฉยๆก็รู้สึกแปลกใจเพราะเจ้าบอกว่าเป็นสัตว์เวทแล้วถึงเขาจะไม่รู้จัก แต่อย่างน้อยก็ต้องกลัวบางมันก็เป็นสิ่งมีชิวิตที่มีคำว่าเวทอยู่ในชื่อ... 'หรือว่าเขาจะไม่รู้จักอะไรแบบนี้เลย?' หญิงสาวคิดในใจแต่ก็ไม่ได้พูดอะไรอีกเพราะระยะห่างระหว่างทั้งสองฝ่ายใกล้จะสัมผัสกันแล้ว 200เมตร... 100เมตร...หญิงสาวกับชายหนุ่มชะลอความเร็ว 10เมตร...ชายหนุ่มที่ไม่เห็นด้วยกับการช่วยหลี่จินเป็นคนยื่นมือออกมา 3เมตร..2เมตร..และสุดท้าย1เมตร!ชายหนุ่มยื่นมือไปคว้าหลี่จิน แต่ทันใดนั้นหลี่จินก็กลิ้งไหลบไปทางด้านขวา!! "เฮ้ย!!! เจ้าทำอะไรกัน!!!" หญิงสาวที่เห็นว่าพลาดก็ตะโกนไปข้างหลัง… "คุณหนูเร่งความเร็วขึ้นเถอะ! ถ้าเขาไม่อยากรับความช่วยเหลือเราก็ไม่ต้องยื่นมือ!!" ชายหนุ่มตะโกน "แต่พี่ชงเขาอาจจะไม่เข้าใจเจตนาของเราก็ได้!" หญิงสาวตะโกน ในขณะที่มองระยะห่างระหว่างเจ้าและหลี่จินที่กำลังเพิ่มมากขึ้น "พวกเจ้าไปเถอะข้าไว้! อย่ามาช่วยข้า!!" หลี่จินที่เห็นที่สองคนกำลังเถียงกันไปตะโกนบอก หญิงสาวมองหลี่จินอย่างไม่เต็มใจเพราะพวกเจ้าเป็นคนที่เอาแรดเขาน้ำแข็งมาและเธอก็ไม่อยากให้ใครมาตายต่อหน้าต่อตาของตัวเอง "คุณหนูเร่งความเร็วขึ้นเถอะขอรับ! ถ้าไปรับเขาตอนนี้คุณหนูอาจจะรับบาดเจ็บได้!!" ชายหนุ่มเร่ง หญิงมองหน้าชายหนุ่มเหมือนจะยอมรับ แต่ทันใดนั้นเจ้าก็กลับม้าแบบทันทีทันใด! "คุณหนู!!!" ชายคนนั้นตะโกนและกำลังจะตามคุณหนูไป แต่อยู่ดีๆเขาก็เจ็บที่หน้าอกทำให้เขาตันสินใจเร่งความเร็วเพื่อกลับเมือง...