Zody(โซดี้) เป็ชื่อที่พวกมัน(?)ใช้เรียกเรา องค์กรที่จับผมกับน้องชายไปทดลองแทนพวกเราด้วยราศีทั้งสิบสอง รหัสของผมและน้องชาย คือ ศูนย์หก หรือ ‘เจมินี’่ ผมรู้จักพวกเขาแค่ไม่กี่คนเพราะเราถูกจับแยกห้องกัน และนานๆครั้งถึงจะถูกจับไปทดลองพร้อมกัน หนึ่งในนั้นคือ เวอร์โก้ เด็กผู้หญิงตัวเล็กๆที่ไม่ชอบพูด เราเจอกันแค่ครั้งเดียว และเป็นครั้งสุดท้ายด้วย เพราะจากนั้นองค์กรก็ตกอยู่ในกองเพลิง
“ทีนี้จำได้แล้วสินะ” หล่อนดึงแขนเสื้อลงมาปิดรอยสักที่ไหล่ขวาตามเดิม ผมได้แต่ตกตลึงกับสิ่งที่เห็น ไม่คิดว่าจะได้เจอกับเวอร์โก้ที่นี่ นับั้แ่ที่พวกเรากระจัดกระจายกันไป ผมก็ต้องเอาชีวิตรอดอย่างหลบๆซ่อนๆมาโดยตลอด จนไม่มีเวลาให้คิดถึงคนอื่นๆเลย
“ไม่คิดว่าจะได้เจอนายอีก”
‘ใช่ ฉันก็ไม่คิดเหมือนกันนั่นแหละ’ ผมคิด ตอนนี้ผมกำลังนึกคำถามมากมายในหัว เธอเปลี่ยนไปมากจริงๆ เมื่อก่อนเธอยังเป็นผู้หญิงตัวเล็กๆที่ขี้กลัว และไม่กล้าที่จะพูดคุยกับใคร แต่เธอในตอนนี้ ดูสงบนิ่งเหมือนต้นไม้ ‘เธอมาเรียนที่นี่ได้ยังไง?’ ‘เธอได้ติดต่อกับคนอื่นๆอีกรึป่าว?’ ‘ทำไมเธอถึงเปลี่ยนไปมากขนาดนี้?’ ‘เธอได้ข่าวขององค์กรนั่นบ้างมั้ย?’
“เดินไปคุยไปก็ได้ เราต้องย้ายไปเรียนคาบพละที่ลานอเนกประสงค์”
หล่อนไม่พูดมากไปกว่านั้น เธอหยิบกระเป๋าเป้นักเรียนขึ้นมาสะพายหลัง แล้วลุกเดินออกไป ผมทำได้แค่ต้องตามเธอไปเท่านั้น ตอนนี้ผมไม่รู้จะเริ่มยังไงเลยจริงๆ
“คือว่า… ทำไมเธอถึงอยู่ที่นี่ได้ล่ะ?” ผมเริ่มถามคำถามเธอ ขณะที่เรากำลังเดินไปที่ไหนสักที่
“ก็คงจะเหมือนกับเหตุผลของนาย ฉันเองก็อยากใช้ชีวิตได้เหมือนคนปกติ”
เธอไม่หันมามองผมด้วยซ้ำ ตรงจุดนี้เธอยังเหมือนเมื่อก่อน นิสัยตอบคำถามเหมือนไม่สนใจสิ่งใด
“มาลี เป็ชื่อเล่นจริงๆของเธองั้นเหรอ?”
“เปล่า คนอุปถัมภ์ฉันเป็คนตั้งให้”
“แล้วเธอได้ติดต่อคนอื่นๆบ้างมั้ย?”
“ไม่ นายเป็คนแรก”
หมายความว่าเธอเองก็ไม่ได้คิดจะตามหาคนอื่นๆเหมือนกันสินะ ไม่แน่ว่าบางทีองค์กรนั่น(?) คงจะหายไปอย่างถาวรแล้วจริงๆ พวกเราคนอื่นๆอาจจะสามารถใช้ชีวิตได้ปกติแล้วก็ได้
“พวกมันยังอยู่” จู่ๆหล่อนโพล่งขึ้นมา พวกมันที่เธอพูดถึงคงจะหมายถึงไอพวกองค์กรเวรนั่น
“เธอได้ข่าวพวกมันงั้นเหรอ?” ผมถามต่อทันที
“ใช่”
“ยังไง?”
“เื่มันยาว”
“แล้วเธอคิดจะทำยังไงต่อ?”
“จับตาดูไปก่อน”
“เราไม่จำเป็ต้องรีบจัดการพวกมันรึไง?”
“มันไม่ง่ายขนาดนั้น”
เธอตอบทุกอย่างเหมือนไม่ได้คิด ไม่ได้รวดเร็ว แต่เหมือนเธอช้าแบบนี้ของเธอเอง และแน่นอนว่าเธอไม่ได้หันมามองผมเลย ผมสงสัยจริงๆว่าเธอรู้เื่พวกมันได้ยังไง เธอเหมือนแค่กำลังทำตัวให้เหมือนนักเรียนทั่วไป แต่เธอคงไม่ได้อยู่เฉยๆรอให้ข่าวของพวกมันมาถึงหูอย่างเดียวแน่ๆ เธออาจจะมีเส้นสายคอยบอกข่าวอยู่เรื่อยๆ หรืออาจจะเป็ตัวเธอเองที่ตามสืบข่าวพวกมัน
“ทั้งสองอย่าง”
“หืม? เมื่อกี้เธอว่าอะไรนะ?”
อยู่ๆเวอร์โก้ก็โพล่งขึ้นมาอีกแล้ว พูดเหมือนกำลังตอบคำถามในใจของผม นี่เธออ่านใจได้รึป่าวนะ?
“ไม่มีอะไร”
จากนั้นเราก็เดินต่อไปเรื่อยๆโดยที่ผมไม่ได้ถามอะไรอีก ระหว่างทางผมสังเกตเห็นนักเรียนคนอื่นๆ มันทำให้ผมนึกถึงคำถามของครูเจิด ที่ถามว่า ‘เธอชอบสีอะไร’ มันแปลกั้แ่คำถามแล้ว แต่ตอนนี้ผมได้เห็นแล้วว่า ‘ไม่มีใครใส่สีดำเลย’ จะมีก็แค่ผม มาลี แล้วก็ชายปริศนาเมื่อตอนเช้า
‘หรือที่คนในห้องเรียนมองเราแปลกๆเพราะ ‘เสื้อกันหนาวสีดำ’ นี่กันนะ?’
ผมคิดเื่นี้อยู่หลายรอบ จนกระทั่งเรามาหยุดอยู่ตรงหน้าห้องน้ำหญิงใต้อาคาร เวอร์โก้ก็หยุดลงแล้วหันมาคุยกับผม
“ถ้าอยากรู้รายละเอียดเื่องค์กรนั่น พักเที่ยงวันนี้ ไปเจอกันที่ต้นไม้ใหญ่หลังโรงเรียนสิ”
“ตกลง” ผมตัดสินใจทันที เพราะยังไงวันนี้ผมก็ว่างอยู่แล้ว ในโรงเรียนที่ส่อแววจะวุ่นวายแบบนี้ ถ้ามีคนคอยเป็หูเป็ตาให้ได้บ้างก็ดีไม่เลว
“อ้าว? มาลี” เสียงหญิงสาวดังขึ้น สาวแคชเชียร์ที่เจอเมื่อเช้าคนเดิม เดินออกมาจากห้องน้ำพอดิบพอดี เธอเปลี่ยนไปสวมชุดกีฬาของโรงเรียนที่เป็กางเกงวอร์มสีเขียว และเสื้อเชิตสีขาวปกเขียว “ยังไม่เปลี่ยนชุดอีกเหรอ?”
“กำลังจะไปเปลี่ยนพอดี” เธอตอบได้เย็นชาเช่นเคย ‘ไร้ชีวิตชีวาอะไรขนาดนี้’ แต่ก็พูดเยอะกว่าตอนที่พึ่งรู้จักกันละนะ
“งั้นเหรอ แล้วนั่น…เด็กใหม่ไม่ใช่เหรอ ทำไมมาอยู่ที่นี่กันล่ะ”
“พอดีรู้จักกัน เลยเดินคุยกันนิดหน่อย”
“เดินคุยกัน!? แบบถามตอบหนะเหรอ?” หล่อนทำท่าทางใน่าดู ทำหน้าเครียดสุดๆ
“ใช่” เธอตอบอย่างมั่นใจ แต่ที่จริงผมถามเธออยู่ฝ่ายเดียว ถ้านั้นหมายถึงการถามตอบละนะ
“โห!..ขอโทษที.. คือ.. ฉันแปลกใจน่ะ” หล่อนอุทานเสียดัง แล้วพอรู้ตัวว่าใแรงเกินไปก็ขอโทษ ดูท่าทางเป็คนมีมารยาทนะ “ปกติเธอพูดกับใครที่ไหน”
แปลว่าปกติมาลีไม่ค่อยตอบคำถามเหรอ หรืออาจจะแค่ไม่มีใครพูดด้วยเฉยๆ คนอื่นๆเลยมองว่าพูดน้อย แต่ดูจากรูปลักษณ์แล้ว อย่างหลังดูจะเป็นไปได้มากกว่า
“ถ้าพูดถึงขนาดนั้น แปลว่ารู้จักกันจริงๆสินะ” หล่อนยอมเข้าใจได้ง่ายๆเลย มันทำให้ผมสงสัยว่า ‘โห เวอร์โก้พูดน้อยขนาดไหนกันเนี่ย?’
“ฉันชื่อ ‘ซีแอล’ เป็เพื่อนของมาลี ยินดีที่ได้รู้จักนะ”
ซีแอลยื่นมือข้างหนึ่งมาข้างหน้า ผมจึงตอบกลับด้วยการจับมือเธอแล้วเขย่าเบาๆ
“ฉันชื่อ นิศ ยินดีที่รู้จัก”
ทางด้านมาลีก็เดินเข้าห้องน้ำไปเงียบๆ ไม่สนใจผมกับซีแอลเลย ตอนนี้จึงเหลือแค่เราสองคนที่ยืนอยู่หน้าห้องน้ำหญิง เมื่อผมกลับมามองที่ซีแอลอีกครั้ง ก็พบว่าเธอกำลังจ้องหน้าผมอย่างสงสัย
“เอิ่ม… มีอะไรเหรอ?” ผมอึดอัดจึงถามออกไป
“นึกออกละ นายคือนักเรียนคนเมื่อเช้า ที่ร้านสะดวกซื้อ นายใส่เสื้อสีดำทับชุดนักเรียน ฉันจึงจำได้แม่นเลย”
จำได้แม่นเพราะใส่เสื้อสีดำนี่นะเหรอ จริงด้วยสิ ไหนๆก็รู้จักกันแล้ว ถามสักหน่อยคงไม่เป็ไร
“งั้นเหรอ จะว่าไปแล้ว.. เหมือนคนอื่นๆจะไม่ชอบสีดำกันเลยนะ มีเหตุผลอะไรรึเปล่า?” สีดำที่คนอื่นๆรังเกียจ แต่เหมือนว่าจะไม่ใช่ทุกคนที่เป็นแบบนั้น อย่างน้อยซีแอลคนนี้ก็ไม่ได้มีท่าทางเหมือนคนอื่นๆ หนำซ้ำเธอยังเป็เพื่อนกับเวอร์โก้ที่สวมผ้าคลุมไหล่สีดำด้วย ไม่ใช่สิ ตอนนี้คือมาลีต่างหาก
“เื่นั้น ที่จริงมันก็นานมากแล้วนะ เป็ข่าวลือของโรงเรียนเมื่อเจ็ดปีก่อน มีเหตุการฆ่ากันตายเกิดขึ้นในโรงเรียนนี้” สีหน้าของซีแอลดูจริงจังขึ้นมาทันทีเมื่อเริ่มเล่า เธอเข้ามาใกล้ผมมากกว่าเดิม และพูดเบากว่าเดิม “นักเรียนที่ตายเป็นักกีฬาตัวแทนระดับจังหวัด ทั้งหมดสี่คน ข่าวการตายถูกปิดเงียบเอาไว้ เพราะผู้อำนวยการโรงเรียนในตอนนั้นขอให้ตำรวจและญาติผู้เสียชีวิตปิดปากเงียบ นอกจากนั้น คดีนี้ผิดธรรมชาติมาก เพราะที่เกิดเหตุมีแต่ร่องรอยการหลบหนีของพวกเขาที่ตาย ไม่พบเจออาวุธ หรือร่องรอยอะไรอื่น เหมือนพวกเขาถูกผีไล่ฆ่า พวกเขาตายพร้อมๆกัน และต่างสถานที่กัน”
พอซีแอลเล่าถึงตรงนี้ ผมก็รู้สึกประหลาดใจขึ้นมา แบบนั้นมันเป็นไปได้ด้วยเหรอ ‘ถูกผีไล่ฆ่า?’
“มันเกี่ยวกับสีดำยังไง” ผมถามต่อ ซีแอลก็ยิ่งยื่นหน้าเข้ามาใกล้ผมมากกว่าเดิม
“เพราะหาคนร้ายไม่ได้ ตำรวจเลยพุ่งเป้าไปที่นักเรียนชายคนหนึ่งที่สนิทกับผู้ตายทั้งสี่คน ปกติพวกเขาจะไปไหนมาไหนกันห้าคนตลอด แม้นักเรียนคนนี้จะไม่ได้เป็นักกีฬาเหมือนทั้งสี่คน แต่ก็เป็คนเดียวที่อยู่กับพวกเขาครั้งสุดท้ายก่อนเสียชีวิต ตำรวจพยายามค้นหาเด็กหนุ่มคนนี้เพื่อสอบสวน แต่เขาก็ดันหายตัวไปอย่างลึกลับ ตำรวจคิดไปเองว่าเขาถูกฆ่าเหมือนเพื่อนคนอื่น จึงพยายามตามหาอยู่หลายเดือนก็ยังไม่พบ แต่ก็ยังมีคนบางกลุ่มที่เชื่อว่า เขาเป็ฆ่าเพื่อนทั้งสี่คนแล้วหลบหนีไป เป็เด็กวัดที่ไม่มีพ่อแม่หรือรูปถ่ายชัดเจน พวกตำรวจจนปัญญาจึงเลิกตามคดีนี้”
“แล้วตกลงว่ามันเกี่ยวกับสีดำยังไงล่ะ?” ซีแอลเอาแต่พูดอ้อมค้อมไม่ยอมเข้าใจความหลักสักที จนผมเริ่มทนไม่ไหว
“เด็กหนุ่มที่หายตัวไปอย่างลึกลับคนนั้น ถูกเพื่อนคนอื่นๆเรียกว่า ‘ชุดดำ’ เพราะเขาชอบสวมแจ็กเก็ตหนังสีดำทับไว้ตลอดเวลา ั้แ่นั้นมา นักเรียนคนไหนก็ตามที่แต่งกายด้วยสีดำ ถ้าไม่ประสบอุบัติเหตุจนพิการ คนรอบข้างก็มักจะโดนแทน เป็เหมือนอาถรรพ์ที่สืบต่อกันมาเรื่อยๆ”
“ไร้สาระ ไม่เห็นมันจะเกี่ยวกันเลย” ผมคิดแบบนั้นจริงๆ การที่เคยมีคนใส่เสื้อสีดำแล้วไปเกี่ยวข้องกับการตายของใครสักคน มันจะทำให้กลายเป็คำสาปไปได้ยังไง ไม่สมเหตุสมผลเอาซะเลย
“ฉันก็คิดว่ามันไร้สาระเหมือนกัน คงเป็นแค่เื่เล่าปากต่อปากมากกว่า ใครจะใส่สำดำมาโรงเรียนก็ไม่เห็นแปลกเลย ในโรงเรียนตอนนี้ก็มีคนใส่สีดำอยู่ ฉันก็ไม่เห็นว่าจะมีใครเป็อะไรนะ”
คำพูดของซีแอลทำให้ผมได้รู้ ว่าสีดำที่ทุกคนหวาดกลัวนั้น มันก็แค่การอุปทานหมู่ดีๆนี่เอง มีทั้งคนที่เชื่อ และคนที่ไม่เชื่อ เพราะถ้ามันน่ากลัวขนาดนั้นจริงๆ เด็กเกเรที่ชื่อมิทนั่นคงไม่กล้ามาหาเื่ผมที่ใส่ชุดดำอยู่หรอก
จังหวะเดียวกันนั้นเอง เวอร์โก้ก็เดินออกมาจากห้องน้ำ ตอนนี้เธออยู่ในชุดกีฬาแบบเดียวกับซีแอล แต่ยังสวมผ้าคลุมไหล่สีดำตัวเดิมทับไว้เช่นเคย แถมหน้าตาก็ยังอึมครึมแบบเดิมด้วย
“เสร็จแล้วเหรอมาลี งั้นเราไปกันเถอะ” ซีแอลหันไปคุยกับมาลี แต่ยังไม่ลืมที่จะหันมาคุยกับผม “นิศเองก็ไปพร้อมกันเลยสิ คงไม่ได้เอาชุดกีฬามาเปลี่ยนใช่มั้ยละ?”
“ก็ใช่” ผมไม่ได้หยิบชุดกีฬามาด้วยเพราะยังไม่มั่นใจในวิชาที่สอน แถมผมไม่สนใจกีฬาสักเท่าไหร่ด้วย เลยถือวิสาสะไม่เอามา ‘วันแรก คงไม่มีอะไรหรอกมั้ง’
ใต้อาคาร18 เวลา 10:40 น. (ลานอเนกประสงค์)
ด้วยเหตุนั้น พวกเราสามคนจึงเดินไปที่ลานกว้างใต้อาคารพร้อมกัน ที่นั่นมีนักเรียนคนอื่นในห้องยืนรออยู่ก่อนแล้ว รวมถึงนักเรียนที่ผมไม่เคยเจอด้วย และทุกคนอยู่ในชุดกีฬา
“นิศอาจจะยังไม่รู้ แต่คาบพละเราจะเรียนรวมกับห้องสามด้วย” ซีแอลพูด ขณะที่เดินนำเพื่อไปรวมกับคนอื่นๆ แต่คนเ่าั้ดูไม่อยากผูกมิตรเท่าไหร่ พวกเขามองผมกับเวอร์โก้ด้วยหางตา แล้วซุบซิบนินทากันซึ่งๆหน้า
‘ไอพวกนี้นี่!’ ไร้มารยาทชะมัด
“ทำตัวให้ชินไว้เถอะ” เวอร์โก้พูดกับผม “มันดีกับพวกเรามากกว่า”
“มันก็ถูกของเธอ แต่มันน่าหงุดหงิด” ใช่ มันดีกับผมที่ไม่ต้องผูกมิตรกับใคร เพราะยิ่งเป็ที่รู้จักก็ยิ่งอันตรายกับตัวผมเอง แต่แบบนี้มันก็ไม่ได้ต่างกันสักเท่าไหร่เลยนี่ แถมเ้าพวกนั้นยังไรมารยาทจนน่าโมโห ผู้คนในโรงเรียนนี้มันน่าโมโหจริงๆ
“อ้าวๆ! คุยกันเสียงดังจังวะ!!” เสียงนั่นดังมาจากทางด้านหลัง ชายวัยกลางคนร่างท้วมกำยำในชุดกีฬากำลังขมึงตามาทางพวกเรา เมื่อทุกคนเห็นเขาก็ต่างเงียบกันหมด คงเป็ครูที่จะมาสอนพละในคาบนี้ “แปลว่ายังมีแรงแหกปากกันได้อยู่สินะ”
ท่าทางของครูพละคนนี้ดุดันเหมือนทหารรบ แม้แต่รูปลักษณ์ภายนอกก็เหมือนทหาร ผมตัดสั้นจนแทบจะเกรียนทั้งหัว กล้ามเนื้อที่ใหญ่โต แถมยังมีแผลเป็ตามแขนเต็มไปหมด
“ทั้งหมดวิ่งไปแตะกำแพงอีกฝั่งแล้วกลับมา จับคนช้าสองนาย ไปได้!!”
แล้วทุกคนก็พร้อมใจกันวิ่งสุดฝีเท้า แม้แต่เวอร์โก้ที่ดูเฉื่อยชายังออกวิ่ง ผมคิดอะไรไม่ออกเลยวิ่งตามไป แต่ก็ช้าไปเสียแล้ว ผมกลายเป็คนสุดท้ายที่มาถึง
‘นี่วิชาพละหรือฝึกทหารเนี่ย!?’ ผมคิด
“ไอคนช้าสองนาย มานี่!!”
ครูพละคนนั้นเรียกผมออกไปหน้าแถว พร้อมกับนายมิท ช่างบังเอิญจริงๆ แต่ผมไม่แปลกใจเลย เด็กเกเรแบบหมอนี่ต้องไม่ทำตามคำสั่งที่เหมือนทหารง่ายๆแน่
“แกอีกแล้วเหรอไอมิท!” ครูพละคนนั้นมีท่าทีเบื่อหน่ายสุดๆ คิ้วขมวดกันเป็นปมเพราะความหงุดหงิด “ครูไม่รู้จะสรรหาคำไหนมาด่าแกแล้ว!”
“งั้นก็เลิกบ่นสักทีเถอะครู” มิทตอบกลับด้วยท่าทางไร้ความเคารพ จะเรียกว่ากล้าหรือไร้มารยาทดี
ครูพละนิ่งไป แต่หน้าตาดูเอาเื่สุดๆ เขาเดินเข้าไปใกล้มิทอย่างช้าๆ สายตาเบิกกว้าง แล้วกระซิบอะไรบางอย่างที่ข้างหูมิท ผมได้ยินที่ครูไม่ถนัด แต่เหมือนจะพูดถึงพ่อของมิท แล้วหมอนั่นก็มีท่าทีว่าง่ายเสียอย่างนั้น
“ขอโทษครับ” นายมิทพูด ครูพละคนนี้คงกำความลับบางอย่างของมิทไว้แน่
“เออ” เขาตอบสั้นๆ จากนั้นก็หันมาทางผม “แล้วแกเป็ใคร เด็กใหม่เหรอ?”
“เขาพึ่งย้ายมาวันนี้ค่ะครูกัน ชื่อ นิศากร ค่ะ” ซีแอลเป็คนตอบแทนผมที่กำลังอ้ำอึ้ง เท่าที่ผมสังเกต ‘เธอเป็นหัวหน้าห้องสินะ’
“ครูไม่ได้ถามเธอ! ยัยจินตรา”
คำพูดนั้นทำเอาซีแอลและคนอื่นๆสะดุ้ง แต่ตัวซีแอลน่าจะอายกับคำที่ครูใช้เรียกน่าดู เพราะเธอทำหน้าตาเหมือนจะร้องไห้ แถมยังเอามือขึ้นมาปิดผมสั้นๆของเธอไว้
“มาวันแรก แต่สะเพร่าลืมเอาชุดกีฬามาเปลี่ยน แสดงออกถึงความไม่กระตือรือร้นที่จะเรียน”
ทีนี้ครูพละก็เริ่มลูบคางตัวเองเบาๆ แล้วยื่นหน้ามามองผมอย่างพินิจ จนผมรู้สึกอึดอัด มองั้แ่หัวยันเท้าเลย ที่หนักกว่านั้น เขายังถอดแว่นของผมออกอีกด้วย ‘อะไรของเขาเนี่ย! ?’
“หน้าแกหวานจังเลยนะ ผิวก็ขาว ร่างกายก็บางอย่างกับผู้หญิง…. เป็เกย์รึป่าว?”
“.....” ผมไม่ได้ตอบกลับไป แต่ใช่ว่าผมจะเมินเฉยต่อคำพูดของเขาหรอกนะ ผมรู้สึกโกรธใช้ได้เลย
“โฮ! ทำหน้าตาไม่เลวนี่!” ครูมีสีหน้าที่พอใจเอามากๆ เหมือนเด็กเจอของเล่นใหม่ “งั้นก็พิสูจน์สักหน่อยสิ”
เขาเดินไปหยิบอะไรบางอย่างในกล่องพลาสติกที่วางไว้ริมกำแพงั้แ่ก่อนที่ผมจะมาถึง ผมแอบเห็นว่ามิทกำลังยิ้มอารมณ์ดีอย่างมีเลศนัย
“เอ้า! รับ!” ครูพละโยนบางอย่างมาให้ทั้งผมและมิท เมื่อมองดูจึงรู้ว่ามันคือนวมชกมวยสีขาวสภาพดี
‘หมายความว่าไง?’
“ต่อจากคาบที่แล้ว พวกแกสองคน ชกให้เพื่อนดูเป็ตัวอย่างหนึ่งยก”
‘ห้ะ!? นี่เรียนอะไรกันวะเนี่ย??’ ผมได้แต่ทึ่งอยู่ในใจ เริ่มวิชาพละคาบแรก ก็จะให้ชกกับใครไม่รู้เลยเหรอเนี่ย
และดูเหมือนมิทจะพอใจอย่างมาก เขายิ้มยียวนพลางหยิบนวมนั่นมาสวมอย่างรวดเร็ว อีกทั้งยังชกลมโชว์อีกหนึ่งชุด
“คราวนี้แกเละแน่ ไอแว่น”
“.....” ผมยืนมองอีกฝ่ายนิ่งๆ พร้อมกับสวมนวมในมือ ได้แต่บ่นกับตัวเองในความคิด
‘วันนี้มีแต่เื่น่าหงุดหงิดจริงๆนั่นแหละ’