เสี่ยวเอ้อที่กำลังยกอาหารไปส่งยังโต๊ะลูกค้า อยู่ๆก็ถูกแย่งจากกลุ่มอันธพาลที่พึ่งเข้ามา ทำให้เ้าของโต๊ะที่สั่งอาหารไม่พอใจ และลุกขึ้นต่อว่ากลุ่มอันธพาล แต่ก็กลุ่มอันธพาลคนหนึ่งถีบเสี่ยวเอ้อกระเด็นออกไป พอเป็เช่นนี้คนอื่นๆก็พลอยออกจากร้านไปกันจนหมด ทำให้กลุ่มอันธพาลมีท่าทีที่มีความสุขยิ่ง
กลุ่มอันธพาลมองไปยังโต๊ะตรงหัวมุมร้าน ยังพบชายสามคนยังคงนั่งอย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาว ด้วยความที่กลุ่มอันธพาลมีผู้คนมากกว่า และยังพกอาวุธมาด้วยทุกคน อันธพาลผู้หนึ่งที่กำบัวพาดดาบไว้บนไหล่ เดินตรงเข้าไปหาชายสามคนที่นั่งอยู่โต๊ะตรงมุมร้าน
“ พวกเ้ายังไม่เข้าสถานการณ์หรืออย่างไร ยังไม่ไสหัวไปอีก !! ”
อันธพาลพูดจบก็เอามือซ้ายมาจับที่ไหล่ขวาฟงหยาง ฟงหยางตอบโต้ทันทีด้วยใบหน้าที่เข้มขรึม
ฟงหยางใช้มือซ้ายจับแขนอันธพาลแล้วบิดอย่างรุนแรง ทำให้อันธพาลผู้นั้นต้องร้องออกมาด้วยความเ็ป ฟงหยางลุกขึ้นและใช้มือขวาฟาดลงที่หลังคอทำให้อันธพาลคนนั้นสลบลงไปทันที
กลุ่มอันธพาลที่เห็นก็ไม่รอช้า รีบลุกและจับอาวุธพุ่งกรูเข้ามา ฟงหยางเห็นก็พุ่งตัวออกไป ะโเหยียบไหล่อันธพาลสองสามคนแรก ก่อนที่จะเท้าถีบอันธพาลที่อยู่ถัดไปจนกระเด็นทำให้โต๊ะที่อยู่ด้านหลังพังทลายลง
เหวินหยางตอนนี้ท่าทางดูกังวลใจยิ่ง ส่วนทางชางยวิ๋นที่เห็นก็ยังคงยกแก้วน้ำชาเข้าปากอย่างใจเย็นก่อนที่จะใช้อีกมือดีดอากาศออกไปหลายครา ทำให้กลุ่มอันธพาลหลายคนถูกปลดอาวุลลง บางคนก็ล้มลงเข่าพับไปกับพื้น
ฟงหยางแม้จะสู้ด้วยมือเปล่า แต่ก็สู้ได้อย่างชำนาญ ทำให้กลุ่มอันธพาลได้รับความเ็ปกันทั่วหน้า ก่อนที่จะพากันหอบหิ้วหนีกันไป
“ ขอบคุณสหายที่ช่วยเหลือ ” ฟงหยางกล่าวกับชางยวิ๋น
“ เื่เล็กน้อย แต่ข้าว่าถึงข้าไม่เข้าไปยุ่ง คนพวกนี้ก็คงไม่คณามือท่านหรอ ”
“ ฮ่า ฮ่า สหายก็กล่าวเกินไป ว่าแต่ท่านเถอะ ฝีมือร้ายกาจยิ่งนัก หายากยิ่งนักผู้ที่มีฝีมือลมปราณที่เก่งกาจเช่นนี้ ”
ทั้งสามคนพูดคุยกันอย่างถูกคอ หลังจากทานอาหารมื้อเที่ยงเสร็จแล้ว ก็ต่างแยกย้ายจากกันไป
ชางยวิ๋นยังคงพาศิษย์เดินทางไปยังทางเหนือ ระหว่างทางเหวินหยางก็เกิดความสงสัยจึงได้ถามผู้เป็อาจารย์
“ ผู้าุโฟงหยางเป็ผู้ใดหรือ ข้ารู้สึกว่าท่านนั้นฝีมือไม่ธรรมดาจริงๆ ”
“ เท่าที่ข้าดูแล้วก็น่าจะเป็ฟงหยางที่มีชื่อเสียงอันดับต้นๆของยุทธภพ หนึ่งดาบของเขาฟาดฟันได้ทุกสิ่ง ”
“ เป็ยอดฝีมือระดับนั้นเชียว เหตุใดข้าถึงไม่รู้สึกถึงความยิ่งใหญ่เท่าใดนัก ”
“ บุคลิกของเขาก็เป็เช่นนั้น ยอดฝีมือในยุทธภพหลายคนก็มิได้ถือตัว ร่อนเร่ไปทั่วตามใจปรารถนา ”
เหวินหยางได้ยินเช่นนี้ก็รู้สึกว่าการออกท่องยุทธภพที่ตนใฝ่ฝัน ก็คงคล้ายกับท่านผู้นั้นเป็แน่
การเดินทางของทั้งสองคนก็ผ่านมาหลายวันแล้ว หลายวันมานี้ตลอดทางที่ผ่านมาชางยวิ๋นก็ได้สอนเหวินหยางเกี่ยวกับเื่ราวในยุทธภพไว้มากมาย เพื่อเตรียมตัวรับมือกับภัยอัตรายที่จะเกิดขึ้นในภายภาคหน้า
ทั้งสองคนเดินทางไปถึงยังเมืองอี้หลิงในยามพลบค่ำ ภายในเมืองเหมือนมีงานเทศกาลบางอย่าง ทำให้บรรยากาศตลอดสองข้างทางเต็มไปด้วยผู้คน
หลังจากทั้งสองคนจัดแจงที่พักได้แล้ว ชางยวิ๋นก็พาศิษย์ของตนเดินออกไปชมงานเทศกาลในยามค่ำคืน
ทั้งสองคนเดินไปตามท้องถนนมุ่งสู่ใจกลางเมือง ยิ่งเดินต่อไปผู้คนยิ่งหนาแน่น
กลางเมืองมีผู้คนมากมาย เมื่อทั้งสองเดินมาถึงจุดถนนตัดกันใจกลางเมือง ก็ปรากฏเวทีการแแสดงอยู่ที่นั่น
ชางยวิ๋นหยุดตรงข้างเวทีการแสดง และจดจ่อกับการแสดงบนเวที ที่มีหญิงงามชุดแดงกำลังร่ายรำตามเสียงผู้บรรเลงพิณอยู่ข้างๆ ท่ามกลางผู้คนมากมายที่มีแต่เสียงสนทนาและกิจกรรมอื่นๆ ทำให้กลบเสียงและการแสดงบนเวทีจางหายจนหมดสิ้น
หลังดนตรีบรรเลงเพลงจบลง ชางยวิ๋นที่เห็นก็ได้รำพึงเสียงออกมา
“ การร่ายรำงดงามเช่นนี้ ไหนเลยไม่มีผู้ใดสนใจ เสียดายยิ่งนัก ”
เหวินหยางที่เหมือนได้ยินอาจารย์กล่าวบางอย่างแต่ก็ฟังไม่ถนัดนัก จึงได้หันไปมองผู้เป็อาจารย์ แต่ทว่าอาจารย์ของตนยามนี้ก็ได้ะโขึ้นไปบนเวทีเสียแล้ว
ชายชุดขาวที่มีเส้นผมขาวดุจดั่งหิมะ ท่าทางนอบน้อมของเขากำลังพูดคุยกับนักบรรเลงพิณ ก่อนที่สักพักผู้บรรเลงพิณจะลุกขึ้นยื่น ชางยวิ๋นโค้งคำนับสตรีที่เป็นักร่ายรำ ก่อนที่จะนั่งลงและเตรียมบรรเลงพิณ
“ ตึง ~ ~ ~ ~ ~ ~ ~ ”
เสียงพิณดังขึ้นหนึ่งครา คล้ายมีคลื่นลมแผ่เสียงออกไปเป็วงกว้าง ยามใดเสียงนี้วิ่งผ่านผู้คนก็ทำให้ผู้นั้นต้องงีบหูตั้งใจฟังและมองไปยังทิศทางของเสียง
ชั่งน่าพิสดารยิ่งนัก จากผู้คนที่สนทนากันวุ่นวาย บัดนี้ค่อยๆเงียบลงและหันไปมองบนเวทีการแสดง
บัดนี้หนึ่งสตรีชุดแดงงามสง่า หนึ่งบุรุษชุดขาวท่าทางสุขุม กลายเป็จุดนำสายตาให้ทุกคนบริเวณนั้นต่างหันไปมอง
เมื่อทุกอย่างเงียบลง เสียงพิณค่อยๆบรรเลงพร้อมกับการร่ายรำของสตรีอย่างสง่างาม เหวินหยางที่เห็นก็ยังต้องกล่าวชื่นชมผู้เป็อาจารย์ ตนเองก็ไม่คาดคิดว่าผู้เป็อาจารย์นั้นจะมีฝีมือด้านตนตรีมากมายถึงเพียงนี้
การแสดงที่ลื่นไหลไพเราะจนจบบทเพลง ทำให้ผู้คนต่างปรบมือเสียงดังสนั่นไปทั่ว ทั้งนักแสดงและนักบรรเลงต่างน้อมรับคำชื่นชมอย่างสุภาพ ก่อนที่จะหันหน้าคำนับให้กันคาหนึ่ง
ชางยวิ๋นลงเวทีและคืนเวทีการแสดงให้กับงานแสดงแล้วเดินตรงกลับไปหาเหวินหยาง
“ นายท่าน ! นายท่าน ! ”
เสียงหญิงสาวไล่ตามหลังชางยวิ๋นกำลังะโร้องเรียก
“ นายท่านของข้าอยากพบท่าน อยากจะรบกวนนายท่านสักครู่ได้หรือไม่ ”
หญิงสาวที่แต่งตัวคล้ายสาวใช้มาเชื้อเชิญชางยวิ๋น
ชางยวิ๋นหันไปหาเหวินหยางและหยักหน้าให้
“ เชิญแม่นางนำทางเถอะ ”