ตอนที่94 อุบายของหลินอี้เฟิง
นายกเทศมนตรีไม่กล้าเอ่ยออกมาโดยตรงว่าแบบแปลนโรงงานไมได้มาตรฐานแต่เขาเลี่ยงให้คำอื่นที่สุภาพมากกว่าเพื่อลดความไม่พอใจจากทุกฝ่าย
“ได้สิ! เรื่องแค่นี้เองผมยินดีปรับปรุงให้ทันทีเลย เดี๋ยวกินเลี้ยงเสร็จ ผมจะโทรแจ้งหัวหน้างานให้จัดการ”
หลินอี้เฟิงยิ้มมุมปากพลางยกแก้วไวน์เพื่อชนกับสองตัวแทนในการเจรจาจบปัญหาเขารับปากพล่อย ๆโดยไม่ได้คิดที่จะทำจริงจังเพราะคิดว่าปัญหาได้จบสิ้นแล้วบนโต๊ะอาหารเย็นนี้
นายกเทศมนตรีและผู้อำนวยการเสว่ยกแก้วไวน์ขึ้นชนกับแก้วไวน์ของหลินอี้เฟิงอย่างยินดีบรรยากาศการพูดคุยกลับเปลี่ยนไปเป็นเรื่องแนวทางพัฒนาเมืองต้าเสิ้งต่อโดยไมได้เอ่ยถึงปัญหาจากโรงงานอีกเลย
เสิ่นลี่อิงพึมพำด้วยความรู้สึกโกรธแค้นที่เจ้าหน้าที่รัฐเข้าข้างหลินอี้เฟิงหน้ามืดตามัวจนขาดสติโดยไม่ได้สนใจข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นแม้แต่น้อย
“บัดซบ! พวกนี้ทำงานกินภาษีเสียเปล่าน่าจับไปประหารให้หลาบจำ กล้าพูดได้เต็มปากเลยนะว่าไม่มีปัญหา เห็นทีฉันคงใจดีมากเกินไปถ้าอย่างนั้นฉันจะช่วยจัดการให้เอง”
เธอไม่นึกว่าเจ้าหน้าที่ระดับสูงจากรัฐที่ส่งเข้ามาตรวจสอบปัญหาในโรงงานของอดีตสามีจะพูดเข้าข้างโดยขาดการตรวจสอบอย่างมีประสิทธิภาพซึ่งเธอไม่รู้ว่าอีกฝ่ายมาเพราะต้องการตอบแทนบุญคุณของตระกูลหลิน
เมื่อเห็นว่าปัญหากำลังจะเงียบหายไปจึงตัดสินใจส่งภาพและเสียงในห้องกินเลี้ยงไปยังสำนักพิมพ์ชื่อดังหลายแห่งรวมทั้งกรมตำรวจและกองทัพ
เธออยากรู้ว่าการแก้ไขปัญหาของหน่วยงานอื่นจะสามารถจัดการกับหลินอี้เฟิงได้หรือไม่
“หากคราวนี้ปัญหาของเขายังเงียบหายไปอีกก็แสดงว่าฉันหวังพึ่งความยุติธรรมในประเทศไม่ได้ เห็นทีฉันคงได้กลายร่างเป็นนางมารเพื่อกำจัดศัตรูเองละมั้ง”
เธอพึมพำพร้อมบีบโทรศัพท์แน่นเป็นการระบายความโกรธแค้นเพราะไม่คาดคิดว่าอดีตสามีจะมีคนช่วยเหลือ
ถึงแม้เธอจะรู้ว่าตระกูลหลินร่ำรวยมหาศาลและมีอิทธิพลต่อนักการเมืองและหน่วยงานสำคัญหลายแห่งทว่าเธอยังมีความ
หวังที่จะมีใครสักคนมองเห็นความชั่วร้ายของอดีตสามีและสามารถกำจัดเขาไปได้
เมื่อดำเนินการส่งภาพและเสียงไปเรียบร้อยแล้วเธอนั่งสงบสติอารมณ์สักครู่เพื่อไม่ให้มีอารมณ์หงุดหงิดกลับไปหาเพื่อนเพราะเป็นงานเลี้ยงสำคัญที่เพื่อนหลายคนตั้งใจมาร่วมสนุกด้วยกัน
พออารมณ์ดีขึ้นแล้วจึงเดินกลับห้องหนึ่งโดยไม่รู้ว่ามีเหตุการณ์บางอย่างเกิดขึ้นในขณะที่เธอหายตัวไป
กงเจียหลิงเหลือบมองเห็นเพื่อนสนิทเดินเข้ามาในห้องจึงเดินเซเล็กน้อยเข้าไปหาเพื่อนที่หน้าประตูทันทีด้วยท่าทางตื่นเต้นยินดีซึ่งอาการเหล่านี้เกิดขึ้นกับเพื่อนนักเรียนหญิงหลายคน
“อิงเอ๋อร์.....น่าเสียดายที่เธอไม่อยู่ในห้องเมื่อตะกี้มีหนุ่มหล่อเอาไวน์มาให้ด้วยแหละ เขาเป็นหนุ่มคนนั้นไง? คนที่มาถามทางพวกเราเมื่อหลายเดือนก่อนแต่วันนี้เขาหล่อและเท่มาก”
“จริงด้วย! เขาบอกว่าจะเข้ามาอีกทีแต่เอาไวน์มาขอบคุณพวกเราก่อน หล่อแถมยังใจดีอีกด้วย”
“หล่อแบบนี้ฉันอยากเป็นแฟนเขาจังเลย ว่าแต่เขาชื่ออะไร?ไม่เห็นแนะนำตัวกับพวกเราเลย”
“เขาหล่อ.....หล่อม๊ากกก.....ฉันอยากซบอกเขาจังเลย”
เพื่อนนักเรียนหญิงอีกสามคนแสดงความคิดเห็นด้วยท่าทางของเด็กสาวฝันหวานถึงเจ้าชายหล่อเหลา
เสิ่นลี่อิงพยักหน้ารับอย่างเสียไม่ได้เธอสงสัยการกระทำของหลินอี้เฟิงเป็นอย่างมากเพราะมีเขาเพียงคนเดียวที่เคยสอบถามทางไปโรงงานแอดวานซ์กับเพื่อนนักเรียนมาก่อน
แต่เธอไม่เข้าใจการแสดงน้ำใจด้วยการนำไวน์มามอบให้พอเห็นเพื่อนทั้งหลายดื่มกินอย่างมีความสุข จึงไม่อยากพูดขัดแล้วทำให้เสียบรรยากาศทำให้เลือกที่จะพูดเออออไปด้วยว่า
“ก็ดีแล้วนี่พวกเธออย่าดื่มเยอะเกินไปนะ พวกเราจะไปต่อโอเกะกันอยู่ไม่ใช่หรือ? หากกินอิ่มแล้วก็ไปกันเถอะ”
เสิ่นลี่อิงเหลือบมองเห็นเพื่อนหลายคนเริ่มพูดลิ้นรัวแล้วจึงไม่อยากให้ทุกคนมึนเมาจนไม่สามารถไปร้องเพลงต่อได้
ทำให้เอ่ยชวนเพื่อนทันทีก่อนที่แผนในรายการสุดท้ายจะพลาดไปเนื่องจากเธออยากฟังเพลงที่เพื่อนสนิทตั้งใจร้องให้ฟัง
“จริงสิ! เร็วเข้าทุกคน อาหารก็หมดแล้ว เอาไวน์ไปกินต่อที่โอเกะดีกว่าฉันต้องการร้องเพลงให้อิงเอ๋อร์ฟัง”
กงเจียหลิงตะโกนแข่งเสียงเพื่อนเพื่อให้แต่ละคนเตรียมตัวพร้อมย้ายไปสนุกสนานร่วมกันในสถานที่แห่งใหม่
หูเฉาเหว่ยเดินหน้าแดงมาหากงเจียหลิงเขาพยายามควบคุมตัวเองให้เดินตรง แล้วเอ่ยถามแฟนสาวขึ้นมาด้วยสายตาแวววาวอย่างมีความหมายว่า
“หลิงหลิงที่รักคุณจะไปแล้วหรือ?โอเค.....เดี๋ยวผมเรียกพนักงานให้มาเช็กบิลก่อน รอแป๊บนะครับ”
เสิ่นลี่อิงยืนตกตะลึงตาค้างอย่างไม่เชื่อสายตาและสิ่งที่ได้ยินเธอหันหน้าไปมองเพื่อนหญิงสองสามคนที่ยืนอยู่ข้างกัน ทุกคนต่างหัวเราะเบา ๆอย่างเข้าใจในสถานการณ์
“หลิงหลิงสรุปว่ายังไง?เธอกับหัวหน้าห้องตกลงเป็นแฟนกันแล้วหรือ?”
เด็กสาวไม่อยากเชื่อว่าการหายตัวไปเข้าห้องสุขาไม่ถึงครึ่งชั่วโมงกลับเข้ามาในห้องจัดเลี้ยงอีกครั้งจะพบบรรยากาศระหว่างเพื่อนเปลี่ยนไปมากขนาดนี้
กงเจียหลิงปิดหน้าตนเองด้วยความเขินอายเพื่อนสนิทเธอพูดเสียงอู้อี้อยู่ในลำคอโดยมีฝ่ามือสองข้างปิดกั้นเสียงไว้อีกชั้นด้วยความเขินอายว่า
“อิงเอ๋อร์อ่ะฉันก็แค่เหงา อยากมีใครสักคนดูแลนี่นา เธอยังมีบอดี้การ์ดดูแลตั้งสองคนแน่ะแต่ฉันไม่มีใครเลยนะ อย่าโมโหให้ฉันสิ แล้วฉันจะร้องเพลงให้เธอฟังหลาย ๆเพลง.....นะ.....นะ”
กงเจียหลิงเลิกปิดหน้าแล้วหันมาเขย่าแขนเสิ่นลี่อิงเพื่อหวังให้เพื่อนสนิทเข้าใจความรู้สึกของตนเอง
เสิ่นลี่อิงกระพริบตาปริบๆ ด้วยความรู้สึกหลากหลาย เธอรู้สึกได้ทันทีว่าเพื่อนและตนเองได้เติบโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว
อีกไม่กี่เดือนแต่ละคนก็จะสอบเกาเข่าเป็นช่วงเวลาของการเปลี่ยนผ่านในการเป็นผู้ใหญ่ที่ต้องมีความรับผิดชอบมากขึ้นจึงเข้าใจความรู้สึกของเพื่อนอยู่บ้าง ถึงแม้เหตุผลจะฟังดูพิกลก็ตามที
“โอเค ฉันไม่ว่าอะไรหรอกยังไงก็เป็นสิทธิ์ของเธออยู่แล้วนี่นา”
เด็กสาวหันหน้าไปบอกหัวหน้าห้องที่ยืนหน้าแดงด้วยความเขินอายบวกกับฤทธิ์ของไวน์อยู่ข้างๆ กงเจียหลิงตามจริงว่า
“เรื่องค่าอาหารไม่ต้องกังวลหรอกนะเอาไว้ไปแชร์กันที่โอเกะละกัน พอดีพ่อให้เงินรางวัลมาเยอะอยู่ฉันออกไปเคลียร์ให้แล้ว”
“มิน่าละ.....อิงเอ๋อร์ถึงหายไปเสียนานเลย”กงเจียหลิงพยักหน้าเข้าใจ
“ขอบคุณเพื่อนนักเรียนเสิ่นมากเดี๋ยวผมไปบอกเพื่อน ๆ ก่อน”
หูเฉาเหว่ยยินดีรับน้ำใจจากเสิ่นลี่อิงเขารู้สึกโล่งใจที่เด็กสาวไม่ได้ต่อต้านการคบหาระหว่างเขากับกงเจียหลิงจึงอาสาช่วยประสานกับเพื่อนห้องห้าที่กำลังส่งเสียงโวยวายดังลั่น
เสิ่นลี่อิงไม่ได้สนใจเรื่องไวน์ที่หลินอี้เฟิงนำมาให้เพราะเธอปรารถนาที่จะไม่ได้เห็นเขาในเมืองต้าเสิ้งอีกมากกว่า
อย่างไรก็ตามหลินอี้เฟิงเข้ามาในห้องพิเศษหมายเลขหนึ่งอีกครั้งเพราะต้องการพบเด็กสาวที่เขาใฝ่ฝัน
เขาพบว่านักเรียนในห้องพิเศษหนึ่งกำลังเตรียมตัวออกจากห้องแล้วจึงต้องการแสดงน้ำใจด้วยการจ่ายค่าอาหารเพื่อทำให้เด็กสาวปลาบปลื้มในตัวเองว่า
"อ้าว! จะไปกันแล้วหรือครับ? งั้นผมช่วยจ่ายค่าอาหารให้นะครับ"
“ไม่เป็นไรหรอกค่ะเพื่อนฉันจ่ายไปแล้ว ขอบคุณอีกครั้งนะคะสำหรับไวน์ที่เอามาให้”
กงเจียหลิงทำหน้าที่เป็นตัวแทนเพื่อนห้องห้าในการกล่าวตอบกับชายหนุ่มหล่อเหลาอีกทั้งเสิ่นลี่อิงเป็นคนผลักเธอให้มายืนด้านหน้า จึงรับรู้ได้ทันทีว่าเพื่อนสนิทไม่ต้องการสนทนากับชายหนุ่ม
“แล้วจะไปที่ไหนกันต่อละครับ?เดี๋ยวผมจะตอบแทนที่อุตส่าห์บอกทางให้ในวันนั้น”
หลินอี้เฟิงสอบถามอย่างมีแผนการเขาอยากล่วงรู้สถานที่ที่เด็กนักเรียนกำลังจะไปเพื่อที่จะได้ตามไปรับตัวเด็กสาวเพราะคาดการณ์ว่าหากดื่มไปแล้วยาน่าจะเริ่มออกฤทธิ์ในอีกครึ่งถึงหนึ่งชั่วโมงข้างหน้า
กงเจียหลิงกำลังจะตอบกลับด้วยใจซื่อแต่เธอถูกเพื่อนสนิทกระตุกแขนไว้จึงรับรู้สัญญาณได้ทันทีว่าเพื่อนคงต้องการไปร่วมสนุกเฉพาะกลุ่มโดยไม่มีคนนอกร่วมด้วยทำให้เธอต้องกล่าวขอโทษชายหนุ่มตรงหน้าอย่างรู้สึกผิดว่า
“อ้อ! พอดีพวกเราจะไปบ้านหัวหน้าห้องค่ะเขามีห้องคาราโอเกะพอดี จะได้ไม่ต้องเสียเงินเพิ่มอีก”
หูเฉาเหว่ยหันขวับมองหน้าแฟนสาวหมาดๆ ด้วยความประหลาดใจ แต่เขามองเห็นการส่งสัญญาณจากเธอจึงร่วมแสดงละครอย่างเข้าใจกันว่า
“อ้อ! ใช่ครับ!เพิ่งสร้างเสร็จพอดี ก็เลยอยากอวดเพื่อน ๆ เสียหน่อย จะได้ประหยัดเงินด้วย”
หลินอี้เฟิงหรี่ตามองกลุ่มเด็กนักเรียนและเด็กสาวแสนสวยอย่างพิจารณาเขาพบว่าทุกคนต่างปิดบังและปฏิเสธที่จะให้เขาเข้าร่วมกลุ่มไปด้วยจึงเอ่ยออกมาอย่างผ่อนคลายแต่แฝงความนัยบางอย่างไว้ว่า
“ไม่เป็นไรครับเชิญตามสบายเลย ผมนี่โชคร้ายจริง ๆ พอมีข่าวไม่ดีของบริษัทออกมาดูเหมือนจะมีแต่คนรังเกียจผมนะครับ ทั้งที่ความจริงไม่ได้เป็นอย่างนั้นเลย”
“พวกเราไปกันเถอะ”
เสิ่นลี่อิงรำคาญที่จะต้องทนเห็นหน้าศัตรูนานเกินไปเธอเอ่ยชวนเพื่อนให้รีบออกจากสถานที่แห่งนี้โดยเร็ว
กงเจียหลิงและหูเฉาเหว่ยต่างยิ้มแหยให้กับหลินอี้เฟิงแล้วพากันทยอยเดินออกไปจากห้องหนึ่งโดยไม่ได้สนใจหลินอี้เฟิงอีก
เสิ่นลี่อิงเดินไปกับกงเจียหลิงและกลุ่มเพื่อนนักเรียนหญิงอีกสองคนทำให้หลินอี้เฟิงไม่กล้าเดินเข้ามาแทรกระหว่างกลาง เขาปล่อยให้กลุ่มนักเรียนเดินออกไปจากห้องพลางจ้องมองแผ่นหลังของเด็กสาวที่ตนสนใจด้วยแววตาวาววับ