่ที่ 1 เปลวไฟดวงนั้น
หลังจาก่เวลาที่แสนบ้าคลั่งบนสนามรบที่เป็ทั้งที่ตายและจุดเริ่มต้นใหม่แอสต้าก็เริ่มเดินทางกลับไปยังอาณาจักรมอสเตรียเพื่อสืบหาความจริงและพาเจมี่ ลูกชายตัวน้อยของเธอออกจากที่นั่นแต่ระยะทางที่ไกลหลายร้อยกิโลเมตรนี้ก็ยังคงยากลำบากแม้แต่กับร่างที่ถูกแปรเปลี่ยนเป็สิ่งเหนือธรรมชาติจนกระทั่งราตรีใต้ฝนที่ตกโหมกระหน่ำก็เริ่มย่างเข้ามา
ตลอดทางที่แอสต้าเดินทางในชุดเกราะทหารและเศษธงคลุมตัวที่หาได้จากสนามรบเดิมเธอพยายามหาที่หลบฝนและตั้งสติของตัวเองเพื่อไม่ให้นึกถึงสิ่งที่เกิดขึ้นั้แ่ตอนที่เธอได้ฟื้นบนเสาเข็มกับการฆ่าและกินเนื้อกลุ่มทหารหนีทัพที่เธอเพิ่งลงมือไปไม่นานจนกระทั่งเธอได้เข้าไปในป่าที่ตีนเขา ในระหว่างการเดินเข้าไปในป่าที่รกชัน เธอสงสัยกับตัวเองอยู่ไปพลาง
จะว่าไป ในตอนที่ฉันมีสติอยู่ฉันจะเคลื่อนไหวและโจมตีได้หนักเหมือนตอนที่ฉันกลายร่างหรือเปล่านะ?แอสต้าคิดกับตัวเอง
“ก็ได้อยู่ เพราะการกินเนื้อพวกนั้นมันเสริมพลังเดิมที่แกเคยมีถึงจะไม่มากเท่าตอนที่กลายร่างก็เถอะ” วิคเตอร์ย้ำจุดนี้ของแอสต้าอยู่ในความคิดของแก“แต่ฉันต้องบอกก่อนนะว่าไอ้สิ่งที่เธอกินไปมันเพิ่มแค่พลังให้เธอแค่นิดเดียวเพราะพวกมันไม่มีวิชาอะไรเลย แต่อย่างน้อยเธอก็ได้พลังจากผู้ที่ใช้คาถาเป็เว้นแต่…”
“เว้นแต่อะไร?” แอสต้าถาม
“ยังไม่บอกดีกว่าเดี๋ยวแกก็จะรู้เอง” วิคเตอร์ตอบ
“ไหนๆ แกก็จะอยู่เพื่อทรมานฉันแล้ว ทำไมไม่บอกให้หมดไปเลยล่ะเอาแต่ตอบครึ่งๆ กลางๆ อยู่ได้?”
“ฉันบอกสิ่งที่จำเป็ต้องรู้แล้ว แต่ถ้าบอกทั้งหมดก็หมดสนุกสิและบางอย่างเดี๋ยวแกก็จะรู้เอง” วิคเตอร์ตอบยียวน
“ลีลาเยอะเหลือเกินนะแก แล้วถ้าเกิดฉันฆ่าคนที่สร้างแก แกจะหายไปไหม?”แอสต้าถาม
“ไม่หรอก คำสาปนี้ติดตัวถาวร ต่อให้โลกแตกฉันก็ไม่หายไปจากความคิดของแก”
“เดี๋ยวก่อนนะ!? ถ้าแกรู้ความคิดทั้งหมดของฉันนั่นเท่ากับว่าแกก็รู้ด้วยว่าฉันทำอะไรอยู่แม้แต่ตอนที่ฉันขี้ อาบน้ำ มีประจำเดือนช่วยตัวเอง กับ…”
“อีบ้า! คิดว่าฉันอยากรู้ทุกซอกหลืบของแกรึไง?” วิคเตอร์ตวาดกลับ“ถ้าแกว่างคิดเื่แบบนี้ ฉันว่าแกไปหาที่พักให้เจอเถอะ?”
จริงของมันแอสต้าคิด แค่ที่ผ่านมานี้ฝนตกหนักมาตลอดจนแทบจะมองอะไรไม่เห็นแล้วตอนนี้เริ่มจะตกเย็นแล้วด้วย และพื้นหญ้าแถวนี้ก็แฉะหมดจนนอนไม่ได้ด้วย
หลังจากการเดินเสาะหาจุดที่เหมาะสำหรับการพักแรมระยะหนึ่งจนมาถึงโขดหินที่อยู่บนตีนเขา แอสต้าก็ได้เห็นโพรงขนาดใหญ่ห่างออกไปอยู่เบื้องหน้าของเธอแอสต้าหมอบหลบอยู่ที่หลังต้นไม้ที่อยู่ห่างไกลและสังเกตการณ์ดูว่าโพรงนั้นมีอะไรด้วยโสตประสาททั้งหมดและสัญชาตญาณการรบที่มาจากประสบการณ์มาตลอดหลายปีไม่นาน เธอก็สังเกตเห็นร่องรอยจากกิ่งไม้ที่หักกับรอยเท้ารูปทรงอุ้งตีนหมีขนาดใหญ่ที่อยู่บนพื้น
ข้างในมีหมีั์นี่เองและจากร่องรอยที่สดอยู่ แสดงว่ามันต้องอยู่ข้างในแน่ ดีละคืนนี้จะได้เอามาย่างกินเหมือนคนทั่วไปสักที และด้วยตัวขนาดแค่สามเมตรสู้มือเปล่าสบายแน่
แอสต้าไม่ทันจะคิดเสร็จสิ่งที่เดินออกมาอย่างรวดเร็วพร้อมกับเสียงฝีเท้าที่หนักหน่วงกลับไม่ใช่หมีั์ธรรมดาที่เธอพอจะล้มได้ด้วยมือเปล่าแต่เป็หมีที่ใหญ่ถึงหกเมตรและกำยำกว่าซึ่งปกคลุมด้วยขนเหล็กไหลสีดำขนาดเกือบห้าเมตรเ้าของโพรงเดินออกมาพร้อมกับคำรามขู่แอสต้าให้ออกไปจากอาณาเขตของมัน
เวรละสิหมีเหล็กไหลั์นี่! ขนของมันสะท้อนแรงการโจมตีธรรมดาและเร็วผิดกับขนาดแบบนี้สู้มือเปล่ายากแน่!แอสต้าสะดุ้งเฮือกแต่ก็ลังเลอยู่ว่าจะสู้หรือจะถอยเธอดูความสว่างรอบตัวที่ใกล้จะมืดทำให้เธอได้คำตอบ ช่วยไม่ได้แฮะ ถ้าถอยตอนฟ้ามืดแบบนี้คงหลงป่าแน่อย่างนี้คงต้องเสี่ยงสู้อย่างเดียวแล้ว
“แกจะกลัวอันตรายอะไร? ฉันบอกแล้วไงว่าตอนนี้แกฆ่าไม่ตายแล้ว”วิคเตอร์ทัก
“ก็ฉันไม่อยากหลงป่านี่ ฉันต้องรับกลับเมือง!” แอสต้าตอบสวน
“แล้วแกจะกลับไปทำไม ในเมื่อสุดท้ายแกก็จะไม่เหลืออะไรอยู่ดี?”
“ก็ลูกของฉันอยู่ที่นั่น ฉันต้องพาลูกของฉันออกมา!” แอสต้าตอบแต่ยังไม่ทันจะจบประโยค หมีเหล็กไหลั์ตัวดำเมี่ยมตัวนั้นก็พุ่งกระโจนเข้ามาโจมตีเธอด้วยความเร็วสูงมากเ้าหมีเหล็กไหลั์ะโขึ้นและเหวี่ยงขาหน้าที่ล่ำเหมือนท่อนซุงหวดลงกับพื้นแต่แอสต้าะโหลบไปข้างหลังทันการ มีเพียงเสียงะเืจากการตะบบบนพื้นจน
เวรเอ๊ยเร็วชิบ! ไม่มีเวลามาใจลอยแล้ว!
แอสต้าลงสู่พื้นและตั้งหลักเตรียมสู้และเธอก็ถามวิคเตอร์ทันที “ตอนนี้ฉันไม่ต้องใช้อาวุธสู้แล้วใช่ไหม?”
“ก็ใช่ แต่แกจะทำได้จริงๆ เหรอ”
“หมายความว่ายังไง?”
“อยากรู้ก็ลองโดนตะบบสักทีสิ” วิคเตอร์ตอบ
“ไอ้เวรนี่ไม่คิดจะช่วยเลยหรือไง?” แอสต้าตวาด แต่ทันใดนั้นหมีเหล็กไหลั์ก็พุ่งเข้ามาหาเธออีกครั้งแอสต้าตั้งการ์ดและจัดท่ายืนของเธอเตรียมรับมือเ้าหมีพุ่งเข้ามาไกลจนได้ระยะที่สามารถสวนกลับได้ แอสต้าชิงจังหวะหลบชกขวาเข้าไปที่อกของหมีดังเคล๊ง
สำเร็จไหม?ทีตอนชกเกราะเหล็กยังทะลุร่างเลย แต่มันไม่เป็อย่างที่คิดเพราะแอสต้าตัวะเืจากการสะท้อนแรงกลับของขนสีดำบนร่างหมีจนเสียสูญ ส่วนเ้าหมีตัวนั้นแค่ผงะเสียหลักไปข้างหลังแต่ก็พลิกตัวลุกขึ้นมาใหม่อีกครั้งอ้าวไม่ได้ผลเหรอ!? และในระหว่างที่แอสต้ากำลังงงหมีเหล็กไหลั์ก็ตบเข้าที่ด้านซ้ายของเธอทันทีจนปลิวหลายสิบเมตรไปกระแทกกับต้นไม้ส่งผลให้แอสต้าช้ำในจนกระอักเืและทรุดลงกับพื้นใต้ต้นไม้นั้น เธอาเ็จนไม่สามารถขยับตัวได้สิ่งที่เธอเห็นคือภาพเลือนลางของหมีเหล็กไหลั์ที่กำลังเดินสี่ขาเข้ามาโจมตีซ้ำเพื่อปลิดชีพ
หมายความว่ายังไงวะ?ตอนฉันคลั่งฉันฉีกเกราะเหล็กได้ แต่ทำไมทีตอนนี้กลับสู้ไม่ได้
“ก็ตอนนี้แกสู้แรงไม่พอนี่อยู่ แล้วจะให้ทำอย่างนั้นได้ยังไงล่ะ” วิคเตอร์อธิบาย “ถ้าอยากสู้ได้ง่ายๆ ก็กลายร่างสิ”
แอสต้าที่ทรุดลงคาโคนต้นไม้เถียงกลับ“ฉันไม่เอาด้วยหรอก! ถ้าจะให้เป็แบบนั้นฉันไม่ยอม!”
“ตามใจ ถ้าแกอยากเป็อาหารหมีก็เชิญแต่แกก็รู้นี่ว่าหมีเหล็กไหลั์ชอบตุนเหยื่อไว้กินหลังการล่าลองนึกดูแล้วกันว่าแกจะต้องโดนตบโดนกินกี่รอบ”
“ไอ้บ้า ใครจะไปยอม!” แอสต้าตวาดกลับ “อย่างน้อยมันก็ยังมีจุดอ่อนอยู่ที่หัว แค่ซัดแรงๆ ที่ตรงนั้นก็พอแล้ว!”
“ถ้าเป็หมัดแรกก็มีลุ้น แต่ตอนนี้แกยืนยังจะไม่ไหวเลยแล้วนับประสาอะไรกับะโชกหมีล่ะ?” วิคเตอร์ย้อนกลับ
“ยังไงก็ต้องได้ละ!” แอสต้าตวาดด้วยความกดดันพร้อมกับแววตาสีดำที่เริ่มจะเปลี่ยนเป็สีแดงประกายของอสูรอีกครั้ง“อุตส่าห์รอดจากสนามรบมาได้ทั้งทีจะมาลงเอยเป็อาหารหมีได้ยังไง?ฉันจะฆ่ามันก่อนที่มันจะฆ่าฉัน!”
และด้วยความเดือดดาลนี้แอสต้ากลับมาอยู่ในร่างของมนุษย์กินคนะจอมบ้าคลั่งอีกครั้งเธอลุกขึ้นอย่างรวดเร็วและพุ่งไปอยู่ตรงหน้าหมีเหล็กไหลั์ตัวนั้นจากระยะหลายเมตรด้วยความเร็วชั่วพริบตาจากนั้นเธอก็เหวี่ยงหมัดจาก้าลงที่กลางหัวของหมีเหล็กไหลั์จนทิ่มพื้นดังตูมตัวเธอกระดอนปลิวกลับไปด้วยแรงสะท้อนจากขนของหมีอีกครั้งแต่เธอสามารถพลิกตัวกลางอากาศเพื่อรักษาศูนย์ก่อนที่จะลงไปไถลกับพื้นโดยใช้ขากับมือยันเพื่อตั้งหลักและเมื่อเ้าหมีที่หน้าของมันเต็มไปด้วยเืและเศษดินลุกขึ้นด้วยขาคู่หลังเพื่อใช้ขนาดของมันข่มขวัญและเตรียมสู้แอสต้าก็พุ่งไปที่ร่างขอหมีด้วยความเร็วและรุนแรงที่มากกว่าเดิมจนทะลุกลางลำตัวของหมีเหล็กไหลั์ความรุนแรงของการโจมตีครั้งนี้ทำให้เครื่องในพุ่งกระจายออกด้านหลังแม้แต่หัวใจและปอดของมันก็หลุดติดมือของเธอด้วยส่งผลทำให้หมีตัวนั้นล้มหงายหลังคาที่และร้องครวญครางชักดิ้นชักงอด้วยความทรมานส่วนแอสต้าในร่างมนุษย์กินคนที่หายใจเข้าออกเสียงดังด้วยความคลุ้มคลั่งจนเหมือนเสียงคำรามก็หันกลับไปและกัดกินร่างของหมีเหล็กไหลั์ตัวนั้นทั้งที่ยังไม่ตายสนิทอย่างตะกละตะกลามด้วยความรวดเร็วจนไม่เหลือแม้แต่ขนสักเส้นแต่แอสต้าก็ยังไม่หายจากความคลั่ง เธอวิ่งฝ่าฝนไปที่โพรงของหมีตัวนั้นซึ่งสิ่งที่เธอเห็นอยู่ในโพรงนั้นคือครอกลูกหมีทั้งสี่ที่กำลังขดตัวอยู่ในความกลัวอย่างน่าสงสารพร้อมกับหลุมเก็บอาหารทั้งซากสัตว์และรังผึ้งที่เ้าของรังล่ามาได้สีหน้าดังปีศาจหิวโหยของแอสต้าแสยะยิ้มด้วยปากที่ชุ่มด้วยเืและพุ่งตัวเข้าไปในโพรงเพื่อฆ่ากินเหล่าลูกหมีและกินทุกอย่างที่อยู่ในถ้ำจนหมดสิ่งที่เหลือมีเพียงคราบเืบนพื้นในโพรง และแอสต้าผู้กระหายเืเพียงคนดียว
หลังจากการฆ่าสิ้นสุดลงแอสต้าที่ร่างอาบเืก็ค่อยๆ ได้สติกลับมา และทันทีที่ทาสีดำของเธอกลับมาอีกครั้ง เธอทรุดตัวลงหอบด้วยความเหนื่อยและก็สังเกตรอบตัวด้วยใเกิดอะไรขึ้นเนี่ย? อีกแล้วเหรอ
“ใช่” วิคเตอร์ตอบ “แกฆ่าเ้าหมีนั่นกับลูกทุกตัวและอาหารทั้งหมดที่อยู่ในรังด้วยไม่อยากรู้นะเนี่ยว่าแกจะตะกละขณะนี้”
แอสต้าได้แต่ตะลึงและคิดกับตัวเองด้วยความตึงเครียดบรรลัยเอ๊ย! ถ้าเป็อย่างนี้ในที่ที่มีคนอยู่ด้วยต้องแย่แน่ๆ ให้ตายสิ!มันจะมีวิธีควบคุมไหมเนี่ย?
วิคเตอร์พูดต่อ“วิธีมันก็มี แต่แกจะไหวหรือเปล่านะ?”
“แล้ววิธีที่ว่าคืออะไรล่ะ?” แอสต้าเลิกตาขึ้นพร้อมกับถาม
“อืม…ก็แค่แข็งใจตั้งสติให้ได้มากที่สุด มีแค่นั้นละ แต่แกเพิ่งเป็มนุษย์กินคนะใหม่ๆวันนี้จะไหวหรือเปล่า? เพราะทันทีที่กลายร่างถึงพลังร่างกายกับทักษะการต่อสู้ของแกจะเพิ่มขึ้นแบบไม่มีสิ้นสุดแต่สิ่งที่แกคิดมีแค่อย่างเดียวคือการล่าโดยไม่สนสิ่งรอบข้างแม้แต่ความเ็ปของแกเองแล้วแบบนี้แกจะคุมสติตัวเองได้เหรอ”
แอสต้าหน้านิ่วคิ้วขมวดคิดไม่ออกว่าจะทำยังไงจะว่าไป กว่าจะกลับมาได้สติ ทุกสิ่งที่อยู่รอบตัวก็ถูกฆ่าตายหมดแล้วแล้วอย่างนี้จะทำยังไงดี? ถ้าอย่างนี้คงต้องไปหาวิธีในหอเก็บข้อมูลของกระทรวงเวทมนตร์ของเมืองหลวงแล้วละ
“ขอให้โชคดีแล้วกัน เพราะฉันคิดว่ามันไม่มีแน่และใครจะไปช่วยคนตายอย่างแกล่ะ?”
“ตระกูลของฉันใหญ่พอที่จะขอความช่วยเหลือได้ไม่ยากเย็น เื่แค่นี้สบายแน่”พอแอสต้าพูดเสร็จเธอก็มองรอบตัวเพื่อหาวัตถุที่จะก่อไฟก่อนที่ฟ้าฝนที่มีแสงรำไรจะมืดสนิทลงแต่สิ่งที่มีคือเศษธงที่ห่มตัวเธอเปียกๆ กลับโพรงเปล่าๆ ที่ไม่มีอะไรเลยส่วนไม้ที่อยู่นอกโพรงก็เปียกฝนหมด บ้าจริง!ไม่มีอะไรที่ใช้สำหรับการก่อไฟได้เลย ธงกับเนื้อผ้าที่มีอยู่ในตัวเปียกหมดชุดเกราะทหารราบที่ใส่เป็แบบธรรมดา อุปกรณ์เอาตัวรอดก็ไม่มี หนังหมีที่ควรจะเหลือเพื่อถลกมาห่มกันหนาวก็เผลอกินไปแล้วแถมข้างในก็มีแต่โพรงเปล่าๆ ถึงจะไม่ตายแต่ฉันคงต้องทนนอนหนาวทั้งคืนนี้ ในระหว่างที่กำลังไตร่ตรองอยู่แอสต้าก็นึกอะไรบางอย่างออกมาได้ เดี๋ยวนะวิคเตอร์บอกว่าฉันสามารถแย่งพลังของคนที่ฉันกินเข้าไปได้ ที่ผ่านมาฉันก็น่าจะกินนักเวทย์มนต์ไฟไปด้วยและการเรียกเปลวไฟเป็วิชาขั้นพื้นฐานสำหรับนักเวทย์มนต์ไฟนั่นก็เท่ากับว่าฉันก็สามารถใช้คาถาไฟได้เท่ากับพวกเขาสิ!?
ทันทีที่แอสต้าคาดคะเนเสร็จแล้วเธอก็ไม่รอช้า แบมือออกมาและพยายามจินตนาการถึงการสร้างไฟพร้อมกับหลับตานึกถึงความหลังเมื่อสี่ปีก่อนเหตุการณ์ปัจจุบัน
สี่ปีที่แล้วณ สวนหย่อมหลังกระทรวงกลาโหม อาณาจักรมอสเตรีย
มันเป็่เวลาที่แอสต้าแม่ทัพแนวหน้าหน่วยที่หนึ่งที่ยังไม่แต่งงานกับวลาเดค ดอล์ยได้เริ่มร่วมงานที่กระทรวงกลาโหมของอาณาจักรมอสเตรียกับฮาเนะคาวะ มานจูรองแม่ทัพหน้าใหม่เชืุ้์ครึ่งเอล์ฟ ในวันนั้นหลังจากการประชุมทางการทหารที่วังหลวงทั้งสองมีโอกาสที่จะได้ใช้เวลาคุยสานสัมพันธ์กันครั้งแรก จึงชวนไปเดินเล่นกันโดยไม่ถือฐานะตำแหน่งในสวนหย่อมสไตล์วิคตอเรียหลังวังที่เต็มไปด้วยดอกไม้หลากสีสันและประดับรายทางด้วยพุ่มไม้สีเขียวสดใสกับเสาและซุ้มหินอ่อนสีขาวที่โค้งเว้าอย่างสวยงามราวกับงานศิลปะขณะนั้น แอสต้ากับมานจูอยู่ในชุดเครื่องแบบราชการทหารที่เป็สูททหารผ้ากำมะหยี่สีน้ำเงินกรมท่าทั้งเสื้อและกางเกงที่ปลายแขนเสื้อทับด้วยถุงมือหนังสีขาว กลางลำตัวเผยกระดุมสีเงินยวงกับรองเท้าหนังทรงสูงสีดำขัดเงาที่เอวคาดด้วยเข็มขัดหัวโลหะสีทองทรงกลมแบนที่ต่างกันคือทรงผมของแอสต้าที่ในตอนนั้นม้วนผมสีชมพูเป็ปมรวบเก็บไว้ที่ท้ายทอยจนเรียบร้อยที่ไหล่ติดบั้งสีขาวที่มีรูปดาวห้าแฉกสีทองนูนเรียงขึ้นเป็แนวตรง ส่วนมานจูมนุษย์ลูกครึ่งเอล์ฟปล่อยผมยาวสีทองเป็ประกายลงประบ่าเผยหูที่เรียวแหลมของเอลฟ์แต่สั้นเล็กเหมือนมนุษย์และติดบั้งลักษณะเดียวกันแต่ดาวของเขาเป็สีเงินสื่อถึงตำแหน่งที่เป็รองแอสต้าทั้งสองพูดคุยกันถึงเื่สัพเพเหระตามประสาคนหลังทำงานจนมาถึงเื่การฝึกพื้นฐานของนักเวทย์มนต์มานจูกำลังเล่าเื่การฝึกพื้นฐานเวทย์มนต์ธาตุต่างๆด้วยน้ำเสียงที่สดใสและสุภาพพร้อมกับสาธิตให้ดูซึ่งมานจูแบมือเผยให้เห็นเกลียวลมพัดวนรุนแรงจนเห็นชัดเจนเป็ลูกบอลโปร่งแสงที่เมื่อมองผ่านจะเห็นภาพเป็คลื่นหักเหกับแสงตามกระแสลมอย่างน่าพิศวง
“ท่านแม่ทัพ การฝึกพื้นฐานการใช้คาถาธาตุมันยากแต่ก็ไม่ยากเกินไปเริ่มแรกอาศัยแค่การกำหนดลมหายใจกับสมาธิ และเพ่งจิตไปที่ธาตุภายในร่างกายเมื่อหายใจออก คุณจะรู้สึกถึงไอของธาตุนั้นที่ปรากฏเป็รูปธรรมอยู่เหนือฝ่ามือของคุณแต่คุณจะเป็คนเดียวที่รู้สึกถึงความร้อนหรือหนาวอะไรจากไอนั้นเพราะฉะนั้นวางใจได้ว่าคุณจะไม่ได้รับาเ็จากธาตุที่คุณสร้างขึ้นมาเว้นแต่ว่าจะถูกอีกฝ่ายดีดมันกลับมาที่ตัวคุณ”
“แล้วนักเวทย์ทุกคนต้องฝึกการเรียกธาตุพื้นฐานทุกธาตุหรือเปล่า?” แอสต้าถาม
“ใครจะทำก็ทำได้ แต่ก็ไม่จำเป็ เพราะส่วนใหญ่จะเลือกฝึกอย่างมากแค่หนึ่งหรือสองธาตุั้แ่เด็กเพื่อความง่ายต่อการเรียกกับดัดแปลงรวมทั้งสองธาตุเป็ธาตุใหม่ยกเว้นนักเวทย์จะเข้าหน่วยรบพิเศษกับที่จะสอบเข้าเป็อาจารย์แต่คนที่จะต้องชำนาญรอบด้านจริงๆ คือผู้ที่จะสมัครเข้ากระทรวงเวทย์มนต์ ส่วนพวกนักรบที่สู้ทางกายภาพมีเพียงไม่กี่คนที่เดินลมหายใจได้มากพอที่จะเรียกธาตุออกมาจากมือแต่ระดับท่านแม่ทัพต้องทำได้แน่”
“อืม” แอสต้าตอบตกลง เธอหลับตาลงและแบมือเพื่อเรียกธาตุออกมาพร้อมกับพูดรัวๆ“ไฟจงมา ไฟจงมา ไฟจงมา…”
“ฮะฮะฮะ แบบนี้มันดูตลกนะครับ มันดูเหมือนเด็กเล่นกันแล้วท่านแม่ทัพทำแบบนี้นี่ เอ่อ ฮะฮะฮะ” มานจูหลุดขำแต่ก็รักษามาดผู้ดีของเขาไว้ทำให้แอสต้ารู้สึกเขินและพูดแทรกเสียงหัวเราะแบบหญิงสาวทั่วไปที่พูดคุยอย่างสนุกสนาน“แล้วจะให้ทำยังไงล่ะคะ? ก็ฉันเป็แต่จับดาบกับสู้ระยะประชิดนี่ฉันไม่เคยทำอะไรอย่างนี้มาก่อน”
“ลองตั้งสติกับสมาธิให้นิ่งกว่านี้ดู กำหนดลมหายใจไว้มันจะเหมือนตอนที่พวกเราฝึกร่างกายและเืลมสูบฉีดไปทั่วร่างเพียงแต่ต้องเพ่งจิตทุกทั้งหมดไปที่ฝ่ามือของคุณ” มานจูอธิบายหลังจากนั้น แอสต้าก็หลับตาลงอีกครั้งและพยายามทำตามที่มานจูบอกเธอหายใจลึกเข้าออกอย่างช้าๆ ตามวิธีกำหนดลมหายใจในการฝึกต่อสู้และธาตุที่เธอกำลังนึกถึงคือธาตุไฟที่เป็ประกายจากอาวุธปืนที่เธอเคยชินจนเป็สิ่งแรกที่อยู่ในจินตนาการของเธอเธอนึกถึงประกายไฟเ่าั้อยู่ครู่หนึ่ง และเธอก็หายใจออกดังฮะจนปรากฎประกายไฟออกมาจากมือแค่เล็กน้อย แอสต้าได้แต่ถอนหายใจ “เฮ้อ นึกตั้งนานแต่ออกมาแค่นี้”
“ไม่เป็ไรครับ แค่นี้ก็เยี่ยมแล้ว ว่างก็ฝึกแล้วกัน เผลอๆท่านแม่ทัพอาจจะได้วิธีการต่อสู้แบบใหม่ก็ได้นะ” มานจูพูดให้กำลังใจพร้อมกับรอยยิ้มที่อบอุ่น
“ก็หวังไว้อย่างนั้นนะเพราะอีกไม่กี่วันพวกเราก็ต้องนำทัพไปปราบปีศาจที่ถูกผู้ก่อการร้ายเรียกจากขุมนรกแล้วละกว่าจะมีเวลาแบบนี้ก็คงอีกสักพักเลย” แอสต้ายิ้มตอบ
“เดี๋ยวก็มีอีกแน่ครับท่านนายพล” มานจูยิ้มตอบรับด้วยน้ำเสียงที่สดใสและมั่นใจซึ่งนั่นทำให้แอสต้าแปลกใจเล็กน้อย “ผมเชื่อนะว่าศึกครั้งนี้ใช้เวลาไม่นานแน่พวกเราฝึกรบกันมาหนักไม่ด้อยไปกว่าใคร อีแค่ปีศาจจากนรกฝูงเดียว สู้กันสองสามสัปดาห์พวกเราก็ชนะแล้วละ”
แอสต้าได้ยินก็หัวเราะคิกคิกก่อนที่จะตอบด้วยความรู้สึกชื่นชอบและอบอุ่นใจ“อืม จริงด้วย” จากนั้นทั้งสองก็หัวเราะกันอยู่ครู่หนึ่งและแอสต้าก็ยิ้มพูดต่อด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนลง “คุณฮาเนะคาวะสัญญาอะไรกับฉันง่ายๆ อย่างนึงได้ไหม?”
“ถ้าทำได้นะครับ?”
“เอ่อ...นอกเวลางานแบบนี้ คุณเรียกฉันจากยศอัศวินเป็แค่นามสกุลของฉันเหมือนคนทั่วไปได้ไหม?”
“ได้ครับท่านนาย…ไม่สิ คุณมาโควา ว่าแต่ แบบนี้พวกขุนนางเห็นแล้วจะว่าเอานะครับ”มานจูทักกลับ
“ไม่เป็ไรหรอก เมื่อกี้ฉันยังเรียกคุณด้วยนามสกุลเลย” แอสต้ายิ้มตอบกลับ
“ก็คุณยศใหญ่กว่า คุณก็มีสิทธิ์ที่จะเรียกอย่างนั้น แต่ผมยศเป็รองคุณและตามศักดิ์ผมก็อายุน้อยกว่าด้วย เรียกกันเองมันแปลกๆ อยู่นะ” มานจูตอบ ซึ่งแอสต้าหัวเราะเบาๆ และตอบด้วยรอยยิ้ม “ก็เวลานอกงานฉันก็อยากเป็คนทั่วไปบ้างนี่ฉันเลือกที่จะสละวัยสาวเพื่อมาเป็ทหารรับใช้ชาติตามใจตัวเองกับและเพื่อวงศ์ตระกูลก็จริงแต่ฉันก็อยากจะมี่เวลาที่จะได้เป็ผู้หญิงธรรมดาเหมือนกัน และฉันเองก็เบื่อที่จะต้องมาวางมาดเ้ายศเ้าตลอดเวลาอย่างเหมือนกับหลายๆคนด้วย”
“อืม จริงแฮะ คุณเองคงอึดอัดน่าดูที่ต้องทำตัวเป็นายพลตลอดเวลาจนไม่เป็ตัวเองยิ่ง่ที่ต้องดูแลกองทัพคุณจะแทบจะไม่มีเวลาให้ตัวเองด้วย” มานจูตอบรับ จากนั้น แอสต้าก็ก้มหน้าลงและตอบด้วยสีหน้าที่ดูเศร้าเล็กน้อย“ใช่ ถึงจะเป็สิ่งที่ฉันเลือกก็เถอะ แต่ยิ่งเข้ากรมกับออกรบตลอดเวลาแบบนั้นฉันก็รู้สึกเหมือนว่าตัวเองเป็คนบ้างานยังไงชอบกลบางครั้งฉันก็ต้องไปรบที่ต่างภพนานเป็ปีเลยก็มี ขนาดวันที่ได้หยุด นอกจากจะมีแต่คนยกยอฉันตามยศจนเกร็งแล้วยังต้องคอยรอฟังการเรียกตัวด่วนอีก”
มานจูที่เห็นสีหน้าของแอสต้าก็ตอบกลับ“นั่นสินะ ถึงเวลาแบบนั้นผมเองก็คุยกับน้องชายที่อยู่คนละหน่วยงานได้แค่ทางโฮโลแกรมอย่างเดียวตั้งหลายปีด้วย”จากนั้นเขาก็เงียบอยู่ครู่นึง และเขาก็ยิ้มพูดด้วยน้ำเสียงที่ร่าเริง“งั้นระหว่างที่เราอยู่ด้วยกันแบบนี้ คุณเป็คนธรรมดากับผมได้นะ!”แอสต้าได้ยินก็เปลี่ยนสีหน้าเป็แปลกใจอยู่นิดๆ มานจูพูดต่อ“ไม่ว่าจะที่ไหน หลังจากที่พวกเราเสร็จงานแล้ว คุณอยากกินอยากหัวเราะ อยากคุยเล่น เดินเที่ยวที่ศูนย์การค้าหรืออยากไปที่ไหนก็ลองชวนดู ยิ่งเื่เดินทางด้วยนี่ผมยิ่งชอบ และไปกันแบบคนกันเองด้วย!”
“คุณชอบการเดินทางเหรอ?” แอสต้าขยายตาสีดำของเธอขึ้นด้วยความสงสัยใคร่รู้
“ใช่!” มานจูเล่าด้วยความตื่นเต้น “ก่อนเข้าประจำการ พ่อแม่ของผมที่เสียไปก็เคยพาผมกับน้องไปออกเดินทางกันบ่อยๆจนผมเคยตั้งเป้าหมายว่าเกษียณจากกองทัพเมื่อไหร่ ผมจะเข้าร่วมคณะนักสำรวจและจะใช้อายุไขที่เป็ะของชาวเอลฟ์ออกเดินทางให้ทั่วทุกภพแค่ภพนี้ของเรา พันปีที่ผ่านมายังสำรวจไม่ทั่วเลย” แอสต้าที่ได้ฟังสิ่งที่มานจูเล่าก็รู้สึกตื่นเต้นเล็กน้อยจนอดอมยิ้มไม่ได้
“ถ้าคุณสนใจ พวกเราสองคนก็ไปด้วยกันได้นะ!” มานจูพูดชักชวน
“เอ๋?” แอสต้าแปลกใจกับการชักชวนนี้
“ถ้าเมื่อไหร่ที่คุณเกษียณจากกองทัพ พวกเราก็ไปเข้าคณะสำรวจด้วยกันแล้วก็เปิดโลกกว้างให้จุใจไปเลย!”
“แต่กว่าจะไปทั่วภพอย่างที่คุณว่าฉันคงแก่ตายก่อนน่ะสิ” แอสต้าพูดติดตลก
“ใช่ แต่ประสบการณ์มันคงดีไม่น้อยเลยใช่ไหมล่ะ? จากที่เคยไปยังดินแดนที่ไม่เคยเห็นเพื่อทำาเปลี่ยนเป็เพื่อััประสบการณ์ใหม่ๆ ห่างไกลจากวงจรที่ซ้ำซากกับธรรมเนียมในแบบที่ไม่มีวันหาได้ในกรมหรือในหลวงวังและอยู่นอกหนังสือเรียนจากกระทรวงศึกษาของอาณาจักรด้วย พอเสร็จตามกำหนดแล้วพวกเราก็เอาเื่ราวมาบอกเล่าออกสื่อตีพิมพ์ลงหนังสือให้ทุุกคนได้ออกไปสู่โลกภายนอกเหมือนกับพวกเรา คุณคิดว่ายังไง?”
แอสต้าออกอาการอ้ำอึ้งกับความรู้สึกที่ไม่เคยได้รับมาก่อนเธอตอบออกมาแบบเขินอาย “น่าสนุกแต่ตระกูลของฉันคงไม่ยินดีเท่าไหร่นะ เพราะพวกเรารับราชการอยู่แต่ในวังมาตลอด”มานจูได้ยินก็ยิ้มและพูดต่อ “อืม ผมเข้าใจนะ เพราะตระกูลของคุณเป็ขุนนางเก่าแต่ผมเชื่อนะว่าสักวันนึง พวกเราจะต้องถามตัวเองว่าใจของเรา้าอะไร และผมเชื่อนะว่าคุณเองก็จะได้เจอคำตอบเหมือนกัน”
แอสต้าได้ยินดังนั้นก็ยิ้มด้วยความรู้สึกอิ่มเอมกับการสนทนาที่เธอไม่เคยได้มาก่อนเธอพูดต่อ “ฉันอาจจะใช้เวลานิดหน่อยแต่ฉันเข้าใจสิ่งที่คุณพูดนะ นี่วิเศษจริงๆ ฉันไม่เคยได้คุยอะไรแบบนี้กับใครมาก่อนแม้แต่กับครอบครัวของฉันมีแต่บอกให้ฉันตามกรอบอย่างเดียว แต่ฉันคิดได้แล้วนะว่าระหว่างนี้ฉันจะเริ่มค้นหาอะไรบางอย่างที่นอกเหนือจากแค่การเป็อัศวิน อืม…”แอสต้าลากเสียงยาวครู่นึงพร้อมกับเอามือแตะใต้ริมฝีปากล่างพร้อมกับคิดอะไรบางอย่าง
“อะไรเหรอ” มานจูถาม
“ออกเดินทางก็ดีไม่น้อยนะ” แอสต้ายิ้มตอบ “ถ้าเมื่อไหร่ที่ากับการต่อสู้จบลงแม้ว่าจะระยะสั้นๆ ก็ตามพวกเราน่าจะลองดูนะ”
“อืม!” มานจูรับขาน “งั้นสัญญากันไหม?ว่าสถานการณ์สงบลงจริงๆ เมื่อไหร่ พวกเราจะออกเดินทางไปด้วยกันผมมีแผนเอาไว้แล้วละ”
“อืม น่าสนดีเนอะ คุณฮาเนะคาวะ” แอสต้าตอบกลับก่อนที่จะเริ่มแบมือและเรียกธาตุไฟอีกครั้งด้วยท่าทีที่ตื่นเต้น“จะว่าไป ฉันอยากจะลองเรียกธาตุไฟอีกทีดีกว่าเผื่อว่าครั้งนี้อาจจะทำได้ดีกว่าแค่ประกายไฟ”
มานจูเห็นท่าทีของแอสต้าผู้ที่เป็ถึงแม่ทัพของเขามีท่าทีร่าเริงเหมือนผู้หญิงทั่วไปก็ยิ้มหัวเราะออกมาและพูด“ตอนนี้คุณมาโควาน่ารักมากเลยไม่คิดว่าจะได้เห็นคุณที่วางมาดเป็อัศวินเหมือนผู้ชายก็มีด้านนี้ด้วย”
ทันใดนั้นแอสต้าก็หน้าแดงและติดอ่างทันที “เอ่อ...อืมอย่าพูดแบบนี้เอาดื้อๆ สิ ไม่เคยมีใครพูดอย่างนี้มาก่อนนะ” จากนั้นเธอก็เงียบไปสักพักหนึ่งก่อนที่จะยิ้มและหัวเราะด้วยความร่าเริงอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อนและทั้งสองก็หัวเราะด้วยกันก่อนที่มานจูจะพูดต่อ “เอาละงั้นมาลองเรียกธาตุไฟอีกครั้งดูนะ”
“ได้ค่ะ! คุณฮาเนะคาวะ” แอสต้าตอบด้วยความตื่นเต้นก่อนที่จะแบมือเพื่อหัดเรียกธาตุไฟอีกครั้ง
ปัจจุบันณ โพรงในป่าบนที่ตีนเขา ตะเข็บชายแดนอาณาจักรมอสเตรีย
แอสต้าที่กำลังหลับตานึกถึงอดีตที่ทำให้เธอรู้สึกเหมือนได้เป็คนธรรมดาครั้งแรกกับการฝึกเรียกธาตุ เธอสูดหายใจเฮือกใหญ่และปล่อยออกมาอย่างรุนแรงจนร้องฮ่ะเพื่อเรียกเปลวไฟออกมาซึ่งสิ่งที่ออกมาคือเปลวไฟขนาดเท่าลูกเทนนิสที่ผุดขึ้นดังฟึบก่อนที่จะจางหายไป
“ฮะฮะฮะโธ่เอ๊ยคุณเธอ! ระลึกชาติตั้งนานไฟที่ได้ออกมามีแค่นี้?”วิคเตอร์หัวเราะล้อเลียนในความคิดของเธอ
“ใครว่าล่ะ”แอสต้าสวนกลับ “ทุกทีฉันทำได้อย่างมากก็แค่ประกายไฟกับก้อนกรวดแต่คราวนี้ฉันจะพยายามเรียกมันให้อยู่ได้นานกว่านี้!”จากนั้นแอสต้าก็ดึงพลังเรียกลูกไฟต่ออย่างสุดแรงเกิดโดยที่ลูกไฟขนาดเท่าเดิมก่อตัวขึ้นมาอีกครั้งเปลวไฟของมันสบัดไปมาพึบพับราวกับไฟใกล้มอดที่ถูกเร่งให้ลุกโชนขึ้นใหม่เธอเร่งแรงเพิ่มขึ้นจนเริ่มมีอาการหอบจากการควบคุมลมหายใจในแบบที่เธอไม่เคยทำมือและแขนเกร็งจนแข็งจากการไหลเวียนของเืลมในร่างสีหน้าและแววตาของเธอจริงจังและเปียกชุ่มด้วยเหงื่อจากการเดินลมหายใจอย่างหนักแอสต้าออกแรงฮึดอีกครั้งสุดแรงจนได้ลูกไฟที่ใหญ่เป็สี่เท่าจากครั้งแรกที่เธอทำได้และเป็ลูกไฟที่คงตัวเป็ลูกบอลสีส้มกับแดงเปลวไฟบนลูกบอลลุกโชนจนสว่างทั่วทั้งโพรง
“สำเร็จแล้ว!” แอสต้าดีใจกับตัวเอง
“มันมาจากที่แกกินพวกนักเวทย์เข้าไปด้วยไง”วิคเตอร์เสริม “พวกนักเวทย์มันฝึกทุกวันั้แ่เด็ก แต่แกฝึกแต่กายภาพถ้าไม่ได้พลังของพวกมัน อย่างมากแกก็ทำได้แค่ไฟประทัดละวะ”
“ตอนนี้ฉันไม่สนหรอก”แอสต้าตอบด้วยความดีใจ “คืนนี้ฉันจะไม่ยอมให้ไฟดับเด็ดขาดเลยคอยดู”
“งั้นขอเดานะว่าแกจะใช้เศษธงที่เก็บมาเป็เชื้อสำหรับกองไฟใช่ไหม?” วิคเตอร์ถาม
“ใช่ฉันแค่ทำให้ธงกับตัวของฉันแห้งแล้วก็ เอ่อ...”แอสต้าพูดก่อนที่จะนึกได้ว่าเธอยังไม่ได้เก็บไม้มาสุมเป็กองไฟในถ้ำเธอมองออกไปนอกโพรงพูดกับตัวเอง “อืม...ฉันเรียกได้ครั้งนึงฉันก็เรียกใหม่อีกครั้งได้ละวะ” เมื่อเธอพูดจบ เธอก็ดับไฟลง วางเศษธงลงบนพื้น และตากฝนออกไปหักกิ่งไม้ใหญ่จากต้นไม้รอบปากโพรงมาทำกองไฟ
หลังจากความทุลักทุเลและความเหนื่อยล้าจากการใช้ไฟอาคมก่อกองไฟจากไม้และเศษธงที่เปียกชื้นในปลายสุดของโพรงที่ถูกจัดให้ค้างคืนได้ชั่วคราวพร้อมกับอำพรางแสงด้วยพุ่มของกิ่งไม้ที่สุมจนเหมือนรั้วจนสำเร็จแอสต้าทิ้งตัวล้มลงกับพื้นในสภาพที่เปียกปอนไปด้วยน้ำฝนพร้อมกับหอบและถอนหายใจ“เฮ้อ! เสร็จสักที อย่างน้อยก็ใช้เป็ที่ค้างคืนได้แล้วละ ตอนนี้ฉันคงไม่ออกไปไหนจนกว่าจะรุ่งเช้าแน่”จากนั้น เธอก็เหลือบไปมองพื้นตรงกลางของสุดปลายโพรงที่พื้นมีความร่วนราวกับถูกขุด“ที่ฉันสงสัยก็แค่พื้นตรงนั้นอย่างเดียว เ้าหมีนั่นขุดฝั่งอะไรหรือเปล่า?คงจะเป็หลุมมูลหมีมั้ง แต่ช่างมันเถอะ ฉันเหนื่อยแล้ว” เธอก็แปลกใจที่วิคเตอร์ไม่พูดอะไรในความคิดจากเดิมที่จะต้องมีการโต้ตอบประชดประชันชวนให้มีน้ำโห“แกหมดเื่จะพูดแล้วใช่ไหม? ดี!ฉันก็ไม่มีแรงจะเถียงใครแล้วด้วย” จากนั้น แอสต้าก็ปลดชุดเกราะกับเสื้อผ้าออกมากางเพื่อตากคู่กับเศษธงที่เหลือบนโขดหินที่หาได้ในโพรงแอสต้าที่เปลือยกายเหลือแต่กางเกงซับในรัดรูปยาวถึงแค่โคนเข่าก็นั่งชันเข่าและอังตัวเองอยู่ข้างกองไฟเพื่อให้ตัวแห้งพร้อมกับคิด
สองวันนี้นี่บ้าบอชะมัดแทนที่ฉันจะตายไปเลย ไม่เคยคิดว่าตัวฉันจะต้องกลายเป็แบบนี้ป่านนี้ทุกคนในตระกูลกับวลาเดคต้องเชื่อข่าวจากทางการแล้วว่าฉันตายในสนามรบถ้ากลับไปแล้วฉันจะแก้ต่างเื่นั้นยังไงดี? ฉันคงไม่เข้าไปบอกในกรมโต่งๆ แน่ เพราะถ้าทำอย่างนั้นคงต้องมีการต่อสู้ที่ไม่จำเป็แน่วิธีเดียวที่จะทำได้คงจะมีแต่ลอบเข้าไป แต่จะเข้าไปยังไงล่ะ? จากนั้นเธอก็เอามือแตะคางและวางแผนการแอบเข้าไปในกระทรวงเวทย์มนต์กับพาลูกของเธอออกจากเมืองถ้าอาศัยรถลากเกวียนของพลเรือนหรือรถไฟไอน้ำแอบเข้าไปคงได้ยากแน่ เพราะ่านี้กรมศุลกากรตั้งมาตรการเข้มงวดกว่าเดิมเผลอๆ ไหนจะเื่ที่ด่านตรวจยัดข้อหาเอาดื้อๆ เพื่อรีดไถเงินด้วย และเธอก็สะดุ้งเล็กน้อยจากสิ่งที่เธอคิดเดี๋ยวก่อนนะ? ด่านตรวจยัดข้อหา? เื่นี้ทำไมฉันไม่รู้มาก่อน
และวิคเตอร์ที่เงียบอยู่นานก็พูดออกมา“นั่นคือความทรงจำจากของทหารยาจกที่แกกินเข้าไปตอนกลายร่างครั้งแรกไงขอแค่เศษเสี่ยวของิญญาที่ยังหลงเหลือในร่างของศพแค่นั้นแกก็เค้นความทรงจำของมันบ้างแล้วแกลองหัดดึงความทรงจำของคนที่แกกินแล้วกัน แต่ยิ่งมีมากแกยิ่งประสาทเสียนะ”
“หึนึกว่าแกจะไปแล้ว” แอสต้าตอบกลับ
“ไม่หรอกแค่ยังไม่ถึงเวลาที่จะพูด และสิ่งที่แกนึกได้และเผลอคิดออกมามันก็ตรงกับสิ่งที่พวกมันบอกแกไง ว่าแกไม่รู้ความจริงถึงสิ่งที่พวกมันเจอกับตัว”วิคเตอร์ตอบกลับ
“ฉันยังไม่เชื่อเต็มร้อยขนาดนั้นหรอกและฉันคิดอยู่แค่ว่าจะเข้าไปสืบความจริงกับพาลูกออกไปยังไง” แอสต้าตอบกลับ“มันจะต้องมีอะไรผิดพลาดไปแน่ หรือไม่ก็ต้องมีขุนนางในวังสักกลุ่ม้าชิงอำนาจที่วลาเดคได้จากการแต่งงานกับฉันเดี๋ยวนะ!?ทำไมฉันถึงคิดอะไรแบบนี้...” วิคเตอร์ตอบสวนทันที“นั่นก็เป็หนึ่งในสิ่งที่คนที่แกกินคิด มันค่อยๆ พรั่งพรูขึ้นมาเดี๋ยวคืนนี้แกจะได้เห็นอะไรมากกว่านี้แน่”
“แกจะบอกว่าความคิดของคนที่ฉันกินไปมันจะผุดขึ้นมาในฝันเหรอ”แอสต้าถาม
“เปล่า เื่พวกนั้นมันจะผุดขึ้นมาเองตอนตื่นแต่ตอนฝันมันจะมีที่มากกว่านี้ ไว้รอเจอเองแล้วกัน” วิคเตอร์อธิบายจากนั้นแอสต้าเบือนหน้าออกจากกองไฟเล็กน้อยพร้อมขมวดคิ้วคิดก่อนที่จะถามต่อ “งั้นสมมุตินะถ้าฉันได้พลังจากคนที่ฉันฆ่าและกิน แต่ศพที่ไม่ได้ตายเพราะน้ำมือของฉันล่ะ? ความคิดกับิญญาของพวกเขาจะถูกกักไว้ในร่างของฉันไหม?”
“ฉันนึกว่าแกจะไม่สนเื่นี้หรือว่าแกยอมรับแล้วว่าแกเป็มนุษยกินคนะ?” วิคเตอร์ถามด้วยความแปลกใจ
“เปล่า ฉันแค่อยากรู้ บอกแล้วไงว่าไม่ว่ายังไงฉันก็คืุ์”แอสต้าแย้งกลับ
“ก็ได้ กรณีนั้นแกจะได้แค่พลังตามสภาพของศพเพราะิญญาของพวกมันไม่ได้ผูกมัดกับแกจากการฆ่าและกิน การฆ่าโดยไม่จับกินหรือการกินเนื้อบางส่วนแต่เหยื่อไม่ตายก็ไม่ถือว่าเป็การกักิญญาด้วยแต่ก็ยังได้พลังกับความคิดบางส่วนตามปริมาณของเหลวจากร่างกายของเหยื่อผ่านทางการดูดซึมทางิักับปริมาณเนื้อที่แกกินเข้าไป”
“นั่นก็คือ ถ้าไม่ฆ่าและกินคู่ต่อสู้ ก็จะไม่ถูกกักิญญาใช่ไหม?”
“ใช่”
“ถ้าอย่างนั้นก็โล่งอกไป” แอสต้าตอบซึ่งวิคเตอร์สงสัยกับคำตอบนี้“โล่งอก?”
“ใช่ เพราะอย่างน้อยก็เลือกกินได้ และไม่จำเป็ต้องกักิญญาทุกคนที่สู้”
“ฮึ ที่แท้แกก็ยอมรับแล้ว” วิคเตอร์เย้ยเล็กน้อย
“ฉันขอย้ำอีกครั้งว่าฉันคืุ์ถึงมันจะเกิดขึ้นแล้วแต่ก็ใช่ว่าจะเกิดขึ้นซ้ำตลอดเวลานี่” แอสต้าเถียงกลับ
“ถ้าเป็อย่างนั้นจริง แล้วทำไมแกไม่เอาดาบหรืออาวุธติดตัวไปด้วยล่ะแถมตอนต่อสู้กับหมีเหล็กไหลั์แกก็เลือกที่จะใช้มือเปล่าด้วย?”
แอสต้าสะดุ้งเฮือกเล็กน้อย และคิดกับตัวเอง เออ จริงสินะฉันเคยอยู่ในสถานการณ์ที่ต้องหาของรอบตัวเพื่อเอาตัวรอดบ่อยครั้งแท้ๆแต่ฉันกลับเลือกเปลี่ยนแต่ชุดเกราะอย่างเดียว ลืมหรือเปล่าก็ไม่ใช่แต่นี่มันราวกับว่าสัญชาติญาณอะไรบางอย่างบอกฉันว่าไม่ต้องเอาติดตัวไปถึงตอนนี้จะมีพลังพอที่จะสู้ด้วยมือเปล่า แต่สุดท้ายก็ต้องใช้อาวุธอยู่ดี
แอสต้าคิดได้ครู่หนึ่ง แต่ก็หลับตาถอนหายใจและตอบกับตัวเอง “ช่างมันเดี๋ยวฉันไปหาระหว่างทางก็ได้ ป่าตามตะเข็บชายแดนมักจะมีค่ายโจรป่าเสมอ อีแค่โจรป่าฉันลอบเข้าไปลุยเดี่ยวได้สบายอยู่แล้วเดี๋ยวนะ! รู้แล้ว!”
“อะไรอีกล่ะ?” วิคเตอร์ถาม
“มีโจรป่าหลายกลุ่มมักจะแฝงตัวในคราบของคาราวานเข้าเมืองหลวงเพื่อติดต่อธุรกิจใต้ดินกับพวกขุนนางที่ให้ท้ายอยู่เื้ัฉันแค่อาศัยคาราวานพวกนี้ลอบเข้าไปก็ได้แล้ว ว่าแต่นี่คือสิ่งที่คนฉันกินเจอด้วยเหรอ?”
“หนึ่งในทหารหนีทัพพวกนั้นเคยเป็โจรป่ามาก่อนด้วยไง” วิคเตอร์ตอบ“หึหึหึ อีกเดี๋ยวแกก็จะได้รู้อะไรที่มันเด็ดกว่านี้”
หลังจากที่วิคเตอร์พูดในความคิดเสร็จ แอสต้าก็ไม่ได้โต้ตอบอะไรเธอเลือกที่จะนั่งเงียบปล่อยตัวให้สบายที่สุดเพื่อบรรเทาความเหนื่อยล้าทางใจจากสิ่งที่เกิดขึ้นวันนี้แอสต้านั่งพักอยู่ครู่หนึ่ง เธอก็ลุกขึ้นดูความแห้งของเสื้อผ้าที่ตากอยู่ตอนนี้ทั้งผ้าพันหน้าอกกับกางเกงขายาวแห้งแล้ว เธอสวมมันทันที เหลือเพียงถุงเท้ายาวรัดรูปรองเท้าบูทหนังและชุดเกราะที่วางอยู่ข้างกองไฟ จากนั้น เธอก็จัดเศษธงที่เหลือให้เป็ห่มตัวเป็ถุงนอนและใช้เสื้อแขนยาวพับวางบนเกราะอกเพื่อทำเป็หมอนเมื่อทุกอย่างเสร็จแล้ว แอสต้าก็เอนตัวลงนอนอยู่ใต้แสงจากเปลวไฟด้วยความเหนื่อยล้าแอสต้าไม่เหลือแรงแม้แต่จะทำอะไรอีกแล้วสิ่งที่เธอทำได้ในตอนนี้คือขดตัวอยู่ในเศษธงผืนนั้นและหลับสนิทในเวลาไม่นาน
่ที่ 2 รุกราน หรือถูกรุกราน
ท่ามกลางกองไฟที่กำลังคุกรุ่นในโพรงค้างแรมท่ามกลางเสียงฝนที่เริ่มเบาบางลงแอสต้าอดีตอัศวินหญิงผู้ที่ผ่านความสับสนและเหนื่อยล้าทั้งกายและใจมาตลอดสองวันกำลังนอนหลับเพื่อพักและรอคอยให้ถึงรุ่งเช้าแม้จะชั่วคราวแต่ทุกอย่างณ ตอนนี้ก็ปลอดภัยสำหรับเธอ แต่ทว่า ภายในการหลับลึกนั้นแอสต้าพบว่าตัวเองอยู่ในชุดเกราะอัศวินที่ผุพังเดิมของเธอ ยืนอยู่บนทุ่งร้างสนามรบเดิมที่เธอถูกเสียบร่าง ทุ่งแห่งนั้นรายล้อมไปด้วยศพทหารที่นอนตายอยู่ใต้สายฝนและท้องฟ้าสีแดงที่มาจากแสงสะท้อนของเืที่นองสนามรบ
นี่มัน!?สนามรบเดิมที่ฉันเพิ่งผ่านมานี่? ทำไมฉันถึงมาอยู่ที่นี่ได้ล่ะ?นี่เป็ความฝันใช่ไหม?
ในระหว่างที่แอสต้าคิดกับตัวเอง เธอก็สังเกตเห็นศพนับสิบร่างค่อยๆลุกขึ้นด้วยท่าทีที่ผิดธรรมชาติ ทั้งร่างที่อาบเื ร่างที่บิดเบี้ยวฉีกขาดอวัยวะภายในห้อยออกจากร่าง และรวมไปถึงศพพวกนั้นคุ้นหน้าคุ้นตาแอสต้ามากและเธอก็ใสุดขีดเมื่อหันหลังด้วยความลุกลี้ลุกลนเธอได้เห็นซากของเซนทอร์ที่เหวอะหวะไร้เค้าเดิมตะเกียดตะกายลุกขึ้นทั้งที่ไม่มีหัว
พวกแกตายไปแล้วนี่!? แอสต้าคิดด้วยความแปลกใจ
ศพที่ลุกขึ้นรอบตัวแอสต้าคือเหล่าทหารหนีทัพที่เธอเพิ่งฆ่าและกินรวมไปถึงครอบครัวหมีเหล็กไหลั์ที่เป็มื้อล่าสุดของเธอ มันผุดขึ้นมาจากใต้ดินเผยให้เห็นร่างที่เธอทะลวงจนเป็รูกลวงโบ๋กับเครื่องในที่ร่วงลงสู่พื้นศพทุกร่างจ้องมองด้วยสายตาที่เคียดแค้น และเดินโซเซเข้ามาหาอย่างช้าๆด้วยท่าทีที่ผิดธรรมชาติพร้อมกับกรีดร้องเสียงครวญครางราวกับสัมพเวสีที่กระหายการล้างแค้น
“ฉันอยู่ที่ไหน? ปล่อยฉันนะ!”
“ทำอย่างนี้กับฉันทำไม!”
“แกฆ่าฉันแล้วยังไม่พออีกเหรอ ทำไมต้องกินพวกเราด้วย!”
ร่างเ่าั้ค่อยๆ คืบคลานเข้าหาแอสต้าราวกับฝูงผีดิบล้อมเหยื่อ“อย่าเข้ามานะ!”แอสต้าตวาดไล่พร้อมกับเตรียมป้องกันตัว แต่จู่ๆ ก็มีเสียงทุ้มแต่แหบแห้งดังขึ้นจากหลังส้นเท้าขวาของเธอ
“แกต้องชดใช้!”
แอสต้าสะดุ้งโหย่ง และก้มไปดูมันคือหัวที่ติดกับกระดูกสันหลังของเซนทอร์ชาวมอสเตรีย เหยื่อรายแรกที่เธอฆ่ามันพูดต่อ “ตอนมีชีวิต รัฐบาลกับเหล่าขุนนางอย่างพวกแกทำกับพวกเราได้เจ็บแสบมากพวกเราขอเอาคืนหน่อยเถอะ!”
แอสต้าใจนร้องเสียงหลงและล้มตัวลอยถอยห่างจากหัวของเซนทอร์ร่างของแอสต้าที่ล้มอยู่กับพื้นนั้นสั่นเทาด้วยความกลัวที่ต้องเห็นศพที่เธอเพิ่งฆ่าและกินโดยที่เธอไม่รู้ตัวเดินโซเซเข้ามาหาทันใดนั้นก็มีมือจากข้างหนึ่งเหวี่ยงตกลงมาโดนมือซ้ายของแอสต้าที่ยันตัวเองอยู่บนพื้นแอสต้าหันไปดูก็พบกับร่างครึ่งซีกของเอลฟ์ชาววีต้าร์ที่เธอแหกร่างมองกลับด้วยตาที่เหลือกกว้างแอสต้าใและรีบผละมือออกไปพร้อมกับคลานหนีจากร่างซีกนั้น เธอตั้งสติเฮือกนึงและลุกขึ้นเพื่อเตรียมต่อสู้
“มาสิวะ! ฉันเคยสู้กับฝูงซอมบี้มาแล้วอีแค่พวกแกฟื้นขึ้นมาใหม่ก็เท่านั้นละ!” แอสต้าตวาดท้าทายพร้อมกับหาอาวุธจากศพที่อยู่บนพื้นเธอเห็นดาบเล่มหนึ่งอยู่ข้างเท้าของเธอ เธอรีบหยิบมันขึ้นมาตั้งท่าจะสู้ แต่จู่ๆดาบเล่มนั้นก็บิดงอและมัดท่อนแขนทั้งสองข้างหากันจนแนบชิดราวกับงูรัดเหยื่อแอสต้าใมากที่มือทั้งสองข้างถูกมัดเช่นนี้จนไม่สามารถสู้ได้ เธอจึงตัดสินใจวิ่งหนีฝ่าวงล้อมออกไปโดยไม่คิดหรือพูดอุทานอะไรศพเดินดินที่ลุกขึ้นก็ทั้งวิ่งไล่ตามเช่นกัน แอสต้าวิ่งหนีอย่างทุลักทุเลเพราะแขนที่ถูกมัดเช่นนี้อยู่นานแต่กลับไม่มีทีท่าว่าสนามรบร้างนี้ไม่มีท่าทีที่จะสิ้นสุดราวกับว่าเธอกำลังเดินวนอยู่ที่เดิมเธอวิ่งหนีจนหอบและเหลียวหลังไปดู สิ่งที่พบมีแต่ศพเดินดินวิ่งเข้ามาใกล้มากขึ้นความวาดกลัวเริ่มครอบงำจิตใจประกอบกับความเหนื่อยล้าจากการวิ่งทั้งที่แขนถูกมัด
บ้าบอที่สุด! นี่มันต้องเป็ฝันร้ายแน่ๆ! รีบตื่นสักทีสิตัวฉัน!
แอสต้าได้แต่คิดและวิ่งหนีอย่างไม่คิดชีวิต แต่แล้วเสียงครวญครางของผู้ตายก็เข้าใกล้เธอมากขึ้น มากขึ้น และมากขึ้นแอสต้าเหลียวหลังอีกครั้ง ความสิ้นหวังก็ครอบงำเธอจนสิ้นเหล่าผู้ตายใกล้เข้าถึงตัวเธอแล้ว แอสต้าร้องลั่นและวิ่งจนสุดใจ ทว่าเ้าเซนทอร์เ้ากรรมก็วิ่งแซงหน้ามาขวางไว้พร้อมกับหัวของตนที่อยู่ในมือ
“หนีไปก็เท่านั้นล่ะ แม่สาวน้อย! ทิ้งความหวังและรับกรรมของตัวเองได้แล้ว!” หัวของเซนทอร์ตนนั้นเยาะเย้ย แอสต้าที่ได้เห็นดังนั้นก็ถึงกับเข่าอ่อนและทรุดตัวลงเพราะหมดแรงกายที่จะวิ่ง และหมดแรงใจที่จะสู้
“อย่า...อย่านะ! ปล่อยฉันไปเถอะ ฉันขอร้อง!” แอสต้ากรีดร้องวิงวอนอย่างสิ้นหวังพร้อมกับน้ำตานองหน้าแต่ก็ไร้ประโยชน์ตอนนี้ซากศพทหารหนีทัพนับสิบที่ครั้งหนึ่งเคยเป็เหยื่อของเธอได้คืบคลานเข้าถึงตัวและจับกดกับพื้นเพื่อรุมฉีกกระชากชุดเกราะอัศวินที่ผุพังออกพร้อมกับกัดฉีกร่างจนเนื้อหลุดถึงกระดูกและเครื่องในทะลักออกมาสิ่งที่แอสต้าทำได้มีเพียงดูเครื่องในของตัวเองถูกควักอย่างรวดเร็วและกรีดร้องด้วยความเ็ปจากการโดนกัดกินทั้งเป็และอ้อนวอนร้องขอชีวิต“ไม่นะ! ให้อภัยฉันด้วย! ฉันขอโทษ! ฉันขอโทษ...!” แต่ก็ไม่เป็ผลแต่อย่างใดผลลัพธ์เดียวที่เกิดขึ้นคือร่างของเธอถูกฉีกเป็ชิ้นๆ จนสิ้นซากจนสิ้นลมอย่างช้าๆ
แต่ในพริบตาเดียว แอสต้าที่ถูกทึ้งจนร่างแหลกตายไปแล้วกลับมายืนอยู่ที่จุดเดิมบนสนามรบแอสต้ามองร่างของตัวเองที่กลับมาเป็ปกติในชุดเกราะอัศวินที่ผุพังชุดเดิม นี่มัน! เมื่อกี้ฉันตายไปแล้วนี่!? เกิดอะไรขึ้น? ทำไมฉันถึงกลับมาอยู่ตรงนี้? แอสต้าตกตะลึงกับการคืนร่างเดิมของตัวเองและก็ต้องทรุดตัวลงด้วยความรู้สึกเ็ปทั่วทั้งร่าง บ้าจริง!ความเ็ปที่โดนรุมทึ้งเมื่อกี้ยังเจ็บอยู่เลย ทำไมกัน!?นี่มันนรกเหรอเนี่ย? เธอได้แต่งงกับสิ่งที่เกิดขึ้นและความงงงวยก็เปลี่ยนเป็ความหวาดกลัวอีกครั้งจากเสียงทุ้มและแหบแห้งเสียงเดิมที่อยู่ข้างเท้ามันคือหัวของเซนทอร์ตนเดิมที่เคยพูดเยาะเย้ยก่อนที่เธอจะถูกรุมทึ้ง
“ขอกินหน่อย...ขอกินหน่อย...”
แอสต้าใจนสุดขีดจนเข่าอ่อนล้มลงกับพื้นพร้อมกับซากศพของเหล่าทหารหนีทัพที่เพิ่งรุมทึ้งร่างของเธอลุกขึ้นจากพื้นและคืบคลานเข้ามาหาเธออีกครั้งแอสต้ามองหันรอบตัวด้วยความตื่นตระหนก ร่างทั้งสองซีกของเอลฟ์ ร่างที่หงิกงอและร่างที่แหลกไร้เค้าเดิมโอบล้อมเธออีกครั้ง “ไม่นะ! พอแล้ว!พอแล้ว!”แอสต้าะโเสียงดังด้วยความหวาดกลัวก่อนที่จะถูกรุมกัดกินอีกครั้งจนไม่เหลือซากจนค่อยๆตายอย่างทรมาน และกลับมาอยู่ที่เดิมในสภาพเดิมซ้ำอีกครั้งแอสต้าที่เห็นร่างของตัวเองกลับมาเหมือนเดิมอีกครั้งพร้อมก็ทรุดตัวลงทั้งความสิ้นหวังและความเ็ปทั่วทั้งร่างที่ทวีคูณมากขึ้น
“เอาอีก...เอาอีก...”
หัวของเซนทอร์ที่อยู่บนพื้นข้างตัวแอสต้าหลอกหล่อนอีกครั้งพร้อมกับเหล่าซากคนตายที่ลุกขึ้นมาใหม่เพื่อเข้ามากัดกินเธอซ้ำเช่นเดิมแอสต้ากรี๊ดร้องราวกับคนสิ้นสติและพยายามวิ่งหนีตายอีกครั้ง แต่แล้วเซนทอร์หัวขาดก็มาขวางเธอซ้ำอีกครั้งด้วยการวิ่งชนให้เธอกลิ้งล้มมันวิ่งตามไปจนถึงตัว และกดร่างเธอด้วยการยกขาคู่ทิ้งน้ำหนักลงที่ร่างจนเกราะยุบจนกระดูกอกแหลกบีบอัดไปถึงปอดจนไม่สามารถร้องได้เหล่าคนตายเดินดินก็กรูเข้ามาทึ้งแอสต้าอีกครั้งจนไม่เหลือซากและร่างของเธอก็กลับมาอยู่ที่เดิมแอสต้าทรุดตัวลงด้วยความสิ้นหวังและหวาดกลัวจนสุดคิดทำได้แค่พร่ำเพ้ออยู่คนเดียวพร้อมกับน้ำตาที่นองหน้าในขณะที่ศพเดินดินของเหล่าทหารหนีทัพจะคืบคลานเข้ามาหาเธอต่อ
ไม่นะ...ไม่...ฉันไม่อยากเจอแบบนี้...ใครก็ได้ช่วยด้วย...ขอร้องละ...
การตายและคืนชีพในฝันดำเนินวนไปมาซ้ำแล้วซ้ำเล่าราวกับไร้ที่สิ้นสุดจนกระทั่งตาคู่สีดำของเธอนั่นเปิดโพลงอยู่ในความมืดสลัวที่ของโพรงพักแรมที่เดิมมีเพียงแสงไฟจากตะวันยามเช้าลอดเข้ามาให้สว่างมากพอที่จะเห็นกองไฟดับสนิทที่มีชุดเกราะและถุงเท้าของเธอวางอยู่ด้านข้างเสียงนกและแมลงจักจั่นร้องระงงอยู่นอกโพรงบ่งบอกถึงยามเช้าที่สดใสหลังพายุฝนที่โหมกระหน่ำไม่มีที่สิ้นสุด
ฝันเหรอ? เวรเอ๊ย! น่ากลัวชะมัด! แอสต้าคิดกับตัวเอง เธอค่อยๆ ลุกขึ้นมานั่งเผยร่างท่อนบนที่มีเพียงผ้าพันอกคาดไว้และหอบพร้อมกับเหงื่อที่ชุ่มทั่วทั้งร่างที่สั่นเทาจากความกลัวเอามือขวาปาดหน้าผากและคิดกับตัวเองเพื่อปลอบภัย กะแล้วเชียวว่านี่เป็แค่ความฝัน?ทำไมมันยาวนานอย่างนี้นะ?
แต่ไม่ทันจะหายจากอาการหอบนั้น แอสต้าก็มีอาการเ็ปที่ลิ้นปี่อย่างรุนแรงพร้อมเธอครวญครางด้วยความเ็ปพร้อมกับเอามือทั้งสองข้างกุมท้องส่วนนั้น
เกิดอะไรขึ้นเนี่ย? ทำไมจู่ๆ ถึงปวดท้องแบบนี้? เหมือนมีบางอย่างล้นขึ้นมาจากกระเพาะขึ้นไปถึงคอแล้ว!
แอสต้าสงสัยกับตัวเอง ซึ่งอาการนั่นทวีคูณขึ้นอย่างรวดเร็วและด้วยความรู้สึกเหมือนมีบางอย่างล้นขึ้นมาถึงคอหอยแอสต้าเอามือปิดปากทันทีเพราะเธอรู้สึกเหมือนว่ามันจะทะลักออกจากช่องคอแล้ว เธอฝืนอาการปวดกระเพาะรีบลุกขึ้นจากเศษธงที่ใช้เป็ที่นอนแหวกพุ่มของกิ่งไม้ที่รั้วอำพรางตำแหน่งในโพรงและวิ่งปิดปากด้วยสีหน้าที่ซีดเผือกออกไปที่ปากโพรงเพื่อไปยังพุ่มไม้หน้าโพรงทั้งเท้าเปล่าระหว่างนั้น จากความเ็ปที่เกิดขึ้นแค่ที่กระเพาะ มันเริ่มค่อยๆแผ่ซ่านไปทั่วทั้งร่างราวกับตายทั้งเป็ แอสต้ารู้สึกทรมานจนน้ำตาปริ่มจากเบ้าวิ่งร้องเสียงอึกอักด้วยความทรมานจนไปถึงพุ่มไม้เธอย่อเข่าโค้งตัวและใช้มือยันเข่าเพื่อปล่อยให้สิ่งที่กำลังล้นจากลำคอจนขย้อนออกจากปากมันคืออาเจียนเืที่เข้มคล้ำจนเกือบดำ แอสต้าอาเจียนไปและครวญครางด้วยความทรมานจนน้ำตาไหลออกมาจนนองหน้าไปอาการเ็ปนั้นรุนแรงขึ้นรื่อยๆ ขึ้นจนเธอทรุดตัวลงแทบคลานสามขาโดยที่มือซ้ายของเธอกุมท้องจนแน่นแอสต้าทำได้แค่คิดอยู่ในใจท่ามกลางความทรมานและความแปลกใจในความเ็ปที่กระจายไปทั่วทั้งร่างนี้
ทรมานเหลือเกิน! และความเ็ปนี่มันเหมือนอยู่ในฝันเมื่อคืนนี้เลย! นี่ฉันเป็อะไรไปเนี่ย? และเมื่อไหร่มันจะหมดสักที?
แอสต้าอาเจียนเช่นนี้อยู่ครู่หนึ่ง จนหมดเธอทรุดตัวลงหอบไปและไอกระอักเืไปจากนั้นเธอก็หงายหลังแผ่ร่างรับแสงตะวันที่ส่องผ่านร่มไม้อย่างสิ้นสภาพและเสียงสุดยียวนที่คุ้นเคยก็ดัง
“อรุณสวัสดิ์แม่สาวน้อยแอสต้า! หลับสบายดีไหม?” วิคเตอร์เ้ากรรมถามยั่วประสาท
“หลับสบายบ้าอะไรวะ? นอกจากจะฝันร้ายแล้วตื่นมาฉันก็อ้วกเป็เืทันที! นี่คืออาการจากคำสาปด้วยใช่ไหม?” แอสต้าหอบไปถาม
“ใช่! แกเดาถูกแล้ว! พวกซอมบี้ที่ฆ่าแกในฝันซ้ำ นั่นคือิญญาที่ถูกกักไว้ในร่างไง! และไอ้ที่อ้วกออกมาคือสารพิษั้แ่ของเสียไปถึงไวรัสทุกอย่างที่มาจากการกินพวกมัน”
“ฉันว่าแล้ว!” แอสต้าพูดตอบ“ก็เล่นกินศพที่ถูกไว้บนสนามรบตั้งหลายวัน อย่าว่าแต่หมีเหล็กไหลั์นั่นเลย”
“ถูกต้อง แต่ไม่เกี่ยวอะไรกับอาหารทั่วไปหรอก” วิคเตอร์ตอบ“เพราะคำสาปนี้คงไม่สัปดลให้แกอ้วกเอาขี้เอาฉี่ของแกออกมาเองแน่”
“แน่ละ ฉันไม่ขอมีกลิ่นปากเป็ขี้กับฉี่เด็ดขาด” แอสต้าพูดตอบ“และฉันจะต้องฝันร้ายกับอ้วกเป็เืเป็แบบนี้ทุกวันใช่ไหม?”
“ใช่ ยิ่งแกกินร่างของคนที่แข็งแกร่งหรือมีสารพิษแค่ไหน แกก็จะยิ่งอ้วกหนักและแรงขึ้นตามและระยะเวลาในฝันเมื่อคืนยาวเท่ากับหนึ่งวัน แต่จากนี้ ระยะเวลาในความฝันหนึ่งคืนจะนานขึ้นเทียบเท่ากับจำนวนคืนที่แกหลับในฐานะมนุษย์กินคนะอย่างเช่นคืนนี้ ในฝันของแกก็จะยาวขึ้นเป็สองวัน คืนที่ 30 ในฝันของแกก็จะยาวเป็30 วัน”
แอสต้าที่นอนหอบอยู่ได้ยินดังนั้น เธอก็จ้องมองฟ้าด้วยตาสีดำที่เผยแววหวาดหวั่น“นั่นคือ ฉันจะต้องถูกทรมานในฝันแบบนี้ทุกคืนใช่ไหม? นี่มันนรกชัดๆ!”
“ใช่และมันก็สุดแล้วแต่ว่าิญญาในร่างของแกอยากรุมทรมานแกแบบไหนด้วยละ”วิคเตอร์ตอบก่อนที่แอสต้าจะพูดต่อ “และนั่นก็มาจากแกด้วยใช่ไหม?แกบอกนี่ว่าแกถูกสร้างมาเพื่อทรมานฉัน”
“ฮึฮึ เดาใจเก่งจังเลยนะตัวเอง ฉล๊าดฉลาดทีเพลงกล่อมเด็กนี่คิดไม่เป็” วิคเตอร์ยียวนจนแอสต้าสวนกับ “ย้ำเหลือเกินนะไอ้เวร!” จากนั้น แอสต้าก็ค่อยๆพยุงตัวนั่งกับพื้นพร้อมกับคิด ถ้าเป็อย่างนั้นจริง แล้วฉันจะทำยังไง?มันต้องมีวิธีแก้สิ ทั้งทำให้ฉันไม่ต้องทรมานแบบนี้ และทำให้ฉัน...ไม่สิฉันคืุ์! ยังไงๆ ฉันก็ยังเป็มนุษย์เหมือนเดิม
“ยังจะคิดว่าตัวเองเป็มนุษย์ธรรมดาอยู่อีกเหรอ?เลิกคิดอย่างนี้แล้วก็ยอมรับสักทีเถอะน่า” วิคเตอร์พูดเพื่อบั่นทอนความเชื่อ
“ไม่มีวัน!ฉันเสร็จเื่กับรัฐบาลและพาลูกออกจากอาณาจักรมาเมื่อไหร่ฉันจะหาวิธีถอนคำสาปให้ได้เลยคอยดู!” แอสต้าตอบหนักแน่นพร้อมกับค่อยๆ ลุกขึ้นเพื่อกลับเข้าไปในโพรงอย่างอิดโรยเพื่อใส่ชุดเกราะเตรียมเดินทางต่อ
ในขณะที่แอสต้ากำลังสวมเกราะส่วนอก แขนและขาที่วางอยู่ข้างกองไฟที่เหลือแต่เถ้าถ่านอยู่หลังเธอคิดถึงสิ่งจะต้องทำจากนี้ จะว่าไปการจะหาค่ายหรือคาราวานของพวกโจรป่ามันก็ไม่ใช่เื่ง่ายๆถึงจะเป็ป่าบนตะเข็บชายแดนก็เถอะ
จากนั้นแอสต้าที่ใส่ชุดเกราะเสร็จแล้วก็แบมือซ้ายพร้อมกับเพ่งจิตไปที่ฝ่ามือเพื่อสร้างม่านโฮโลแกรมที่ฉายแผนที่ขึ้นมาแต่กลับขึ้นว่า “ไม่ทราบสถานที่ กรุณาอัพโหลดข้อมูลจากหน่วยข่าวกรอง”
บ้าจริง และพลังที่ได้มาเมื่อวานก็ไม่มีใครมีคาถาสำหรับสอดแนมพื้นที่ด้วยถ้าหาแบบไปตายเอาดาบหน้านี่ไม่ใช่เื่ง่ายแน่และป่าแบบนี้ไม่น่าจะมีอะไรให้กินด้วย
ในระหว่างที่คิด แอสต้าก็ได้ยินเสียงฝีเท้าเหยียบย้ำพื้นหญ้าและกิ่งไม้อยู่นอกโพรงจากแต่ไกลเธอรีบหลบอยู่ในพุ่มของกิ่งไม้เพื่อสังเกตการณ์ผ่านรูกิ่งไม้ทันที สิ่งที่เธอเห็นคือกลุ่มโจรกลุ่มเล็กขนาดสี่คนเดินฝ่าพุ่มหญ้าและต้นไม้ออกมาในกลุ่มนั้นมีมนุษย์เพศชายสองคนมาพร้อมกับหมวกหนังและคลุมตัวผ้าคลุมสีเขียวทั้งสองพกดาบสั้นโดยที่คนหนึ่งมีโล่สะพายอยู่ด้านหลัง คนที่สามคือหญิงผมทองมัดเปียเส้นเดียวในหมวกหนังโครงเหล็กทรงถ้วยปลายแหลมเธอผู้นั้นใหญ่เกือบสามเมตรร่างกายกำยำราวกับหมีในเกราะหนังแขนสั้นติดผ้าคลุมขนสัตว์ยาวที่ด้านหลังกระโปรงลายตารางสีดำสลับเขียวกับรองเท้าบูทหนังสัตว์พร้อมกับค้อนปอนด์าอยู่ในมือทั้งสามคนสะพายพลั่วอยู่ที่ด้านหลัง แต่คนที่สะดุดตาที่สุดคือคนที่สี่ ผู้นั่นคืุ์กิ้งก่าสีเขียวที่มีความสูงเป็รองหญิงร่างั์แค่เล็กน้อยมนุษย์กิ้งก่าหน้ายาวเหมือนตัวเงินตัวทองผู้นั่นเปลือยท่อนบนที่ปกคลุมไปด้วยเกล็ดสีเขียวคล้ำลากยาวไปถึงหางที่อ้วนล่ำและยาวจนเกือบกว่าตัวสวมลูกประคำแดงขาวดำและผ้าคาดเอวหนังสัตว์ที่ยาวถึงต้นขาและเดินเท้าเปล่าด้วยขารูปทรงขาไก่โจรสี่คนนี้พูดคุยด้วยความสงสัยกับร่องรอยการต่อสู้กับกองของเหลวสีแดงคล้ำที่แอสต้าอาเจียนออกมาและมนุษย์กิ่งก่าก็มีท่าทีสั่งการทั้งสามให้สำรวจพื้นที่ แอสต้าที่เห็นคิดไตร่ตรองสิ่งที่จะทำทันที
กลุ่มโจรเหรอ? มนุษย์สองคน ไฮแลนเดอร์เพศหญิงหนึ่งคน กับมนุษย์กิ้งก่าชาวแรพทีเลียนดีละ จะได้ลองเค้นข้อมูลพวกนี้ดู
“ใช่ แต่แกต้องกินร่างทั้งหมดถึงได้ข้อมูลจากความคิดของเหยื่อ”วิคเตอร์ย้ำในความคิดของแอสต้า
ไม่ต้องหรอก ฉันแค่จับเป็และถามพวกมันก็พอ แอสต้าตอบวิคเตอร์ผ่านความคิดและดักซุ่มอยู่ในพุ่มกิ่งไม้โดยอาศัยความสลัวในโพรงเพื่อรอให้กลุ่มโจรทั้งสี่เข้ามาเธอย่อตัวตั้งท่าเตรียมพุ่งโจมตีอย่างเงียบกริบและดักฟังคำสั่งของเ้ามนุษยกิ้งก่าหัวหน้ากลุ่มสั่งการลูกน้องเผ่ามนุษย์ในผ้าคลุมด้วยเสียงที่แหลมและเล็กเหมือนจิ้งจกผิดจากรูปร่างหน้าตาที่ดูหยาบกร้าน“พวกแกสองคนเข้าไป เราสองคนจะดักตรงนี้เอง”
ดูจากเมื่อวานนี้ ฉันน่าจะมีแรงพอสู้กับพวกมันอยู่ สบายละอีแค่โจรสี่คนฉันสู้ได้แน่ แอสต้าคิดเช่นนั้นก่อนที่วิคเตอร์จะพูดต่อ “ก็ใช่แต่อย่าลืมนะว่าแกกระเพาะว่างอยู่” แอสต้าก็ตอบกลับทันที เล็กน้อยน่าอาการปวดท้องกับหิวแค่นี้เล็กน้อย และตอนนี้ฉันนึกอะไรออกแล้วละ
โจรสองคนที่เดินเข้ามาใกล้พร้อมกับดาบและโล่ในมือเพื่อสังเกตเห็นพุ่มกิ่งไม้ที่อยู่ข้างในโพรงทั้งสองคนส่งสัญญาณมือสื่อสารว่าใครจะเข้าไปดูแต่โจรที่ถือโล่ส่ายหน้าเกี่ยงให้เพื่อนของเขาเข้าไปก่อนทั้งสองคนมองหน้ากันและชักสีหน้าทะเลาะกันไปเกี่ยงกันไปว่าใครจะเข้าไปที่พุ่มกิ่งไม้ก่อนเื่ยืดเยื้อจนหญิงร่างั์ชาวไฮแลนเดอร์เดินท่าทางขึงขังเข้าไปพร้อมกับค้อนปอนด์ในมือและผลักทั้งสองออกไปข้างทางเพื่อเข้าไปดูเองและเมื่อหญิงร่างั์เดินเข้าไปใกล้แอสต้าก็ะโพุ่งตัวออกจากพุ่มกิ่งไม้และเหวี่ยงหมัดฮุคขวาเข้าที่หัวของเธอในชั่วพริบตาจนกระเด็นหมุนคว้างกลางอากาศในขณะที่โจรเผ่ามนุษย์ทั้งสองตอบสนองไม่ทันจากนั้น แอสต้าก็ร่างั์ที่ลอยกลางอากาศเป็ฐานสำหรับการพุ่งเข้าหามนุษย์กิ้งก่าผู้เป็หัวหน้าของกลุ่มนี้ด้วยความเร็วของการพุ่งตัวที่สูงจนผิดธรรมชาติทำให้แอสต้าพุ่งเข้าใส่มนุษย์กิ้งก่าจนไถลงกับพื้น เธอใช้แรงจากมือข้างซ้ายของเธอกดหน้าของมนุษย์กิ้งก่าจนหันซ้ายแนบชิดกับพื้นและใช้มืออีกข้างกับเข่าซ้ายกดแขนขาไว้
“พวกแกทำงานให้ใคร บอกมา!” แอสต้าตวาดขู่ “บอกมาให้หมด!ไม่งั้นฉันจะบี้หัวแกให้เหมือนแย้โดนล้อเกวียนทับเดี๋ยวนี้ละ!”
โจรทั้งสองที่อยู่ในโพรงได้แต่ตกตะลึงและหวาดกลัวจนเข่าอ่อนทรุดตัวลงกับพื้นที่เห็นทั้งหญิงชาวไฮแลนเดอร์พวกพ้องจอมพลังของตัวเองถูกซัดจนสลบในชั่วพริบตากับหัวหน้าของตัวเองถูกจับเค้นคอเ้ามนุษย์กิ้งก่าหัวหน้ากลุ่มมองกลับด้วยแววตาตกตะลึงพร้อมกับปากยืดยาวของสัตว์เลื้อยคลานที่พะงาบด้วยความเ็ปจากแรงกดก็ะโตอบด้วยเสียงแหลมเล็ก“ก็ได้! อย่าฆ่าฉัน! พวกเราเป็กลุ่มย่อยจากกองโจรูเาจิ้งหรีดทองคำ ค่ายของพวกเราห่างจากที่นี่ตอนเหนือสามกิโลเมตร!”
“รู้ใจดีนี่น้องจิ้งจกว่าฉันอยากรู้อะไร” แอสต้าพูดเย้ยเล็กน้อย“และกองโจรของพวกแกมีเครือข่ายธุรกิจกับใครบ้างไหม?”
“เอ่อ...” มนุษย์กิ้งก่าที่ถูกกดหัวอ้ำอึ้งไม่กล้าตอบก่อนที่จะะโถามลูกน้องเผ่ามนุษย์ทั้งสองที่นั่งเข่าอ่อนอยู่ในโพรง“พวกแกไม่คิดจะช่วยฉันเหรอ?”โจรทั้งสองที่ได้ยินก็ได้แต่มองหน้ากันเหมือนว่าใครจะไปช่วย
“ลูกน้องของแกคงฉลาดกว่าที่แกคิดละที่ไม่เข้ามายุ่ง แต่แกทำตัวฉลาดๆหน่อยด้วยการตอบคำถามของฉันซะ ไม่งั้นฉันจับแกทำเป็กระเป๋าหนังแย้แน่!”แอสต้าคู่พร้อมกับกดน้ำหนักลงที่หัวมากขึ้น
“ก็ได้! บอกแล้วๆ!” เ้ามนุษย์กิ้งก่าะโด้วยความยินยอม “พวกเราเอาของที่ดักปล้นได้เป็สินบนให้กับผู้บัญชาการด่านตรวจคนเข้าออกที่เมืองหน้าด่านพวกมันบีบให้พวกเราทำเพื่อแลกกับการไม่ถูกจับกุม ฉันรู้แค่นี้ละ!”
“และ่นี้มีนัดส่งคนเข้าเมืองหรือเปล่า” แอสต้าถามต่อ
“มี!เช้าวันนี้หัวหน้าจะนำคาราวานขนของเข้าเมืองไปให้ผบ. ด่านตรวจนั้น! และเอ่อ...” เ้ามนุษย์กิ้งก่าอ้ำอึ้งอีกครั้งแอสต้าที่ได้ยินก็จับพิรุดได้พร้อมกับหันหลังไปที่โพรงพร้อมกับนึกถึงพื้นที่ร่วนผิดปกติด้านในสุดของโพรงก่อนที่จะหันกลับไปคุยกับเ้ามนุษย์กิ้งก่าต่อ“ขอเดานะว่าแกฝังของที่จะใช้เป็สินบนวันนี้ไว้ในโพรงนั่นและหัวหน้าของพวกแกส่งพวกแกมาขนกลับไปสินะ”
“โอ กากเอ๊ย!” มนุษย์กิ้งก่าสบท
“ใช่จริงๆ ด้วย! และบ้าหรือเปล่าที่ฝังไว้ในรังหมี?” แอสต้าตอบ
“เปล่านะ หมีเหล็กไหลั์นั่นเป็สัตว์เลี้ยงตัวโปรดของหัวหน้า มันตั้งครรภ์เขาก็เลยให้มันอยู่เฝ้าของที่นี่”มนุษย์กิ้งก่าบอกจนหมดเปลือก “แล้ว...แกเข้าไปได้ยังไง แล้วหมีของหัวหน้าหายไปไหน?”
“เื่นั้นไม่ต้องสน ไม่ต้องถามถ้าไม่อยากกลายเป็อาหารหมียกทีม”แอสต้าใช้ไหวพริบขู่ก่อนที่จะถามต่อ “คำถามสุดท้ายนะ ในฐานะมนุษย์กิ้งก่าหางของแกนี่แกสลัดออกได้ใช่ไหม?”
“เอ่อ...ใช่ไหม ทำไมเหรอ?” มนุษย์กิ้งก่าถามด้วยความสงสัยแต่ยังไม่ทันขาดคำแอสต้าก็ชกฮุคขวาเข้าที่หัวของเขาจนสลบคาที่ต่อหน้าลูกน้องทั้งสองที่อยู่ในโพรงที่กำลังย่องหมายจะโจมตีเธอจากด้านหลังแอสต้ารู้ทันจึงหันหลังและมองด้วยสายตาข่มขู่เ้าโจรทั้งสองใกลัวจนต้องวิ่งหนีไป แต่แอสต้าไหวตัวทันและคว้าหลังคอของทั้งสองและยกขึ้นอาวุธในมือของทั้งสองตกลงกับพื้นด้วยแรงบีบที่มหาศาลของแอสต้า เธอแกล้งถาม
“ความจริงฉันไม่สนของอะไรนั่นหรอกนะ แต่พวกมันอยู่ตรงไหนของโพรง”
“เอ่อ...อยู่ตรงกลางด้านในสุดครับถึงจะขุดเจอก็เปิดไม่ได้เพราะกุญแจอยู่กับหัวหน้า พวกเรารู้แค่นี้เอง อย่าทำอะไรพวกเราเลย!”โจรถือดาบเล่มเดียวพูดด้วยความเ็ปและหวาดกลัวก่อนที่จะถูกแอสต้าเอาหัวของทั้งสองโขกเข้าหากันดังพลั๊กจนสลงร่วงลงคาพื้นวิคเตอร์ที่เงียบอยู่นานก็ตั้งคำถาม
“ดวงดีไม่เบานี่แล้วแกจะลักลอบเข้าไปในค่ายของพวกมันยังไง?”
“วิธีมันก็มีอยู่หรอกถึงฉันจะไม่อยากทำก็เถอะ” แอสต้าตอบพร้อมกับเดินเข้าในโพรงแต่ปรากฏว่าหญิงร่างั์ชาวไฮแลนเดอร์ที่สลบอยู่ในโพรงค่อยๆ ฟื้นคืนสติขึ้นมาแอสต้าเห็นดังนั้นก็รีบปรี่เข้าไปและชกหน้าของเธอให้สลบอีกครั้ง
“แกโหดเหมือนกันนี่หว่าขืนทำอย่างนี้อีกครั้งมีหวังสมองแตกตายแน่” วิคเตอร์พูด
“วางใจได้ ฉันไม่ฆ่าใครหรอกนะ แต่ตอนนี้อย่าเพิ่งยุ่งละฉันไม่ว่าง” แอสต้าตอบวิคเตอร์ก่อนที่จะทำตามสิ่งที่เธอเพิ่งคิดได้
เวลาได้ล่วงเลยไปอยู่ครู่ใหญ่ก็มีกองโจรที่ติดอาวุธครบมือนับสิบคนกรูกันมาที่โพรงเพื่อค้นหากลุ่มสี่คนที่หายไปเสียงเอะอะโวยวายของกองโจรกลบเสียงนกและแมลงที่ร้องอยู่หน้าโพรงพวกเขาสำรวจด้านนอกและเข้าไปในโพรงก็พบว่ากลุ่มโจรทั้งสี่คนนั้นถูกเปลื้องผ้ามัดเข้าด้วยกันจนไม่สามารถขยับได้และถูกคลุมหัวกับอุดปากด้วยเศษธงที่แอสต้าเก็บได้จากสนามรบกับเสื้อผ้าทั้งหมดของกลุ่มโจรทั้งสี่นี้เหลือเพียงชุดชั้นในกับรองเท้าบูทส่วนอาวุธกับพลั่วที่กลุ่มสี่คนนี้พกก็ถูกหักและทำลายจนไม่สามารถใช้งานต่อได้ทั้งสี่คนร้องโวยวายเสียงอู้อี้ไม่เป็ภาษาเพื่อเรียกให้พวกพ้องเข้ามาช่วยและหลังจากที่ถูกปลดจากพันธนาการแล้วมนุษย์กิ้งก่าเป็คนแรกที่พูดรายงานสิ่งที่เกิดขึ้น
“พวกเราถูกซุ่มโจมตี!”
“แล้วหีบล่ะ อยู่ที่ไหน?” โจรที่เข้ามาช่วยถาม
“ฉันไม่รู้! พวกเราถูกอัดจนสลบกันหมด!” มนุษย์กิ้งก่าพูดและทันใดนั้น เราจนก็สังเกตเห็นสิ่งที่ผิดปกติอย่างนึงพวกเขาพบว่าทางของเ้ามนุษย์กิ้งก่าที่เดิมมีรูปทรงเรียวแหลมและยาวมีอาการบวมผิดปกติ
“แล้วหางของแกเป็อะไร สลัดออกตอนโดนโจมตีเหรอ” โดนคนนึงถาม
“ฉันไม่รู้ ฉันไม่ได้สลัดออก แต่มันเจ็บยังไงชอบกลสงสัยคงเป็แผลจากตอนที่โดนอัดและติดเชื้อมั้ง แต่ที่สำคัญกว่าคือหีบนั่นยังอยู่หรือเปล่า?”เ้ามนุษย์กิ้งก่าพูดท่ามกลางเสียงอึกทึกของทั้งเสียงคนกับเสียงขุดดินด้วยมือเปล่ากับหัวพลั่วที่ด้าบถูกหักด้วยความลำบากและยืดเยื้อ
“เจอหีบแล้ว!” หนึ่งในคณะกองโจรพูดและตามด้วยเสียงออกคำสั่ง“รีบขุดขึ้นมาดูเร็ว!” และจากนั้นการขุดเพื่อดูความปลอดภัยก็เริ่มขึ้นโดยที่หมู่โจรที่เหลือคอยเฝ้าระวังอยู่ด้านนอกโพรงพร้อมกับตามหาหมีเหล็กไหลั์สัตว์เลี้ยงคู่ใจของหัวหน้า
เวลาได้ล่วงเลยไปสักระยะสิ่งที่เหล่ากองโจรกลุ่มนี้พบก็คือหีบไม้สีน้ำตาลเข้มขนาดเท่ากับโลงศพตัวที่ฝาของหีบนี้ยังคงถูกล็อคด้วยกุญแจเหล็กสีดำพวกเขาตรวจตราความเรียบร้อยของหีบอยู่ครู่หนึ่งจนแน่ใจว่าไม่มีอะไรผิดปกติ
“ทุกอย่างปกติ! ไม่มีร่องรอยน่าสงสัยด้วย!” หนึ่งในหมู่โจระโบอกก่อนที่จะมีคนะโสวนรายงานการค้นหาหมีเหล็กไหลั์“หาป๊อกกี้กับลูกๆ ไม่เจอเลย! จะเอายังไงดีถ้าเกิดหัวหน้ารู้ว่าป๊อกกี้ไม่อยู่พวกเราซวยแน่!”
“งั้นก็รีบตามหาสิส่วนพวกเราที่เหลือพวกชีเปลือยนี่จะขนหีบกลับไปที่ค่ายเอง!” หนึ่งในกองโจรพูด“เอาละ! รีบขนกลับไปได้แล้ว! ขืนส่งสินบนไม่ทันมีหวังซวยกันหมดแน่!รีบไปเร็ว!” เมื่อจบประโยค สิ่งที่เกิดขึ้นจากนั้นคือความวุ่นวายจากการเร่งมือทั้งฝ่ายค้นหาเ้าหมีเหล็กไหลั์ป๊อกกี้และกลุ่มที่ทำหน้าที่ขนหีบกลับไปโดยให้กลุ่มที่คนห่มผ้าคลุมของพวกที่เข้ามาช่วยจากนั้นก็ให้หญิงร่างั์ชาวไฮแลนเดอร์แบกขึ้นบ่าซึ่งเธอสามารถยกขึ้นได้ราวกับว่ามันไร้น้ำหนักสำหรับเธอ
่เวลาผ่านไปั้แ่การขนย้ายหีบขนาดเท่าโลงศพกลับไปยังค่ายโดยผู้ที่ร่วมทางด้วยคือกลุ่มโจรทั้งสี่ที่ถูกแอสต้าเปลื้องผ้าระหว่างทาง ซึ่งตอนนี้ทั้งสี่ห่มตัวอยู่ในผ้าคลุมที่ได้จากพวกของตัวเองและคุยสงสัยกันว่าหลังจากที่สลบไปแล้วเกิดอะไรขึ้นบ้างและทำไมถึงไม่เอาหีบใบนี้ไปจนกระทั่งกลุ่มขนหีบไปถึงค่ายกองโจรกลางป่าที่ล้อมด้วยรั้วที่ทำจากหลาวไม้ผูกไขว้ติดกัน ปากทางเข้าค่ายทั้งสองฝั่งมีซุ้มผ้าใบสีเขียวเข้มที่มีพลธนูประจำการพร้อมกับธงพื้นสีดำกับลายจิ้งหรีดสีทองอยู่ตรงกลางด้านในมีกระโจมผ้าใบสีขาวจำนวนหลายหลังที่มากพอสำหรับไพร่พลหนึ่งร้อยคน ภายในยังมีคอกม้าโรงไม้เก็บเกวียนกับเสบียง กระโจมช่างตีเหล็ก โดยขณะนี้ เสียงของโจรในร่วม 60คนกำลังทำกิจของตัวเองโดยที่สิบคนในค่ายนั้นแต่งตัวในชุดของชาวเมืองที่ธรรมดาพร้อมกับปกปิดใบหน้าของตัวเองยืนเตรียมเดินทางอยู่กับคณะรถลากเกวียนขนาดใหญ่ที่ล่ามด้วยม้าคู่ร่วมสิบคันที่ตั้งแถวเรียงเดี่ยวมีเพียงคันที่สองนับจากแถวหน้าที่ยังเป็เกวียนเปล่าแต่มีกองกล่องสินค้าวางอยู่ด้านข้างกลุ่มที่ขนหีบนี้รีบขนของไปยังกระโจมผ้าใบหลังใหญ่ที่อยู่ด้านในของค่ายพร้อมกับธงดำลายจิ้งหรีดสีทองประจำกลุ่มด้านหน้ามีั์ร่างสีน้ำเงินที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามสูงถึงสามเมตรเฝ้าอยู่สองตนพวกมันยืนนิ่งโดยถือขวานั์ติดมือในชุดเอี๊ยมหนังกับรองเท้าบูททหารและห้อยคอด้วยหัวกะโหลกของเหล่าสิ่งมีชีวิตทั้งสองจ้องเขม็งไปยังกลุ่มโจรที่กำลังขนหีบ และทันใดนั้นก็มีชายร่างใหญ่ท่าทางเหี้ยมเกรียมปรากฎตัวในผ้าคลุมที่ทำจากหัวและหนังของหมีั์สวมั้แ่หัวลากยาวถึงก้นใบหน้าใต้หัวหมีที่ดุดันกับหนวดสีดำดูรุงรังเผยให้เห็นรอยแผลเป็ทั่วทั้งใบหน้าและร่างกายที่มีแต่มัดกล้ามใหญ่จนเทอะทะกับมือทั้งสองที่สวมขาหน้าของหมีเขาสวมสร้อยคอที่ทำจากกะโหลกและกระดูกของสิ่งมีชีวิต ส่วนเอวมีเพียงกางเกงหนังสัตว์ปกคลุมด้วยแผ่นหนังกับรองเท้าบูทขนสัตว์ที่ทำจากขาหลังชายผู้นั้นตวาดเสียงดัง
“พวกแกเป็บ้าอะไรวะ?อีกแค่ขนหีบใบเดียวทำไมถึงใช้เวลานานขนาดนี้?รู้ไหมว่าพวกเราต้องเอาของไปส่งเวลาไหน?”
ทุกคนที่ได้ยินก็ใและหยุดเดินพร้อมโค้งคำนับทำความเคารพหัวหน้าของตนส่วนหญิงชาวไฮแลนเดอร์ที่ทำหน้าที่แบกหีบก็วางหีบลงกับพื้นทันทีในระหว่างที่มนุษย์กิ้งก่าที่รับผิดชอบนำทีมไปขนของโค้งคำนับเพื่อขอโทษด้วยเสียงที่เล็กของตัวเอง“ขอโทษครับท่านหัวหน้าหมีน้อย!พวกเราถูกผู้หญิงจากไหนก็ไม่รู้โจมตี แถมยังจับพวกเรามัดไว้ในโพรงด้วย!” จากนั้น หมีน้อย หัวหน้ากองโจรก็ตวาดต่อ “อะไรนะ?มีคนบุกเข้าไปในโพรงเหรอ? เป็ไปไม่ได้! ป๊อกกี้เฝ้าอยู่แท้ๆมีคนเข้าไปได้ยังไง?”
“ป๊อกกี้หายไปไหนก็ไม่รู้ครับลูกๆ ของมันก็ไม่อยู่ด้วย ตอนนี้พวกเรากำลังหาพวกมันอยู่ครับ!” ลูกน้องโจรที่เดิมติดดาบกับโล่รายงานด้วยความกลัวก่อนที่จะถูกคู่หูหันไปตวาดด่า“ไอ้โง่! เรียกว่ามันได้ยังไง ต้องเรียก...”คู่หูผู้นั้นไม่ทันจะพูดเสร็จ หมีน้อยหัวหน้าร่างั์ในผ้าคลุมหัวหมีเดินดุ่มเข้าไปและคว้าคอลูกน้องจอมพูดมากด้วยมือที่สวมอุ้งเท้าหมีสีดำ ยกขึ้นจนลอยเหนือพื้นจนทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์ตอนนั้นต่างพากันผวาเ้าลูกน้องที่อยู่ในมือของหัวหน้าหมีน้อยได้แต่ดิ้นไปมาและส่งเสียงอู้อี้ไม่เป็ภาษาและหัวหน้าด้วยเสียงดุดันต่อ “แกคิดว่าตัวเองเป็ใครมาเรียกเมียของฉันเหมือนคนระดับเดียวกัน?เรียกท่านสิเว้ย! เรียกท่านน่ะ!แล้วผู้หญิงที่ว่ามากันกี่คน?”
เ้ามนุษย์กิ้งก่าตอบด้วยท่าทีเลิกลักพร้อมกับผายมือไปยังหญิงชาวไฮแลนเดอร์ร่างใหญ่ที่ห่อตัวก้มหน้าด้วยความกลัว“มาคนเดียวครับ แต่มันโจมตีเร็วมากจนมองไม่ทันขนาดปองปองยังโดนเตะสลบในครั้งเดียวด้วย!”
“เหลวไหล! ฝึกวิชาหนังทองแดงกระดูกเหล็กมาแท้ๆ ยังจะเสียท่าให้ผู้หญิงคนเดียวเนี่ยนะ?แต่เื่นั้นไว้ก่อน!”หัวหน้าหมีน้อยเหวี่ยงลูกน้องที่อยู่ในมือลงพื้นและพูดต่อ “หีบนั้นไม่เป็ไรใช่ไหม?”
“ใช่ครับพวกเราตรวจดูสภาพของหีบแล้ว ไม่มีร่องรอยการงัดแงะหรือการสะเดาะกลอนและจุดที่ฝังก็ไม่การขุดหน้าดินด้วยครับ” มนุษย์กิ้งก่าตอบ
“ไหนดูซิ?”หัวหน้าหมีน้อยพูดเสียงดุพร้อมเดินไปที่หีบไม้สีน้ำตาลเข้มและตรวจดูโดยรอบด้วยความเร่งรีบจากนั้นเขาก็พูดต่อ “บ้าจริง ไอ้ผบ. นั่นสั่งห้ามเปิดด้วยสิ! แต่เอาไว้ก่อน ตอนนี้รีบขนขึ้นเกวียนเร็ว! แล้วก็รีบเปลี่ยนชุดซะ! ไป!” จากนั้น ลูกน้องทุกคนก็แยกย้ายกันทำตามหน้าที่ด้วยความเร่งด่วน
หลังจากที่ทุกอย่างพร้อมแล้วทั้งกลุ่มสี่คนที่แยกทีมประจำที่ของตัวเองในคาราวานโดยปลอมตัวเป็ชาวบ้านรวมไปถึงมนุษย์กิ้งก่าชาวเผ่าแรพทีเลียนที่เปลี่ยนผ้าคาดเอวที่ทำจากหนังเป็ผ้าฝ้ายสีขาวโดยเผยส่วนหางที่ยังบวมจากาแอยู่เขาได้รับคำสั่งให้นั่งอยู่กับคนขับรถเกวียนคันที่สอง ซึ่งหัวหน้าหมีน้อยที่รีบร้อนขึ้นไปที่ท้ายเกวียนที่ยังโล่งอยู่พร้อมกับหีบไม้สีน้ำตาลเข้มจากนั้นก็ให้ลูกน้องขนกล่องสินค้านับสิบใบที่วางอยู่ข้างเกวียนขึ้นไปวางปกปิดทั้งหัวหน้ากับหีบไม้จนมิดจากนั้นเขาก็สั่งการทันที “ถ้าทุกอย่างพร้อมแล้วรีบไปเลย! เดี๋ยวฉันจะติดต่อไปที่ปลายทางเอง!”
ทันทีที่การสั่งการเสร็จสิ้นคาราวานของกองโจรจิ้งหรีดทองคำก็ออกจากรั้วของค่ายเพื่อเดินทางทันที
่ที่3 โหมโรงแห่งความจริง
่เวลาได้ล่วงเลยมาถึงเวลาบ่ายณ ถนนทางหลวงชานเมืองหน้าด่านที่สองข้างทางเป็ทุ่งนาที่แสนกว้างใหญ่ที่ตัดเส้นขอบฟ้าด้วยป่ากับเนินเขาความกังวลใจของหัวหน้าหมีน้อยชายร่างั์ในชุดหนังหมีมีแต่จะทวีคูณขึ้นจนสีหน้าของเขาแสดงความตึงเครียดใต้หัวหมีที่อยู่บนหัวและภายในรถเกวียนคันที่สองที่เขาซ่อนตัวอยู่จะไปด้วยเสียงโวยวายของเขาผ่านโฮโลแกรมที่ออกมาจากฝ่ามือด้านซ้ายที่เขาแบออกซึ่งในหน้าจอนั้นคือหน้าของลูกน้องในหมวกหนังสัตว์ที่กำลังค้นหาป๊อกกี้หมีเหล็กไหลั์สุดที่รักของเขา
“ว่าไงนะ จนป่านนี้ยังหาไม่เจออีกเหรอ? ไปได้ยังไง?ปกติป๊อกกี้จะไม่ออกนอกโพรงไปหาอาหารนานขนาดนี้นี่? ฟังให้ดี ถ้าฉันกลับมาแล้วพวกแกยังหาเมียของฉันไม่เจอฉันจะจับพวกแกมาทำเป็กระดาษเช็ดก้นของฉัน เข้าใจไหม?”
ทันทีสิ้นเสียงภาพโฮโลแกรมก็ดับทันที ในขณะนี้หัวหน้าลูกหมีนั่งอยู่ไม่สุขด้วยความเป็ห่วงต่อหมีสุดที่รักและวิตกกังวลเื่การส่งของในหีบไม้ที่วางอยู่เบื้องหน้าเขา เขาพูดกับตัวเอง“ไอ้เวรเอ๊ย! นอกจากป๊อกกี้จะหายไปไหนก็ไม่รู้แล้วจะส่งของทันไหมเนี่ย?” จากนั้นหมีน้อยก็ะโสั่งการลูกน้องที่ขับเกวียนอยู่ซึ่งเ้ามนุษย์กิ้งก่าชาวแรพทีเลียนนั่งอยู่ข้างๆ“เฮ้ยแก! เร่งความเร็วมากกว่านี้! พวกเราสายมากแล้ว!”
หลังจากที่หมีน้อยสั่งการแล้วเหล่าสารถีก็เร่งฝีเท้าของม้าคู่ที่ลากเกวียนเพื่อให้กองคาราวานเดินทางเร็วขึ้นจนเวลาผ่านไปครู่ใหญ่วิวทิวทัศน์ที่ทุกคนในกองคาราวนเห็นจากที่สองข้างทางมีเพียงทุ่งนาที่กว้างสุดลูกหูลูกตาแต่ตอนนี้ สิ่งรอบตัวเป็ถนนสี่เส้นที่ตรงไปยังประตูเมืองขนาดใหญ่ใต้กำแพงโดยที่เส้นที่พวกเขาอยู่นั้นเบื้องหน้ามีขบวนรถลากทั้งม้า วัวและสัตว์ลากจูงหลากสายพันธุ์ของเหล่านักธุรกิจกับคนส่งสินค้าต่อแถวยาวอยู่หน้าประตูเมืองที่้าเขียนป้ายหินว่า“ด่านตรวจคนเข้าเมือง กรมศุลกากรเมืองโรเซ่ อาณาจักรมอสเตรีย”ซึ่งห่างออกไปทางด้านขวาของเส้นที่พวกเขาอยู่นั้นมีที่ลงจอดสำหรับนกั์เดรก และเหล่ากริฟฟิน กับพาหนะขนส่งผู้โดยสารและสินค้าทางอากาศลงจอดเพื่อรับการตรวจค้นก่อนเข้าเมืองส่วนถนนทางซ้ายคือแถวของนักเดินทางเข้าออกทั่วไปจากหลากชาติพันธุ์รวมไปถึงโทรลล์ขนาดใหญ่และเส้นสุดท้ายด้านริบสุดที่ห่างออกไปหลายร้อยเมตรคือถนนขนาดใหญ่ที่มีหอคอยกับช่องปืนใหญ่ขนาบประตูเหล็กขนาดมหึมาที่เปิดรับรถเกวียนขนเสบียงของทหารคณะคาราวานของหัวหน้ากองโจรจิ้งหรีดทองคำรู้ได้ทันทีว่าพวกเขามาถึงที่หมายแล้วเ้ามนุษย์กิ้งก่าแจ้งหัวหน้าหมีน้อยที่หลบอยู่ในเกวียน
“ท่านหัวหน้า พวกเรามาถึงแล้ว จะให้คุยกับใครนะ?”
“ไม่ต้องชวนใครคุยทั้งนั้น แค่ยื่นสาส์นที่ฉันให้แกกับผู้ตรวจการที่หน้าด่านก็พอและอย่าทำตัวออกนอกหน้าละ” หัวหน้าหมีน้อยสั่งการให้ทุกคนทำตัวตามปกติตามแผนที่วางไว้
หลังจากการต่อคิวรอคอยอยู่ที่แสนจะยืดเยื้อบนที่ด่านตรวจสำหรับคาราวานเข้าเมืองก็ถึงคิวของคณะคาราวานของหัวหน้าหมีน้อยซึ่งจุดตรวจมีทหารยามอยู่ในชุดเกราะกับหอกและสุนัขดมกลิ่นคอยตรวจสัมภาระกับผู้ขอเข้าเมืองโดยละเอียดโดยที่บางคนใช้อุปกรณ์ที่ติดบนหน้ากากส่วนตาหมวกรบทรงกลมฉายภาพเอ็กซเรย์สิ่งแปลกปลอมด้วยความตั้งใจและมีบางคนทำทีเป็เดินผ่านแต่มือแอบรับถุงเงินจากผู้ที่เข้ามาขอเข้าเมืองหนึ่งในทหารยามที่ถือคลิปบอร์ดกับปากกาอาคมเดินเข้าไปที่หัวแถวของคาราวานพร้อมกับบอกขอหนังสือเดินทางในขณะที่ยามคนอื่นเดินตรวจค้นรถเกวียนทุกคันซึ่งในระหว่างการขอหนังสือเดินทางคนขับรถเกวียนยังที่อยู่หัวแถวก็ยืนม้วนสาส์นฉบับหนึ่งให้ทหารยามคนนั้นอ่านจากนั้นทหารยามที่ได้รับสาส์นฉบับนั้นก็สั่งให้คาราวานของหัวหน้าหมีน้อยผ่านเข้าไปได้ทันทีโดยที่ไม่ต้องตรวจตราอะไร
หลังจากนั้นแถวคาราวานก็ผ่านเข้าประตูเมืองหน้าด่านที่ถนนหลักภายในภายในเป็ย่านการค้าตั้งอยู่บนข้างทางทั้งสองและเต็มไปด้วยประชากรหลากหลายเชื้อสายและหลากหลายฐานะที่สามารถแบ่งแยกได้จากการแต่งตัวสัญจรไปมาซึ่งส่วนใหญ่ล้วนเป็ชายหญิงที่มีฐานะธรรมดา พวกเขาแต่งตัวแค่เสื้อเชิ้ตกับกางเกงขายาวหรือชุดกระโปรงบ้านยาวปิดขาที่สีไม่เด่นทำงานหาเลี้ยงตัวราวกับผึ้งตอมรังในขณะที่ผู้ที่มีฐานะนั้นเดินเฉิดฉายอย่างใจเย็น ฝ่ายชายจะใส่เป็สูทสีดำทับเสื้อเชิ้ตสีขาวพร้อมกับหมวกทรงสูงส่วนเหล่ากุลสตรีผู้มั่งคั่งก็จะแต่งตัวเป็ชุดกระโปรงยาวรัดรูปสีสดใสกับถุงมือผ้าไหมดูมีราคาพร้อมกับผ้าโพกหัวปักด้วยลูกไม้ถึงกระนั้น เหล่ากองโจรในคราบคาราวานก็ไม่สนใจสิ่งรอบข้างนอกจากการรีบขับเกวียนลงไปยังโกดังของท่ารถไฟประจำเมืองที่ห่างไปทางอยู่ทางด้านขวาของด่านตรวจหลังกำแพงเพื่อส่งหีบไม้
ในระหว่างนั้นหัวหน้าหมีน้อยที่ซ่อนตัวอยู่หลังกล่องสัมภาระในรถเกวียนคันที่สองก็เปิดภาพโฮโลแกรมจากฝ่ามือของตัวเองเพื่อติดต่อไปยังห้องทำงานของผู้บัญชาการด่านตรวจคนเข้าเมืองที่กำลังรอรับของโดยที่ผู้รับสายคือเลขาธิการสาวผมดำสั้นประมาณคางหัวหน้าหมีน้อยลดเสียงที่ดุดันลงเป็การพูดที่สุภาพผิดกับรูปลักษณ์ภายนอก“ฮัลโหลคุณเลขา มีผมหมีน้อยนะ ช่วยแจ้งท่านผบ.ที่ว่าตอนนี้ผมเอาของมาส่งแล้ว”
“รับทราบแล้วค่ะ รอสักครู่นะคะ” เลขาธิการในสายตอบจากนั้น จอก็ขึ้นเป็จอสีขาวตัวอักษรสีดำว่า “กรุณาถือสายรอสักครู่”และในเวลาไม่นาน เธอก็กลับมาและแจ้งให้ต่อหมีน้อยว่า “ขอบคุณที่ถือสายรอ ท่านผบ. รับทราบแล้ว แต่ตอนนี้ท่านติดธุระเล็กน้อยเดี๋ยวท่านรองฯ จะไปพบคุณที่ห้องรับรองแขกก่อนนะคะ”
“ขอบคุณครับ” หัวหน้ามีน้อยขอบคุณพร้อมกับรอยยิ้มใต้หนวดรุงรังและเลขาสาวที่อยู่ในจอก็พูดต่อว่า “เพิ่มเติมอีกเื่นึงนะคะท่านผบ. ฝากแจ้งมาว่าวันนี้มีแขกพิเศษมารับของด้วยค่ะ”
“แขกพิเศษเหรอ?” หมีน้อยขมวดคิ้วสงสัย
“ใช่ค่ะ ถ้าผบ. ฝากดิฉันให้บอกมาแค่นี้ค่ะ”
หมีน้อยที่ได้ยินก็เกาหัวด้วยความสงสัยแต่เขาตอบรับไป “ถ้าอย่างนั้นขอบคุณมากครับ แค่นี้ละครับ”จากนั้นเลขาธิการสาวผมสั้นก็ตอบรับขาน “ค่ะกรมศุลกากรยินดีรับใช้ สวัสดีค่ะ” และทันทีที่โฮโลแกรมทำบนฝ่ามือของหมีน้อยดับลงเขาก็คิดกับตัวเองสักทีมีแขกพิเศษเหรอ พวกมันเล่นตุกติกหรือเปล่า หรือว่าพวกมันแอบบอกทางการให้มาจับพวกเราถ้าเป็อย่างนั้นจริง ฉันจะแฉให้กลุ่มอื่นรู้แน่!
และในที่สุดขบวนคาราวานก็มาถึงและจอดในโกดังของท่ารถไฟที่มีขบวนรถไฟหัวจักรไอน้ำสีเขียวขี้ม้าพ่วงกับตู้โดยสารกับตู้สัมภาระทอดยาวหลายสิบเมตรแต่ว่ามีสิ่งหนึ่งที่หัวหน้าหมีน้อยรู้สึกผิดสังเกตนั่นคือเดิมท่ารถไฟแห่งนี้ั้แ่ทางเข้าไปถึงโกดังจะมีผู้คนเดินพลุกพล่านตลอดเวลาแต่ครั้งนี้กลับถูกเฝ้าระวังด้วยทหารและอัศวินในชุดเกราะครบตัว แต่ด้วยความเร่งรีบเขาจึงรีบออกจากกล่องสัมภาระที่ใช้ในการพรางตัวและรีบไปที่ห้องรับรองของทางรถไฟทั้งที
เวลา15:45 น. ห้องรับรอง ท่ารถไฟ เมืองโรเซ่
หัวหน้ากองโจรหมีน้อยได้เข้ามานั่งเก็บน้ำชารออยู่บนเก้าอี้ไม้มะฮอกกานีบุนวมกำมะหยี่สีแดงเืหมูสุดหรูอยู่หน้าโต๊ะหินอ่อนสีขาวทรงกลมที่มีเก้าอี้ไม้อีกสองตัววางรออยู่ในห้องรับรองสีเหลืองนวลที่ประดับด้วยเฟอร์นิเจอร์ไม้และเครื่องทองเหลืองเขานั่งประกบคู่กับมนุษย์กิ้งก่ากับปองปอง หญิงร่างั์ชาวไฮแลนเดอร์โดยที่พยายามยิ้มและทำตัวให้เป็ธรรมชาติที่สุดเพื่อกลบเกลื่อนความหวั่นเกรงต่อหน้าชายผมสั้นหยักศกผิวสีแทนใส่เครื่องแบบราชการประจำอาณาจักรโดยใส่เสื้อสูทสีดำทับเสื้อเชิ้ตสีขาวที่ชายเสื้อด้านหลังปล่อยยาวจนถึงครึ่งหลังต้นขา ที่ปกคอเสื้อเชิ้ตพันคอด้วยริบบินสีดำมัดเป็ผ้าผูกคอหูกระต่ายส่วนกางเกงเป็สูทสีขาวตัดกับชุดท่อนบนและใส่รองเท้าคัชชูสีดำขัดเงาที่นั่งไขว่ห้างโดยมีเลขาธิการหญิงผมสั้นที่รับการติดต่อเมื่อก่อนหน้านี้ เธออยู่ในเครื่องแบบราชการเช่นเดียวกันในมือถือสมุดเล่มสีดำพร้อมกับปากกาหมึกซึมในมือ ชายผมหยักศกผู้นั้นอยากยิ้มและพูดคุยกับหัวหน้าหมีน้อยที่กำลังฝืนปั้นหน้ายิ้ม
“ปกติคุณก็ขึ้นมาสายแบบนี้นี่?”
“ก็มีเื่นิดหน่อยนะครับท่านรองฯ เรด แต่ทุกอย่างอยู่ในการควบคุมแล้ว”หมีน้อยยิ้มตอบ
“งั้นเหรอ? ผมว่าไม่ใช่อย่างนั้นละมั้งเพราะถ้าอยู่ในการควบคุมจริง การส่งของก็ต้องมาตรงตาที่กำหนดไว้สิ” เรด รองผู้บัญชาการตอบ หมีน้อยทำได้แค่อ้ำอึ้ง ตอบไม่ถูกแต่ก็พยายามแก้ตัว“คือว่าลูกน้องผมถูกโจมตีระหว่างไปเอาของครับ พวกเราคาดว่าอาจจะ...”
“มันก็ไม่ใช่ข้ออ้างนะ” เรดพูดขัด “คุณน่าจะรู้ว่าพวกเราทำงานแบบราชการต้องตรงต่อเวลาทุกกรณี” เรดตอบด้วยสีหน้าที่นิ่งเฉยจากนั้นก็มีชายอีกสองคนเปิดประตูไม้สีน้ำตาลอ่อนเดินเข้ามาโดยที่คนหนึ่งเป็ชายร่างอ้วนลงพุงในชุดรับราชการที่หัวเขาใส่วิกสีเงินที่ดัดเป็ลอนตรงปลาย หน้าตาดูมีอายุราว 50 ปี ใบหน้าที่แสดงความหงุดหงิดเต็มไปด้วยรูขุมขนที่เปิดกว้างกับรอยย่นที่ร่องแก้มระหว่างปากที่ยู่เข้าหากันกับร่องคิ้วส่วนอีกคนหนึ่งเป็ชายร่างเล็กผอมบางในชุดบาทหลวงสีดำที่คอติดปลอกสีขาวที่บ่ามีผ้าคลุมสีดำขอบสีแดงห่มทับไว้ ผมสีเทาของเขาสั้นใต้หมวกพระรูปทรงกลมสีดำครอบที่กลางหัวที่ใบหน้าสีขาวอันเรียบเฉยที่แสนธรรมดาไร้ทั้งเสน่ห์และกลิ่นอายของอำนาจเผยให้เห็นหางคิ้วทั้งสองที่อยู่เหนือตาสีเทาน้ำข้าวข้างลู่ลงจนดูเหมือนคนขี้ขลาดรองผู้บัญชาการหันไปและทักทั้งสอง
“โอ มาได้เวลาเลย ท่านผบ. ริชาร์ด สาธุคุณดอลย์นี่คือคุณหมีน้อยหัวหน้ากองโจรจิ้งหรีดทองคำ คุณหัวหน้า นี่สาธุคุณวลาเดค ดอลย์ตัวแทนจากสำนักพระสังฆราช”
หัวหน้าหมีน้อยกับลูกน้องทั้งสองที่ได้ยินก็แปลกใจว่าบาทหลวงจากสำนักพระสังฆราชมาทำอะไรที่นี่แต่ทั้งสามก็ทำอะไรได้ไม่มากนอกจากพูดด้วยความสงสัยและโค้งคำนับ“เอ่อ…คารวะคุณพ่อ”
วลาเดคที่ได้เห็นก็ยกมือขวาขึ้นระดับหน้าโดยเผยหน้ามือออกเพื่อเป็การให้พรแต่สีหน้าของเขาดูนิ่งเฉยไร้ซึ่งอารมณ์ ริชาร์ดกับวลาเดคนั่งลงบนเก้าอี้โดยที่ริชาร์ดนั่งอยู่ที่ด้านขวามือของเรดริชาร์ดพูดด้วยความหงุดหงิดทันที “ทำไมครั้งนี้ถึงได้มาสายอย่างนี้?ฉันสั่งแล้วไม่ใช่เหรอว่าห้ามมาสาย?”
“กลุ่มที่ไปเอาหีบเมื่อเช้านี้ถูกโจมตีก็เลยเสียเวลานิดหน่อยไปหีบใบนั้นยังปลอดภัยอยู่ครับ” หมีน้อยในชุดหนังหมีพูดอธิบายด้วยสีหน้าประจบประแจงใต้หัวหมีบนหัวของเขาจากนั้น วลาเดคก็พูดต่อด้วยสีหน้าที่ไม่พอใจ “คุณศรัทธาต่างหากเพราะถ้าศรัทธาจริงคุณคงทำทุกอย่างให้เสร็จตามเวลาไปแล้ว เรารู้ไหมว่าความล่าช้าของพวกคุณจะมีผลต่อทางอาณาจักรของพระเ้าแค่ไหน?”
หัวหน้าหมีน้อยกับมนุษย์กิ้งก่าและหญิงชาวไฮแลนเดอร์มองหน้ากันด้วยความงงในสิ่งที่วลาเดคพูดหมีน้อยทำได้แค่พูดด้วยน้ำเสียงสั่นเทาจากความหวาดหวั่น “เอ่อ…พวกเราก็ทำสุดความสามารถแล้วครับ พวกเราต้องขอโทษจริงๆ ท่านผบ.ริชาร์ด ว่าแต่นี่เื่อะไรกันเนี่ย?”
ริชาร์ดตอบทันที“ท่านสาธุคุณดอลย์เดินทางจากเมืองหลวงที่เคลินกราดมาที่นี่เพื่อเทศนาธรรมและมารอรับหีบนั้นขึ้นรถไฟกลับไปด้วยและเดิมทีพวกเรานัดกันตอน 11 โมงเช้าแต่ตอนนี้มันจะบ่ายสี่โมงแล้ว กว่าจะไปถึงแผนของทางการในวังก็คลาดเคลื่อนหมดแล้ว!”
หมีน้อยได้ยินก็สงสัย“อ้าว!? แล้วทำไมพวกท่านไม่ใช้นกั์ขนส่งกลับไปล่ะนกพวกนั้นเดินทางเร็วกว่ารถไฟตั้งหลายเท่านี่?”
“ถ้าทางการสั่งว่าอย่างนั้น ขัดไม่ได้เด็ดขาด” ริชาร์ดตอบ“และความผิดพลาดของแกมันกระทบต่องานในวังหลวงมากแกไม่รู้หรือไงว่ามีโทษแค่ไหน?”
“เอ่อ…ขอร้องล่ะอย่าถือโทษโกรธทัณฑ์อะไรกันเลยเห็นแก่ที่ผมส่งส่วยให้คุณมาตลอดหลายปีเถอะนะครับ” หมีน้อยวิงวอน
“ส่วย?” วลาเดคถามด้วยสีหน้าไม่พอใจ “คุณกับเหล่าโจรเทียบการรับใช้ชาติด้วยคำพูดอย่างนี้เหรอ”
หมีน้อยกับลูกน้องทั้งสองเริ่มหน้าเสียเพราะไม่ว่าทำอะไรก็ผิดหมดได้แต่อ้ำอึ้งไม่สามารถพูดอะไรต่อได้อีก ริชาร์ดพูดข่มขู่ต่อ“รู้สึกว่าตอนที่พวกแกโดนจับเมื่อห้าปีก่อนจะไม่เข็ดสินะ? แค่ขอความร่วมมือง่ายๆ แลกกับการคุ้มกะลาหัวพวกแกนี่มันยากนักใช่ไหม?หรือว่าอยากถูกจับยกกลุ่มอีกครั้ง คราวนี้พวกแกถูกปะาเรียบแน่!”
หมีน้อยกับลูกน้องทั้งสองได้ยินก็ถึงกับคุกเข่าอ้อนวอนไม่หยุด“โถท่าน! พวกเราผิดไป ขอร้องละ!”
ในขณะที่เรดกับริชาร์ดนั่งดูทั้งสองด้วยสายตาเหยียดหยามอยู่ครู่หนึ่งวลาเดคก็พูดให้เื่จบโดยเร็ว “ อืมเห็นแก่ที่คุณกับพวกพ้องรับใช้มานาน ผมจะไม่ถือโทษอะไร และจะขอโทษทางศาสนจักรแทนพวกคุณให้แล้วกันตอนนี้พวกเรามากล่าช้ามากแล้ว รีบเปิดหีบนั่นและขนขึ้นรถไฟเถอะ”
“โอ ขอบคุณท่านสาธุคุณ ผมจะไม่ลืมบุญคุณนี้เลย!” หัวหน้าหมีน้อยโค้งหัวจนหน้าหมีที่สวมอยู่บนหัวลงกับพื้นด้วยความลนลานจากนั้นทุกคนที่อยู่ในห้องรับรองก็ไปที่โกดังเพื่อขนหีบไม้ลังนั้นขึ้นรถไฟหัวจักรไอน้ำที่จอดรออยู่ทันที
ไม่นานจากนั้นผู้บัญชาการด่านตรวจคนเข้าเมืองริชาร์ด กับลูกน้องทั้งสอง สาธุคุณวลาเดคดอล์ยและหัวหน้าหมีน้อยก็ไปถึงรถลากเกวียนคันที่สองที่หีบไม้ใบนั้นยังอยู่หัวหน้ามีน้อยได้สั่งให้ปองปอง ยกหีบใบนั้นออกจากรถเกวียนมาวางกับพื้นวลาเดคสั่งหัวหน้าหมีน้อยทันที “เปิดหีบได้แล้ว”และจากนั้น หัวหน้าหมีน้อยก็หยิบเอากุญแจออกมาจากกระเป๋าหนังที่สะพายอยู่ข้างตัวและไขกุญแจเพื่อเปิดฝาออกจากนั้นก็เกิดเสียงกลไกบางอย่างดังขึ้นและแผ่นไม้ทั้งสี่ด้านของหีบเปิดออกด้วยตัวเองเผยสิ่งของที่อยู่ในนั้นมันคือโลงศพไม้หอมสีน้ำตาลแดงเงาวาวโค้งมนที่ถูกทำขึ้นอย่างดีราวกับโลงสิ่งนี้สร้างความมึนงงให้กับกลุ่มโจรมาก จากนั้นหัวหน้าหมีน้อยก็คำสั่งหญิงร่างั์คนเดิมอีกครั้ง
“เอาละ แบกขึ้นรถไฟได้แล้ว!”
“ไม่ได้!” วลาเดคขัด “ต้องแบกขึ้นไปธรรมดาเท่านั้นเพื่อให้เกียรติคนที่อยู่ข้างใน” หมีน้อยได้ยินก็ตอบรับและสั่งให้ลูกน้องคนที่รออยู่คนรวมไปถึงมนุษย์กิ้งก่ากับปองปองช่วยยกเข้าไปในตู้สัมภาระของรถไฟโดยที่เขาเป็คนยกด้านปลายของโลงที่มีป้ายสีทองที่สลักชื่อของผู้ตายทั้งแปดคนช่วยกันแบกโลงใบนั้นขึ้นบ่าและเดินเข้าตู้สัมภาระของรถไฟ
และในเวลาไม่นาน คนลูกน้องทั้งแปดคนก็นำโลงไม้ใบนั้นเข้าไปวางลงด้านในสุดของตู้สัมภาระซึ่งพวกเขาวางมันให้ทอดยาวตามแนวของตู้ โดยที่ก่อนจะออกไปเ้ามนุษย์กิ้งก่าเผ่าแรพทีเลียนก็ได้สังเกตป้ายชื่อผู้ตายสีทองและอ่านออกเสียงด้วยความสงสัย“แอสต้า ดอล์ย? ญาติของไอ้สาธุคุณดอล์ยเหรอ?”จากนั้น ปองปองที่กำลังจะออกก็ตอบกลับ “ไม่รู้เว้ยฉันว่าพวกเรารีบไปกันเถอะ” ปองปอง
และทันใดนั้นเ้ากิ้งก่าก็เกิดอาการเจ็บที่โคนหางของเขาจนปองปองต้องถามและเข้าไปดูอาการ“เฮ้ยแก เป็อะไรหรือเปล่า?”
“ฉันไม่รู้ ตอนแรกที่หางฉันเจ็บไม่มาก แต่จู่ๆตอนนี้ก็รู้สึกเจ็บขึ้นเรื่อยๆ แล้ว” เ้ามนุษย์กิ้งก่าพูดด้วยความรู้สึกเ็ป
“งั้นรีบสลัดหางออกก่อน เร็ว!” ปองปองบอกเร่ง จากนั้นเ้ามนุษย์กิ้งก่าก็ออกแรงกล้ามเนื้อเพื่อแยกส่วนหางออกจากหลังของเขาจนขาดออกจากร่างั้แ่โคนหางหากที่ถูกสลัดนั้นขยับไปมาบนพื้นตู้สัมภาระดังตึงตัง แต่อาการเจ็บก็ยังไม่หายเ้ากิ้งก่าได้แต่ร้องซืดซาดโอดครวญด้วยเสียงเล็กและแหลมของตัวเองและมีอาการเข่าอ่อนจากความเ็ป
“อ้าว เจ็บเหรอ? ปกติตอนสลัดหางจะไม่เจ็บนี่” ปองปองถาม
“ฉันไม่รู้ แต่ตอนนี้ฉันตัวชาจนลุกไม่ขึ้นแล้ว ตอนนี้อย่าเพิ่งยุ่งกับหางของฉันจนกว่ามันจะหยุดนิ่งแล้วกัน”เ้ากิ้งก่าตอบ จากนั้นปองปองก็หิ้วปีกเ้ากิ้งก่าและพาออกไป
ในขณะที่ตู้เก็บสัมภาระไม่มีใครอยู่นอกจากหางที่ดิ้นไปมาจนเกิดเสียงตึงตังและเสียงจอแจนอกตู้ััถามถึงสิ่งที่เกิดขึ้นที่เนื้อตรงปากแผลของหางขาดก็มีมือในเกราะเหล็กผุดออกมาและออกแรงดึงตัวเองขึ้นมาจนหัวที่ปกคลุมด้วยผมสีชมพูและร่างในชุดเกราะทหารออกมาจากหางเส้นนั้นปรากฏเป็ร่างของแอสต้าซึ่งตลอดมานี้เธอซ่อนตัวอยู่ในหางของเ้ามนุษย์กิ้งก่าผู้นั้น เธอค่อยๆหายใจและประคองตัวเองลุกขึ้นจากพื้นตู้พร้อมกับมองโดยรอบด้วยความเร่งด่วนเพื่อหาที่ซ่อนตัวภายในตู้หลังจากนั้น แอสต้าก็ได้พบกับผ้าใบหนังสัตว์ที่วางคลุมกล่องกับตู้ที่อยู่ฝั่งตรงข้ามกับโลงไม้แอสต้าไม่รอช้า เธอรีบมุดตัวเข้าไปในผ้าผืนนั้นทั้งที จากนั้นเธอก็รอจนหางนั้นนิ่งสงบลงอยู่ครู่หนึ่งและตามด้วยเสียงฝีเท้าที่หนักอื้งของปอมปอมเดินเข้ามายกหางที่นอนนิ่งออกไปจากตู้และปิดล็อกประตู
ณตอนนี้ แอสต้าที่หลบอยู่ใต้ผ้าใบหนังสัตว์ก็พ้นจากสายตาของทุกคนแล้วแต่เธอเลือกที่จะอยู่รอจนกว่าขบวนรถไฟจะออกตัว วิคเตอร์ก็คุยกับแอสต้าในความคิด “แกฉลาดกว่าที่คิดนะเนี่ยแกชิงเหงื่อกับผมจากยัยร่างั์ตอนชกกับกินเนื้อส่วนหางของเ้ากิ้งก่านั่นเป็มื้อเช้ากับสืบความทรงจำของพวกมันไปด้วยแล้วก็จัดฉากถ่วงเวลากับสร้างความสับสนและกินเนื้อในหางของมันต่อจนมีพื้นที่มากพอที่จะมุดเข้าไปซ่อนตัวเพื่อดูดความทรงจำและใช้อากาศร่วมกับเ้ากิ้งก่านั้นผ่านการกัดค้างที่เนื้อในหางด้วยแล้วก็ใช้ความสามารถในการรักษาแผลจากศพที่แกกินเมื่อวานสมานแผลจากภายในกับลดความเ็ปและดูดพลังของมันไปด้วยพอสบโอกาสก็กัดกินเนื้อจากภายในเพื่อบีบให้มันสลัดหางจากนั้นก็ทำทีเป็ดิ้นไปมาเพื่อไล่ให้ทุกคนออกจากตู้เพื่อหาที่ซ่อนและไม่ใช่แค่นั้น แกใช้ความเร่งรีบของพวกมันทำให้มองข้ามความผิดปกติด้วยเข้าท่านี่ ใช้ได้ๆ”
แต่แอสต้าก็ไม่ได้ตอบอะไรวิตเตอร์นอกจากตกตะลึงกับสิ่งที่เกิดขึ้นและได้แต่คิดด้วยความใไม่อยากจะเชื่อเลย จากที่ดูความจำตอนอยู่ในห้องรับรองนั้นบาทหลวงคนนั้นคือวลาเดคจริงๆ เขามีส่วนกับเื่สกปรกนี้ด้วยเหรอ?และป้ายที่โลงนั้นก็เป็ชื่อของเรา ตกลงมันเกิดเื่อะไรขึ้น?หรือว่าความคิดของคนพวกนั้นเื่ธุรกิจใต้ดินกับสินบนในหมู่รัฐบาลเป็จริง
“เื่ชักจะสนุกแล้วสิ” วิคเตอร์พูดต่อ“ดูผัวของแกจะไม่รู้สึกรู้สาอะไรกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับแกนะ”
แอสต้าตอบ “นั่นก็จริง ข่าวการแพ้รบมันน่าจะดังไปทั่วทั้งอาณาจักรและทางครอบครัวของอัศวินกับทหารยศระดับสูงก็มักจะเป็กลุ่มแรกที่ได้ข่าวการตายก่อนแต่เขาดูไม่รู้สึกหรือสนใจอะไรเลย และถ้านั่นคือโลงศพของฉันทำไมต้องฝากพวกโจรกระจอกอย่างพวกจิ้งหรีดทองคำไปฝังด้วย และดูชื่อแต่ละคนสินั่นชื่อหัวหน้าโจรจริงๆ เหรอวะ?”
“นั่นสิ และหางนั้นรสชาติเป็ยังไงบ้างเป็มื้อที่มีสุขที่สุดหรือเปล่า” วิคเตอร์กวนประสาท
“ไอ้บ้า! ยังไงซะ ตอนนี้ไปให้ถึงเมืองหลวงก่อนเถอะดูท่าเื่ที่ฉันต้องทำจะมีอีกเื่แล้วละ”
“สืบเื่โลงไม้นี่เหรอ” วิคเตอร์ถาม แอสต้าก็ตอบทันที “ใช่ นับั้แ่วันที่ฉันถูกฆ่ากับวันที่ฉันเสียสติรวมกันก็แค่สามวันแต่ที่ดูจากความทรงจำของเ้ากิ้งก่านั่น หลุมนั่นฝั่งมาแล้วราวๆ หนึ่งเดือน ซึ่งนั่นมันก่อนวันระดมพลตั้งหลายวันด้วยและหีบนั้นเป็หีบกลไกที่มีเพียงช่างฝีมือในเมืองเท่านั้นที่รู้แต่กลุ่มโจรนี่มีแต่พวกใช้กำลังกับทาสหมี ปล่อยไว้คงไม่ดีแน่”
“ฉันนึกว่าแกจะลอบเข้าไปพาลูกออกมาก่อนซะอีก”วิคเตอร์ถามด้วยความสงสัย
“ใช่ แต่ก็ปล่อยไว้แบบนี้ไม่ได้หรอกหาข้อมูลเปิดโปงก่อนแล้วค่อยพาลูกออกไปทีหลังน่าจะปลอดภัยกว่า” แอสต้าตอบเช่นนั้นและเสียงเครื่องจักรไอน้ำทำงานก็เสียงดัง ตามด้วยสัญญาณปล่อยตัวรถไฟดังขึ้นโดยมุ่งหน้าไปสู่เคลินกราดเมืองหลวงแห่งอาณาจักรมอสเตรียโดยตรง แอสต้าคิดในใจ
ถ้าเดาไม่ผิดรถไฟขบวนนี้จะต้องตรงไปยังเมืองหลวงแน่ จากจุดนั้นละฉันต้องรู้ให้ได้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น
จบตอนที่สอง