ผมจำได้ว่าเคยบอกน้องมิ้นไว้ั้แ่่ที่เราช่วยกันแปะท้องฟ้าจำลอง (งานมหกรรมฯ ของโรงเรียน) ไม่คิดว่าเธอยังจะจำได้ หลังจากคิดถี่ถ้วนแล้วผมเลยได้แต่หัวเราะ แล้วบอกเธอว่า
“ได้ๆ จะดูกันตรงไหน...”
“แป๊บนึงนะค่ะ...” น้องบอก ก่อนเดินเข้าบ้านไป
ไม่นานเธอก็ถือเสื่อออกมา 1 ผืน แล้วเดินไปกางที่ลานหน้าบ้าน ผมก็มองดูรอบๆ เปิดโล่งพอสมควร น่าจะสามารถมองเห็นได้ไม่ยาก น้องเรียกให้ผมไปนั่งรอที่เสื่อ แล้วเธอก็เดินกลับเข้าไปในบ้าน ซักพักไฟที่บ้านก็ดับลง เธอเดินส่องไฟฉายกลับออกมา…
น้องกลับมานั่งข้างๆ ผม แล้วปิดไฟฉาย แล้วบอกผมว่า
“พร้อมแล้วค่ะ เริ่มเลย...”
ผมก็มองไปที่ทิศตะวันออกเฉียงใต้ แล้วก็ขอยืมไฟฉายจากมือน้อง แล้วเปิดส่องไปในทิศทางนั้น...
“มิ้นมองเห็นกลุ่มดาวที่รวมกันเยอะๆ ตรงนั้นไหม ที่เยอะมากจนเป็เหมือนหมอกสีขาวบนท้องฟ้า นั้นแหล่ะคือทางช้างเผือก หรือ มิ้วกี้เวย์... เห็นไหม...”
“เห็นค่ะ... สวยจัง...” น้องตอบพร้อมมองดูตามที่ผมชี้ไป
หลังปิดไฟฉาย ผมก็เล่าความเป็มาพร้อมตำนานต่างๆ ที่เกี่ยวกับทางช้างเผือกให้น้องฟัง น้องก็ฟังอย่างตั้งใจ มีถามแทรกขึ้นมาบ้างประปราย พวกเรานั่งดูกันไปเกือบ 20 นาที จากนั้นน้องก็ล้มตัวลงนอนแล้วชี้ดาวดวงนึงที่สว่างอยู่เกือบกลางท้องฟ้า (อยู่นอกทางช้างเผือก) ผมก็ต้องแหงนหน้ามองตามไป ก่อนจะบอกชื่อและอธิบายน้องไป จนสุดท้ายผมก็ต้องล้มตัวลงไปนอนข้างๆ น้อง เพราะแหงนนานเริ่มปวดคอ พอหัวผมลงถึงพื้นได้ไม่นาน…
“พี่แทนค่ะ... หนูจะมีโอกาสได้มานอนดูดาวกับพี่แบบนี้อีกเมื่อไหร่นะ... วันนี้หนูมีความสุขจัง...” น้องพูดกับผม พร้อมเอามือมาจับมือผม
“พี่... คือ…” ผมพูดอะไรไม่ออก สิ่งที่เคยคิดไว้ว่าจะทำก่อนหน้าก็เริ่มเลือนลางไปแล้ว...
“หนูชอบพี่มากจริงๆ นะ และหนูโชคดีมากๆ ที่พี่ก็ชอบหนูเหมือนกัน” น้องหันหน้ามาพูดเบาๆ ข้างๆ หูผม
ผมก็หันหน้ามาทางน้อง หน้าเราแทบจะชนกัน แสงจากดวงดาว ทำให้เห็นเพียงแค่สลัวๆ มองเห็นใบหน้าน้องได้เพียงลางๆ แต่ในใจผมตอนนี้กลับเห็นหน้าน้องได้ชัดเจนยิ่ง…
ผมซึ่งไม่ใช่พระอิฐพระปูน ไหนเลยจะทนกับสถานการณ์และบรรยากาศตรงหน้านี้ได้ บวกกับฤทธิ์สุราที่อัดมาซะเต็มที่เพื่อเพิ่มความกล้า (ดันได้ใช้ความกล้านี้ผิดวัตถุประสงค์) แทนที่จะถอยห่าง ความไคร่ ความอยากกลับเข้าครอบงำ ผมไม่คิดถึงสิ่งอื่นใดๆ แล้ว
ผมจึงดันตัวเองั้แ่สะโพกขึ้น แล้วโน้มตัวเข้าไปหาน้องที่นอนอยู่ข้างๆ ค่อยๆ จูบลงไปที่จมูกน้องเบาๆ ก่อนจะค่อยๆ เลื่อนลงมาที่ริมฝีปาก ตัวน้องเริ่มสั่นและเกร็ง ผมค่อยๆ ใช้มือล้วงเข้าไปในเสื้อของน้อง แล้วช่วยประโลมเล้าอย่างอ่อนโยน พร้อมบอกน้องว่า
“ไม่ต้องกลัว...นะ ไม่ต้องเกร็งด้วย ปล่อยตัวตามพี่มาเลย”
น้องจึงผ่อนคลายลงและหายเกร็ง แล้วน้องก็ค่อยๆ ปล่อยตัวไปตามผม ผมก็ค่อยๆ ทำไปทีละสะเต็ปเพื่อให้น้องผ่อนคลายและมีอารมณ์ร่วมคล้อยตามในแต่ละท่วงท่าที่ผมนำพาไป
ก่อนที่ผมจะพาเราทั้งสองจะเดินทางไปจนสุดทาง ผมได้เผลอทำรุนแรงไป น้องก็กระตุกพร้อมเรียกผม
“พี่แทน... หนูเจ็บ...”
ผมก็ใและขอโทษ แล้วจึงพยายามบรรจงให้อ่อนโยนและเบาลง ก็ยังได้ยินเสียงน้องอยู่เป็ระยะ ก่อนจะเงียบไป จนผมสามารถนำพาน้องไปจนถึงสุดทางช้างเผือกนี้ได้ในที่สุด...
ได้ทำไปแล้วสินะ... พลั้งพลาดถล่ำลึกลงไปแล้ว ยากที่จะกลับขึ้นมาได้แล้ว วันข้างหน้าที่จะถึง คงจะยุ่งเหยิงเป็แน่แล้ว...
หลังจากผมได้พาน้องมิ้นไปถึงจุดหมายแล้ว น้องก็รีบใส่เสื้อผ้าแล้ววิ่งเข้าบ้านไป ผมใอยู่ครู่หนึ่ง ก็รีบคว้าหยิบกางเกงมาใส่แล้ววิ่งตามเข้าไป น้องเปิดไฟที่บ้านแล้ววิ่งเข้าไปในห้องน้ำ ผมรีบวิ่งตามไปเคาะ แล้วรีบถามว่าน้องเป็อะไร ซักพักน้องเปิดประตูออกมา ผมเห็นคราบน้ำตาที่หน้าของน้อง ผมใมาก คิดว่าน้องต้องเสียใจกับสิ่งที่ผมทำไปในครั้งนี้แน่ๆ แล้ว ผมจึงรีบเข้าไปกุมมือน้องไว้แล้วรีบกล่าวขอโทษเป็ชุด
“มิ้น...พี่ขอโทษครับ พี่เสียใจ พี่ทำพลาดไป พี่ผิดไปแล้ว...”
น้องก็นิ่งอยู่ครู่ ก่อนจะพูดว่า
“ไม่เลยค่ะ หนูโอเคมาก และหนูก็มีความสุขมากๆ เลยด้วย...”
น้องกลับไม่ว่าอะไรผมเลย ผมยิ่งสับสนหนักเลย แล้วน้องร้องไห้ทำไมนะ ระหว่างที่กำลังคิดอยู่นั้น อยู่ๆ น้องก็พุ่งเข้ามากอดผม แล้วพูดว่า
“พี่แทน... หนูรักพี่นะค่ะ...”
ผมก็ได้แต่ยืนนิ่งให้น้องกอดอยู่อย่างนั้น ในใจรู้สึกผิดอย่างบอกไม่ถูก จนซักพักน้องบอกว่าอยากจะอาบน้ำก่อน ผมก็เลยปล่อยน้องให้ไปอาบน้ำ ส่วนตัวผมก็ตั้งใจว่าจะเดินออกไปเอาเสื้อและเก็บของที่เสื่อข้างนอก พอเดินไปถึงผมก็เปิดไฟฉาย เพื่อกวาดหาเสื้อของตัวเอง ระหว่างนั้นตาก็เหลือบไปเห็นสีแดงๆ เป็ปื้นอยู่ที่กลางผื่นเสื่อ ผมเลยเอามือไปลูบดู จึงรู้ว่านั่นคือเื...
ผมทรุดลงไปนั่งด้วยความละอายใจ และรู้สึกผิด ที่มาครั้งนี้ ความตั้งใจแรกคือจะมาบอกเลิกน้อง เพื่อปล่อยให้น้องไปมีอนาคตที่ดีที่สดใสของตัวเอง แล้วนี่ผมทำอะไรลงไป... ยิ่งถลำลึกไปกันใหญ่ แล้วนี่จะจบกันยังไงทีนี้ (โกรธตัวเองมาก ที่ห้ามใจตัวเองไม่ได้) แต่เมื่อทำไปแล้วผมก็ต้องรับผิดชอบ...
เกือบ ตี 4 ณ ลานหน้าบ้านสวน บนเสื่อที่ปูไว้สำหรับนอนดูดาว ผมและน้องมิ้นกลับมานั่งซบไหล่มองดูท้องฟ้าในยามนี้ด้วยกันภายใต้ผ้าห่มผืนเดียวกัน บรรยากาศที่ควรจะมีแต่ความสุขสำหรับเราทั้งคู่นี้ แต่ผมกลับเหมือนตกอยู่ในสภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ยิ่งน้องบอกชอบ บอกรักผมมากแค่ไหน ผมยิ่งรู้สึกทรมานหัวใจขึ้นไปอีกเท่านั้น...
จนก่อนฟ้าจะเริ่มสว่าง ผมจึงขี่มอเตอร์ไซต์ประกบคู่เพื่อไปส่งมิ้นที่หน้าบ้านของเธอ จากนั้นผมก็กลับไปหาที่ซุกหัวนอนบ้านเพื่อนที่ใช้จัดงานเลี้ยงอำลา พอไปถึงทุกคนก็หลับกันหมดแล้ว ผมจึงหามุมซักที่ล้มตัวลงนอน ด้วยความง่วงและเพลียจึงหลับไปอย่างรวดเร็ว
ประมาณ 7 โมงกว่าๆ ผมก็ต้องตื่น เพราะเพื่อนๆ เสียงดังเจียวจาวกันแล้ว ผมเลยต้องลุกตื่นตามเพื่อน พวกเพื่อนที่นั่งอยู่กันเป็กลุ่มสุดท้ายที่เห็นผมไปส่งมิ้นเมื่อคืน ก็ถามผมว่ากลับมาตอนไหน ผมก็บอกปัดๆ ไปว่าหลังจากพวกมันหลับกันไปได้ไม่นานนั้นแหล่ะ ทุกคนก็ไม่ได้สนใจอะไรต่อ ผมก็ไม่ได้อยากจะอธิบายอะไรมากมาย หลังจากนั้นพวกเราก็แยกย้ายกันกลับบ้าน ผมกลับบ้านด้วยความเพลีย พอกลับถึงบ้านจึงรีบเข้าห้องตัวเองเพื่อไปนอนต่อ
หลังตื่นขึ้นมา มองดูเวลาเกือบจะบ่ายโมงแล้ว เลยรีบลุกไปอาบน้ำ และออกไปหาอะไรกิน จากนั้นจึงโทรไปหามิ้น...
“ฮัลโล มิ้น... เป็ไงบ้าง...” ผมถามไปแบบลอยๆ
“ไม่เป็อะไรค่ะ ปกติดี...” น้องก็ตอบกลับมาแบบงงๆ (อาจจะงงกับคำถามผม)
“เื่เมื่อคืนนี้ พี่ขอโทษอีกครั้งนะ พี่จะไม่แก้ตัวใดๆ ทั้งสิ้น พี่ยอมรับผิด... พี่พร้อมจะรับผิดชอบทุกอย่าง”
ผมแจ้งความประสงค์หากน้องจะเอาเื่ เพราะแถวบ้านผมถ้าเด็กที่คบเป็แฟนกัน แล้วแอบมีอะไรกัน ถูกผู้ใหญ่จับได้หรือรู้เื่ มักจะให้ทั้งคู่หมั้นกันไว้ก่อนเลย เมื่อพร้อมค่อยกลับมาแต่งงานกันทีหลัง แต่ถ้าหากผู้หญิงท้องก็ต้องถูกจับให้แต่งงานกันเลย
“ขอบคุณมากๆ นะค่ะ หนูดีใจมากเลยที่พี่แทนพูดแบบนี้ แต่เื่ระหว่างเรา หนูจะไม่ให้พ่อแม่รู้เด็ดขาด... หนูรับรองเลย” น้องตอบกลับมาอย่างเด็ดเดี่ยว
“แล้วถ้าเกิดมิ้นท้องขึ้นมาหล่ะ...” ผมก็ถามไปด้วยความกังวลและร้อนตัว (ยังจะไปถามน้องแบบนั้นอีก…)
“ไม่หรอกมั้ง หนูเพิ่งหมดประจำเดือนไปไม่กี่วันเอง...” น้องตอบมาแบบเขินๆ
ผมก็แอบแปลกใจอยู่บ้างว่าทำไมน้องรู้เื่พวกนี้ดีจัง ทั้งๆ ที่ผมค่อนข้างมั่นใจว่าผมเป็คนแรกของเธอ
จากนั้นพวกเราก็พูดเคลียร์ใจกันไป ผมจึงมารู้ในตอนนั้นว่าน้องเองก็คาดหวังว่าจะมอบความบริสุทธิ์ให้ผมในคืนนั้นเช่นกัน อาจเพราะผมเป็แฟนคนแรกของน้อง น้องจึงมีความเชื่อมั่นและคาดหวังในตัวผมสูงมาก ซึ่งมันยิ่งทำให้ผมรู้สึกละอายใจ...
จากวันนั้นเป็ต้นมา โลกสองใบที่แท้จริงของผมได้ถือกำเหนิดขึ้นแล้วจริงๆ เมื่อผมคบผู้หญิงเป็แฟน ณ ่เวลาเดียวกัน พร้อมกันถึงสองคน และคบกันอย่างลึกซึ้งด้วย (มีอะไรกันแล้วทั้งคู่) ผมต้องใช้ความพยายามเป็อย่างมากในการสับราง การจัดสรรเวลา การระมัดระวังคำพูดต่างๆ ไม่ให้เกิดความสงสัยหรือสับสนได้ เป็การใช้ชีวิตที่เหนื่อยเอามากๆ
……….>> ยุ่งเหยิง…