ไป๋เฟิ่งหวงเดินออกจากศาลาไปพอเซี่ยวซินเดินลับตาไปแล้วนางก็หันไปมองต้นสนใหญ่ใกล้ๆศาลา นี่แหละที่ฝึกออกกำลังกายของนางล่ะแล้วนางก็เริ่มปีนป่ายต้นสนสูงใหญ่กลางสวนขึ้นไปเรื่อยๆนางชอบปีนต้นไม้มาั้แ่เด็ก ท่านพ่อก็ไม่เคยห้ามสักครั้งมีแต่ท่านแม่ที่มักจะคอยปรามว่าไม่สมกับเป็กุลสตรีจนกระทั่งนางแต่งงานเข้าตำหนักอ๋องจึงอดปีนป่ายต้นไม้เล่นอีกเพราะฐานะบังคับให้นางต้องวางตัวสมกับเป็พระชายาท่านอ๋อง
ยิ่งปีนขึ้นไปสูงนางก็ยิ่งรู้สึกเหมือนได้ปลดปล่อยตัวตนออกไปเรื่อยๆหากนางไม่ต้องมัวห่วงภาพพจน์พระชายาท่านอ๋อง ตอนที่หลงหลิวเริ่มโตนางคงพาลูกปีนต้นไม้เล่นอย่างสนุกไปแล้วหากย้อนวันเวลากลับไปได้นางจะไม่มีวันยอมให้กฎระเบียบความเป็กุลสตรีมาบังคับให้นางเสียสละความสุขของนางอีกเป็อันขาด
ภาพเด็กสาวชุดสีชมพูอ่อนกำลังปีนต้นไม้สูงขึ้นไปเรื่อยๆเห็นได้เด่นชัดจากบนหลังคาซึ่งชายคนหนึ่งยืนอยู่เขาใช้วิชาตัวเบากระโจนขึ้นมายืนอยู่บนนี้เพราะกำลังรู้สึกเบื่อๆอยากเห็นทิวทัศน์มุมมองใหม่ๆบ้างเขามีผ้าปิดหน้าเอาไว้เหลือเพียงดวงตาสีดำสนิทดูลึกลับไร้ก้นบึ้ง
ดวงตาดำจับจ้องไปที่เด็กสาวชุดสีชมพูอ่อนเขม็ง“นางเป็ใครกันนะ? ช่างกล้าปีนต้นไม้ไม่สมเป็กุลสตรีเลยสักนิด”
เขาจ้องมองร่างเล็กปีนป่ายกิ่งสนขึ้นไปเรื่อยๆจนกระทั่งร่างนั้นหยุดนั่งลงบนกิ่งกือบจะถึงปลายยอดอย่างไม่กลัวตกลงไปเบื้องล่างเลยสักนิด“ช่างกล้านัก”
เขาจ้องมองนางอย่างไม่อาจจะละสายตาไปได้สองขาพาตัวเองเข้าไปใกล้นางเรื่อยๆจนกระทั่งยืนอยู่บนหลังคาบ้านที่ติดกับรั้วบ้านที่เด็กสาวคนนั้นอยู่
ไป๋เฟิ่งหวงนั่งรับลมเล่นอย่างสนุกสนานนึกภาพท่านพ่อที่หัวเราะร่ายามเห็นนางปีนต้นไม้กับภาพใบหน้าท่านแม่ที่แสดงสีหน้าไม่ชอบใจตามด้วยเสียงต่อว่าสามี “ท่านพี่ตามใจลูกอีกแล้วเกิดตกลงมาแข้งราขาหักไปจะว่ายังไง?”
ภาพเ่าั้คงเหลือไว้อยู่ในความทรงจำเท่านั้นใบหน้าจิ้มลิ้มพริ้มเพลาก็แสดงสีหน้าเศร้าออกมา
“คุณหนูทุกข์ใจอะไรนักหรือ? คิดจะฆ่าตัวตายด้วยการะโต้นไม้ตาย ข้าว่าศพคงไม่สวยนักหรอก”
เสียงพูดดังอยู่ใกล้ตัวจนนางต้องหันไปมองก็เห็นผู้ชายคนหนึ่งยืนอยู่บนหลังคาศาลากลางสวน
“ใครคิดจะฆ่าตัวตายเ้าเข้าใจผิดแล้วมั้ง?” นางตอบน้ำเสียงไร้อารมณ์
ชายชุดขาวกระโจนเพียงไม่กี่ทีก็ขึ้นมายืนอยู่บนกิ่งสนต่ำลงไปไม่เท่าไหร่จากตัวนาง
“ลงมาเถอะหรือถ้าลงไม่ได้ข้าจะช่วยพาลงไปเอง” ชายชุดขาวบอกอย่างมีน้ำใจ
“ข้าลงเองได้ไม่ต้องรบกวนเ้าให้เสียแรงหรอกแล้วเ้าเข้ามาในบ้านข้าทำไม?” ไป๋เฟิ่งหวงจ้องชายชุดชาวที่ดูก็รู้ว่าน่าจะเป็คุณชายจากตระกูลไหนซักตระกูลล่ะมั้งก็เสื้อผ้าที่เขาสวมราคามันถูกเสียเมื่อไหร่ ผ้าไหมสีขาวพลิ้วแบบนั้นแค่ชุดนั้นชุดเดียวก็สามารถซื้อบ้านหลังหนึ่งแถบชานเมืองได้เลยล่ะคนรวยขนาดนั้นคงไม่ใช่โจรขโมยที่คิดจะเข้ามาขโมยของในจวนหรอก เพราะดูแล้วข้าวของในจวนนางก็ไม่ได้มีค่ามากสักเท่าไหร่
“ข้าก็แค่เป็ห่วงเห็นว่าคุณหนูปีนต้นไม้ขึ้นไปเสียสูงขนาดนี้กลัวว่าจะตกลงไปจึงมาช่วยเหลือก็เท่านั้น” ชายชุดชาวตอบ
“ขอบคุณสำหรับน้ำใจแต่ข้าไม่รบกวน” ไป๋เฟิ่งหวงพูดแล้วก็หันไปสนใจมองทิวทัศน์ต่อ
ชายชุดขาวยืนมองนางอยู่อย่างนั้นไม่ได้พูดอะไรให้เป็การรบกวนนางอีก
“คุณหนูเ้าคะคุณหนูอยู่ไหนเ้าคะ?” เซี่ยวซินเดินเรียกเข้ามาในสวน
ไป๋เฟิ่งหวงก้มมองตามเสียงสีหน้าสงบปล่อยให้บ่าวตามหาไปไม่คิดจะส่งเสียงให้รู้ว่าอยู่ตรงไหน ก็ขืนเซี่ยวซินรู้ว่านางอยู่บนยอดต้นสนคงได้มีคนหัวใจวายตายแน่
ชายชุดขาวก้มมองบ่าวนางนั้นด้วยท่าทีสงบแล้วบ่าวนางนั้นก็เดินหายไปอีกด้านหนึ่ง
“เ้าปีนขึ้นมาบนนี้บ่อยๆหรือ?”เขาหันไปถามเด็กสาว
“ครั้งแรก”ไป๋เฟิ่งหวงตอบอย่างไม่ใส่ใจ
ชายชุดขาวนึกสงสัยครั้งแรก...แต่ท่าทางที่เห็นกลับคล่องแคล่วจนไม่อาจจะเชื่อได้ว่านี่คือครั้งแรกที่นางปีนต้นไม้หรือนางอาจจะหมายความว่าเป็ครั้งแรกที่นางปีนขึ้นมาสูงขนาดนี้รึเปล่า?กำลังจะถามก็ได้ยินเสียงเรียกขัดเข้ามา
“เฟิ่งหวงเฟิ่งหวงอยู่ไหนลูก? เฟิ่งหวง”
สีหน้าร่างเล็กเปลี่ยนพลันเมื่อได้ยินเสียงเรียก
แล้วเ้าของเสียงเรียกก็พาร่างสมส่วนเดินเข้ามาปรากฏต่อสายตาชายชุดขาว
“เฟิ่งหวงไปกินขนมเร็วลูก? อย่ามัวแต่เล่นซ่อนแอบอยู่เลยลูกถ้าช้าขนมหมดอดกินแม่ไม่รู้ด้วยนะ” ฮูหยินไป๋ร้องบอกแล้วก็เดินกลับไปทางเก่า
ไป๋เฟิ่งหวงผ่อนลมหายใจกลัวว่าแม่จะเงยหน้าขึ้นมามองบนยอดสนแทบแย่
นางชื่อเฟิ่งหวงงั้นรึสมตัวดี มิน่าถึงชอบที่สูง นางเป็หงส์นี่เองก็ต้องชอบที่สูงซินะชายชุดขาวมองเด็กสาวอย่างจดจำรายละเอียดเอาไว้ทุกอย่าง
ไป๋เฟิ่งหวงรีบปีนลงไปก่อนที่ฮูหยินจะเดินมาตามอีกรอบแล้วถ้าเห็นนางอยู่บนต้นไม้คงถูกอบรบหูชาแน่
“อ้าว จะลงแล้วรึ?”ชายชุดขาวถาม
“อืม”ไป๋เฟิ่งหวงพยักหน้ารับสีหน้าไร้อารมณ์เหมือนเดิม
ชายชุดขาวยิ้มขันเมื่อครู่นางยังมีท่าทีหวั่นกลัวตอนที่ผู้หญิงคนนั้นเดินมาเรียกอยู่เลยดูท่าเื่ที่คุณหนูของบ้านแอบมาปีนต้นไม้ คงไม่มีใครรู้แน่ๆ เด็กนี่น่าสนใจดี
เขาปีนลงไปคอยระวังให้นางเผื่อนางพลาดตกลงมาเขาจะได้ช่วยทัน
ไป๋เฟิ่งหวงปีนลงไปเรื่อยๆอย่างคล่องแคล่ว
ชายชุดขาวก็ปีนลงไปก่อนคอยระวังให้อยู่ทุกขณะจิต
พอถึงพื้นไป๋เฟิ่งหวงก็หันไปยิ้มให้ชายชุดขาว“ขอบคุณที่คอยระวังให้ข้า” แล้วนางก็รีบเดินไปตามทางไปเรือนใหญ่
ชายชุดขาวรู้สึกหัวใจกระตุกวาบนี่นางรู้งั้นรึว่าที่ข้าปีนลงมาก่อนเป็การคอยระวังให้นางดูท่าทางนางคงฉลาดไม่เบา หึๆๆๆๆ
เขามองตามร่างเล็กเดินหายลับไปแล้วก็กระโจนกลับไปตามเส้นทางเดิมที่เข้ามา
ชายชุดขาวกลับบ้านไปอย่างอารมณ์ดีขึ้นจนคนสนิทได้แต่มองอย่างงงๆว่ามีเื่อะไรเกิดขึ้นจนทำให้เ้านายอารมณ์ดีผิดปกติเช่นนี้
วันถัดมา หมอหลวงก็กลับมาตรวจอาการของคุณหนูตระกูลไป๋
“ขอบคุณท่านหมอหลวงที่มาตรวจเฟิ่งหวงเ้าค่ะรบกวนท่านหมอแล้ว” ฮูหยินไป๋พูดอย่างเกรงใจ
“ไม่เป็ไรข้าผ่านมาจึงแวะมาตรวจเท่านั้น”หมอหลวงบอกทั้งที่จริงแล้วคือตั้งใจมาพบคุณหนูโดยเฉพาะ
ฮูหยินไป๋คารวะหมอหลวงอีกรอบแล้วก็ยืนอยู่อย่างนั้น
หมอหลวงต้องรีบบอก“ขอข้าตรวจคุณหนูตามลำพังด้วย ข้า้าสมาธิ”
“เช่นนั้นข้าฝากเฟิ่งหวงด้วยเ้าค่ะ”ฮูหยินพูดแล้วก็เดินออกไปรอข้างนอก
พออยู่ตามลำพังกับคุณหนูตระกูลไป๋หมอหลวงก็หยิบกระดาษที่วาดสัญลักษณ์ส่งให้นางดู “เ้ารู้ไหมว่าสิ่งนี้คืออะไร?”
“เกี่ยวก้อยสัญญา”ไป๋เฟิ่งหวงตอบชัดถ้อยชัดคำ
หมอหลวงตะลึงงันเหมือนโดนตีหัวแล้วจับเอาไปแช่ในแม่น้ำยามฤดูหนาว
“วิธีเดินหมากเมื่อวานก็เป็วิธีเดินแบบเดียวกับที่ข้าเคยชนะเ้าเมื่อ20 ปีก่อนไม่คิดเลยว่าเ้าก็ยังจะเดินหมากเช่นเดิมไม่ยอมเปลี่ยนเลยนะกู่เล่อ”ไป๋เฟิ่งหวงพูดช้า ชัดถ้อยชัดคำ หวังให้ทุกคำพูดซึมซับเข้าไปในหัวสมองของสหายรัก
หมอหลวงอ้าปากค้างจ้องหน้าเด็กสาวตาเบิกโพลงเสียยิ่งกว่าเห็นผี “หลิวหลิว...”
“หลิวหลิว ตายไปแล้วหลิวหลิวคนโง่งมคนนั้นตายไปแล้วกู่เล่อตรงหน้าเ้าตอนนี้เหลือแต่ไป๋เฟิ่งหวงกับตระกูลไป๋ที่ไม่อาจยอมให้พินาศไปเพราะการชิงอำนาจในวังได้อีกเ้าต้องช่วยข้ากู่เล่อ ไม่เช่นนั้นตระกูลไป๋คงจบชีวิตบนลานปะาแน่” ไป๋เฟิ่งหวงพูดช้าชัดเสียงเบาพอให้สหายรักได้ยินเท่านั้น
หมอหลวงไม่อยากจะเชื่อเื่ผีิญญาอะไรทั้งนั้นแต่ทุกคำพูดที่เด็กสาวพูดกับเขามันช่างเหมือนกับคำพูดของสหายรักของเขาไม่มีผิดเพี้ยนแม้แต่คำเดียวแล้วการเดินหมากเมื่อวานก็ช่างเหมือนกับเมื่อ 20 ปีก่อนไม่มีผิดเพี้ยนและชื่อกู่เล่อก็มีเพียงหลิวหลิวและอาจารย์ของเขาเท่านั้นที่รับรู้ชื่อแท้จริงของเขา
“เป็เ้าจริงๆงั้นหรือหลิวหลิว?” เขาพึมพำถามออกไปอย่างสติไม่อยู่กับเนื้อกับตัว
“เป็ข้าหลิวหลิวสหายของเ้าจริงๆกู่เล่อหากเ้ายังไม่เชื่อต้องให้ข้าบอกไหมว่าเรารู้จักกันได้ยังไง?” ไป๋เฟิ่งหวงถาม
หมอหลวงพยักหน้า
“เ้าแอบเข้ามาขโมยลูกพลับในบ้านข้าแล้วก็ถูกข้าจับได้ข้าถามเ้าว่า...นี่เ้าคนไม่กลัวตายไม่รู้รึไงว่าที่นี่คือจวนแม่ทัพหลิวน่ะ”
หมอหลวงตะลึงพรึงเพลิดยิ่งกว่าเดิมไม่ต้องพิสูจน์อะไรอีกแล้ว นางคือหลิวหลิวจริงๆ เขาถลันไปดึงตัวเด็กน้อยเข้ามากอด“หลิวหลิว ข้าขอโทษ หลิวหลิว ข้าปกป้องเ้าไม่ได้ หลิวหลิว ข้าสมควรตาย ฮือๆๆๆๆ”
ไป๋เฟิ่งหวงรีบขยุ้มชายแขนเสื้อตัวเองปิดปากหมอหลวงกันไม่ให้เสียงร้องไห้ดังออกไปถึงหูคนที่อยู่ข้างนอกเดี๋ยวพวกนั้นพรวดพราดเข้ามาล่ะเป็เื่นางี้เีอธิบายสถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับคนอื่น
“ฮือๆๆๆๆ...หลิวหลิว”หมอหลวงยังร้องไห้
ไป๋เฟิ่งหวงดึงหูสหายรักแรงๆกระซิบว่า “นี่...เลิกร้องไห้ได้แล้ว แล้วก็เลิกกอดข้าซะที เกิดท่านแม่มาเห็นเข้าข้าคงโดนจับแต่งงานกับเ้าแน่”
“อึก...อึก...แต่งก็ดีซิหลิวหลิว”หมอหลวงหลุดปากออกมา แต่พอสบกับดวงตาดุวาบไอสังหารแผ่กระจายก็รีบปล่อยมือออกขยับออกห่างจากร่างเล็กหลายก้าว “เอ่อ...ไม่ดีๆ”
ดวงตาดุยังโชนแสงจนคนตัวใหญ่กว่าต้องรีบหาทางดับเพลิงโทสะที่คุกรุ่นโดยเร็ว“เอ่อ...แล้วเ้ามาอยู่ในร่างนี้ได้ไงเหรอ?”
“ไม่รู้”วงหน้าเล็กสะบัดพรึ่ด “จำได้แค่ตอนกำลังจะตาย จู่ๆทุกอย่างก็ดับวูบไปเลยพอลืมตาขึ้นอีกทีก็มาอยู่ในตัวเด็กคนนี้แล้ว”
“คงเป็์ลิขิตแน่ๆ”หมอหลวงรีบพูดเมื่อเห็นเพลิงโทสะค่อยๆจางหายไป
“ลิขิตให้ตายอีกรอบกลางลานปะางั้นเหรอ?”เสียงหวานประชดอย่างหงุดหงิด
“ว่าแต่เ้า้าให้ข้าช่วยอะไรงั้นเหรอ?”หมอหลวงถามน้ำเสียงจริงจัง
“จะพาตระกูลไป๋รอดจากลานปะาได้ก็ต้องพึ่งพาเ้าแล้วล่ะเ้าต้องกลับไปบอกหลงถังว่า ขุนนางไป๋ป่วยหนัก ไม่อาจจะลุกจากเตียงได้ง่ายๆแค่นี้เอง เ้าทำได้อยู่แล้ว หลังจากนั้นข้าจะให้ขุนนางไป๋พ่อลูกลาออกซะเท่านี้ตระกูลไป๋ก็รอดพ้นจากลานปะาแล้วแต่ถ้ายังรับราชการอยู่ก็เตรียมตัวหัวหลุดจากบ่าได้เลยข้าเดาแผนต่อไปของเย่เฟยออกหรอก เอาตระกูลไป๋เชือดไก่ให้ลิงดูซักตระกูล ตระกูลอื่นๆจะได้ยอมสงบสยบแทบเท้าพวกมัน”
“อ่อถ้าเื่แค่นี้ง่ายมากแต่คงต้องลำบากขุนนางไป๋ไปซักระยะเพราะคนป่วยหนักคงออกไปเพ่นพ่านข้างนอกไม่ได้” หมอหลวงมือกอดอกข้างอีกข้างลูบคางตัวเองอย่างใช้ความคิด
“ออกไปข้างนอกไม่ได้ก็ยังดีกว่าตายคาลานปะาล่ะนะ”ไป๋เฟิ่งหวงบอก
“ว่าแต่ขุนนางไป๋ป่วยได้ไง?วันก่อนข้ายังเห็นเขาแข็งแรงอยู่เลย” หมอหลวงหันไปจ้องหน้าสหายรัก
“ฝีมือข้าเองก็แค่เอาสมุนไพรในจวนนี่แหละให้กินมากหน่อยจนธาตุไฟสูงเกินปกติก็เลยเป็อย่างที่เ้าเห็น”
“ห๊า!” หมอหลวงใอ้าปากค้าง “นี่ถึงกับต้องวางยากันเลยเหรอ?”
“เผื่อไว้ในกรณีที่เ้าไม่ช่วยข้าไง” ไป๋เฟิ่งหวงตอบอย่างไม่สะทกสะท้าน
เจริญแท้...หมอหลวงได้แต่ก่นด่าในใจหากล้าพูดออกไปไม่ เกิดนางสวนกลับมาชีวิตน้อยๆของเขาได้แหลกลาญในอุ้งมือน้อยๆนั่นน่ะซิ
“งั้นที่เ้าไปนั่งที่ศาลาวางกระดานหมากไว้ก็เพื่อรอข้าซินะ?” ทั้งๆที่รู้แต่ก็ยังอยากจะถามให้รู้แจ้งไปเลย
“ใช่เพราะข้ารู้ว่าเ้ามาตรวจขุนนางไป๋ตามคำสั่งของหลงถังถึงอย่างไรเสียเ้าก็ต้องแวะมาตรวจข้าด้วยในฐานะที่ข้าเคยเป็คนไข้ของเ้าข้าก็เลยจงใจวางกระดานหมากเดินหมากกับเ้าซักตาระลึกความหลัง แต่ไม่คิดว่าสหายข้าก็ยังจะโง่ซ้ำสองแพ้ให้ข้าอีกหน”
หมอหลวงนวดขมับอย่างปวดหัวกับฝีปากที่ร้ายกาจยิ่งกว่าเดิม
“เอาล่ะเื่ของขุนนางไป๋จบไปแล้ว มาว่าเื่ของเ้าดีกว่า นั่งลง ข้าจะตรวจเ้าก่อน” เขาบอกพลางเดินไปนั่งที่เก้าอี้
ไป๋เฟิ่งหวงเดินไปนั่งที่ที่เตียงยื่นแขนให้จับชีพจร
หมอหลวงจับชีพจรแล้วก็ตรวจดูเปลือกตากับภายในช่องปาก“ร่างกายเ้าแข็งแรงกว่าเมื่อปีก่อนที่ข้ามาตรวจ ตอนนั้นเหมือนตะเกียงที่ไร้น้ำมันเข้าไปทุกทีๆริบหรี่เต็มทน ข้าบอกไปขุนนางไป๋แล้วว่าอยู่ได้ไม่เกินสิ้นฤดูร้อนแต่ตอนนี้ร่างกายนี้กลับฟื้นคืนหากบำรุงสักเดือนน่าจะอึดทึกทนพอที่จะไปตะลุยสนามรบได้ล่ะ”
“เดือนนึงงั้นรึ?”ไป๋เฟิ่งหวงทวนคำแล้วก็ยิ้มให้สหายรัก “ขอบใจเ้ามาก”
หมอหลวงจ้องหน้าสหาย“เ้าคิดจะทำอะไร?”
“เ้าอย่ารู้จะดีกว่า”ไป๋เฟิ่งหวงบอกสีหน้าสงบนิ่งแต่แววตาทอประกายอำมหิต
หมอหลวงถอนหายใจ รู้ดีว่าคนตรงหน้าปากหนักขนาดไหนหากไม่อยากพูดถึงสิ่งใด ต่อให้ต้องตายก็ไม่มีทางยอมพูดออกมาเด็ดขาด “เอาเถอะถ้ามีอะไรให้ช่วยก็บอกข้ามา ข้าพร้อมจะช่วยเ้าทุกอย่าง”
“ขอบใจ”ไป๋เฟิ่งหวงยิ้มให้แล้วก็ชูนิ้วก้อยขึ้น
หมอหลวงมองแล้วก็เกี่ยวก้อยตอบพลางยิ้มให้สหายรัก
ตอนที่ฮองเฮาถูกจับหมอหลวงสหายรักก็พยายามช่วยเหลือทุกวิธีทางแต่มันก็เหมือนเอาไม้ซีกไปงัดไม้ซุงนั้นแหละนางจึงสั่งให้เขาหยุดช่วยเหลือนางกับครอบครัวตระกูลหลิวเพราะนางรู้แน่แล้วว่าอย่างไรก็ต้องตายจึงไม่อยากให้สหายรักถูกปะาไปด้วยนางเสียดายวิชาแพทย์ขั้นสูงของเขาที่จะสูญไปด้วยหากเขาตายไปอย่างน้อยหากเขามีชีวิตอยู่ก็ยังช่วยเหลือคนได้อีกมากมาย
มือน้อยคลายนิ้วก้อยจากการเกาะเกี่ยวแต่มือใหญ่กว่ากลับไม่ยอมปล่อยจนเจอสายตาดุวาบนั้นแหละจึงยอมคลายนิ้วออกแต่โดยดี
“ไปได้แล้วโอ้เอ้นาน ท่านแม่จะสงสัยเอาได้” ไป๋เฟิ่งหวงไล่
“ข้าจะมาเยี่ยมเ้าบ่อยๆหากมีเื่อะไรเ้าไปหาข้าที่จวนได้ทุกเมื่อ เข้าใจไหมหลิว...”
“ไป๋เฟิ่งหวง”เด็กสาวรีบพูดขัดก่อนที่หมอหลวงจะเรียกชื่อจบ “ข้าคือไป๋เฟิ่งหวง”
“เข้าใจไหมเฟิ่งหวง?”หมอหลวงเรียกชื่ออีกฝ่าย
“ข้าเข้าใจเ้าพยายามจะช่วยข้าเสมอ แต่จำไว้ว่าข้าไม่้าให้เ้าไปตายกับข้าด้วย”ไป๋เฟิ่งหวงบอก จ้องหน้าอีกฝ่ายอย่างไว้เนื้อเชื่อใจ
“คนเราอยู่ที่ไหนก็ตายตายเพื่อสหายอย่างเ้าข้ายินดี” หมอหลวงพูดแล้วก็ก้าวออกจากห้องไป
ไป๋เฟิ่งหวงนั่งครุ่นคิดตอนนี้ปัญหาเื่ตระกูลไป๋ก็ลุล่วงไปเปลาะหนึ่งแล้ว บำรุงอีกเดือนนึงซินะรอข้าก่อนเถอะเฉินกงกง! เย่เฟย!
เสียงฝีเท้าเดินเข้ามานางรีบปรับสีหน้าและอารมณ์ให้เป็ปกติ
“เฟิ่งหวงแม่ดีใจนักที่เ้าแข็งแรงขึ้น ขอบคุณ์ที่ทรงเมตตา”ฮูหยินไป๋ลูบหัวลูกด้วยความรักแล้วก็ดึงร่างเล็กเข้าไปกอด
ไป๋เฟิ่งหวงยอมให้ฮูหยินกอดเพราะนางก็ไม่แน่ใจว่าอนาคตจะเปลี่ยนแปลงไปในทางใดทำวันนี้ให้ดีที่สุดคงเป็สิ่งที่นางพอจะกระทำได้ในเวลานี้ล่ะมั้ง
“ท่านหมอหลวงจัดยาและเขียนรายการอาหารบำรุงสำหรับเ้าเอาไว้เรียบร้อยแล้วเ้าต้องอยู่กับแม่ไปนานๆนะเฟิ่งหวง ไม่ต้องเป็หงส์ที่บินสูงก็ได้ขอให้เ้าเป็หงส์น้อยให้แม่ชื่นใจเช่นนี้ไปนานๆแม่ก็พอใจแล้ว”ฮูหยินไป๋บอกความในใจของตัวเองให้ลูกรับรู้
ไป๋เฟิ่งหวงกอดตอบพลางลูบหลังนางปลอบประโลมหากวันใดนางรู้ว่าลูกของนางสิ้นไปแล้วนางจะทนรับความโศกเศร้านั้นได้หรือ?
6 วันต่อมา ไป๋จงก็ยื่นหนังสือลาออกจากราชการทั้งของตัวเองและแทนบิดาต่อฮ่องเต้
ติดตามข่าวสารและพูดคุยกับไรเตอร์ได้ทางเพจ readfree.in ค่ะhttps://www.facebook.com/readfree.in/และทางเว็บไซต์ www.readfree.in ค่ะขอบคุณรีดเดอร์ทุกท่านที่เข้ามาอ่านค่ะ