พลันเสียง พลั่ก ราวกับของหนักถูกโยนลงบนพื้นอยู่ใกล้ๆ เ้าของดวงตาคมมองหาต้นตอของเสียงก่อนที่จะเขาจะเข้าไปประคองเ้าของเรือนร่างที่ลงนั่งพังพาบอยู่บนพื้น
“แม่นางเหมยเ้าเป็อย่างไรบ้าง?”
“ข้า...ไม่เป็ไรเ้าค่ะ”เด็กสาวค่อยประคองตัวเองลุกขึ้นด้วยกำลังตนเองโดยไม่ตอบรับน้ำใจของเ้าของฝ่ามือหนาตรงหน้าทว่าก็เจ็บเกินกว่าที่จะแสดงว่าไม่เป็ไรอย่างที่ปากบอก จนจางหย่งต้องเข้ามาประคองคนอวดดีเอาไว้ในกำลัง
“ไหนว่าไม่เป็ไร อย่าปากแข็งเลยน่าไม่ไหวก็บอกเถอะ”เ้าของเรือนร่างเล็กรีบผละตนเองออกห่างเ้าของอ้อมอกอบอุ่น
“ข้า...ไม่เป็ไรจริง ๆ เ้าค่ะ”ซุ่มเสียงอ่อนเอ่ยปฏิเสธ
“หากเ้าเป็ฮูหยินของข้าข้าจะไม่ให้ริ้นไต่ไรตอมเ้าเลย”มือกร้านค่อยประคองเ้าของเรือนร่างเล็กให้ลุกขึ้นยืนทว่าท่าทางที่โขยกแขยกทำให้เขาต้องช้อนเรือนร่างบอบบางขึ้นไว้กับอก
“ท ทะ ท่าน ปล่อยข้าลงเถอะเ้าค่ะข้าเดินไหว” สองตาคมดุจอินทรีจ้องมองใบหน้านวลของคนในอ้อมแขนริมฝีปากที่ดีแต่ขยับถ้อยคำไม่เป็จริงออกมาช่างน่าวางจุมพิตให้นางได้เข้าใจหัวใจตนเองหากถ้าเขาทำเช่นนั้น อาจเป็การหักหาญน้ำใจแม่นางและบิดาของนางที่มีพระคุณกับเขาจนเกินไป
“โชคดีที่วันก่อนข้าขอให้ท่านลี่อินเคี่ยวน้ำมันนวดกล้ามเนื้อมาให้ ดีที่ข้าหยั่งรู้อนาคตจึงใช้ไปเพียงน้อยนิด”ชายหนุ่มพูดพลางก็วางเรือนร่างของเด็กสาวลงกับโคนต้นไม้ใหญ่แล้วค่อยถกชายกระโปรงของนางขึ้น
“ทะ ท่าน จะทำอะไรน่ะ...เ้าคะ”เด็กสาวใบหน้าเห่อแดง ซุ่มเสียงสั่นเทา แววตาใสซื่อไร้พิษสง
“ข้า แค่จะลงน้ำมันนวดให้เ้าเจ็บตรงไหนบ้างล่ะ” มือกร้านประคองฝ่าเท้าบางไว้ในมือพลางก็ใช้สายตาไล้ไปตามเรียวขาเล็กของเด็กสาวก่อนที่จะค่อยจะใช้มือชโลมน้ำมันนวดลงบนรอยฟกช้ำบนเรียวขา
“โอ๊ย...ข้าเจ็บเ้าค่ะเบามือหน่อยเ้าค่ะไท่เว่ย์”
“อดทนหน่อยนะ ข้าพยายามเบามือแล้ว”
“โอ๊ยยยยยข้าไม่ไหวแล้วเ้าค่ะไท่เว่ย์”
หน้าต่างมีหูประตูมีช่องฉันท์ใดในป่าโปร่งไร้ความลับเร้นไว้ฉันท์นั้น
…
สวี่กงเหมยทอดสายตาจับจ้องอยู่ที่ใบหน้าหล่อเหลาของเซวียนจางหย่งไม่อาจละสายตาแม้ปกติเขาจะชอบทำหน้านิ่งและออกจะดูดุไปบ้าง แต่ยามที่เขาตั้งใจทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งมากๆ แล้ว ใบหน้าเขาจะยิ่งดูมีสง่าขึ้นกว่าเดิมที่เคยเป็โดยเฉพาะยามที่เขาตั้งใจดูแลนางเช่นนี้
เด็กสาวหัวใจเต้นตึกยิ่งจับจ้องมองชายตรงหน้านางยิ่งไม่อาจควบคุมความคิดของตนเองได้ พานให้ใบหน้าทั้งดวงร้อนผ่าวนางกะพริบตาสะบัดความคิดไร้สาระออกจากหัว พยายามสะกดจิตใจตนเองให้อย่าได้อ่อนไหวไปกับอารมณ์ชั่ววูบที่เกิดขึ้นระหว่างห้วงเวลาหนึ่งมิตรชิดใกล้บอกให้ตนเข้าใจว่าสิ่งที่เขาทำอยู่นี้ก็แค่อยากตอบแทนที่ตนเองคอยปรุงยาดูแลเขาในยามป่วยก็เท่านั้น
ส่วนคำว่า ฮูหยิน นั่นคงเป็เพียงแค่อารมณ์ชั่ววูบของชายทั่วไปตามที่ท่านพ่อเคยสั่งสอนนางไว้ว่า หากชายใดกล่าวถ้อยด้วยมธุรสวาจาหว่านล้อมแล้วย่อมแฝงไว้ด้วยเจตนาอันเป็พิษ
“ความเ็ปของเ้าพอคลายลงบ้างหรือไม่”น้ำเสียงทุ้มนุ่มแฝงไว้ด้วยความห่วงใยช่างลื่นหูพาให้ผู้ได้ฟังตกอยู่ในห้วงภวังค์จนคนถามต้องเอ่ยถามอีกหลายครั้ง...
“เ้าไม่ได้ยินหรืออย่างไร แม่นางเหมยข้าถามว่าเ้าเป็อย่างไรบ้างข้านวดคลึงขาของเ้าจนจะกลายเป็แป้งซาลาเปาไปเสียแล้ว”
“ห หะ หายแล้วเ้าค่ะ” เด็กสาวยิ้มเก้อ ม้วนอายจนหน้าแดงก่อนที่จะลุกขึ้นยืนอย่างโครงเครง
“ข้านึกภาพหญิงใส่ชุดสีขาวไข่มุกงดงามเดินกะโผลกกะเผลกเก็บสมุนไพรไม่ออกเลยว่าจะดูน่าถึงขันเพียงไร”จางหย่งเอ่ยปรามาสหญิงสาวตรงหน้า ทั้งยิ้มเยาะนางตามสภาพที่เห็น
“ก็ท่านแกล้งข้านี่เ้าคะยังจะมีหน้ามาหัวเราะข้าอีก ถ้าไม่ใช่เพราะท่าน ข้าหรือเ้าคะที่จะสะดุดรากไม้นั่นต้นไม้ในหุบเขาหมื่นพิษนี้มีกี่ต้น แม้แต่หญ้าบนพื้นข้าก็รู้เ้าค่ะถ้าไม่ใช่เพราะท่าน...”สวี่กงเหมยร่ายยาวก่อนที่จะหยุดความคิดลงตรงใบหน้าของชายหนุ่มที่ลอยเข้ามาใกล้ทำให้คำพูดทั้งหลายที่กำลังเรียงรายรอที่จะพรั่งพรูนั้นหายไปจากความคิดของนาง
“นี่ก็น่าจะใกล้ล่วงยามอู่แล้วเห็นทีจะเก็บสมุนไพรไม่ทันเป็แน่ถ้าแม่นางจะฝืนร่างกายที่จะเดินไปเองเ้าขึ้นบนหลังข้าเถอะข้าจะพาเ้าไปเอง” จางหย่งพูดพลางก็นั่งลงหันหลังให้
“ไม่ดีหรอกเ้าค่ะเดี๋ยวมีผู้ใดมาเห็นเข้า”เด็กสาวชักเท้าถอยหลังหนีไปเพียงก้าว ชายผู้แปลงกายเป็เสลี่ยงก็ขยับตัวเข้าหาตาม
“ขึ้นมาเถอะ อย่าได้ช้าเดี๋ยวจะเลยยามอู่เอานะ” สวี่กงเหมยมองแผ่นหลังกว้างก่อนที่จะเดินเข้าประชิดแผ่นหลังนั้นพลันสองแขนของเซวียนจางหย่งก็ช้อนรับร่างกายของนาง จนเด็กสาวสะดุ้ง อุ้ยครั้นก็ลุกขึ้นยืนผสานเรือนร่างของนางให้เป็อันหนึ่งอันเดียวกับแผ่นหลังของเขา
“ข้าจะเดินละนะ”จางหย่งค่อยเคลื่อนตัวไปข้างหน้าโดยมีสวี่กงเหมยนั่งเป็แท่งอยู่บนแผ่นหลังของเขา
“นี่แม่นาง ทำตัวสบาย ๆ เถอะเ้าเกร็งข้าก็พลอยเกร็งไปด้วย”
“จ จะเ้าค่ะ”เด็กสาวทำหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออกด้วยเพราะนางไม่เพียงจะไม่รู้ว่าจะเลี้ยงตัวเองอยู่บนแผ่นหลังนี้อย่างไรให้ไม่เกร็งแค่เพียงจะบังคับใจให้ไม่สั่นยังไม่อาจทำได้
แต่เมื่อเดินลึกเข้ายังป่าทึบเด็กสาวก็เริ่มหลงลืมว่านางอยู่แผ่นหลังผู้อื่นที่ทำให้นางใจสั่นสองตาของเริ่มมองหาสิ่งที่นาง้าในทันที
“โอ๊ะ...ข้าเจอกอดอกจำฉ่ายแล้วตรงนั้นเ้าค่ะ”
“ตรงไหน...?”ชายหนุ่มมองตามนิ้วมือที่ชี้ไป
“นั่นไงเ้าคะ...ตรงกอไม้ต้นนั้นเ้าค่ะ”จางหย่งยังคงเดินตรงไปตามที่เขาเข้าใจทว่ามิใช่ตรงที่นางชี้เลยแม้แต่น้อย
“เหตุใดคนตัวโตจึงตาถั่วนักล่ะเ้าคะข้าชี้ทางนี้ ทางนี้ ท่านก็เดินไปอีกทาง ไม่ไหวแล้วนะเ้าคะข้าไม่มีเสียงที่จะชี้นำท่านแล้ว” สวี่กงเหมยเอ่ยอย่างเกรี้ยวกราด ก่อนที่จะขยับตัวหยุกหยิกบนแผ่นหลังของจางหย่ง
“เดี๋ยวก็ตกไป”ถึงแม้เขาจะแข็งแรงกำยำแต่เมื่อแบกน้ำหนักเป็เวลานานก็ย่อมอ่อนล้า
“ปล่อยข้าลงเถิดเ้าค่ะข้าจะลงไปเก็บเอง”
“เ้าแน่ใจว่าไม่เจ็บแล้วแน่นะ”จางหย่งถามก่อนที่จะย่อตัวลงเพราะเขาเองก็เริ่มที่จะปวดบั้นเอวขึ้นมาแล้วเช่นเดียวกัน
“ถึงข้าจะยังปวดแต่ข้าก็ต้องเก็บสมุนไพรเ้าค่ะ”จางหย่งปล่อยเด็กสาวหลงจากแผ่นหลังของเขานางก็เดินโขยกแขยกถือตะกร้ามุ่งหน้าไปยังกอจำฉ่ายที่ชูช่ออยู่ตรงหน้า
เซวียนจางหย่งทอดสายตามองสวี่กงเหมยที่กำลังรื่นรมย์มือบางค่อยเด็ดดอกจำฉ่ายลงใส่ตะกร้าอย่างระมัดระวังสีหน้าและแววตาของนางนั้นทำให้นักรบผู้หาญกล้าอย่างเซวียนจางหย่งมิอาจละสายตาไปทางอื่นได้เลย