[ไม่นึกเลยว่า หลังจากหลับใหลไปนาน มนุษย์จะหันไปขี่ม้าเหล็กกันหมด]
(ก็นะ หลับไปเป็ 1000 ปี เขาก็คงไม่ยึดติดกับพวกของเดิมๆ หรอก อีกอย่างมีชื่อว่า รถเวทมนตร์)
[ไอ้หนู ข้าว่าเราไปสายสักนิดนึงก็ไม่เป็ไรมั้ง? เราไปร้านรถหาซื้อเ้านี่ดีกว่า]
(จะบ้าเหรอ ไอ้รถนั่นโคตรเเพงเลย เเถมมันยังต้องสั่งทำจากช่างของราชวงศ์ด้วย ถ้าไม่มีเงินล้นกระเป๋า หรือ เส้นสาย ไม่มีวันได้ขี่หรอก!)
ผมสื่อสารกับกริมผ่านโทรจิต คนรุ่นทวดของทวดเเบบเขาคงไม่รู้หรอก ไอ้รถยนต์ที่เห็นเเล่นในถนนของเมืองไม่กี่คัน ราคาต่อหน่วยเเพงกว่าบ้านในเมืองหลวงเสียอีก!
ผมหยุดเเวะเข้าไปในร้านอาหารเเห่งหนึ่ง ร้านมีชื่อว่า อิ่มท้องสบายกระเป๋า เป็ร้านอาหารที่ขายอาหารเป็กล่องไว้สำหรับทานที่อื่น ข้อดีของร้านนี้คือ จำหน่ายอาหารราคาถูก เเละคุณภาพใช้ได้ ในเกมผมมักมาซื้ออาหารร้านนี้เป็ประจำจนตัวละครเบื่อ
กริ้ง~
“ยินดีต้อนรับครับ ไม่ทราบว่าอยากได้ข้าวกล่องเเบบไหนครับ”
“ขอโปรโมชั่น ตามใจเชฟ ราคาสบายกระเป๋าเงินครับ”
“รับทราบเเล้วครับ ตามใจเชฟ 1 ที่!”
ผมไม่ได้มีเงินติดตัวมาก จึงเลือกเซตที่ราคาสบายตัว เพราะผมยังต้องไปจ่ายค่าสมัครสอบเข้าอีก ระหว่างที่ผมกำลังยืนรออาหารอยู่หน้าเคาน์เตอร์สายตาของผู้คนก็จ้องมองผมด้วยสีหน้าประหลาด
[ไอ้หนู ดูสิ คนต่างก็มองเเกด้วยสีหน้ารังเกียจ ข้าบอกเเล้วไงว่า ให้เเกไปหาชุดดีๆ ใส่ได้เเล้ว สภาพเหมือนกับหนูท่อไม่มีผิด อี๋!]
(ในเวลานี้เเกควรให้กำลังใจฉันสิ ถึงชุดจะดูขาดลุ่ยไปหน่อย เเต่ฉันมั่นใจว่าอาบน้ำ!)
[ก็ว่าทำไม ถึงได้กลิ่นตุๆ จากเสื้อผ้าเเก]
(เสื้อก็ซักโว้ย! ถึงจะมีเเค่ตัวเดียวก็เถอะ…)
ถึงผมจะพยายามหาข้ออ้าง เเต่สิ่งที่กริมคิดก็ไม่ผิด ผมใส่เสื้อเดิมที่ได้จากอาจารย์มาโดยตลอด เเน่นอนว่าพวกมันก็เสียความคงทนตามการใช้งานที่ไม่ทะนุถนอมจากผม เเต่จะให้ทำยังไงได้ ในเมื่อเงินเก็บที่ได้มา มันก็น้อยเสียจนจะไม่มีค้างคืนต่อเเล้ว
“ข้าวกล่องตามใจเชฟราคาประหยัดได้เเล้วครับ ทั้งหมด 49 ยูเรครับ”
“นี่ครับ”
“ขอบคุณสำหรับการอุดหนุนนะครับ!”
ผมวางเหรียญทองเเดง 4 เหรียญ เเละทองคำเเดงเงาอีก 9 เหรียญไว้บนให้พนักงานหน้าเคาน์เตอร์ เเละรับกล่องอาหารที่ห่อด้วยผ้าเเล้วเดินจากไป
[ไอ้หนู เเกว่าจะมีอะไรบ้างในข้าวกล่อง ข้าชักอยากรู้เเล้วสิ]
(ขนมปังคลาสสิกหั่น 3 ชิ้น เนื้อรมควันหมักเกลือประมาณหนึ่ง ผักชุด เเละอกไก่ชุดเเป้งทอง)
[อย่าสปอยดิเห้ย!]
(เเกก็ตัดการเชื่อมโยงจากโทรจิตสิ)
[เเกจงใจชัดเจน!]
“ครับๆ ผมเจตนาไม่ดีเอง”
ในเกมผมสั่งเมนูนี้ค่อนข้างบ่อยในเกม ผมจึงจำได้ว่า อาหารในกล่องมีอะไรบ้าง ทันทีที่มีโอกาสผมก็เลยขอเอาคืนเขาสักหน่อย กริมคงจะหงุดหงิดมาก เเต่ผมก็จะทำเป็หูทวนลม ไม่แยแสความคิดเห็นของเขา
ผ่านไปสักพัก ผม เเละกริมก็มาอยู่ตรงหน้าตรงหน้าปรตูทางเข้าขนาดใหญ่ บริเวณจุดตรวจมีคนมากมายเดินเข้าออก รอบข้างตกเเต่งด้วยดอกไม้สีขาว เเละธงที่มีรูปของดอกไม้ไวท์เพียว ซึ่งเป็สัญลักษณ์ประจำชาติของราชอาณาจักรเเอสทาเรีย
จุดเตรียมมีอยู่ 4 ช่องทางในการเข้าไปในสถาบันศึกษาเเอสทาเรีย 2 ช่องเเรกจะมีป้ายกำชับไว้ว่าเป็บุคคลทั่วไป ช่องที่ 3 จะไว้เพื่อเฉพาะพวกขุนนาง หรือยศสูงกว่านั้น เเละช่องสุดท้ายจะมีป้ายบอกว่าจุดลงทะเบียนที่เป็ช่องสำหรับการสมัครสอบ ทันทีที่เห็นจุดหมายผมก็รีบเดินตรงไปทันที
“สวัสดีครับ ติดต่ออะไรครับ”
“สวัสดีครับ ้าลงทะเบียนสอบเข้าครับ”
“เชิญกรอกเอกสารตรงนี้เลยครับ”
ผมรับกระดาษด้วยมือซ้ายจากพนักงานหนุ่มรูปหล่อ เพราะอีกมือมีข้าวกล่องในมือขวาอยู่ คงเป็เพราะเกมจีบหนุ่ม จากพนักงานสาวสุดน่ารักที่จะต้องมาเซอร์วิสผู้เล่น กลับกลายเป็หนุ่มหน้าหวานพร้อมเสียงใสละมุนทำสาวใจละลาย
[หืม? ไอ้หมอนี่ หล่อใช้ได้เลย นี่มัน อาหารตาชั้นเลิศ สำหรับเหล่านักเรียนหญิงเลย]
(เเล้วเเกจะไปชมเขาเพื่ออะไร
[ทำไมล่ะ ข้าเห็นหน้าเเกจนเอียนเเล้ว ขอชมสิ่งสวยงามหน่อยจะเป็ไรไป?]
(ไปไกลๆ เลย ฉันจะกรอกข้อมูล)
[ทำตัวน้อยใจไปได้]
ผมชักอยากเอากริมลงเตาหลอมเหลือเกิน เเต่ก็ห้ามใจตัวเองไว้ นับวันยิ่งพวกเราสนิทกัน ฝีปากเขาก็จิกกัดผมเเทบทุกกริยา
ชื่อ เอลเดล นอล
ตระกูล เอลเดล
ชนชั้น สามัญชน
สถานที่กำเนิด หมู่บ้านนอรท
พร ผู้เเบกรับ (The holder)
ผมรับปากกาจากเขาเเล้วลงมือกรอกข้อมูลตามที่เอกสาร้าอย่างรวดเร็ว หลังจากที่ผมเขียนเสร็จเรียบร้อย ผมจึงส่งให้พนักงานลงทะเบียน
“ขอบคุณครับสำหรับข้อมูล สถาบันการศึกษาเเอสทาเรีย เป็สถานที่ที่มอบความหวัง เเละความเท่าเทียมให้เเก่ บุคคลที่มีความสามารถ ดังนั้นหวังว่าคุณจะสามารถเเสดงศักยภาพ และผ่านการทดสอบนะครับ เพื่อเป็การพัฒนา เเละบำรุงสถาบันให้ก้าวหน้าต่อไป รบกวนชำระค่าสอบด้วยนะครับ ทั้งหมด 10,000 ยูเร ด้วยนะครับ”
(ค่าสอบเท่าค่าเช่าบ้านต่อเดือน ไม่รวยจริงใครมันจะมาสอบได้วะ!)
ผมอยากสบถด่าสถาบันการศึกษาในใจที่ชอบยกย่องตัวเองว่า ให้ความสำคัญทางเสมอภาค ซึ่งมันโคตรผิดนิยามของความเสมอภาคเลย ใช่ว่าทุกครอบครัวจะสามารถหาเงินมาจ่ายค่าสอบ 10,000 ยูเร ได้นะเห้ย!
[เอาไง ไอ้หนู ถ้าเเกจ่ายเงินก้อนนี้ไป พรุ่งนี้ได้กินขนมปังเเน่]
(อย่าว่าเเต่ขนมปังเลย เกลือยังซื้อไม่พอปรุงอาหารเลย เอาไว้ค่อยไปตกปลาหากินนอกเมืองเเล้วกัน!)
[ไม่เชื่อคำเตือนข้าเอง ให้ประหยัดเงินไว้บ้าง ไม่ใช่มาทำตัวน่าสมเพชตอนท้าย]
(อย่าพูดถึงมันเถอะ จะให้ฉันทำไงได้ล่ะ ในเมื่อพอเห็นเงินก้อนโตเเล้วที่ได้มาจากอาจารย์เเล้ว มันก็อดใจไม่ไหว ก็เลยขอใช้ชีวิตเเบบสุลต่านดูสักหน่อย…)
สิ่งที่กริมพูดมาล้วนเป็ความจริง ก่อนที่ผมจะมาถึงอาณาจักรเเอสทาเรีย ผมก็เเวะเที่ยวเล่นที่ต่างๆ เเละใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือย ชดเชยชีวิตที่ทนทุกข์มาตลอด โรงเเรมต้องชั้นหนึ่ง อาหารต้องเลิศ พอมาถึงอาณาจักรเเอสทาเรีย กระเป๋าที่เต็มไปด้วยกองเงินก็เหลือเเค่ก้นถุงที่เหลือไว้ประคองชีวิต
“นี่ครับ เงิน 10,000 ยูเร”
“ขอบคุณมากครับ นี่คือเเหวนสำหรับการระบุตัวตนผู้เข้าสอบ รบกวนสวมมันจนกระทั่งการสอบสิ้นสุดด้วยนะครับ ถ้างั้นขอให้โชคดีกับสอบครับ”
(เเม่งเอ๊ย!)
“ค..ครับ”
ผมทำใจ เเละยื่นถุงเงินที่บรรจุค่าใช้จ่ายทั้งหมดให้กับพนักงาน เงินในถุงรวมเป็ 10,000 ยูเรพอดี เพราะผมเเยกไว้เเล้ว ส่วนที่เหลือก็อยู่ในมือเพียงหนึ่งเหรียญทองเเดงเงาเป็กำลังใจอันน้อยนิดในการใช้ชีวิตต่อ ไม่นานผมก็เคลื่อนตัวออกจากจุดลงทะเบียนอย่างสิ้นหวัง
[เหลือเเค่ 1 ยูเร เเล้วเเกจะทำยังไงล่ะ เย็นนี้ เงินจ่ายค่าข่าว เเละที่พักก็ไม่มี]
(หนวกหูน่าขอใช้สมองคิดก่อน…)
ผมรีบใช้สมองอันชาญฉลาดของผมหาหนทางในการเอาตัวรอดหลังจบการสอบ การสอบยังไงก็ผ่าน เเต่เย็นนี้ผมจะไม่กินอากาศ เเละนอนบนต้นไม้เด็ดขาด!
(จริงสิ เราก็เเค่หาเพื่อนฉุกเฉิน เเละใช้ขอเนียนไปนอนที่บ้านก็ได้เเล้ว! ถ้าเเค่บีบน้ำตาทำตัวน่าสงสารนิดหน่อย ต้องได้ผลอย่างแน่นอน!)
[เเกนี่มัน…ความคิดต่ำทรามชะมัด]
(อย่าเหมารวมฉันเเบบนั้นสิ ฉันไม่ขอกินขออยู่ฟรีๆ หรอก อย่างน้อยถ้าฉันสร้างบุญคุณกับใครได้สักคนละก็ เขาจะต้องซาบซึ้ง เเละอยากตอบเเทนฉันอย่างเเน่นอน! เช่นเเอบช่วยทำให้สอบผ่านภาคปฏิบัติไง)
(เเกนี่มันสวะชัดๆ)
ผมไม่ได้โต้ตอบอะไรกริมถึงเเม้เขาจะด่าผมด้วยถ้อยคำรุนเเรงก็ตาม ผมพยายามสื่อสารกับกริมโดยโทรจิตเพื่อให้มีใครรู้ถึงเเผนการเอาตัวรอดเฉพาะกิจของผม
(อย่าพูดเเบบนั่นสิ ฉันยังมีเเบบ b อยู่นะ)
[เเผน b อะไร?]
(ขายเเก่ให้กับพระาาไง เเค่นี้ฉันก็มีเงินใช้ตลอดชีพเเล้ว)
[ไอ้เด็กเหี้x! @#$%^*!!!]
กริมสบถด่าผมด้วยถ้อยคำที่หยาบคาย เเต่ผมมีสูตรหูทวนลมเตรียมรับมือ เเต่เเผนที่หาจะเกาะเพื่อนกินยามฉุกเฉินน่ะ ผมไม่ได้พูดล้อเล่นอย่างเเน่นอน
--
ผมเดินไปเรื่อย ๆ ข้างในอาคารเรียนหลักของสถาบันเเอสทาเรีย การสอบภาคทฤษฎีจะเริ่มค้นใน่บ่าย ดังนั้นผู้เข้าร่วมการทดสอบจึงจะมีเวลารับประทานอาหารก่อน ผมมองป้ายลูกศรที่ระบุชื่อห้องจนในที่สุดก็มาถึงโรงอาหาร
โรงอาหารของสถาบันเเอสทาเรียเต็มไปด้วยผู้เข้าสอบมากมาย ต่างคนต่างมาจากคนละชนชั้น ได้เเก่ทั้งสามัญชน ขุนนาง เเละเชื้อพระวงศ์ ข้างในนี้จะมีให้ทั้งการบริหารอาหาร เเละเครื่องดื่มสำหรับนักเรียนของสถาบัน
“ข้างในจะมีที่ว่างเหลือไหมนะ”
[จากที่ข้าเห็นจากไกลๆ ดูเหมือนจะมีโต๊ะว่างอยู่ริมสุดของห้อง ถ้าเเกเดินตรงไปเรื่อยๆ ที่เหลือดูเหมือนจะมีคนจับจองไว้หมดเเล้ว]
(นายนี่มีประโยชน์ยามจำเป็จริงๆ สหาย)
[เเน่นอน]
กริมนั้นถึงเเม้จะอยู่ในรูปดาบ เขาก็ยังใช้จิตสังเกตในการตรวจสอบสถานที่ได้ ต้องขอบคุณเขาที่ทำให้ผมไม่ต้องเสียเวลาตามหาเอง
(เอาล่ะ ได้เวลาหาเหยื่อเเล้ว)
ผมมาถึงโต๊ะตามที่กริมบอก ผมทำการจับจอง เเละวางข้าวกล่องเตรียมรับประทานอาหารอย่างรวดเร็ว เเละต้องกวาดตาหาเหยื่อสำหรับเกาะกินด้วย
(ยังไงก็ต้องมีสักคนหาที่นั่งเหมือนเราอย่างเเน่นอน เพราะยังไงโซนนี้ก็เป็สาธารณะ ซึ่งเเยกกับโซนพวกขุนนาง ถ้าไม่ใช่คนชนชั้นธรรมดา ไม่มีทางไปยุ่งเกี่ยวกับขุนนางเด็ดขาด)
สถาบันเเอสทาเรียมีการเเบ่งเเยกโซนของสามัญชน เเละขุนนางเพื่อหลีกเลี่ยงความขัดเเย้งกันไว้อย่างชัดเจน เพราะฉะนั้นการรับประทานอาหารกันในโรงอาหารเเห่งนี้จึงมักจะร่มรื่นอยู่เสมอ
ผ่านไป 30 นาที
(จะไม่มีมาจริงดิ?)
ผมนอนเเนบหน้าบนโต๊ะ เเละถอนหายใจด้วยความผิดหวัง ผ่านมานานเเล้วยังไม่มีใครมาโต๊ะผมสักที ถึงเเม้คนจะเยอะขึ้นเรื่อยๆ เเต่พวกเขาก็ต่างมีเพื่อน เเละพากันไปกินด้วยกัน เเทนที่จะเลือกมากินกับคนเเปลกหน้าอย่างผม
[น่าเสียดายนะ เเต่ไหนเเต่ไร เเกก็มีเเต่สร้างศัตรูกับคนอื่นนี่นะ จะไร้เพื่อนก็ไม่เเปลกนะ ข้าเข้าใจได้]
(ช่วยพูดให้กำลังใจฉันหน่อยเถอะ ถึงเเม้จะมีเเต่คนไม่ชอบหน้า เเต่ฉันก็เคยมีเพื่อนนะ!)
[ไอ้เพื่อนที่เเกว่า คนไหนล่ะ? มีเเต่มาเเปปเดียวก็ทิ้งเเกไป]
(เเม่งเอ๊ย พูกถูกจุดอีก เเต่มิกเคยเป็เพื่อนสนิทฉันนะ)
ผมอยากจะะโร้องหาเพื่อน เเต่ทำไปคนอื่นก็คงคิดว่า ผมเป็ไอ้บ้ามากกว่า มันเป็เวลานานหลังจากที่ผมผ่านนรกมา ไม่เคยได้ติดต่อกับใคร เเละจมปักอยู่กับปัญหามากมายที่ถาโถมเข้ามา
[สิ้นหวังจนถึงเราหวนหาเพื่อนเก่าในโลกเดิมเลย เเกกับเ้านั่นยังมีเยื่อใยให้กันอีกเหรอ?]
(ทำไงได้ล่ะ เ้านั่นเป็เพื่อนสนิทคนเเรกของฉัน!)
เพื่อนที่รู้จักตัวผมดีที่สุดคือ มิก ถึงเเม้โลกเดิมเราจะมีเื่ขัดเเย้งกันจนต้องเเยกทางกัน เเต่ผมก็ไม่เคยลืมความทรงจำที่มีให้ต่อกัน เขาคือเพื่อนสนิทเพียงคนเดียวของผมบนโลกใบนั้น
[ไอ้หนู เเจ็คพอตเเตก!]
(อะไรนะ!)
ผมรีบลุกขึ้นมานั่งท่าตรงทันที เมื่อเพ่งเล็งสายตาไปด้านหน้า ผมก็พบกับเด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่กำลังเดินตรงมาอย่างระมัดระวัง เธอมีรูปร่างที่สมส่วนจนน่าอิจฉา หน้าอกของเธอก็ค่อนข้างใหญ่เหมือนเทียบกับมาตรฐาน จุดเด่นของเธอคือ สีผมสีชมพูพาสเทลด้านนอกตัดสีฟ้าอ่อนบริเวณด้านใน กับเเว่นทึบขนาดใหญ่ไม่เข้ากับโครงหน้าเล็ก
[จากการคาดเดาการเคลื่อนไหวของเป้าหมาย เธอต้องมาหาเราอย่างเเน่นอน เเถมยังเป็ผู้หญิงด้วย]
(มองไกลๆ ก้รู้ว่าเป็ผู้หญิง เเต่ว่ายัยนี้เฉิ่มชะมัด)
[ข้าเห็นด้วย]
ผมไม่ได้มีความรู้สึกเขินอายที่จะต้องมานั่งร่วมรับประทานอาหารกับผู้หญิงหรอก เพียงเเต่ว่าผู้หญิงคนตรงหน้าออกจะธรรมดาเกินไปจนสวนทางกับหุ่นที่ดูเเลมาอย่างดี การเเต่งตัวของเธอนั่นเชยมากในยุคนี้ เสื้อผ้าสีขาวสีโทนเดียวบนลงล่างนึกว่าใส่เพราะประหยัดเงินเเบบผม เส้นผมก็ยุ่งเหยิงไม่เรียบร้อย ผิวก็ดูเเห้งไม่ผ่านการใส่ใจ บวกกับเเว่นที่ปกปิดใบหน้าจนไม่มีความน่าดึงดูด นี่มันนิยามของคำว่า เฉิ่ม ของเเท้
“อ-เออ ฉันขอนั่งด้วยได้ไหมคะ”
“เชิญตามสบาย”
“ข-ขอบคุณค่ะ…”
เธอพูดด้วยเสียงเบาเเทบจะไม่ได้ยิน ผมสามารถได้ยินเสียงดีอยู่เเล้วเลยไม่มีปัญหา เธอนั่งลงบนโต๊ะตรงหน้าผมด้วยท่าทีประหม่า เเต่ผมไม่ได้ใส่ใจอะไรจึงเปิดข้าวกล่องเพื่อเริ่มกินข้าวกลางวัน
“เดี๋ยวก็เริ่มสอบเเล้ว รีบกินอาหารเถอะ”
ผมเริ่มต้นด้วยการหยิบขนมปังคลาสสิกขึ้นมาด้วยมือซ้าย เเละหยิบกริมจากฝักด้วยมือขวา ผมหั่นครึ่งขนามปังสามก้องจนกลายเป็ 6 ชิ้นด้วยความรวดเร็ว ตามด้วยชุดผักที่ประกอบด้วยผัดกาด เเละมะเขือ ผมหั่นพวกมันเป็ชิ้นสวยงาม สุดท้ายก็หั่นอกไก่เป็ชิ้นๆ เพื่อความสะดวกในการรับประทาน
[เเกจะทำเเซนวิชเรอะ?]
(ขนมปังมันข้างค่อนจะกลม เรียกว่า เบอร์เกอร์ น่าจะเหมาะกว่ามั้ง?)
[ข้าบอกเเล้วไง ไม่ใช่มีดหั่นผัก!]
(เื่มากก็หนีไป โลกส่วนตัวไป)
[ข้าไม่ง้อเเกหรอก ไอ้เด็กไม่น่ารัก]
กริมขัดขาดโทรจิตไปอีกเช่นเดิม ผมกลับมาตั้งใจทำอาหารต่อ ผมนำผัก เนื้อ เเละอกไก่มาเรียงวางเป็ชั้น จากนั้นผมก็หยิบเครื่องปุ่มในกระเป๋าใส่ของที่อยู่ข้างเอวออกมา มีอยู่ 3 ขวด คือ ซอสพริก ซอสมะเขือเทศ เเละซอสมายองเนส ทั้งสามเป็เครื่องปรุงที่ผมชื่นชอบ ในระหว่างเดินทาง ผมจึงซื้อพวกมันเก็บไว้ใช้ในการเพิ่มรสชาติเเก่อาหาร เเต่พวกมันจะขายเฉพาะที่เท่านั้น ผมจึงใช้เครื่องปรุงเหล่านี้ในเวลาจำเป็เท่านั้น
“ดูดีใช้ได้เเหะ”
ผมเก็บกริมเข้าฝัง เเละดีใจกับเบอร์เกอร์ดัดเเปลงของตัวเอง ถึงเเม้ว่าคุณภาพจะไม่เหมือนต้นฉบับ เเต่ก็ทำให้อาหารของผมมีสีสันน่ารับประทานมากขึ้น
จร๊อก…
(เสียงอะไรน่ะ?)
ผมได้ยินเสียงเเปลกๆ ใกล้ผม เนื่องจากผมสามารถได้ยินเสียงดีอยู่เเล้ว ผมจึงสามารถระบุพิกัดของเสียงได้ ตรงหน้าผมมีเด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่จ้องเบอร์เกอร์ผมอย่างใจจดใจจ่อ โดยที่บนโต๊ะนั้นมีเพียงข้าวกล่องของผม
“อย่าบอกนะ เธอลืมพกข้าวเที่ยงติดตัวมา?”
“อ-อา… ฉันตื่นเต้นกับการสอบมากไปหน่อย จึงลืมไปว่า เราสอบตอนบ่าย…เเละ อีกอย่างอาหารที่นี่เเพงมากเลย ก็เลย…”
(เเบบนี้ก็ดีเลยสิ หาเพื่อนเกาะกินเจอเเล้ว)
เธอบิดตัว เเละก้มลงมองพื้นด้วยความอาย ผมสังเกตเธอจากการเเต่งตัวก็เข้าใจได้อยู่ว่า เธอเป็สามัญชนเช่นเดียวกับผม เเต่ไม่นึกว่าเธอจะตื่นเต้นจนลืมพกอาหารมากิน เเต่มันก็ไม่ใช่เื่ที่เเย่ เพราะผมมีมากพอเเบ่งให้กับเธอ ผมจึงยื่นเบอร์เกอร์ซอสพริกให้เธอ
“อ่ะนี่ ฉันให้เธอ”
“จะไม่เป็ไรเหรอคะ?”
“เอาไว้เธอค่อยเลี้ยงข้าวฉันคืนตอนเย็นเเทน”
(หึ เป็ไปตามเเผน)
เธอรับเบอร์เกอร์ของผมไปโดยไม่มีทีท่าปฏิเสธ ซึ่งผมก็ไม่ได้เสียเปรียบอะไรกับข้อเสนอนี้ อีกอย่างมันก็ตรงตามเป้าหมายที่ผมจะหาคนมาเลี้ยงข้าวเย็นได้ ต่อให้เป็สามัญชนก็สามารถจ่ายค่าโรงเเรม หรืออาหารได้สักมื้อ การให้ เเละรอผลตอบเเทนนี่เเหละ คือ กลยุทธ์ที่ดีที่สุด
“เออ คือ…”
“มีอะไรเหรอ?”
“ไหนๆ ฉันก็จะเลี้ยงข้าวเย็นคืนเเล้ว ฉันขอเพิ่มเป็สองชิ้นได้ไหมคะ?”
เธอกัดเบอร์เกอร์อย่างบางเบา เเละชี้ลงมาที่เบอร์เกอร์อีกชิ้นในกล่อง ดูเหมือนเธอจะชื่นชอบมันพอสมควร ผมที่ได้ยินดังนั้นจึงสติลอยไปพักหนึ่ง ไม่นึกว่าเธอที่ดูใสซื่อจะมีการต่อรองกับผมด้วย
(เอาเื่เลย ยัยนี่)
“อ่า ฉันกินชิ้นเดียวก็ได้”
“งั้นอีกชิ้นขอเป็ซอสมายองเนสได้ไหมคะ”
“ตามใจเธอเลยละกัน”
(เอาของเเพงด้วย)
สุดท้ายพวกเราสองคนก็ลงเอยด้วยการกินเมนูที่ผมทำ ถึงเเม้จะน่าเสียดายที่ผมอดกินเบอรฺ์เกอร์ซอสมายองเนส ที่ตัวเครื่องปรุงมีราคาเเพง เพราะขายที่อาณาจักรทางตะวันออกเท่านั้น เเต่ที่น่าเจ็บใจกว่านั้นคือ ผมไม่สามารถคาดเดาได้เลยว่าเธอคิดว่าอะไรอยู่ภายใต้เเว่นสุดเฉิ่มที่ปกปิดสีหน้าของเธอไว้ สรุปว่าอาหารที่ผมมันอร่อย หรือเพราะเธอตะกละกันเเน่
--
“ไม่นึกเลยว่าอาหารจากตามเมนูธรรมดาจะอร่อยจนน่าใเลยค่ะ”
“ไม่เคยได้ยินเหรอว่า อาหารจะอร่อยขึ้นอยู่กับมือเชฟด้วย เเต่ของเเค่นี้ ทำง่ายจะตายไป ฉันเเค่จัดมันมายำกัน เเล้วใส่เครื่องปรุงเอง”
“ฮิๆ งั้นเหรอคะ”
เธอหัวเราะขบขันเล็กน้อยจนผมรู้สึกทึ่ง ไม่น่าเชื่อว่าหลังจากที่เธอกินข้าวเที่ยงเงียบๆ กับผมมาเป็ระยะเวลาหนึ่ง เธอเริ่มที่จะเปิดใจคุยกับผม คงเพราะของอร่อยเป็การนำพาไปสู่สายสัมพันธ์ที่ดี
[ถ้าเป็เด็กสาวน่ารัก เเกคงตัวบิดไปเเล้วมั้ง ไอ้หนู]
(ไหนเเกกลับมาอีกเเล้ว)
[กลัวเเกไปข่มขู่สาวน้อยคนนี้สิ คุณปู่อย่างข้าเลยต้องมาตรวจการ]
(ตาเฒ่าอย่างเเก ยังดูโรคจิตมากกว่าฉันอีก)
กริมก็ยังคงจิกกัดไม่เคยเปลี่ยน เเต่ถ้าผู้หญิงตรงหน้าเป็สาวงามสุดน่ารักจริงๆ ผมคงต้องประหม่าอยู่บ้าง เเต่เื่ที่ดีกว่าคือ บรรยากาศตอนนี้โดยรวมดีขึ้นอย่างมาก
“ไหนๆ เราก็เเลกเปลี่ยนมื้ออาหารกันเเล้ว เรามาทำความรู้จักกันหน่อยดีไหม?”
“คะ?”
“อย่าตอบคำถามด้วยคำถามสิ เอาเป็ว่า ฉันเอลเดล นอล หรือจะเรียกว่า โนวมอลก็ได้นะ ฉันอนุญาต”
ผมยื่นมือเข้าไปทำความรู้จักกับเธอ เด็กสาวผมชมพูมีความประหม่าเล็กน้อย ก่อนที่เธอจะตัดสินใจจับมือของผมด้วยสองมือของเธอ
“ฉัน มิธ ลิเลีย ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ”
รอยยิ้มที่เเสดงถึงความจริงใจของเธอเเอบทำให้ผมประหม่า บางทีผมอาจจะไม่ได้พบปะกับผู้หญิงมาเป็เวลานานก็ได้ พอโดนมือที่อ่อนนุ่มััมือที่หยาบด้างของผม มันทำให้ผมรู้สึกทึ่งไปสักพักหนึ่ง
(ทำไมมือยัยนี่นุ่มจัง)
“มือ…”
“อ้อ ขอโทษนะคะ พอดีตื่นเต้นไปหน่อย เเหะๆ”
ลิเลียปล่อยมือของผมทันทีที่เธอรู้ว่าผมจ้องมันสักพัก เธอทำสีหน้าใเล็กน้อย ก่อนที่จะโค้งหัวขอโทษ สงสัยเธอคงคิดว่าการกระทำของเธอเป็สิ่งที่หยาบคาย เเต่ผมไม่ได้ใส่ใจ ผมกลับสงสัยว่าทำไมผิวที่ดูขาดน้ำของเธอถึงได้นุ่มจนน่าพึลึก
(ช่างมันเถอะ)
“ไม่เป็ไรหรอก รู้จักกันครั้งเเรก จะตื่นเต้นก็ไม่เเปลก ฉันก็เหมือนกัน”
“'งั้นเหรอคะ ดีใจจังที่ฉันไม่ได้ตื่นเต้นคนเดียว”
(ยัยนี่ตลกจัง)
ผมทิ้งเื่มือ เเละเปลี่ยนประเด็นเเทน พอลองได้เปิดใจคุยดู เธอกลับเข้าใจง่าย เเละเต็มไปด้วยน้ำเสียงที่สดใสตลอดเวลา ไม่ได้ทำตัวน่าเบื่อกับภาพในหัวที่คิดไว้
“งั้นฉันต้องเรียกเธอว่า คุณมิธสินะ”
“อืม…ไหนๆ คุณก็เป็เพื่อนคนเเรกของฉันในโรงเรียนเเล้ว จะเรียกฉันว่า ลิเลีย ก็ได้นะคะ”
“หืม สิทธิพิเศษสำหรับคนเเรกสินะ งั้นเรียกฉันว่า โนวมอล ละกัน”
“ยินดีที่ได้รู้จักนะคะ คุณโนวมอล เเต่ชื่อจริงของคุณคือ….นอลไม่ใช่เหรอคะ”
“นอล มันฟังดูเชยไป พอเติมโนวนำหน้า ก็เลยได้ชื่อสุดเท่มายังไงล่ะ”
(ถึงมันจะเป็ชื่อที่ฉันชินหูมาตั้งเเต่เริ่มเดิมก็เถอะ)
“ให้เธอคิดว่า โนวมอล เป็ชื่อเล่นฉันเเล้วกัน”
“เข้าใจเเล้วค่ะ คุณ…โนวมอล”
“ฝากตัวด้วยคุณลิเลีย”
เกมนี้ค่อนข้างมีค่านิยมของคนญี่ปุ่นผสมชื่อ การเรียกชื่อนามสกุลก็เป็ส่วนหนึ่ง คนบนโลกใบนี้ถ้าไม่สนิทกัน พวกเขาจะไม่เรียกชื่อเล่นด็ดขาด เพราะเป็การไม่ให้เกียรติอีกฝ่าย
(เเต่ว่าไปชื่อมันฟังดูคุ้นๆ นะ…)
เพียงเสี้ยววินาทีชื่อที่เเสนคุ้นเคยก็เด้งขึ้นมาในหัวผม ผมย้อนภาพนึกถึงเหตุการณ์บางอย่างขึ้นมา วันนั้นเป็วันเเรกที่เริ่มต้นเล่นเกมนี้…
“ออกตัวเอกโคตรจะหน่อมเเน้มเลย บทโดนปูให้มาอยู่ขอบห้องอีก เเถมบทพูดไร้เดียงสานี่อะไรกันวะ ลืมข้าวกล่องเฉยเเบบนี้ บังคับให้เราเสียเงินฟรีอีก โคตรจะไม่เมคเซ้นท์เลย”
หลังจากที่ผมเริ่มเล่นบทปูพื้นฐานตัวละคร ผมก็โคตรจะไม่สบอารมณ์กับเกมเลย ตัวเอกเปิดมาก็ไร้เพื่อน เป้าหมายคือ หาเพื่อนใหม่ๆ เเละใช้ชีวิตอันร่าเริงในรั้วโรงเรียนที่ผสมความรัก เเละตลกปนกันไป
“ก็รู้อยู่หรอกว่า เป็บทเเนะนำการใช้เงินซื้อของ เเละคุยกับ NPC เเต่ไม่ต้องบังคับซื้อก็ได้ไหม ควรเอาเงินที่มีไปซื้ออุปกรณ์อัปเกรดตัวเองดีกว่าเยอะ”
เเน่นอนว่าด้วยความหงุดหงิดผมเลยจัดมื้ออาหารเเบบชุดใหญ่ ซึ่งเป็การตัดสินใจที่เเย่มาก สุดท้ายผมก็ต้องไปฟาร์มกว่าชั่วโมงเพื่อหาเงินคืน เเละเริ่มเคลียร์เกมช้าลง ทำให้ผมจำจนวันตายเลย ว่าจะไม่ทำอีกในรูทต่อไป
“สวัสดีครับ ถ้าไม่เป็การรบกวน ถ้าผมขอใช้ที่ตรงนี้ได้ไหมครับ”
ตัดกลับมาที่เหตุการณ์ปัจจุบัน การเริ่มต้นก็ต้องมากับการเเนะนำตัวละครเอกฝ่ายชายตัวเเรก เสียงพากย์อันเเสนหนุ่มนวลที่ฟังจนเเทบจะเอียน ผมเหล่ตาไปมองที่มาของเสียงโดยฉับไว ใบหน้าของตัวละครชายที่ผมเกลียดที่จะเล่นรูทของมันมากที่สุด จนต้องปล่อยทิ้งไว้เล่นเป็ตัวละครสุดท้าย
(มาเเบบไม่อยากเจอหน้ามันเลย ไอ้เ้าชายขยะนี่!)
ชายหนุ่มผมบลอนด์สุดยอดนิยม เเละทรงผมเสยขึ้นสุดเท่ ผู้เกิดมาพร้อมกับหน้าตาอันหล่อเหลากระชากใจเหล่าเเม่ยก ไม่ต่างจากเ้าชายขี่ม้าขาวที่หญิงใดต่างใฝ่ฝัน กล้ามเนื้อที่สมส่วนอย่างกับดารา ตาสีฟ้าอ่อนที่พิฆาตใจเหล่าเเม่ยก เ้าชายรัชทายาทอันดับหนึ่งของอาณาจักรเเอสทาเรีย มิลมิเลี่ยน เม มัสเเตง
“ทางผมมากับเพื่อนของผม ซึ่งจากพอนับจำนวนคนเเล้ว พื้นที่น่าจะไม่เพียงพอ จะช่วยได้มากครับ ถ้าพวกคุณยอมเสียสละพื้นที่ให้พวกผม”
เ้าชายเเสร้งยิ้มมองที่ผม เเละลิเลีย ข้างหลังเขาคือเพื่อนขุนนาง เเละผู้ติดตามจากทางราชวงศ์ เเบ่งออกเป็ชาย 3 คน เเละหญิง 2 คน รวมเป็ 5 คน ซึ่งเเน่นอนว่าผมนั้นจำพวกเขาได้หมด โดยเฉพาะผู้หญิงที่อยู่ประกบด้านข้างทั้งสองด้าน เเละผู้ชายอีกคนที่อยู่ด้านหลังพวกเธอ
(เชอร์เบช วาเซ่ ริชาร์ต เเละเฟอร์เรีย หน้าตาตรงตามต้นฉบับไม่เปลี่ยนเเปลง)

การพบปะครั้งนี้คือ การเเนะนำตัวละครหลักในอาณาจักรเเอสทาเรียเกือบทั้งหมด เชอร์เบชหลังจากที่ไม่ได้เจอมานาน เธอก็เติบโตเป็สาวสวยผู้มาพร้อมกับผมสีเงิน เเละดวงตาสีฟ้าใส เธอยังคงชอบใส่ชุดโทนสีดำที่ตัดกับผิวสีขาว เเละผมสีเงินเหมือนเดิม เธอจะมีรูปร่างที่สมส่วนสมกับเป็กุลสตรีต่างจากเฟอร์เรีย เฟอร์เรียเป็นางร้ายที่เรียบได้ว่าเซ็กซี่เเบบเปิดเผย รูปร่างของเธอมีความดึงดูดต่อเพศตรงข้ามที่ค่อนข้างสูง หน้าอก สะโพก เเละทรวดทรงที่ใหญ่กว่าเชอร์เบชเเบบเทียบไม่ติด ผมสีทองกับที่คาดผมดอกกุหลาบสีเเดง เมื่อรวมกับดวงตาสีเเดงอำมหิต เเละรอยสักดอกกุหลาบบนไหล่ซ้ายทำให้คาเเรกเตอร์ของเธอเป็ที่น่าจดจำมากกว่าเชอร์เบช ส่วนวาเซ่ก็ไม่ต้องสาธยายอะไรมาก หน้าตาก็หล่อบาดใจ ดวงตาคมกริบไม่อ่อนละมุนเหมือนเ้าชาย ผมสีเเดงของเขาเป็จุดเด่นเพียงหนึ่งเดียวที่ทำให้ผมจำเขาได้ อีกคนข้างเขาก็คือ ริชารต หนุ่มเเว่นผมยาวที่หล่อไม่เเพ้กัน เเต่บทจืดไปหน่อยในเกม ผมจำพวกเขาได้อย่างเเม่นยำ เพราะดีไซน์ในเกมกับของจริงต่างกันไม่มาก
“เเต่ดูโดยรวมเเล้วพวกเราก็น่าจะนั่งด้วยกันได้ทั้งหมด พวกคุณก็ดูคุยสนุกกันด้วย เรามาตั้งโต๊ะคุยกันไหมครับ เพราะผมอยากทำความเข้าใจเื่ของสามัญชนด้วย”
“เออ…คือ…”
ลิเลียตัวสั่น เเละพยายามก้มลงเลี่ยงสายตาจากเ้าชาย ความหวาดกลัวของเธอผมสามารถรับรู้ได้อย่างชัดเจน พอผมเห็นเ้าชายที่เสะยิ้มเล็กน้อย ผมจึงกัดฟันไม่สบอารมณ์
“ชอบเสือกเหรอ?”
ผมลุกขึ้นจ้องมององค์ชาย เเละปั้นหน้ายิ้มเเจ่มใสเเสดงอัธยาศัยดี เ้าชายที่เห็นท่าทีผมดังนั้นไม่ได้โต้ตอบอะไร บรรยากาศรอบข้างเงียบลง โต๊ะที่อยู่ด้านข้างต้องหันมามองพวเรา เขาไม่แยแสต่อสายคนของฝูงชนที่กำลังจับตามอง เเละส่งสายตาเ็าใส่ผมก่อนจะเริ่มพูด
“ทำไมล่ะครับ การที่เราเสียสละเพื่อส่วนรวมเป็เื่ที่ดีมิใช่เหรอครับ อีกอย่างพูดเเบบนี้มันเสียมาร--”
“เพื่อส่วนร่วม? ตลกวะ เอาสมองหรือปากคิด การเสียสละต้องมาพร้อมกับความยินยอมใจ เเต่เท่าที่คุณพูดมา ไม่ใช่ว่าคุณเเค่หาประโยชน์ให้ตัวเองอยู่งั้นเหรอ?”
“คุณคิดไปไกลเเล้วครับ การที่คุณยกที่นั่งให้เราหลังรับประทานอาหารเสร็จ มันเป็เื่เล็กน้อยเอง พวกผมก็เเค่้าที่พูดคุยเกี่ยวกับเนื้อหาสอบเท่านั้นเอง คุณพูดเเบบนี้ก็เป็การกล่าวหาว่าผมกำลังใช้อำนาจข่มขู่คุณอยู่"
“ในมุมมองขององค์ชายอาจจะคิดว่ามันเป็เเค่เื่เล็กน้อย เเต่ผม กับเพื่อนก็กำลังจะคุยเกี่ยวกับเนื้อหาสอบเหมือนกันนะครับ ดังนั้นมันไม่ใช่เื่เล็กน้อยหรอกครับ อีกอย่างไม่ใช่ว่าในโรงอาหารมีการเเบ่งโซน ระหว่างเชื้อพระวงศ์ เเละสามัญชนที่ชัดเจนเเล้วเหรอครับ”
ผมยิ้มอย่างมีเลศนัยอย่างเปิดเผย องค์ชายที่เห็นดังนั้นจากเห็นท่าทีสบายใจของผม เขาเริ่มไม่สบอารมณ์ มองผมด้วยเเรงกดดัน ส่งเสียงโทนต่ำ เเต่ดังฟังชัดเจน
“ผมก็อยากจะให้มันเป็อย่างนั้นอยู่หรอก เเต่เพราะการเดินทางล่าช้า ทันทีที่พวกผมมาถึง พื้นที่ฝั่งนั้นเลยเต็มหมด ผมก็ไม่อยากใช้อำนาจในการบังคับพวกเขาด้วย จึงมาขอร้องพวกคุณที่ดูเหมือนจะใกล้เสร็จธุระเเล้วเเทน เพราะไม่ว่ายังไงขุนนางก็เป็กำลังหลักในการพัฒนาประเทศที่เราต้องให้ความสำคัญ”
“คิก? ผมว่าเหตุผลขององค์ชาย มันดูเหมือนข้อเเก้ตัวมากกว่านะครับ คุณรู้ได้ยังไงว่าพวกผมเสร็จธุระเเล้ว การกินข้าวไม่ใช่กิจกรรมเดียวที่เราต้องทำหรอกนะครับ การทำความรู้จักเพื่อนใหม่เป็สิ่งที่สำคัญกว่าอีก อีกอย่างขายหัวเราะเหรอครับ?”
“คุณหมายความว่ายังไงงั้นเหรอครับ”
ผมหลุดขำ เเละเผยรอยยิ้มอันเเสนน่าเกลียดออกมา เืในร่างกายพลุ่งพล่านจนเก็บอาการไม่อยู่ ฝีปากของผมมันก็กำลังไฟติดตามน้ำมันที่ราดลงมาโดยเ้าชาย คราวนี้ผมจะขอใส่เเบบไม่ยั้งเเล้ว
“มันน่าตลกจะตาย เอาผมคนที่จะเป็อันดับ 1 มาเปรียบกับพวกกระจอกนี่ มีตาหามีเเววไม่ ถ้าองค์ชายไม่ถูกถนอมน้ำใจ ผมนึกว่าปล่อยมุกคลายขำซะอีก”
“สามหาว!”
หลังจากที่ผมปลดปล่อยรอยยิ้มอันเเสนน่ารังเกียจ หมัดจากผู้ติดตามผมเเดงของเ้าชายก็พุ่งตรงซัดเข้าเต็มเเก้มซ้ายของผม เเต่ผมก็ไม่เลือกที่จะโต้ตอบอะไร เเต่เลือกที่จะพูดต่อเเทน
“เเหมๆ คุณลอส ดูเหมือนจะเก็บอารมณ์ไม่อยู่นะครับ ผมก็เข้าใจได้อยู่นะครับ ว่าเกียรติที่โดนย่ำยีมันรู้สึกเป็อย่างไร เเต่ว่านะ"
“เเกรู้จักชื่อฉันได้ไง!?”
“คนฉลาด เขาต้องรอบรู้อยู่เเล้วครับ ว่าเเต่การที่คุณใช้ความรุนเเรงในสนามสอบเเบบนี้ มันอาจจะผิดกฎได้นะครับ อีกอย่างหมัดของคุณดูท่าจะเบาไปหน่อยนะ ไม่บอกผมนึกว่าเเมลงวันบินชนหน้าผมอยู่ซะอีก”
“ไอ้สามัญชนนี่!”
(ใช้เวทมนตร์มาสิ เเล้วชีวิตเเกจะจบเห่ตรงนี้เเหละ ไอ้โง่!)
วาเซ่จับจ้องที่ผมด้วยความโกรธ เข้าจับคอเสื้อผมไม่ให้ไปไหน หมัดขวาของเขาเสริมพลังด้วยเวทมนตร์อย่างเต็มกำลัง ถ้าผมโดนหมัดนี้อาจจะเริ่มรู้สึกว่าเหมือนมดกัดก็ได้
“หยุดเดี๋ยวนี้! วาเซ่ ถ้านายทำมากกว่านี้ จะละเมิดกฎการใช้เวทมนตร์ในสนามสอบได้!”
“ท-ท่านเฟอร์เรีย…”
(ชิ เซ้นส์ความยุติธรรมของยัยนี้จะมาออกมาทำไมตอนนี้วะ!)
ผมเดาะลิ้นด้วยความหงุดหงิด เฟอร์เรียสั่งห้ามวาเซ่อย่างฉับพลัน ถ้าเกิดเธอพูดช้ากว่านี้ละก็ ไอ้หมอนี้คงโดนไล่ออกจากสนามสอบไปเเล้ว เเผนที่วางมาเสียซะงั้น เเต่ไม่เป็ไรยังมีเเผนสำรอง
(แต่คนโง่ไม่มีมีเเค่คนเดียวอยู่เเล้ว)
“องค์ชายนี่ไม่ได้เื่เลยนะครับ สั่งสอนผู้ติดตามมายังไงให้ทำพฤติกรรมก้าวร้าวเเบบนี้ ได้โปรดแสดงความออกมารับผิดชอบเลยครับ โดยเฉพาะคุณที่เป็ผู้นำต้องขอโทษเดี๋ยวนี้ ไม่งั้นผมจะยอมความ เเละปล่อยผ่านเื่นี้ผ่านไป”
“เเกรู้ตัวไหมว่าพูดอะไรออกมา ไอ้สามัญช-!”
(เข้ามาเลยสิจ๊ะ พี่รออยู่เลย!)
“หยุดเลยพวกนาย! อย่าไปตกหลุมพราง ชายคนนี้กำลังวางเเผนปั่นประสาทพวกนายให้โดนไล่ออกอยู่!”
(ยัยเชอร์เบชนี่ก้างขวางคอไม่เเพ้กันเลย! ยัยสองตัวนี้มันไม่ใจร้อนเหมือนพวกโง่บ้างวะ!)
เชอร์เบชนำตัวมาเข้ามาขั้นกลางระหว่างผมกับริชารตที่กำลังจะชกหน้าผม เ้าชายที่เห็นภาพนั้นจึงกัดฟัน กำหมัด เเละจ้องผมด้วยเเววตาสังสาร ถ้าไม่มีนางร้ายหลัก เเละนางร้ายรองมาขัดขวางล่ะก็ พวกนี้ก็เตรียมปลิวออกจากสนามสอบเเล้ว
“ดูสิ องค์ชายกำลังทะเลาะ--”
“พวกคนของเชื้อพระวงศ์บ้าเถื่อนเเบบนี้เหรอ--”
“พวกเราจะอยู่กับขุนนางได้--”
(ไม่มีความรุนเเรงที่ไหนถูกต้องหรอกนะ)
เสียงซุบซิบนินทาของสามัญชนที่อยู่รอบๆ กำลังสร้างบรรยากาศกดดันเเก่เ้าชาย ถึงเเม้ว่าเเผนจะไม่สำเร็จ เเต่ถ้าสภาพเเวดล้อมเข้าข้างผม ตอนนี้ผมก็ได้เปรียบอย่างชัดเจน เพราะเสียงส่วนใหญ่กำลังเข้าข้างผมยังไงล่ะ
“เฟอร์เรีย ฉันควรทำยังไงดี?”
“ฉันว่าองค์ชายต้องขอโทษค่ะ เพราะตอนนี้ประชาชนส่วนใหญ่ ดูเหมือนจะถูกชักนำไปตามการล่อลวงของผู้ชายคนนั้น”
“ชิ!”
เ้าชายหันไปกระซิบกับเฟอร์เรียที่อยู่ด้านข้าง ผมที่ได้ยินว่าพวกเขาพูดอะไรจึงยิ้มออกมาอย่างพึงพอใจ เพราะไม่ว่ายังไงความเห็นของผู้คนส่วนใหญ่ก็อยู่ข้างผมหมดเเล้ว
“ผมต้องขอโทษกับการกระทำอันหยาบคายของผู้ติดตามของผม ต้องขอโทษด้วย วาเซ่นายก็เช่นกัน”
“ผมต้องขอโทษด้วยจริงๆ ครับที่กระทำการทำร้ายร่างกายโดยไม่ยั้งคิด”
“ไม่เป็ไร ผมไม่ถือสาหรอก เเค่หวังว่าพวกคุณจะควบคุมอารมณ์ได้ดีขึ้นครั้งหน้านะ เเล้วก็อีกอย่าง…”
เ้าชายก้มหน้าขอโทษ ในขณะที่วาเซ่โค้งตัวสุดความสามารถขอโทษผม ถึงผมจะไม่ได้รับรู้ถึงความจริงใจ เเต่เเค่ความสะใจก็คุ้มค่ากับการได้เห็นภาพนี้ เเต่ผมไม่ให้มันจบเเค่นี้หรอก
“องค์ชาย ขอโทษผิดคนนะครับ ผมเเค่มีความผิดใจกับผู้ติดตามของคุณ เเต่เพื่อนของผมต้องหวาดกลัว เเละทำอะไรไม่ถูก เพราะเเรงกดดันจากคำพูดของคุณนะครับ”
“คุณหมายความว่ายังไง?”
“ผมไม่้าคำขอโทษจากคุณ เธอคนนี้ต่างหากที่สมควรได้”
ผมชี้ไปทางลิเลียที่มองเห็นการณ์อยู่บนเก้าอี้ เธอที่เห็นผมชี้มาก็ส่ายหน้าปฏิเสธ เเต่ผมอยากคลายความกังวลของเธอ ดังนั้นต้องสอนเธอว่า ใครทำผิดก็ควรยอมรับผิด
“เข้าใจเเล้วครับ”
(ลิเลียสู้ๆ นะ)
องค์ชายพยักหน้า เเละเดินตรงไปทางลิเลีย ลิเลียทำสีหน้าแตกตื่น เเละขอความช่วยเหลือกับผม เนื่องจากเธอต้องได้รับคำขอโทษในฐานะผู้ถูกกระทำ ผมจึงชูนิ้วโป้งเป็กำลังใจให้เธอ
“ผมขอโทษด้วยครับที่สร้างความเดือดร้อนให้กับคุณ ในฐานะองค์ชายเป็เื่ที่ไม่สมควรอย่างยิ่งในการไปกดดันสามัญชนครับ!”
“ม-ม-ม-ไม่เป็ไรหรอกค่ะ! ฉันไม่คิดอะไร! พวกเราก็ผิดเองที่พูดจาไม่ไม่ดีใส่องค์ชาย! ดังนั้นถือว่าเื่ครั้งนี้ไม่เกิดขึ้นนะคะ!”
“คุณช่างเป็คนมีเมตตาเสียจริง ขอบคุณมากครับ”
ลิเลียทำหน้าใขั้นสุดจนลุกลี้ลุกลน เธอพยายามปั้นยิ้มสุดความสามารถเมื่อลดความกดดัน เเละมองผมด้วยความอึกอัด หลังจากเ้าชายขอโทษอย่างจริงใจเสร็จเรียบร้อย เขาก็เดินมาใกล้ผมอย่างเเนบชิด
“ดูเหมือนคุณจะมีเศษอาหารติดนะ ผมจะช่วยปัดออกเเทนคำขอโทษนะครับ”
(วาจาที่เเกดูิ่เชื้อพระวงศ์ เเละทำให้ฉันต้องเสื่อมเสียชื่อเสียง ในสอบภาคปฏิบัติ ฉันจะบดขยี้เเกให้ปากพล่อยๆ นั่นพิการไปตลอดชีวิต ไอ้สามัญชนไม่รู้จักที่ยืน!)
เ้าชายจับไหล่ซ้ายของผมด้วยมือขวา เสียงอันเกรี้ยวกราดของเขาส่งผ่านมายังหูของผมอย่างเเนบชิด มือขวาของเขากดไหล่ผมอย่างเต็มเเรงด้วยความตั้งใจที่จะให้มันหักจนใช้การไม่ได้อีกตลอดไป
“ขอบคุณนะครับ องค์ชาย”
(ทำให้ได้ก่อนเหอะ เพราะภาพที่เเกจะได้เห็นคือ ถูกฉันกระทืบจนไม่เหลือชิ้นดียังไงล่ะ ไอ้เ้าชายขยะ!)
เ้าชายเดาะลิ้นเล็กน้อยก่อนที่จะละมือจากไหล่ของผม เขาเดินกลับไปหาผู้ติดตาม เเละไม่เหลียวมามองหลังอีก เเต่ก็ไม่อาจปิดจิตสังหารที่มีต่อผมได้หรอก
“ขุนนางคนอื่นน่าจะเสร็จธุระเเล้ว พวกเราไปหาที่นั่งพูดคุยที่โซนขุนนางกันเถอะ”
“ครับ/ค่ะ องค์ชาย”
เ้าชายเดินไปพร้อมกับผู้ติดตาม คนทั่วไปที่อยู่รอบๆ จากที่มุงกันดูเหตุการณ์ก็พากันกลับนั่งประจำที่เดิม เพื่อหลีกทางให้เ้าชายเดินกลับอย่างสะดวก
“คุณโนวมอล…ไหล่เป็อะไรไหมคะ?”
“เธอเป็ห่วงฉันเหรอ? ไม่ต้องคิดมากหรอก พอดี่นี้ไหล่ตึง องค์ชายเลยนวดให้น่ะ”
ผมหมุนไหล่สบายๆ ให้ลิเลียดู สำหรับผมองค์ชาย เเละพรรคพวกของเขาไม่นับว่าเป็ศัตรูผมด้วยซ้ำ เพราะในสายตาของผมพวกเขาไม่ได้มีความน่ากลัวอะไรเลย
--
คนเขียน: อิจฉาฮาเร็มเ้าชายจังครับ ควบทั้งชายหญิงเลย