สำหรับเรื่องที่ป่วยเป็นภาวะสูญเสียการสื่อความปฏิกิริยาของจี้ทิงดูสงบมาก ราวกับว่าสิ่งที่คุณหมอวินิจฉัยเป็นเพียงไข้หวัดธรรมดา
บางทีอาจเป็นเพราะหลายปีมานี้เขาคุ้นชินกับการเยียวยาตัวเองมานานจี้ทิงจึงมองว่าการที่พูดไม่ได้เป็นเพียงปัญหาของชิ้นส่วนเล็กๆชิ้นหนึ่งที่เกิดขัดข้อง หรือแม้กระทั่งเขายังคิดว่า ในอนาคตถ้าเขาไม่อยากคุยกับใครก็ไม่ต้องหาข้ออ้างอื่นแล้ว
คุณหมอวางกระดาษและปากกาตรงหน้าเขาแล้วเอ่ยว่า“อุปสรรคทางการสื่อสารที่เกิดจากสาเหตุทางจิตใจแบบนี้ไม่จำเป็นต้องใช้ยาต้องรอให้ใจเราพร้อมแล้วมันจะค่อยๆ ดีขึ้นเอง อย่าไปบังคับตัวเองเลยครับทำตัวตามสบาย บางทีถ้าคุณไม่ไปจดจ่อกับมัน อาการอาจจะหายเป็นปลิดทิ้งเลยก็ได้”
จี้ทิงพยักหน้าสื่อว่าเขาเข้าใจแล้ว
คุณหมอแทบไม่เคยพบคนไข้ที่สงบนิ่งขนาดนี้มาก่อนจึงถามว่า “คุณยังมีอะไรอยากถามอีกไหมเขียนลงในกระดาษก็ได้นะครับ”
จี้ทิงหยิบปากกาแล้วเขียนคำว่าขอบคุณหนึ่งประโยค
คุณหมอยิ้ม“ดีครับ ถ้าไม่มีปัญหาอะไรคุณก็กลับห้องพักฟื้นเถอะไว้ค่อยมาตรวจตามนัดภายหลัง”
เมื่อออกมาจากห้องตรวจจี้ทิงปฏิเสธรถเข็นของพยาบาล ก่อนจะเดินไปที่ม้านั่งด้านนอกเพียงลำพัง
เขานั่งอยู่ครู่หนึ่งเรียบเรียงเรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ในหัวจี้ทิงถอนหายใจออกมาโดยไม่รู้ตัว ไอหมอกจางๆ จากลมหายใจค่อยๆสลายไปในอากาศอย่างช้าๆ
“จี้ทิง!”
เสียงตวาดดังขึ้นทันทีเขาจึงหันไปมองตามสัญชาตญาณ จี้เยี่ยนจื๋อก้าวยาวๆ มาหยุดตรงหน้าเขา
“ใครอนุญาตให้นายออกมาเดินเพ่นพ่านกัน รู้ไหมว่าฉันตามหานายมานานแค่ไหน!”
จี้ทิงเผยอริมฝีปากเขานึกขึ้นได้ว่าตัวเองพูดไม่ได้ จึงเอื้อมมือไปคลำกระเป๋าเสื้อ
[จริงสิ... โทรศัพท์ของฉันยังถูกยึดไว้ที่เขตทหารนี่นา]
หน้าอกของจี้เยี่ยนจื๋อกระเพื่อมขึ้นลงในใจทั้งโกรธทั้งร้อนรน จึงคว้าข้อมือของจี้ทิงไว้ “กลับไปกับฉันก่อน”
ผิวที่เย็นเยียบแนบกับฝ่ามือเขาขมวดคิ้วแน่นพลางดึงคนให้เดินกลับ “นายมานั่งข้างนอกทำไมตัวเองก็ยังไม่หายดี อยากเป็นหวัดอีกหรือไง ไม่เคยทำให้สบายใจเลยสักวันดีแต่สร้างความวุ่นวายให้คนอื่น!”
จี้ทิงขัดขืนข้อมือทันทีแถมยังถอยหลังไปก้าวหนึ่ง
จี้เยี่ยนจื๋อหันกลับมาใบหน้าของเขาบึ้งตึง “ทำไมพูดแค่นี้ก็โกรธแล้วรึไง?”
จี้ทิงพูดไม่ได้จึงได้แต่ชี้ไปที่เขา แล้วชี้ไปยังประตูใหญ่ของโรงพยาบาล
ความหมายชัดเจนว่าให้เขาไปเสียแต่จี้เยี่ยนจื๋อกลับพูดอย่างไม่สบอารมณ์ว่า “นายชี้อะไรกันฉันไม่รู้เรื่อง”
[จี้เยี่ยนจื๋อจงใจชัดๆ]
จี้ทิงผ่อนลมหายใจแล้วเดินไปยังอาคารผู้ป่วยเอง
จี้เยี่ยนจื๋ออ้าปากอยากจะเรียกให้หยุดแต่สุดท้ายกลับหยิบโทรศัพท์ออกมา
“เลี่ยวข่าย จี้ทิงกลับไปแล้ว นายคอยดูเขาเข้าห้องพักฟื้น” พูดจบ เขาก็เสริมอีกประโยค “อย่าให้เขาจับได้ล่ะ”
“ครับ”
เมื่อจี้ทิงกลับมาถึงห้องพักฟื้นเขาก็หาของในห้อง พอเปิดตู้ พยาบาลคนหนึ่งก็ผลักประตูเข้ามา
“คุณจี้ทิง รบกวนตามฉันมาหน่อยค่ะ”
จี้ทิงเดินตามเธอออกไปถึงเคาน์เตอร์พยาบาลอีกฝ่ายเข้าไปในห้องทำงานหยิบกล่องใบหนึ่งออกมา
“ในนี้คือของใช้ส่วนตัวของคุณ ก่อนหน้านี้มีคนฝากให้เราเก็บรักษาไว้คุณลองตรวจดูว่าของถูกต้องไหม”
จี้ทิงเปิดกล่องในนั้นมีเสื้อผ้า โทรศัพท์มือถือ และของอื่นๆ ที่พกติดตัวในวันนั้น
เขาพยักหน้าให้พยาบาลอีกฝ่ายจึงหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งมาให้ “รบกวนคุณเซ็นชื่อลงตรงนี้ค่ะ”
หลังจากเซ็นเสร็จจี้ทิงก็อุ้มกล่องกลับห้องพักฟื้น
...
ผ่านไปครึ่งชั่วโมงกว่าเลี่ยวข่ายโทรหาจี้เยี่ยนจื๋อ
“ประธานจี้ครับ คุณชายรองเพิ่งเดินเรื่องออกจากโรงพยาบาลตอนนี้ออกจากประตูโรงพยาบาลไปแล้วครับ”
จี้เยี่ยนจื๋อเงียบไปสองสามวินาทีแล้วพูดว่า“นายขับรถตามเขาไป จนกว่าเขาจะถึงบ้าน”
พอนั่งบนรถแท็กซี่จี้ทิงคิดจะส่งข้อความหาสวีเหริน แต่โทรศัพท์แบตหมด
หลังจากถึงบ้านเขาชาร์จแบตโทรศัพท์ก่อน จากนั้นไปหยิบเสื้อผ้าในตู้เข้าห้องน้ำ
จี้ทิงอาบน้ำเสร็จออกมากำลังจะหยิบไดร์เป่าผม เสียงเคาะประตูอย่างเร่งรีบก็ดังขึ้นจากนั้นเขาก็สาวเท้าไปเปิดประตู พอเปิดออก สวีเหรินก็โถมตัวเข้าใส่ทันทีกระแทกจี้ทิงจนถอยหลังไปสองก้าว
“ฮือๆๆ อาจารย์จี้... ผมกลัวแทบตาย... ฮึก ในที่สุดคุณก็... ฮือกลับมาแล้ว...”
จี้ทิงตบหลังเขาเบาๆไม่ได้พูดอะไร
พอสวีเหรินอารมณ์สงบลงบ้างก็สูดน้ำมูกพลางคลายแขนออก “ทำไมไม่กี่วันนี้คุณถึงผอมลงขนาดนี้อาหารที่ฝ่ายความมั่นคงไม่อร่อยเหรอครับ?”
จี้ทิงยกมือสื่อให้เขารอสักครู่หันไปหยิบโทรศัพท์บนโต๊ะ พิมพ์ข้อความไม่กี่คำ
[ผมมีภาวะสูญเสียการสื่อความชั่วคราว พูดไม่ได้ แต่ผมไม่เป็นไรไม่ต้องเป็นห่วงนะครับ]
สวีเหรินอ่านไปน้ำตาเม็ดโตก็ไหลออกมา“อาจารย์จี้... พวกเขา... พวกเขาทำร้ายคุณใช่ไหม...”
จี้ทิงทั้งขำทั้งอ่อนใจการทรมานเพื่อเค้นความลับถูกสั่งห้ามไปกี่ปีแล้ว ต่อให้คนพวกนั้นจะเลวร้ายแค่ไหนก็คงไม่กล้าขัดต่อกฎหมายอย่างซึ่งหน้าหรอก
เขาพิมพ์ข้อความส่งให้สวีเหรินอีกประโยค[ตอนนี้ผมต้องการของสองสามอย่าง รบกวนคุณช่วยออกไปซื้อให้หน่อยได้ไหม?]
สวีเหรินพยักหน้าอย่างแรงคว้าแขนเสื้อเช็ดหน้า “คุณบอกมาเลยครับผมจะรีบออกไปซื้อเดี๋ยวนี้”
จี้ทิงพิมพ์รายการสิ่งของลงไปคิดๆ ดูแล้วเพิ่มไปอีกสองอย่าง แล้วส่งเข้ามือถือของสวีเหริน
“อาจารย์จี้ งั้นผมไปซื้อของก่อนนะครับคุณต้องการอะไรเพิ่มส่งวีแชตบอกผมได้ตลอดเลย”
[ขอบคุณครับ]
เมื่อมองสวีเหรินเข้าลิฟต์ไปจี้ทิงจึงปิดประตู
ตอนนั้นเพื่อช่วยตัวเองให้รอดพ้นเขาพูดในห้องขังเดี่ยวไปมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการดัดแปลงหั่วจินหมายเลข 5หรือเทคโนโลยีเครื่องบินแจ้งเตือนภัยรุ่นใหม่ แต่เขาก็พูดแค่ทฤษฎีซึ่งเปรียบเสมือนการให้เบ็ดตกปลาแต่ไม่ได้สอนวิธีตกปลา ทว่าต่อให้เป็นเพียงทฤษฎีก็เพียงพอที่จะดึงดูดความสนใจจากกระทรวงอุตสาหกรรมป้องกันประเทศและสถาบันวิจัยหลักๆได้แล้ว
เขาคาดว่าช่วงนี้คงไม่สงบแน่จึงตัดสินใจเตรียมตัวแต่เนิ่นๆ
...
ถึงแม้จี้ทิงจะคิดไว้แล้วว่าต้องมีคนมาหาแน่ๆแต่คิดไม่ถึงว่าคนแรกที่มาจะเป็นเจ้าของร้านอาหาร
เช้าวันต่อมาพอเขาเปิดประตู ก็ต้องชะงักไป
“เสี่ยวทิง” เสิ่นมู่หลานยิ้มตาหยีพลางชูถุงในมือพูดอย่างกระตือรือร้น “ฉันเอาอาหารเช้ามาส่ง”
จี้ทิงยกไอแพดในมือขึ้นเขาไม่ต้องลงมือพิมพ์ แต่ตัวอักษรก็เด้งขึ้นมาบนหน้าจอเองว่า[จี้เยี่ยนจื๋อไม่ได้อยู่ที่นี่ครับ]
“ฉันจะมาหาตาหน้าบูดนั่นทำไม เขาไม่ได้น่าเจอเลยสักนิด”
พูดจบเสิ่นมู่หลานก็เบียดตัวเข้ามาอย่างคุ้นเคยแล้ววางถุงเก็บความร้อนลงบนโต๊ะในห้องนั่งเล่น
“ดูสิ นี่คือไข่ตุ๋นกุ้ง แพนเค้กผัก แล้วก็ซุปมิโสะ” เขาชี้ไปที่กล่องใส่ซุปพูดอย่างจริงจัง “ซุปนี่นายต้องลองนะ ถึงจะใช้ผงชงเอาแต่ฉันชงได้อร่อยกว่าคนอื่นแน่นอน”
จี้ทิงเริ่มไม่เข้าใจว่าเขาต้องการอะไรจึงยกไอแพดขึ้นอีกครั้ง [คุณเสิ่น คุณมาหาผมมีธุระอะไรกับผมหรือเปล่าครับ?]
“เอ๊ะ?” เสิ่นมู่หลานหรี่ตาลง ทำท่าทางสนใจมาก“เจ้านี่มหัศจรรย์จริงนะมันสามารถซิงค์คำพูดในสมองนายออกมาได้เลยเหรอ?”
เคอร์เซอร์บนหน้าจอกะพริบ[เสิ่นมู่หลาน...]
เสิ่นมู่หลานมองตัวอักษรข้างบนอยู่นานโดยไม่ขยับเงยหน้าขึ้นยิ้มให้จี้ทิง “นายรู้ไหมเพื่อนายแล้ว จี้เยี่ยนจื๋อถึงกับต่อยฉินไจ้เย่เลยนะ”