หลังจากสั่งเครื่องเรือนแล้ว ฮุ่ยเหมยพาเสี่ยวหยางเข้าไปกินอาหารในเหลาอาหาร เสี่ยวหยางตื่นตาตื่นใจมากกับบรรยากาศและรสชาติของอาหารที่อร่อยอย่างไม่เคยกินมาก่อน
“เสียดายเน๊อะพี่รอง พี่ใหญ่น่าจะได้มากินด้วยกัน อาหารที่นี่อร่อยมากเลย วันหลังเรามากินอีกได้ไหมขอรับ”
“เสี่ยวหยางคิดว่าพี่ใหญ่จะเข้ามากินร้านแบบนี้เหรอ คราวที่แล้วพี่ก็ชวน พี่ใหญ่ยังไม่ยอมมากินเลย จำได้หรือเปล่า” ฮุ่ยเหมยทบทวนเหตุการณ์ในวันก่อนให้เสี่ยวหยางฟัง
“แหะ แหะ ข้าลืมขอรับ พี่ใหญ่รู้ว่าเรามากินที่เหลาแบบนี้ เราจะโดนบ่นไหมขอรับพี่รอง” เสี่ยวหยางทำหน้าม่อย ด้วยความรู้สึกผิด
ฮุ่ยเหมยส่งยิ้มให้น้องชาย แล้วบอกว่าไม่เป็ไร ยังไงวันหนึ่งเธอก็จะพาพี่หยุ่นอี้เข้าร้านแบบนี้ให้ได้อยู่แล้ว
พอกินอาหารอิ่ม สองพี่น้องก็เดินไปท้ายตลาด เพื่อไปร้านผ้าของท่านน้าซื่อเหนียง ครั้งนี้ฮุ่ยเหมยถึงกับต้องใ เพราะในร้านผ้ามีลูกค้าเลือกผ้าอยู่จนเต็มร้าน
ฮุ่ยเหมยกับเสี่ยวหยาง ต้องขอทางเดินแทรกเข้าไปภายในร้านทีเดียว ข้างในร้านไม่เจอท่านน้าซื่อเหนียง
แต่มีคนงานสามคนในร้าน ที่กำลังช่วยกันทั้งขายและแนะนำผ้าให้กับลูกค้าจนมือเป็ระวิง
ฮุ่ยเหมยยืนเคว้งคว้างอย่างงุนงง ว่าเกิดอะไรขึ้นกับร้านที่เคยเงียบเหงาแห่งนี้
เพราะไม่มีคนสนใจตน ฮุ่ยเหมยจึงพาเสี่ยวหยางเข้าไปข้างในห้องรับรองจึงเห็นท่านน้าซื่อเหนียง ที่กำลังสั่งคนงานอีกเกือบสิบคนที่กำลังนั่งปักผ้ากันอย่างขะมักเขม้น
ฮุ่ยเหมยจึงทักไปว่าท่านน้าซื่อเหนียง สิ้นคำเรียกจากฮุ่ยเหมย ซื่อเหนียงเ้าของร้านผ้าหันขวับ
“เ้า.. เ้าทำไมเพิ่งมาเอาป่านนี้ ข้ารอพวกเ้ามานานมากเหลือเกิน” ท่านน้าซื่อเหนียงวิ่งมาสวมกอดฮุ่ยเหมยด้วยความดีใจ พร้อมกับ บ่นว่าฮุ่ยเหมยไปด้วย
“เกิดอะไรขึ้นหรือเ้าคะ ท่านน้า ทำไมร้านของท่าน ลูกค้าถึงได้เยอะขนาดนี้ ข้ามาถึงยังใเลย”
“มานั่งก่อน เ้าด้วยนะเสี่ยวหยาง นี่เลยกินขนมๆ ฮุ่ยเหมยเพราะเ้าที่ทำให้ข้ามีวันนี้รู้หรือเปล่า ลายปักที่เ้าสั่งไว้พอข้าปักเสร็จ ก็เอาชุดไปแขวนไว้หน้าร้าน เผื่อจะมีลูกค้าสนใจปักบ้าง
วันนั้นมีลูกค้าเข้าร้านสองสามคน และทุกคนที่เห็นชุดของเ้า ก็สั่งปักคนละสองชุด พออีกวันจากปากต่อปาก คนเข้ามาสั่งปักไม่ขาดสายเลย
ตอนนี้ต้องหาคนงานมาช่วยขายเพิ่มแล้ว ปักเองก็ไม่ไหว ต้องจ้างปักอีก ถ้ายังเป็แบบนี้ข้าต้องแย่แน่ๆ เ้าช่วยข้าคิดหน่อยว่าจะต้องทำยังไงดี”
ท่านน้าซื่อเหนียง ที่ทั้งทำหน้าดีใจและหน้ากังวลใจไปพร้อมๆกัน ขอร้องให้ฮุ่ยเหมยช่วยแก้ปัญหานี้
“ท่านน้า หลังร้านท่านน้าก็ดูกว้างนี่เ้าคะ ทำไมไม่ทำห้องโถงขนาดใหญ่เพื่อให้คนงานเย็บผ้า ปักผ้า ไปนั่งทำงานที่นั่นล่ะเ้าคะ ดูเป็สัดส่วนมากกว่าให้มาทำงานร่วมกันในห้องรับรองแบบนี้
ส่วนคนงานบางคนที่ไม่สะดวกมาทำงานที่ร้าน แล้วดูเชื่อใจได้ ท่านก็ให้คนนั้นเอากลับไปทำที่บ้านแล้วเอางานมาส่ง ท่านน้าก็แค่ตรวจสอบงานแล้วจ่ายค่าแรง คนงานจะได้ไม่ต้องมากองอยู่ที่ร้านอย่างเดียว ท่านน้าว่าดีหรือไม่เ้าคะ”
ฮุ่ยเหมยให้คำแนะนำไป ท่านน้าซื่อเหนียงมองฮุ่ยเหมยตาโตด้วยความดีใจ
“ฮุ่ยเหมย ถ้าเ้าไม่มาข้าจะทำยังไง ขอบใจเ้ามาก ความคิดของเ้าดีมาก เดี๋ยวข้าจะหาคนงานมาจัดการให้เร็วที่สุดเลย แต่มีอีกอย่างหนึ่งที่ข้าอยากจะขอความช่วยเหลือจากเ้า”
“อะไรหรือเ้าคะ” ฮุ่ยเหมยทำหน้างุงง คิดว่าตอนนี้ท่านน้าซื่อเหนียงต้องให้เธอช่วยอะไรอีก ในเมื่อตอนนี้กลายเป็เ้าของร้านผ้าที่ร่ำรวยไปแล้ว
“ข้าอยากซื้อแบบลายปักจากเ้า อย่างไรแล้ววันหนึ่งลายปักอันนี้ก็ต้องมีจุดอิ่มตัว ถ้าไม่มีลายปักใหม่ๆ มาให้ลูกค้าเลือก ร้านคงต้องเงียบอีกแน่เลย เ้าจะขายลายปักให้ข้าอีกได้หรือไม่”
“ท่านน้า ข้ายังมีลายปักให้ท่านน้าอีกแน่นอน แต่ข้าไม่้าขายเ้าคะ เป็ไปได้ไหมว่าข้าจะขอเป็กำไรสองในสิบส่วนแทน ท่านน้าจะว่าอย่างไร”
“ได้อยู่แล้ว งั้นเราทำสัญญากันเลย แต่เ้าต้องส่งลายปักให้ร้าน เดือนละห้าลาย ไหวหรือไม่”
“ได้เ้าค่ะ ทำสัญญาเสร็จ ข้าจะวาดลายปักให้ห้าลายไว้เลยเ้าค่ะ แล้วเดือนหน้าข้าค่อยมาส่งอีกห้าลาย”
ฮุ่่ยเหมยไม่ห่วงเื่ลายปักเลย เพราะเธอมาจากอนาคต ลวดลายสวยงามแปลกตาขนาดไหนเธอก็เจอมาหมดแล้ว
เมื่อทำสัญญาเสร็จ ฮุ่ยเหมยก็มานั่งวาดลายสำหรับปัก เป็ลายดอกกล้วยไม้ ต่างสี ซึ่งพอซื่อเหนียงได้เห็นก็สูดปากด้วยความไม่อยากเชื่อว่าเด็กหญิงแค่แปดขวบ เหตุใดถึงสามารถวาดภาพออกมาได้สวยเพียงนี้