ตอนที่ 76 ครูบาส่องหล้า
*****ไม่อนุญาตให้นำนิยายไปดัดแปลงหรือเผยแพร่ช่องทางอื่นทุกกรณีนะครับ*****
จุดขั้วเชื่อมประสานคือทักษะที่สามารถสลักจุดตามจำนวนเข็มของการบ่มเพาะที่มี ยิ่งเพิ่มจำนวนเข็มได้มากเท่าไหร่รอยสักก็จะมีขนาดใหญ่มากเท่านั้น และพลังที่ร่างกายได้รับก็จะเพิ่มมากขึ้นอีกด้วย
แต่นี่คือทักษะแบบแอคทีฟ มันมีช่วงจังหวะเวลาในการใช้งาน
โชคดีที่เฟิร์สเป็นผู้ใช้อักขระ นั่นจึงทำให้เขาสามารถกำหนดรูปแบบอักขระของรอยสักบนร่างกายได้
นั่นหมายความว่าเขาสามารถสักอักขระเพิ่มพละกำลัง เพิ่มความเร็ว หรือเพิ่มการฟื้นฟูของร่างกายก็สามารถทำได้
ใช่แล้วการฟื้นฟูร่างกาย!
ตอนนี้ทักษะโลหิตเปลี่ยนลักษณ์ของเขายังมีข้อบกพร่อง แต่เมื่อนำทักษะจุดขั้วเชื่อมประสานมาใช้งาน จุดอ่อนนี้จะหายไป
เฟิร์สสามารถใช้ทักษะจุดขั้วเชื่อมประสานเพื่อฟื้นฟูเลือดในร่างกายได้ภายในการต่อสู้ นี่จึงทำให้เขาสามารถรุกรับได้อย่างต่อเนื่อง
ด้วยความสามารถเหล่านี้ เฟิร์สนับว่าเป็นผู้ทีเหนือขีดจำกัดของมนุษย์ไปแล้ว
แต่ถึงอย่างนั้นเฟิร์สก็ไม่ใช่คนเดียวที่เป็นสัตว์ประหลาด ยังมีผู้คนอีกมากในโลกนี้ที่เป็นเวเนเตอร์แข็งแกร่งและมีพลังลึกลับเกินจะคาดเดา
ร่างอันผอมบางตัดสินใจออกจากการปิดด่านฝึกฝน วินาทีที่ประตูถ้ำถูกเปิดออก สายตาของเฟิร์สก็ได้รับกับแสงของดวงอาทิตย์อีกครั้ง
เขาก้มลงไปมองเวลาในกำไล จากนั้นก็ถอนหายใจ
“ผ่านไปถึงครึ่งปีแล้วหรอเนี้ย?”
ร่างผอมบางก้าวออกมารับกับแสงอาทิตย์อีกครั้ง เผยให้เห็นรูปร่างอันซูบผอมจนหนังติดกระดูก นั่นเป็นเพราะเขาไม่ได้กินอะไรมาเป็นเวลานาน
ผิวของเขาขาวซีดราวกับศพเพราะไม่ได้เผชิญกับแสงของดวงอาทิตย์มานาน
“จุดขั้วเชื่อมประสาน ...”
เฟิร์สเอ่ยออกมาอย่างแผ่วเบา ตอนนั้นเองใบหน้าของเขาก็ปรากฏอักขระไหลลงมาราวกับน้ำที่ค่อยๆ ย้อยลงมา แต่มันไม่ใช่น้ำ มันคือรอยสักของเขา
เข็มจำนวนนับร้อยทิ่มแทงจากภายในกลายเป็นจุดเชื่อมประสาน ทำให้ร่างกายค่อยๆ ฟื้นฟูกลับมา เลือดเนื้อของเขาค่อยๆ เพิ่มขึ้น ผิวพรรณกลับมามีเลือดฝาด ดูสมบูรณ์ขึ้นมาอีกครั้ง
น่าเสียดายที่ทักษะนี้ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงร่างกายได้อย่างสิ้นเชิง ร่างของเฟิร์สยังคงผอมบางและมีความสูงเท่าเดิม เพราะนี่คือการฟื้นฟูไม่ใช่การเสริมสภาพ
แม้ร่างกายของเขาจะดูผอมบางแต่ทุกสัดส่วนของเขากลับแข็งแกร่งยิ่ง
เฟิร์สไม่ได้ใส่ใจในภาพลักษณ์ของตนเองมากนัก เขาได้รับอิทธิพลมาจากอาจารย์ของตนเอง
ด้านอาจารย์ของเขายังคงรูปลักษณ์เดิมไม่เปลี่ยนแปลง แม้จะมีคนมากมายดูแคลน แต่ด้วยความล้ำเลิศที่เปล่งประกายออกมาสามารถกลบคำครหาทั้งหมดได้ทั้งสิ้น
เฟิร์สเองก็ปล่อยให้มันเป็นไปตามธรรมชาติ ไม่คิดจะปรับแต่งมันแต่อย่างใด
ขอเพียงร่างนี้แข็งแกร่งเหมาะที่จะฝึกฝนกระบี่ ไม่ว่ารูปลักษณ์ใดก็ไม่สำคัญ
แม้เฟิร์สจะไม่ใส่ใจในรูปร่าง แต่มีสิ่งหนึ่งที่เขาเคร่งครัดนั่นคือเส้นผมสีดำที่ยาวมาถึงกลางหลัง มันดูค่อนข้างกระเซ่อกระเซิงเล็กน้อย ทำให้เขารู้สึกรำคาญ
แต่เมื่อสายตาของเขากะพริบวาบ
บนร่างราวกับจะปลดปล่อยกระบี่ออกมาร่ายรำ เส้นผมที่ดำยาวพลันร่วงหล่นลงมา ทำให้กลับมาเป็นทรงเดิมที่ดูคล่องแคล่วอีกครั้ง
เฟิร์สใช้สัมผัสมองดูตัวเองอย่างพอใจ
“ฉันคงต้องหาเสื้อผ้ามาใส่เสียหน่อย ไม่อยากนั้นผู้คนที่พบเห็นคงจะตกใจ”
ด้วยการบ่มเพาะที่เนิ่นนานอีกทั้งยังมีการบรรลุหลายอย่างจนเสื้อผ้าของเขาถูกทำลายจนเสียหาย
แต่ถึงอย่างนั้นภายในแหวนเก็บของของเขาก็มีเสื้อผ้าสำรองอยู่
เมื่อจัดการตัวเองเสร็จเรียบร้อยแล้ว เฟิร์สก็ทะยานร่างตรงดิ่งกลับบ้านของเขาทันที
เนื่องจากภูเขาที่ใช้ฝึกฝนและบ้านของเขาไม่ไกลกันมาก เขาจึงไม่ได้ใช้วงแหวนค่ายกลเคลื่อนย้าย
อีกอย่างหนึ่งการทะยานบนท้องฟ้าของเขาในตอนนี้กลับดูลึกล้ำเป็นอย่างมาก
เฟิร์สในตอนนี้ไม่จำเป็นต้องใช้ใบไม้หรือกระบี่ในการเหยียบอากาศอีกต่อไปแล้ว
แต่ปลายเท้าของเขานั้นกำลังเหยียบอากาศจริงๆ
ใช่ ... นี่คือการเหยียบอากาศที่ว่างเปล่า
การกระทำเช่นนี้อาจจะเรียกได้ว่าเป็นผลลัพธ์ที่สุดยอดของวิชาตัวเบาในโลกมนุษย์ก็ว่าได้ แต่การเหยียบอากาศของเฟิร์สนั้นเป็นแค่ช่วงกลางของวิชาท่าร่างเหยียบกระบี่
สิ่งที่เขาทำยังไม่ใช่การเหาะเหิน แต่เป็นการเดินอากาศเท่านั้น
ร่างที่พุ่งออกไปคือการใช้แรงเหยียบอากาศแล้วทะยานออกไป ไม่ใช่การให้ทั้งร่างเหินฟ้าได้อย่างตามใจนึก
เพียงแต่แค่นี้ผู้คนทั่วไปก็นับได้ว่าเขาเป็นเทพเซียนได้แล้ว
ทว่าในยุคนี้ผู้ที่เหาะเหินบนท้องฟ้ามิได้นับว่ามหัศจรรย์ขนาดนั้น เพราะยังมีผู้มีความสามารถพิเศษท่านอื่นๆ ที่สามารถเหาะเหินได้ ดังเช่นผู้ที่มีความเร็วเหินฟ้า หรือผู้มีพลังจิต กระทั่งนักบวชหรือหมอผีที่มีวัตถุพิเศษก็สามารถเหาะเหินได้เช่นกัน
แต่ถึงอย่างนั้นจำนวนของพวกเขาก็น้อยมาก
ความสามารถเช่นนี้ยังสามารถทำให้ผู้คนแตกตื่นได้อยู่ดี
บัดนี้ไม่ว่าวิชาท่าร่างหรือการบ่มเพาะใดๆ ของเฟิร์สก็ถูกยกระดับขึ้นทั้งสิ้น
หกเดือนที่ผ่านมาทำให้พลังรบของเขาเปลี่ยนไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง
หากต้องเผชิญหน้ากับผู้กองภาวินอีกครั้ง เกรงว่าผลลัพธ์อาจจะไม่เป็นเช่นเดิม
“รีบกลับไปหาพ่อก่อนเถอะ ตอนนี้เขาคงบ่นฉันจนหูชาแน่”
ร่างของเฟิร์สหายลับขึ้นไปบนท้องฟ้าอย่างรวดเร็ว
…………………………
ภายในอบิสแห่งหนึ่ง
พื้นที่ป่าหินที่กว้างใหญ่ บนท้องฟ้ามีดวงตะวันถึงสามดวงด้วยกัน สถานที่แห่งนี้ได้ชื่อว่าเป็นอบิสที่ไม่มีการหลับไหล เพราะมันไม่มีกลางคืน
ท่ามกลางสถานที่อันแปลกประหลาดแห่งนี้ ยังมีมอนสเตอร์ที่มีรูปร่างขนาดใหญ่มากกว่าห้าสิบเมตร ปากของมันเหมือนเครื่องบดเนื้อที่มีคมเขี้ยวนับไม่ถ้วนเรียงรายราวกับเขาวงกต และมีดวงตานับสิบอยู่รายรอบ แม้ว่ามันจะไม่มีแขนขาแต่หางของมันกลับทรงพลังยิ่ง
ยามที่หางของมันเคลื่อนไหวจะเกิดคลื่นเสียงที่มีอำนาจทำลายล้างที่ทำให้มนุษย์ทั่วไปได้ยินเพียงครั้งแรกก็จะตายตกด้วยสภาพเลือดทะลักออกมาทุกทวารทันที
ความอันตรายของมันแน่นอนว่าไม่ใช่มอนสเตอร์ที่พบได้ในอบิสสีขาวอยู่แล้ว เพราะที่นี่คืออบิสสีแดง
ทว่า
แม้มอนสเตอร์ตัวนี้จะร้ายกาจ แต่ก็ยังมีคนๆ หนึ่งที่กล้าเผชิญหน้า
เขาไม่ใช่คนทั่วไป
เขาคือบุรุษที่ศีรษะไร้ซึ่งเส้นผม สวมใส่อาภรณ์สีเลือดหมูที่เป็นผ้าดิบย้อมมาจากเปลือกไม้
ใช่แล้ว ... เขาคือพระสงฆ์รูปหนึ่ง
พระรูปนี้เผชิญหน้ากับมอนสเตอร์ที่ดุร้ายด้วยใบหน้าที่นิ่งสงบ
“อาตมาจะโปรดเจ้าเอง ...” น้ำเสียงที่ฟังแล้วทำให้ผู้คนรู้สึกเคารพบูชาดังขึ้น
มอนสเตอร์ตัวนั้นเต็มไปด้วยความไม่ยอม มันคือราชาของที่นี่ แต่ตอนนี้ผู้บุกรุกตรงหน้ากล้าที่จะเหยียดหยามมัน
แม้มอนสเตอร์อบิสสีแดงจะมีสติปัญญาที่สูงกว่าสัตว์เดรัจฉานขึ้นนิดหน่อย แต่ราชาของพวกมันกลับสามารถเข้าใจเจตนาของสิ่งมีชีวิตได้
มันจึงได้โกรธเป็นอย่างมาก เมื่อเผชิญหน้ากับมนุษย์ตัวจ้อยผู้นี้
หางอันมหึมาสั่นไหวและส่งคลื่นเสียงที่รุนแรงแผ่กระจายออกไป
คลื่นเสียงนี้ทำให้แม้แต่ก้อนหินยังต้องแตกสลาย พื้นดินเกิดการสั่นไหวอย่างรุนแรง
ปัง! ปัง! ปัง!
ทว่า ...
แม้พลังคลื่นเสียงนี้จะร้ายกาจเพียงใด แต่พระสงฆ์จีวรแดงเลือดหมูตรงหน้านี้กลับสงบนิ่งเป็นอย่างมาก
ความสงบนิ่งนี้ทำให้รอบกายของเขาไม่ได้รับผลกระทบจากคลื่นเสียงไปด้วย
เมื่อเป็นแบบนี้ราชามอนสเตอร์ตัวนั้นจึงมีโทสะลุกโชน ร่างกายมหึมาที่คล้ายกับเสาคำ้สวรรค์กระโดดพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า จนความใหญ่โตของมันบดบังทุกสิ่งให้มืดมิด
ปากที่คล้ายกับวังวนยักษ์ขยับกลายเป็นเครื่องบดเนื้อที่น่าหวาดหวั่น พุ่งเข้าหาพระสงฆ์ที่อยู่ด้านล่าง
ทว่าพระรูปนั้นกลับยังคงสงบนิ่งเหมือนดังเริ่มแรก เขาเงยหน้าขึ้นไปมองราชามอนสเตอร์ที่โจมตีเข้ามาด้วยความรู้สึกที่เรียบเฉย
“จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีเวรซึ่งกันและกันเลย ...”
ทันทีที่พระรูปนั้นเอ่ยจบ ดวงตาของเขาก็ราวกับมีเปลวไฟวาบผ่าน
วูมมมมมมมมมม
ร่างอันมหึมาที่สูงหลายสิบเมตรที่พุ่งเข้ามาพลันถูกเปลวเพลิงลุกท่วม กายเนื้อของราชามอนสเตอร์กลายเป็นขี้เถ้าก่อนจะร่วงหล่นและถูกสายลมพัดไปกระจายเต็มท้องฟ้า
นี่คือดวงตากสิณไฟ!
มันคือกรรมฐานกองที่มีพลังมากที่สุดในการปฏิบัติสมาธิภาวนา
พลังแห่งกสิณไฟนั้นมีอำนาจอยู่นอกเหนือกฎเกณฑ์ของธรรมชาติและกฎบัญญัติบนโลก
พลังแห่งกสิณไฟมีพลังจิตที่สามารถแทรกแซงธรรมชาติอย่างความสามารถในการบังคับธาตุทั้งสี่ ดิน น้ำ ลม ไฟ
เช่น ทำให้เกิดฝนตก ฟ้าร้อง มีลมพายุ หรือแม้กระทั่งสามารถนำไปใช้ควบคุมความคิดและจิตใจของคน
ดังนั้นพระสงฆ์รูปนี้จึงเป็นตัวตนที่น่าพรั่นพรึงเป็นอย่างมาก
ตอนนั้นเองพระอีกสองรูปก็เคลื่อนเข้ามาปรากฏตัวข้างกายพระรูปนั้นอย่างรวดเร็ว
“ครูบาส่องหล้า”
พระทั้งสองทำความเคารพพระรูปนั้นอย่างมีความเลื่อมใส