หยวนซินวิ่งไล่ตามมาด้วยความหงุดหงิดก่อนจะใช้มือยันกำแพงหยาบกระด้าง พลางหอบหายใจหลายครั้งกว่าจะเริ่มหายใจคล่องขึ้น
เธอไม่มีเวลาอธิบายต้นสายปลายเหตุกับสวีหว่านหนิงเพราะต้องรีบหยิบธนบัตรออกจากกระเป๋ากางเกงของชายคนนั้น จากนั้นจึงพูดกับสวีหว่านหนิงว่า“ผู้ชายคนนี้ชิงทรัพย์มาจากคนท้อง พอถูกจับได้ไม่เพียงไม่สำนึกทั้งยังพยายามทำร้ายอีกฝ่าย พฤติกรรมชั่วร้ายต่ำทรามเช่นนี้จะต้องจับกุมตัวไปส่งที่โรงพัก!”
“เธอได้เงินไปแล้วก็ปล่อยฉันไปเถอะน้องสาว คนเราควรมีศีลธรรมบ้าง!”
“ใครอยากคุยเื่ศีลธรรมกับนาย!” สวีหว่านหนิงฟาดฝ่ามือลงบนแผ่นหลังของผู้ชายคนนี้ไม่รู้ว่าเขาเจ็บบ้างหรือไม่ ทว่าฝ่ามือของเธอใกล้หักอยู่แล้วแต่ต้องแสร้งทำเป็ไม่สะทกสะท้าน “สงบปากสงบคำหน่อย!”
“ข้างหน้านี้ไม่ไกลจากที่นี่มีสถานีตำรวจ เธอไปแจ้งความกับตำรวจเถอะพวกเราสองคนคงพาเขาไปส่งที่นั่นไม่สะดวก”
หยวนซินพยักหน้า“ฉันจะไปเดี๋ยวนี้ ระวังตัวด้วยนะ!”
ไม่นานนักหยวนซินก็พาตำรวจในชุดเครื่องแบบมาสองนาย
ชายคนเดิมยังคงถูกสวีหว่านหนิงกดตัวแนบพื้นไว้
ใช่ว่าเขาไม่เคยคิดขัดขืนแต่ผู้หญิงที่ดูผอมบางคนนี้กลับแรงเยอะผิดมนุษย์มนา เขาดิ้นอย่างไรก็ไม่หลุด
“ผู้ชายคนนี้คืออันธพาลเสเพลขาประจำของตำบลเหอตงถูกจับเข้าคุกไปหลายครั้งแล้วก็ยังไม่คิดปรับปรุงตัว วันนี้ขอบคุณพวกเธอสองคนมาก”
หยวนซินโบกมือบอกปัด“พวกเราคือจือชิงที่มาอยู่ในชนบท เจอเื่แบบนี้ต้องยื่นมือช่วยอยู่แล้วละค่ะ”
สวีหว่านหนิงยืนเงียบอยู่ข้างๆไม่พูดไม่จา
่เวลาเฉิดฉายของนางเอกเธอจะแย่งจุดเด่นไม่ได้
นึกไม่ถึงเลยว่าหยวนซินที่เห็นเธอกำลังเหม่อลอยกลับผลักตัวเธอมายืนข้างหน้า
“ต้องขอบคุณสวีจือชิงค่ะถ้าไม่ได้เธอ เกรงว่าผู้ชายคนนี้คงขโมยเงินและหนีรอดไปได้แล้ว”
“เจอเื่อยุติธรรมต้องยื่นมือเข้าช่วยมันเป็สิ่งที่ฉันควรทำค่ะ” สวีหว่านหนิงไม่เข้าใจความคิดของหยวนซินเลยจริงๆจึงแค่ยิ้มแห้งพลางตอบผ่านๆ
ตำรวจสอบปากคำพวกเธอเสร็จก็ควบคุมตัวชายคนนั้นกลับไป
“หว่านหนิงฉันต้องเอาเงินไปคืนผู้หญิงที่กำลังตั้งครรภ์คนนั้น เธอรอฉันได้ไหม” หยวนซินเอ่ยปากถามอย่างเกรงใจ
“ไปสิฉันจะไปกับเธอด้วย”
หลังหยวนซินพาสวีหว่านหนิงเดินผ่านตรอกซอกซอยเล็กที่หน้าตาแทบเหมือนกันหมดเธอก็เจอกับผู้หญิงที่ถูกชิงทรัพย์
“ชุ่ยเฟิน?” สวีหว่านหนิงก้าวไปข้างหน้าอย่างใพลางมองชุ่ยเฟินที่ยังคงผอมแห้งเหมือนเดิม ก่อนถามด้วยความเป็ห่วงว่า “เธอไม่เป็ไรใช่ไหม”
“ไม่เป็ไรค่ะโชคดีที่จือชิงคนนี้ช่วยฉันได้ทัน ผู้ชายคนนั้นเลยไม่ทันทำร้ายฉัน แต่ว่า...” ชุ่ยเฟินตาแดงก่ำ “เงินถูกเขาขโมยไปแล้วค่ะ”
แม้จะเป็เงินแค่สามหยวนกว่าแต่มันคือค่าอาหารในอีกหลายเดือนข้างหน้าของเธอกับตงจื่อเพราะถูกขโมยเงินไปหมดแล้ว ต่อจากนี้พวกเธอจะเอาเงินที่ไหนซื้อข้าวกิน
เธอทนได้แต่ลูกของเธอ...
หยวนซินถอนหายใจก่อนจะก้าวมาข้างหน้าแล้วส่งธนบัตรในมือให้กับชุ่ยเฟิน “ฉันเอากลับมาให้หมดแล้วค่ะ”
“หว่านหนิงในเมื่อเธอรู้จักเขาก็ช่วยเตือนทีเถิด ครั้งหน้าหากเจอสถานการณ์แบบนี้อีกให้เงินกับอันธพาลไปจะดีกว่า ไม่ควรเอาชีวิตของตัวเองมาล้อเล่นโดยเฉพาะตอนที่ในครรภ์มีเด็กอีกหนึ่งคนแบบนี้! หากเกิดอะไรร้ายแรงขึ้นมาอาจจะเป็อันตรายถึงสองชีวิตเลยนะ!”
คำพูดของหยวนซินไม่ได้ไร้เหตุผลแต่สวีหว่านหนิงเข้าใจสถานการณ์ของชุ่ยเฟินดี
เธอกับตงจื่อไม่มีรายได้โถข้าวที่บ้านแทบไม่เหลือข้าวอีกแล้ว ครั้งก่อนเธอให้เงินค่าเตียงไปยี่สิบหยวนนอกจากเอาไปเป็ค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันพวกเขายังต้องเก็บเงินเอาไว้ใช้ในยามเร่งด่วนอีกจำนวนหนึ่ง เพราะชุ่ยเฟินท้องแก่แล้วอาจเจ็บท้องคลอดได้ทุกเมื่อ
เงินสามหยวนกว่าสำหรับชุ่ยเฟินแล้วสำคัญมากมันเกี่ยวข้องกับความอิ่มท้องของเธอกับตงจื่อ
ทั้งสองคนล้วนมีเหตุผลเป็ของตัวเองไม่อาจตัดสินได้ว่าใครผิดใครถูก คงต้องบอกว่าเพราะสถานการณ์ที่กำลังเผชิญอยู่บีบบังคับให้คนไม่มีทางเลือก
“หยวนจือชิงพูดถูกชุ่ยเฟิน ต่อให้ไม่คิดถึงตัวเองก็ต้องคิดถึงเด็กในท้องเขาคือความหวังของเธอกับตงจื่อ จะปล่อยให้เป็อะไรไปไม่ได้เงินสำคัญแค่ไหนก็หาใหม่ได้มิใช่หรือ”
“พี่สะใภ้หยวนจือชิง ฉันเข้าใจแล้วค่ะ ขอบคุณนะคะ” ชุ่ยเฟินก้มหน้าตอบรับเสียงอู้อี้ไม่รู้ว่าฟังคำพูดของทั้งสองคนเข้าหูหรือไม่
เพราะยังไม่ได้สนิทสนมกันมากพอสวีหว่านหนิงจึงพูดมากไม่ได้หลังจากนั้นเธอกับหยวนซินก็พาชุ่ยเฟินกลับไปส่งที่บ้านก่อน
“พี่สะใภ้หยวนจือชิง เข้ามานั่งก่อนสิคะ ฉันจะไปรินน้ำอุ่นมาให้”
“ขอบใจสำหรับคำชวนนะคะแต่พวกเราต้องรีบกลับหมู่บ้านแล้วละค่ะ ไว้มีโอกาสหน้าถ้าผ่านมาแถวบ้านคุณฉันจะมาขอดื่มน้ำสักแก้วนะคะ” หยวนซินกล่าว
สวีหว่านหนิงก็ปฏิเสธเช่นกันแต่ก่อนกลับเธอใช้ถุงผ้าบังสายตาแล้วหยิบไก่ที่ถูกถอนขนและทำความสะอาดเรียบร้อยออกมาจากช่องมิติ
“พี่หลินกำชับบอกให้ฉันเอามาให้เธอรับเอาไว้สิ”
“พี่สะใภ้มันมีค่าเกินไป ฉันรับไว้ไม่ได้หรอกค่ะ”
สวีหว่านหนิงไม่ยอมให้ชุ่ยเฟินปฏิเสธ“ตอนฉันคลอดลูกสองคน ตงจื่อเอาของมาให้ฉันไม่น้อยตอนนี้ฉันแค่ตอบแทนความหวังดีของตงจื่อเท่านั้น เธอรับไว้เถอะ!”
“พี่สะใภ้ฉันรับไว้ไม่ได้จริงๆ ค่ะ”
“ชุ่ยเฟินในเมื่อมันเป็ความปรารถนาดีจากพี่สะใภ้ของคุณ คุณก็รับไว้เถอะค่ะตอนนี้เด็กในท้องสำคัญที่สุด หลังเขาคลอดอย่างปลอดภัยแล้วคุณค่อยหาทางตอบแทนพี่สะใภ้ด้วยวิธีอื่นก็ได้นี่คะ”
หยวนซินช่วยเกลี้ยกล่อมในที่สุดชุ่ยเฟินก็ยอมรับของเอาไว้ ทว่าดวงตาของเธอนั้นแดงก่ำราวกับวินาทีต่อมาจะร้องไห้โฮ
หยวนซินกระตุกแขนเสื้อสวีหว่านหนิง“พวกเราต้องกลับแล้ว เธอยังต้องทำกับข้าวให้ลูกกินอีกนะ”
ขากลับหยวนซินถอนหายใจถึงเจ็ดครั้ง
เริ่มแรกสวีหว่านหนิงไม่อยากสนใจแต่เพราะได้รับอิทธิพลจากหยวนซินทำให้เธอรู้สึกหงุดหงิดใจตามไปด้วย
“เธอถอนหายใจทำไม”
“ครั้งหน้าถ้าเธอเจอชุ่ยเฟินอีกจะต้องเตือนเขาอย่างจริงจังว่า เงินสำคัญแค่ไหนก็ไม่สำคัญเท่าชีวิตคนขอแค่มีชีวิตอยู่ก็ยังมีความหวัง ถ้าสูญเสียชีวิตไปแล้วจะไม่เหลืออะไรทั้งนั้น”
“อีกอย่างเธอขี้แยเกินไปอ่อนแอบอบบาง แบกรับแรงกดดันไม่ไหว เป็แบบนี้ไม่ดีเลย ในฐานะผู้หญิงสมัยใหม่พวกเราต้องพึ่งพาตัวเองและกลายเป็คนที่เข้มแข็งจะเป็แค่เครื่องประดับบารมีของผู้ชายไม่ได้”
หยวนซินพูดพล่ามตลอดทางถึงความคิดเห็นที่มีต่อชุ่ยเฟินแต่สวีหว่านหนิงกลับนิ่งอึ้งไป
ในนิยายเขียนไว้ว่าหลังเกิดเื่ร้ายกับตงจื่อ หลินอันก็ช่วยดูแลชุ่ยเฟินกับลูกมาโดยตลอดตอนแรกหยวนซินดีกับพวกเขามาก แต่ในไม่ช้าก็เริ่มไม่พอใจด้วยเหตุนี้ชุ่ยเฟินจึงพาลูกไปอยู่ที่อื่น
ผู้แต่งนิยายบรรยายจากมุมมองของคนนอกไม่ได้เขียนอธิบายความคิดของตัวละคร
แต่ในความเห็นใต้นิยายกลับมีคนบอกว่าเพราะหยวนซินรู้สึกอยากยึดครองหลินอันเอาไว้แต่เพียงผู้เดียวกลัวว่าหลินอันกับชุ่ยเฟินจะมีสัมพันธ์กันเลยรับไม่ได้และสุดท้ายก็ไล่ชุ่ยเฟินไปอยู่ที่อื่น
ความเห็นนี้ได้รับการกดไลก์มากที่สุดและมีคนพิมพ์สนับสนุนไม่น้อย จิตใต้สำนึกของสวีหว่านหนิงจึงเชื่อความคิดเห็นนี้ไปโดยปริยาย
ทว่าหลังได้ทำความรู้จักกับหยวนซินสวีหว่านหนิงกลับรู้สึกว่า ความจริงไม่ใช่แบบนั้น
ท่าทีของหยวนซินที่มีต่อชุ่ยเฟินน่าจะเป็ความสงสารที่อีกฝ่ายโชคร้าย แต่ก็ขุ่นเคืองที่อีกฝ่ายไม่ฮึดสู้มากกว่าละมั้ง?