บทที่108
เริ่มต้นสืบใหม่
หลังจากที่เกิดเหตุการณ์วุ่นวายขึ้นมานักโทษคนร้ายภายในคดีลักพาตัวที่ถูกคุมตัวไว้ภายในหลวงโดนสังหารตาอย่างไร้ร่องรอยเกี่ยวกับเรื่องนี้แพร่กระจายออกไปทำให้เหล่าผู้คนเริ่มพากันพูดถึงเกี่ยวกับเรื่องราวเช่นนี้มากขึ้น
เมื่อผู้คนภายในเมืองหลวงพูดเกี่ยวกับเรื่องนี้มากขึ้นมันก็ทำให้มีผลกระทบถึงราชสำนักด้วยเช่นเดียวกัน
มันกลับกลายเป็นว่าตอนนี้ราชสำนักโดนกดดันจากเหล่าผู้คนภายในเมืองทำให้ราชสำนักนั้นทำการหันมากดดันทางด้านกองทัพที่รับคดีเกี่ยวกับการจัดการเกี่ยวกับคดีนี้แทน
แน่นอนว่าเมื่อทางกองทัพโดนกดดันเกี่ยวกับเรื่องนี้มันก็ต้องหนักใจมาถึงผู้ที่เป็นแม่ทัพผู้บัญชาการกองทัพมากมายแข็งเมืองหลวงอย่างแม่ทัพใหญ่ไป๋
นางเป็นคนที่อยู่ภายในเหตุการณ์ทั้งหมดหลังจากที่ตอนนั้นเดินทางไปถึงห้องขังเพื่อที่อยากจะไปสอบถามเกี่ยวกับความจริงแล้วก็อยากจะไปเค้นความจริงกับคนผู้นั้นด้วยตนเองพบเจอว่าคนผู้นั้นโดนสังหารตายไปเรียบร้อยแล้ว
หมอหลวงทำการแจ้งเกี่ยวกับรายละเอียดการตายมาอย่างละเอียดถี่ถ้วนซึ่งทางด้านหมอหลวงเองก็ไม่ได้พบเจอเบาะแสอันใดเป็นพิเศษ
ตัวของพวกมันมองเห็นว่าในครั้งนี้คนพูดนี้น่าจะโดนพิษจากสัตว์ร้ายหรือว่าพิษจากอะไรสักอย่างทำให้มันมันถึงแก่ความตาย
ซึ่งมันเป็นพิษชนิดพิเศษที่ทางด้านหมอหลวงที่มาตรวจสอบสอบเองก็ไม่ทราบเช่นเดียวกันว่ามันคือพิษชนิดอันใดกันแน่เลยทำให้การสืบหาเบาะแสเกี่ยวกับเรื่องนี้ยากเย็นมากขึ้นพวกเขานั้นไม่รู้ว่าจะสามารถสืบหาเบาะแสเกี่ยวกับเรื่องนี้ได้อย่างไร
สถานการณ์ภายในกองทัพตอนนี้ก็ถึงเครียดเช่นเดียวกันพวกเราทหารภายในกองทัพถูกส่งออกไปแยกกระจายตามหาเบาะแสเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้น
ในตอนนี้ผู้คนภายในเมืองหลวงนั้นรู้แล้วว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ใช่ฝีมือของภูตผีปีศาจแต่ว่าเหตุการณ์ที่มันเกิดขึ้นมามันเป็นฝีมือของใครบางคนที่ทำเกี่ยวกับเรื่องนี้
ภายในห้องทำงานของไป๋เฟิ่ง
หลังจากที่เกิดเหตุการณ์วุ่นวายเช่นนั้นขึ้นมาหลายชั่วยามนางกลับมานั่งทำงานภายในห้องของนางโดยที่นำสำนวนคดีที่ได้รับในตอนแรกมานั่งอ่านซ้ำอีก1 ครั้ง
ในขณะที่กำลังนั่งอยู่บริเวณทางประตูทางเข้ามันเองก็ค่อยๆเปิดเข้ามาอย่างช้าๆปรากฏเสียงฝีเท้าย่างกายเข้ามาอย่างร้อนรน
โดยผู้ที่ย่างกายเดินเข้ามาคือหนึ่งในแม่ทัพแห่งเมืองหลวงนามว่าชิงมู่
คนผู้นี้เป็นชายที่มีช่วงวัยอยู่ในรอยสักประมาณสามสิบกลางๆร่างกายสมบุกสมบันสวมใส่ชุดเกราะแม่ทัพสีเงินเขาเป็นบุรุษที่มีสีผิวแทนดูเหมาะสมกับบุคลิกมาดนักรบใบหน้าของคนผู้นี้ดูเคร่งขรึมเล็กน้อยมีหนวดเคราประดับอยู่อย่างประปรายบริเวณภายในมือข้างซ้ายถือกระบี่มือหนึ่งเดินเข้ามาภายในห้องด้วยท่าทางที่เคร่งขรึม
โดยตัวของคนผู้นี้คือหนึ่งในแม่ทัพแห่งเมืองหลวงเป็นคนที่บัญชาการกองทัพโดยที่เขานั้นมีศักดิ์และฐานะถือว่าเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของไป๋เฟิ่ง
มันทำการย่างกายเข้ามาภายในห้องทำงานของท่านแม่ทัพใหญ่และก็ได้เคลื่อนที่มาหยุดอยู่บริเวณใจกลางห้องเมื่อเช้าทั้งสองข้างนึงหยุดลงตัวของมันก็ยกมือขึ้นมาประสานกันกลมคารวะกับผู้ที่อยู่ด้านหน้าอย่างรวดเร็ว“ คารวะท่านแม่ทัพใหญ่!! ”
“ มาแล้วอย่างนั้นหรือ? ” นางลุกขึ้นจากที่นั่งของตนเองอย่างรวดเร็วมองตรงไปที่ผู้ที่อยู่ด้านหน้า
ในขณะเดียวกันชิงมู่มันก็แสดงใบหน้าที่จริงจังตอบรับกลับมาราวกับว่าตัวของมันนะรู้ดีอยู่แล้วว่าท่านแม่ทัพนั้นเรียกมันเดินทางมาที่สถานที่แห่งนี้มีเหตุผลอันใดกันแน่
“ ท่านแม่ทัพมีเรื่องอันใดให้รับใช้? ”
หลังจากที่คนผู้นั้นกล่าวออกมาเช่นนั้นนางก็เดินไปหยิบแผ่นกระดาษบางอย่างบริเวณมุมห้องและก็ค่อยๆเดินเข้าไปหาชิงมู่ก่อนที่จะยื่นแผ่นกระดาษภายในมือของนางให้กับมันพลางกล่าว “ลองตรวจหาแล้วก็ลองตรวจดูเจ้าสิ่งนี้ให้หน่อย ”
ชิงมู่ยื่นมือของตนเองออกไปแล้วก็รับแผ่นกระดาษนั้นเอาไว้ก่อนที่มันจะเปิดดูสิ่งที่อยู่ภายในแผ่นกระดาษหลังจากที่ใช้ดวงตาจ้องมองตัวอักษรที่เขียนเอาไว้ภายในนั้นเสร็จมันก็พับแผ่นกระดาษติดแล้วก็เก็บมันเอาไว้ภายในเสื้อเป็นอย่างดี“ ท่านแม่ทัพขอรับการที่ให้ตรวจสอบเช่นนี้เทียบเท่ากับว่า? ”
“ ข้ากำลังสงสัยอยู่เจ้าช่วยไปตรวจสอบเกี่ยวกับเรื่องนี้ให้ทีแม้ว่าจะยังไม่มีข้อมูลที่แน่ชัดแต่ว่าถ้าไปตรวจสอบดูดีๆแล้วน่าจะมีหลักฐานที่หลงเหลืออยู่”
“ เข้าใจแล้วขอรับ!!! ”แม่ทัพผู้ที่อยู่ด้านหน้าก้มศีรษะขานรับอย่างรวดเร็วจากนั้นมันก็ทำการเดินออกไปจากสถานที่แห่งนี้
….
ช่วงเวลายามเย็น
รถม้าประจำตำแหน่งของแม่ทัพใหญ่วิ่งตรงออกจากเมืองหลวงกำลังจะมุ่งตรงกับไปที่จวนตระกูลไป๋แต่ในขณะที่รถม้าคันนั้นวิ่งตรงไปเรื่อยๆอีกเพียงแค่เล็กน้อยเท่านั้นจะสามารถวิ่งไปถึงจุดหมาย
มันเองก็ต้องหยุดลงก่อนตอนถนนก่อนที่จะถึงหน้าจวนไป๋เฟิ่งผู้ที่กำลังนั่งสงบใจอยู่ภายในรถม้าดวงตาของนางที่กำลังพับปิดอยู่เปิดขึ้นมาอย่างรวดเร็ว
การใช้ดวงตาของตนเองมองออกไปด้านนอกค่อยๆเลิกม่านขึ้นอย่างช้าๆทอดสายตามองยาวออกไป
รถม้าของนางมันหยุดนิ่งเส้นเพราะว่าตอนนี้บริเวณด้านหน้ามีบุรุษผู้หนึ่งมาขวางหน้ารถมาของนางเอาไว้คนผู้นั้นก็ไม่ใช่ใครอื่นลู่หยาง
เมื่อมองเห็นว่าลู่หยางปรากฏการณ์ขวางบริเวณด้านหน้ารถม้าของนางเอาไว้นานก็รีบหยิบกระบี่ข้างกายก้าวเดินลงไปจากรถมาอย่างรวดเร็ว
ไป๋เฟิ่งในขณะที่ก้าวเดินลงไปจากรถม้านั่งหันไปบอกสารถีผู้ที่ขับเคลื่อนรถมาอยู่ด้วยน้ำเสียงที่เรียบเฉย“ เจ้าเดินทางกลับไปก่อนเลยบอกที่จวนด้วยว่าเดี๋ยวข้าจะเดินทางกลับไปเอง ”
“ ขอรับ!!! ”รถม้าคันนั้นได้ทำการออกวิ่งอีกครั้งโดยวิ่งผ่านตามจุดนั้นแล้วก็มุ่งตรงกับใบที่ส่วนตระกูลไป๋
ทั้งสองที่ยืนอยู่ห่างกันประมาณนึงใช้ดวงตาของตนเองจ้องมองอีกฝ่ายหลังจากนั้นพวกเขาทั้งสองก็พากันไปนั่งทานอาหารเย็นที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งภายในเมือง
ณร้านอาหารเลื่องชื่อภายในเมือง
สถานที่แห่งนี้ไม่ใช่ร้านอาหารในครั้งแรกที่พวกเขาพบกันแต่ว่ามันคือร้านอาหารบริเวณใจกลางเมืองที่เป็นร้านอาหารขนาดใหญ่
โดยทั้งสองเข้ามานั่งทานอาหารบริเวณด้านในของส่วนตัวที่ถูกจัดเตรียมเอาไว้ภายในห้องนี้เป็นห้องขนาดใหญ่ที่บริเวณใจกลางห้องมีโต๊ะทรงกลมที่มีอาหารมากมายตั้งจะเตรียมเอาไว้
ลู่หยางที่กำลังนั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามของนางใช่ดวงตามองตรงไปที่สตรีที่อยู่เบื้องหน้าของตนเองและก็เลยถามขึ้นมา“เจ้าดูมีเรื่องอันใดที่กังวลเกี่ยวกับเรื่องที่คนที่พวกเราจับมาได้โดนสังหารตายใช่หรือไม่?”
ที่จริงแล้วที่เขารีบเดินทางมาพบนางแล้วมาด่าพบนางตั้งแต่ในช่วงยามเย็นมันเองก็เป็นเพราะว่าเกี่ยวกับเรื่องนี้
เมื่อวานเพิ่งจับตัวคนร้ายได้พ่อมาถึงในยามเที่ยงวันเขากลับได้ข่าวว่าคนร้ายผู้นั้นโดนสังหารตายไปเรียบร้อยแล้ว
ตามความคิดของเขาในตอนนี้ทางด้านราชสำนักมันเองก็คงจะกดดันทางกองทัพที่รับทำเกี่ยวกับคดีนี้ด้วยเช่นเดียวกัน
ไป๋เฟิ่งไม่คิดปกปิดนางทำการพยักหน้าตอบรับกลับไปอย่างรวดเร็ว“ คนผู้นั้นโดนสังหารอย่างไร้ร่องรอยไม่มีผู้ใดล่วงรู้ว่ามันโดนสังหารได้อย่างไรทั้งที่ผู้คนก็มองเห็นว่าภายในสถานที่แห่งนั้นไม่มีผู้ใดย่างกายเข้าไปเลย”
“ แล้วอีกอย่างมันเองก็เหมือนกับว่าเป็นพิษของสัตว์ร้ายที่ทำร้ายร่างกายของคนผู้นั้นจนทำให้มันนั้นถึงแก่ความตายมองดูและเป็นคดีที่น่าประหลาด”
“ แล้วเกี่ยวกับเรื่องสำนวนคดีก่อนหน้านี้ข้าคิดว่าทั้งคืนลูกน้องของเจ้าก็คงจะทำการสืบหาเกี่ยวกับเรื่องนี้มาบ้างไม่ใช่อย่างนั้นหรือได้อันใดบ้าง”ลู่หยางเห็นเช่นนี้แต่เขาเองก็เคยเป็นหน่วยรบพิเศษมาก่อนเรื่องเกี่ยวกับสืบสวนเขาเองก็มีทักษะอยู่มิใช่น้อย
ไป๋เฟิ่งหลังจากที่โดนถามเช่นนั้นนางใช้มือของตนเองล้วงเข้าไปภายในเสื้อก่อนที่จะนำม้วนกระดาษม้วนนึงออกมาและก็ส่งมาให้กับเขา
ลู่หยางลายมือของตนเองยื่นไปรับม้วนกระดาษเอาไว้ดึงมันกลับมาภายในมือจากนั้นเขาก็ทำการเปิดมันและใช้ดวงตาอ่านอย่างช้าๆ
เมื่อยิ่งอ่านยิ่งขมวดคิ้วทั้งสองข้างเข้าหากันแสดงท่าทางขะมักเขม้นและก็อ่านสิ่งที่อยู่ภายในมืออย่างไม่กระพริบตา
หลังจากที่ได้ลองอ่านจนจบเรียบร้อยแล้วเขาก็เงยหน้าของตนเองขึ้นไปมองที่นาง“ ไม่มีเรื่องอันใดเลย? ”
“ ใช่!!! แม้ว่าคนผู้นั้นจะยอมพูดอยู่บ้างแต่ว่าเรื่องทุกอย่างที่มันพูดล้วนแล้วแต่ไม่มีเรื่องอันใดที่เกี่ยวข้องกับคดีนี้เลยสักนิดเพราะแบบนั้นหลังจากที่ได้อ่านสำนวนคดีเข้าเลยคิดจะมุ่งตรงไปยังลุกหลวงเพื่อที่จะลองสืบถามความจริงเกี่ยวกับเรื่องนี้ด้วยตนเองแต่เมื่อเดินทางไปถึงก็พบว่าคนผู้นั้นตายไปแล้ว”
ก่อนหน้านี้ตอนที่นางได้รับสำนวนคดีในยามเช้าได้ลองอ่านมันดูก็พบว่าภายในนั้นไม่มีข้อมูลอันใดที่สามารถใช้งานได้เลยเพราะแบบนั้นเมื่ออ่านจบมันก็ทำให้นางนั้นรีบลุกขึ้นอย่างรวดเร็วและก็มุ่งตรงไปยังคุกหลวง
แต่ดูเหมือนว่านางนั้นจะช้าไปหนึ่งก้าวทำให้ทุกอย่างนั้นหน้าสายเกินไป
ลู่หยางยกมือของตนเองขึ้นมารูปปลายคางแสดงท่าทางคงคิดอยู่สักพักใหญ่ก่อนที่ตัวของเขาจะกล่าว“ให้ข้าช่วยตรวจดูศพดีหรือไม่ข้าเองก็เรียนรู้เกี่ยวกับเรื่องวิชาการแพทย์มาไม่ใช่น้อยเกี่ยวกับเรื่องพิษเองตัวของข้าก็มีความรู้ที่ได้ศึกษามาจากตำราและก็ได้ร่ำเรียนมาจากท่านอาจารย์อยู่บ้างบางทีอาจจะบอกเกี่ยวกับเรื่องนี้ได้ ”
ลู่หยางยื่นข้อเสนอออกไปซื้อของเขาอยากจะช่วยเกี่ยวกับเรื่องนี้
ไป๋เฟิ่งนิ่งไปสักพักก่อนที่จะทำการพยักหน้าและตอบกลับมาด้วยเสียงอันแผ่วเบา“ อืม~ ”
จบบม