ในหมู่บ้านเล็กๆ ติดชายป่า ห่างจากเมืองหลวงของแคว้นสุยนับพันๆ ลี้ ที่ท้ายหมู่บ้านมีบ้านไม้หลังเล็กดูเก่าโทรมหลังหนึ่ง ซึ่งบัดนี้เ้าของบ้านเป็เพียงเด็กสาววัย 14 ย่าง 15 ปี
ก่อนหน้านี้ เซียวหว่านซือ อาศัยอยู่กับท่านยายเซียว ซึ่งเป็บุตรสาวคนเดียวของท่านหมอเซียว หมอชาวบ้านในหมู่บ้านเล็กๆ แห่งนี้ ท่านยายไม่ได้สืบทอดการเป็หมอจากบิดา เพียงแต่มีความรู้เื่สมุนไพรจนสามารถเลี้ยงชีพได้จากการเก็บสมุนไพรไปขายให้ร้านยาในตัวตำบลและอำเภอ รวมทั้งคอยให้คำแนะนำเื่การรักษาอาการเจ็บป่วยเล็กๆ น้อยๆ ของคนในหมู่บ้านด้วย แต่หลังจากที่ท่านยายจากไปเมื่อปีก่อน เด็กสาวผู้ซึ่งไม่เหลือญาติมิตรที่ใดอีกก็กลายเป็กำพร้า และอาศัยอยู่ในบ้านหลังนั้นเพียงลำพัง
เื่ราวคงจะดำเนินต่อไปอย่างเรียบง่ายไม่มีสะดุด หากไม่ใช่เพราะหลังจากที่ท่านยายเสียชีวิตไปได้ไม่ถึงเดือน ิญญาของหญิงสาวอายุ 25 ปีจากโลกอนาคต ซึ่งมีชื่อเล่นว่า ‘ซือซือ’ ได้ข้ามกาลเวลาแล้วมาตกลงไปในร่างไร้ิญญาของเด็กสาวนามว่าเซียวหว่านซือคนนั้น
ซือซือที่เคยใช้ชีวิตในโลกใบเก่าอย่างสะดวกสบายมาั้แ่เกิด ย่อมต้องใช้เวลาและพลังใจอย่างมากในการปรับตัวให้เข้ากับชีวิตใหม่ที่เกินคำว่า ‘สโลว์ไลฟ์’ ไปไกลโข มันไม่ใช่แค่ไม่มีไฟฟ้าหรือน้ำประปาใช้เท่านั้น แต่ต้องเรียกว่าอยู่ห่างจากความร่ำรวยและความเจริญในทุกรูปแบบถึงขีดสุด
ชีวิตก่อนเธอเกิดและโตในเมืองหลวง เวลาไปต่างจังหวัดก็ได้ไปแค่ในเมืองใหญ่ๆ ไม่เคยมีโอกาสออกนอกตัวเมืองไปใช้ชีวิตในบ้านที่มีลักษณะคล้ายกระท่อมกลางป่าที่แทบจะไม่มีเพื่อนบ้านขนาดนี้
หมู่บ้านพู่ปู้ ที่เธอจำต้องมาอาศัยอยู่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เป็หมู่บ้านที่มีเพียงไม่กี่สิบครัวเรือน ทุกคนเหมือนจะอยู่กันอย่างสงบสุขและถ้อยทีถ้อยอาศัย และส่วนมากมักจะเป็ผู้สูงวัย เพราะหนุ่มสาวจำนวนไม่น้อยเลือกเข้าไปหางานทำในตัวตำบลหรือตัวอำเภอเพื่อความก้าวหน้าและรายได้ที่มากกว่า
เหล่าผู้าุโในหมู่บ้านซึ่งมีความสัมพันธ์อันดีกับยายเซียวมาั้แ่รุ่นปู่รุ่นทวด ย่อมมีเมตตาและเผื่อแผ่น้ำใจให้เด็กสาวผู้ไร้ญาติขาดมิตรอย่างเซียวหว่านซือ ทำให้เธอยังสามารถอาศัยอยู่ในหมู่บ้านได้อย่างไม่ยากลำบากจนเกินไป แม้จะไม่มีเงินทองมากมาย (นับดูแล้วมีก้อนเงินอยู่แค่ไม่กี่ก้อน) แต่ก็สามารถ(จำใจ)เลี้ยงชีพได้ด้วยการปลูกผัก เลี้ยงไก่ เก็บสมุนไพร ผลไม้ และล่าสัตว์เล็กๆ จากในป่าไปพลางๆ
แม้ว่าวันแรกๆ เธอจะนั่งทึ้งผมและก่นด่าฟ้า์ว่าทำไมไม่รู้จักส่งเธอไปเข้าร่างของคุณหนูอะไรสักตระกูลที่อยู่สบายๆ มีสาวใช้ล้อมหน้าล้อมหลังเหมือนนิยายเื่อื่นๆ บ้าง
แต่หลังจากใช้เวลาปรับตัวอยู่ 1 เดือน ซือซือก็เริ่มทำใจรับสภาพชีวิตใหม่ได้ จะว่าไปแล้วชีวิตที่ไม่ต้องวุ่นวายแข่งขันกับเวลาและผู้คนมันก็ไม่ได้แย่ซะทีเดียว จะตื่นเช้าก็ได้ ตื่นสายก็ไม่มีใครบ่น จะนอนเล่นไม่ทำอะไรทั้งวันเลยก็ยังได้ ไม่ต้องแหกขี้ตาลุกขึ้นมาแต่งหน้าแต่งตัวขึ้นรถเมล์เบียดเสียดกับคนอื่นๆ เป็ปลากระป๋อง ไม่ต้องอยู่บนถนนเป็ชั่วโมงๆ ทั้งขาไปและขากลับจนสูบพลังและเวลาของเธอจนหมดอีกต่อไป
่เช้าวันนี้ หลังจากรดน้ำผักที่ปลูกไว้หลังบ้านและให้อาหารไก่เรียบร้อยแล้ว ซือซือก็แบกตะกร้าขึ้นหลังและเดินเข้าป่าเพื่อเก็บสมุนไพรกับผลไม้ ซึ่งเป็กิจวัตรปกติจากความทรงจำของร่างเดิมที่เธอได้รับมา
“ถ้าวันนี้เจอไก่หรือกระต่ายสักตัวก็คงจะดีนะ” ซือซือรำพึงรำพันกับตัวเองระหว่างที่ก้าวเท้าเดินไปข้างหน้า พลางมองสำรวจซ้ายขวาเผื่อว่าจะพบอะไรที่น่าจะเก็บกลับไปได้ เนื้อสัตว์ที่ล่ามาได้ นอกจากจะเก็บไว้กินเองแล้ว ถ้ามันมีมากพอก็ยังสามารถฝากคนในหมู่บ้านไปขายเพื่อแลกเป็เงิน หรือข้าวสาร เกลือ และแป้งได้ด้วย
ระหว่างที่เธอเดินไปตามเส้นทางปกติที่คุ้นเคยอยู่นั้น ก็ไม่ได้ใส่ใจเลยว่าบัดนี้มีเงาดำหลายสายกำลังพุ่งตัววูบวาบไปมาบนต้นไม้รอบๆ ตัวเธอ
นอกจากเงาดำหลายสายแล้ว ยังมีเงาร่างหนึ่งที่กำลังซุ่มดูเหตุการณ์ทั้งหลายบนต้นไม้ใหญ่อยู่อีกทอดหนึ่งอย่างเงียบเชียบเช่นกัน
ซือซือยังคงเดินเข้าป่าตามปกติ เมื่อพบสมุนไพรที่คิดว่าสามารถนำไปใช้ทำเป็ยา หรือพบเห็ดที่สามารถทำเป็อาหารได้ เธอก็จะแวะเก็บเข้าตะกร้า ทำให้การติดตามเธอเป็ไปอย่างง่ายดาย และการจะลงมือตะครุบหรือจัดการด้วยวิธีการอื่นๆ ก็ดูง่ายพอๆ กับการใช้นิ้วเด็ดใบโหระพาที่ปลูกไว้ในสวนหลังบ้านเลยทีเดียว
เงาดำหลายสายที่คอยจ้องมองอยู่เตรียมเงื้อดาบจะพุ่งเข้าใส่ร่างของเด็กสาวที่ดูไร้พิษภัยอยู่รอมร่อ แต่กลับช้ากว่าบุรุษรูปร่างสูงใหญ่ในชุดสีดำ ที่พุ่งตัวตัดหน้าพวกเขาไปหยุดอยู่ตรงหน้าเด็กสาวก่อนแล้ว
“ว้าย! ตาเถร! ผู้ชายตกลงมาจากฟ้าค่ะแม่!” ซือซือที่กำลังก้มเก็บเห็ดอยู่ถึงกับผงะหงายหลังไปด้วยความใ
ร่างที่ยืนจังก้าอยู่นั้นสูงตระหง่านให้ความรู้สึกเหมือนกำลังมองดููเาลูกหนึ่ง หากเทียบดูแล้วความสูงของเธอน่าจะอยู่เพียง่อกของเขาเท่านั้น
บุรุษผู้นั้นกล่าวถ้อยคำด้วยน้ำเสียงยานคางที่ชวนให้สับสนงงงวย โดยไร้ซึ่งการทักทายไต่ถามหรือกระทั่งดูสีหน้าของเธอ
“ข้ามีทั้งข่าวดีและข่าวร้ายมาบอก ข่าวร้ายคือมีคนกำลังตามฆ่าเ้าอยู่ ส่วนข่าวดีคือมีคนส่งข้ามาคุ้มครองเ้า”
พูดยังไม่ทันขาดคำ บุรุษผู้นั้นก็ใช้มือขวาตวัดดาบเล่มใหญ่ไปมาหลายครั้งด้วยความรวดเร็วและคล่องแคล่ว ส่วนมือซ้ายก็หยิบหน้าไม้ลักษณะแปลกตาขึ้นมายิงคล้ายจะสะเปะสะปะไร้ทิศทาง ในขณะที่ดวงตาของเขายังจดจ้องมาที่เธอ สีหน้าของเขาดูเกียจคร้านเหนื่อยหน่ายเสียเต็มประดา
แต่ทุกๆ การตวัดดาบและการยิงหน้าไม้ออกไป ซือซือกลับได้ยินเสียงร้อง ‘อ๊าก!’ หรือ ‘โอ๊ย!’ ด้วยความเ็ปจากทิศทางต่างๆ ตามด้วยเสียงวัตถุหนักตกกระทบพื้นดิน ดัง ‘ตุ้บ’ ‘ตุ้บ’ ‘ตุ้บ’ ติดต่อกันอยู่หลายครั้ง ใช้เวลาเพียงพริบตาเดียว ทุกอย่างรอบกายก็กลับมาเงียบสงัดดั่งเดิม
ซือซือทำได้เพียงนั่งก้นจ้ำเบ้า อ้าปากค้าง มองเหตุการณ์ตรงหน้าโดยไม่สามารถเปล่งเสียงใดออกมาได้ หลังจากหายตกตะลึงแล้ว เธอก็ค่อยๆ คลานกระดืบๆ ไปทางด้านข้าง เพื่อชะเง้อคอมองทัศนียภาพเื้ัของชายหนุ่มแปลกหน้า ซึ่งยังยืนปักหลักไม่ได้ขยับเท้าออกแม้แต่ครึ่งก้าวั้แ่ครั้งที่เขากระโจนลงมา
ภาพที่เธอเห็นคือร่างของชายฉกรรจ์ในชุดดำราวสิบคนที่นอนแน่นิ่งไม่ไหวติง หลายร่างมีลูกศรปักอยู่บริเวณหัวอย่างแม่นยำ และเมื่อเธอเอี้ยวตัวหันกลับไปมองด้านหลังของตัวเอง ก็เห็นภาพแบบเดียวกัน
“ทีนี้เ้าคงเข้าใจสถานการณ์แล้ว เช่นนั้นก็ไปกับข้าเสียโดยดี...” ชายหนุ่มแปลกหน้าเอ่ยได้เพียงเท่านั้น ก็เห็นร่างเล็กของหญิงสาวที่อยู่ในท่าบิดตัวหันหลังคลาน อยู่ๆ ก็ฟุบลงกับพื้นกะทันหัน เขาจึงย่อตัวลงไปดูใกล้ๆ
สิ่งที่เขาเห็นคือสตรีร่างเล็กที่กำลังนอนตาเหลือกน้ำลายฟูมปากหมดสติไปแล้ว
“เ้า! … เหตุใดจึงใจเสาะเยี่ยงนี้!”
หยางเฉวียนิ พ่นลมออกมาด้วยความหน่ายใจ แต่ก็จัดการรวบร่างเล็กๆ นั้นขึ้นพาดบ่า แล้วกระโจนตัวออกจากสถานที่เกิดเหตุ มุ่งตรงไปยังบ้านหลังเล็กของเด็กสาวนั่นเอง
