ไม่นาน เย่จิงอวิ๋นก็ได้มาปรากฏที่ประตูนิกายเทพกระบี่
เมื่อเขามองเห็นประตูนิกายที่ตั้งอยู่เบื้องหน้า เขาก็ไม่สามารถหุบปากระงับความใเอาไว้ได้
ประตูนิกายแห่งนี้... ยิ่งใหญ่เกินไปหรือไม่? ไม่มีร่องรอยบ่งบอกถึงความตกต่ำอยู่เลย!
โดยเฉพาะอย่างยิ่งแรงกดดันที่มองไม่เห็นซึ่งเล็ดลอดออกมาจากประตูนิกายทำให้เขาแทบหายใจไม่ออก จนอดไม่ได้ที่จะรู้สึกศรัทธายำเกรง
เขาเงยหน้าขึ้นมองโดยไม่รู้ตัว และเห็นว่าทั่วทั้งนิกายเทพกระบี่ถูกปกคลุมด้วยบรรยากาศหมอกควัน ปราณิญญาและกลิ่นอายไม่ธรรมดา!
เย่จิงอวิ๋น อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจ: ช่างเป็ดินแดน์!
“หืม? นี่มันไม่ถูกต้อง!”
คิ้วของเขาขมวดลงอย่างจริงจัง "ว่ากันว่านิกายเทพกระบี่ทรุดโทรมตกต่ำอย่างสมบูรณ์ ภายในเต็มไปด้วยซากปรักหักพังอยู่ทุกหนทุกแห่ง"
“แต่เหตุใดประตูนิกายถึงได้ดูสูงส่งยิ่งนัก กระทั่งแรงกดดันที่แผ่ออกมาก็สามารถทำให้ผู้คนอดมิได้ที่จะหวั่นเกรง?”
นอกจากความงุนงงแล้ว เย่จิงอวิ๋นยังใเป็อย่างยิ่ง
ตลอด่ไม่กี่ปีที่ผ่านมา เขาได้เดินทางเยี่ยมชมสำนักต่าง ๆ มากมาย จึงมีเพียงไม่กี่สำนักที่เขาไม่เคยเห็น
แต่เมื่อเปรียบเทียบกับประตูทางเข้าของนิกายเทพกระบี่ที่อยู่เบื้องหน้าแล้ว ประตูสำนักเ่าั้ไม่สามารถเรียกได้ว่าเป็ประตูสำนักเลย มันคือประตูผุ ๆ อย่างแท้จริง
ทั้งสองไม่สามารถนำมาเทียบกันได้เลย!
เย่จิงอวิ๋นพึมพำ: “ดูเหมือนว่าข่าวลือจะเชื่อถือมิได้ เห็นด้วยตาตนเองย่อมดีกว่าฟังคำเล่ารือ”
เพราะนั่นไม่ใช่เื่ไร้สาระหรอกรึ?
นิกายเทพกระบี่ตกต่ำเสียที่ไหน?
เห็นอยู่เต็มตาว่าเป็นิกายที่ยิ่งใหญ่ราวกับดินแดน์!
ข่าวลือย่อมทำให้เกิดความเข้าใจผิด!
บัดนี้ ความปรารถนาของเย่จิงอวิ๋นที่จะเข้านิกายเทพกระบี่รุนแรงขึ้น
เขาก้าวเท้าไปข้างหน้ายังทิศทางประตูนิกายโดยไม่ลังเล
“นี่...สถานการณ์นี้มันอะไรกัน?”
“หืม? นี่คือมหาค่ายกลปกปักนิกายในตำนานงั้นหรือ?”
ทันทีที่เย่จิงอวิ๋นก้าวเข้าไปในประตูนิกาย เขาััได้ว่าพื้นที่รอบบริเวณเริ่มบิดเบี้ยว ทิวทัศน์ทั้งหมดที่เขาเคยเห็นมาก่อนหายวับไปกับตา ทว่าปรากฏการณ์หลากหลายได้ปรากฏขึ้นภายในขอบเขตการมองเห็นของเขา
พฤกษาหอก ฝนดาบ สัตว์อสูร คลื่นกระหน่ำ สายลมกรรโชกและปรากฏการณ์ต่างๆ หรือแม้แต่หญิงงามร่ายรำ สมบัติฟ้าดินที่แสนจะล้ำค่า เคล็ดฝึกตน และเคล็ดวิชาต่อสู้ที่เขาปรารถนามากที่สุด...
...
ภายในนิกายเทพกระบี่ อารามเสวียนหวง
ฟู่ว~
หลินเฟิงผ่อนลมหายใจออกช้าๆ กลิ่นอายบรรยากาศค่อย ๆ เบาบาง ดวงตาของเขาเปิดขึ้นอย่างช้าๆ ลำแสงสีดำและสีขาวในดวงตาส่องกะพริบ ก่อนที่เขาจะลุกขึ้นยืน
“พลังเทพเฉียนคุนสมแล้วที่เป็ระดับะ ช่างทรงพลังอำนาจ!”
“เวลาน้อยกว่าครึ่งชั่วยาม ข้าสามารถทะลวงจากระดับ 7 ขั้นทะลวงปราณใกล้จะเข้าสู่ ระดับ 8 ขั้นผันแปรจุดสูงสุด”
หลังจากที่เขาััถึงพลังงานมหาศาลที่สั่งสมอยู่ภายในห้วงสมุทรปราณ เขาก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจ
หากสามารถรักษาความเร็วในการฝึกตนแบบนี้ต่อไป ก็จะสามารถกลายเป็ยอดฝีมือผู้แข็งแกร่งได้ในเวลาอันสั้น และการคาดหวังที่จะฟื้นฟูนิกายก็ย่อมทำได้
"ติ๊ง! ระบบแจ้งเตือนเคล็ดพลังเทพเฉียนคุนเป็เคล็ดบ่มเพาะหายนะขั้นที่ 1 เ้านายไม่ควรรีบร้อนเร่งพัฒนา และจำไว้ว่าหยางโดดเดี่ยวจะไม่จีรัง"
หลินเฟิงตกตะลึงอยู่พักหนึ่ง เขากำลังจะถามคำถาม แต่ทันใดนั้นเขาก็รู้สึกได้ถึงบางอย่าง ดังนั้นเขาจึงเปิดระบบแผนที่ของนิกายเทพกระบี่
ภาพบริเวณประตูนิกายเทพกระบี่ มีเด็กหนุ่มร่างสูงใหญ่สวมเสื้อผ้าธรรมดา เวลานี้ได้ติดอยู่ในมหาค่ายกลปกปักนิกาย
ใบหน้าของเด็กหนุ่มบิดเบี้ยวและเ็ป ผิวพรรณของเขาเปลี่ยนแปลงไป สีหน้าของเขาราวกับกำลังพยายามต่อสู้ดิ้นรนอย่างสุดกำลัง และหยาดเหงื่อก็ไหลลงมาอาบแก้มจนถึงลำคอ...
ราวกับว่าเขากำลังเผชิญอยู่กับความทรมานอันแสนเลวร้าย
"หึหึ นิกายแห่งนี้พอได้รับการอัปเกรดจากระบบก็มีคนมาเข้าร่วมนิกายเทพกระบี่?"
"น่าสนใจ..."
หลินเฟิงยิ้มและมองไปยังเด็กหนุ่มที่ติดอยู่ในค่ายกลปกปักนิกายด้วยความสนอกสนใจ
คนผู้นี้ก็คือ เย่จิงอวิ๋นที่ก้าวเข้ามาในประตูนิกาย
...
ในค่ายกลปกปักนิกาย
เย่จิงอวิ๋น กำลังดิ้นรนเพื่อต่อต้าน
เขาปฏิเสธหญิงงามที่เปี่ยมล้นไปด้วยเสน่ห์ สำหรับเขา หญิงงามก็ดีอยู่ แต่มันก็ส่งผลต่อความเร็วในการพัฒนา และบั่นทอนความแข็งแกร่งของร่างกายเขา
เขาได้ปฏิเสธความโลภสิ่งเย้ายวน พลังอำนาจที่สามารถทำทุกสิ่งเพียงปลายนิ้วัั และโอกาสที่เขาใฝ่ฝันถึง ทว่าทั้งหมดนั่นไม่ใช่ของเขา
เขาก้าวผ่านพายุฟ้าคะนอง
เขาเดินฝ่าพฤกษาหอกและฝนดาบ...
“ไม่เลว! เ้าหนุ่มคนนี้ จิตใจของผู้ฝึกตนแข็งแกร่งราวกับหินผา ซ้ำยังมีความมุมานะเป็อย่างยิ่ง”
ในอารามเสวียนหวง หลินเฟิงพยักหน้าลงซ้ำๆ
เขารู้จักความน่าสะพรึงกลัวของมหาค่ายกลปกปักนิกายดีกว่าใครๆ โดยเฉพาะค่ายกลลวงตา แม้ว่านักรบจะก้าวเข้ามา ทว่ากิเลส จะทำให้จมเข้าไปอยู่ภายในนั้นและไม่สามารถหลุดพ้นจากมันได้
เด็กหนุ่มคนนี้ เป็เพียงคนธรรมดาที่ไม่เคยฝึกตนมาก่อน แต่ยังสามารถอดทนอยู่ในภาพลวงตาได้เป็เวลานาน แสดงให้เห็นว่าจิตใจของเขานั้นเหนือกว่าคนทั่ว ๆ ไปมาก
“ตอนนี้มีข้าแค่คนเดียวที่อยู่ในนิกายเทพกระบี่ ถึงเวลาที่จะต้องรับศิษย์สาวกแล้ว”
“เ้าเป็คนแรกที่เข้ามาที่นี่หลังจากที่นิกายเทพกระบี่อัปเกรด ซึ่งหมายความว่าเ้ามีชะตากรรมร่วมกัน ให้ข้าดูคุณสมบัติของเ้าก่อน ว่าเ้าจะมีคุณสมบัติเหมาะสมกับการเป็ศิษย์ของนิกายเทพกระบี่หรือไม่?"
ท้ายที่สุด หลินเฟิงก็ใช้วิชาลับ์!
ไม่นาน ข้อมูลชุดหนึ่งก็ปรากฏขึ้นต่อหน้าเขา
ชื่อ : เย่จิงอวิ๋น
อายุ: 17
ขอบเขต: สามัญชน
กายา : ไม่มี
วาสนา: 17,000
ความภักดี: 30
นี่คือความลึกลับของวิชาลับ์ ไม่เพียงแต่สามารถมองเห็นข้อมูลพื้นฐานของผู้คนได้เท่านั้น แต่ยังได้รับข้อมูลเชิงลึก ซึ่งเกี่ยวกับค่าวาสนาของผู้คนได้อีกด้วย
ในขณะนี้ เขาสามารถมองเห็นสิ่งที่อยู่เหนือศีรษะของเย่จิงอวิ๋นได้อย่างชัดเจน ปราณที่ก่อตัวหนาแน่น และค่าวาสนา 17,000 ซึ่งสูงกว่าคนทั่วไปมาก!
ปราณก่อตัวหนาแน่น มันคือปราณวาสนา!
กล่าวอีกนัยหนึ่งแม้ว่า เย่จิงอวิ๋นจะเป็มนุษย์ที่มีรากฐานธรรมดาและไม่มีกายาพิเศษติดตัว แต่เขาก็เป็คนที่มีวาสนาสูง!
บุตรแห่งโชคชะตา!
ตัวตนประเภทนี้เหมือนกับตัวเอกในนิยาย ถูกต้องมันคือการพลิกชะตาของเศษสวะ!
เริ่มจากเป็คนธรรมดา ๆ ที่กระทั่งคนธรรมดาหลาย ๆ คนก็เทียบไม่ได้ ย่าไม่รักลุงไม่ชอบขี้หน้า
แต่ตราบใดที่ยังไม่ยอมแพ้ ต่อมาในภายหลังต้องอาศัยความพยายามและความอุตสาหะในการฝึกฝนขัดเกลา จนกระทั่งได้พบกับวาสนาอันยิ่งใหญ่
ระฆังไม่ส่งเสียง เมื่อตีจะกังวาน! [1]
ความประหลาดใจเล็กน้อยได้ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของ หลินเฟิง "หึหึ ไม่เลว ไม่เลว"
เขาไม่คาดคิดมาก่อนว่าคนที่บังเอิญก้าวเข้ามาในนิกายเทพกระบี่จะเป็บุตรแห่งโชคชะตาที่หาตัวได้ยาก
เขาคลี่ยิ้ม “ศิษย์คนนี้ เ้านิกายผู้นี้ขอยอมรับ”
พูดจบ เขาก็ถอนหายใจเบา ๆ "วาสนาัทองสมแล้วที่เป็ัทองแห่งโชคลาภ มาถึงนิกายเทพกระบี่ได้ไม่นาน ก็ดึงดูดบุตรแห่งโชคชะตาให้มาเยือน น่าทึ่งยิ่งนัก! "
ไม่นานร่างของเขาวูบวาบ ก่อนที่จะหายตัวไปจากอารามเสวียนหวง
...
ในค่ายกลปกปักนิกาย เย่จิงอวิ๋นยังคงต่อต้านแรงกดดันที่ปล่อยออกมาจากค่ายกล
ดวงตาของเขาปิดสนิท ใบหน้าแดงก่ำ บริเวณหน้าผากของเขาปรากฏเส้นเืสีเขียวปูดโปน ขาของเขาสั่นเทา ก่อนจะทรุดตัวลง แม้แต่ร่างกายของเขาก็หยุดสั่นไม่ได้แม้เพียงเล็กน้อย ทั้งแขนและขาของเขาก็มีเสียงสั่นกรึกๆ
แรงกดดันที่น่าสะพรึงกลัวนั้นหนักหน่วงพอๆ กับขุนเขา ราวกับว่ามันจะบดขยี้เขาให้เป็ผุยผง
พริบตาที่เขาทนไม่ไหวและใกล้จะคุกเข่า จู่ๆ เขาก็ััได้ถึงแสงสว่างที่กระทบบนร่างกาย และแรงกดดันที่น่าสะพรึงกลัวก็ได้หายไปราวกับสายน้ำ
เขาทั้งอ่อนแรงและเหนื่อยล้า ไม่สามารถหยุดอาการเข่าอ่อนได้ เขาเซไปสามก้าวและเกือบจะกองกับพื้น
แฮ่ก~
แฮ่ก~
เขาหอบอย่างหนัก ก่อนจะปาดเหงื่อออกจากเปลือกตา และค่อย ๆ ลืมตาขึ้น
ในเวลาเดียวกันเขาก็ต้องตกตะลึง ขยี้ตา และพบว่าไม่มีภาพหลอนใด ๆ ปรากฏ
ไม่รู้ว่าั้แ่เมื่อไหร่ ที่บุรุษหนุ่มผู้มีลักษณะสง่างามปรากฏตัวขึ้นต่อหน้าเขา
คนผู้นั้นสวมชุดคลุมสีขาวเรียบ พริ้วตามสายลม ราวกับเซียนที่จุติมาบนโลก!
"ท่านเซียน!"
เย่จิงอวิ๋นรู้สึกปลาบปลื้มปีติขึ้นมาในทันที “ศิษย์เย่จิงอวิ๋น คำนับท่านเซียน!”
ในขณะที่พูด เขาก็ล้มลงและคุกเข่าลงกับพื้น "ท่านเซียน ข้าน้อยปรารถนาจะเป็ศิษย์ของนิกายเทพกระบี่!"
“ข้าขอให้ท่านเซียนโปรดเมตตาและยอมรับศิษย์เข้าสู่นิกายเทพกระบี่!”
สีหน้าเขามุ่งมั่นเป็อย่างมาก!
สิ่งที่เขาพบเห็นและได้ยินในวันนี้ทำให้เขาตกตะลึง!
ไม่ว่าจะเป็ประตูนิกายที่สูงตระหง่านหรือค่ายกลปกปักนิกายที่ยากจะคาดเดา มันได้ทิ้งความประทับใจไม่รู้ลืมให้แก่เย่จิงอวิ๋น!
ภายในจิตใจเขา สำนักในอดีตเ่าั้ล้วนแต่เป็สำนักเล็กๆ ที่เน่าเหม็น และมีเพียงนิกายเทพกระบี่เท่านั้นที่เป็สำนักนิกายยิ่งใหญ่อย่างแท้จริง และมีโอกาสไม่มีที่สิ้นสุดรออยู่!
ดังนั้นเขาจะต้องคว้าโอกาสนี้ไว้ไม่ว่าจะเกิดขึ้นสิ่งใดขึ้น!
จะต้องเข้าร่วมนิกายเทพกระบี่!
"ลุกขึ้น"
หลินเฟิงพยักหน้าเล็กน้อย พร้อมกับโบกมือขึ้น "ข้ารับปากเ้า นับั้แ่นี้ไปเ้าจะเป็ศิษย์ของนิกายเทพกระบี่ แต่ยามนี้เ้ายังเป็ได้เพียงศิษย์ฝึกหัด"
“แน่นอน ตราบใดที่เ้าเพิ่มพูนความแข็งแกร่งของเ้าในอนาคต เ้าย่อมมีโอกาสได้เป็ศิษย์ฝ่ายนอก ศิษย์ฝ่ายใน หรือแม้แต่ศิษย์ชั้นยอดของนิกาย”
“ขอบคุณท่านเซียนที่เมตตา!ขอบคุณท่านเซียนที่เมตตา!” เมื่อได้ยินเช่นนั้น เย่จิงอวิ๋นก็รู้สึกตื่นเต้นเป็อย่างมาก “ผู้เยาว์ยังมิทราบนามของท่านเซียน แต่นับจากนี้ศิษย์จะขอจดจำเอาไว้ขึ้นใจ!”
หลินเฟิงค่อย ๆ กล่าว "ข้ามีนามว่าหลินเฟิงเป็ประมุขของนิกายเทพกระบี่"
“ศิษย์เย่จิงอวิ๋น คำนับท่านเ้านิกาย!” เมื่อได้ยินถ้อยคำนี้ เย่จิงอวิ๋นก็สั่นสะท้านไปทั่วทั้งร่าง ท่าทางการแสดงออกของเขาเต็มไปด้วยความเคารพ “ขอบคุณเ้านิกายที่ให้โอกาสแก่ศิษย์ ศิษย์จะขออุทิศชีวิตให้กับนิกายเทพกระบี่!"
์ทรงเมตตา ในที่สุดข้าก็ทำตามความปรารถนาที่จะเข้าร่วมนิกาย ซ้ำยังเป็นิกายเทพกระบี่ที่แสนจะน่าอัศจรรย์!
ปัจจุบันหลินเฟิงพบว่าค่าความภักดีของเย่จิงอวิ๋น เพิ่มขึ้นเป็ 90
ในระบบบันทึกข้อมูลรายชื่อของศิษย์ฝึกหัด ชื่อของเย่จิงอวิ๋นก็ได้ปรากฏขึ้นเช่นกัน
“ติ๊ง! ระบบพบว่าเ้านายได้รับลูกศิษย์และััถึงแรงปรารถนาในตัวเ้านาย ระบบพอใจมาก เพื่อเพิ่มกำลังใจ จึงริเริ่มเสนอ [แพ็กเกจของขวัญเพื่ออัปเกรดศิษย์ในนิกาย] ”
“ติ๊ง! ขอแสดงความยินดีกับเ้านายที่ได้รับที่พักสาวกฝึกหัดและลานฝึก”
"ติ๊ง! ขอแสดงความยินดีกับเ้านายที่ได้รับวิถีฝึกกายาขั้นเทวะ"
“ติ๊ง! ขอแสดงความยินดีกับเ้านายที่ได้รับหมัดเทพทลาย”
"ติ๊ง! ขอแสดงความยินดีกับเ้านายที่ได้รับชีพจริญญาขั้นเทวะ"
[1] ระฆังไม่ส่งเสียง เมื่อตีจะกังวาน หมายถึง คนที่มีความสามารถแค่ไม่แสดงออก แต่ถ้าคนได้เห็นได้รู้รับรองตะลึงงัน