“ไม่เป็ไรแล้วค่ะ เที่ยงนี้ก็สามารถออกจากโรงพยาบาลได้แล้ว”
แอชเชอร์พยักหน้าให้กับพยาบาลที่เข้ามาตรวจร่างกาย หลังจากเขาถูกนำส่งโรงพยาบาลในตอนตีสามที่ผ่านมา ด้วยการรักษาที่ก้าวหน้าเขาเพียงแค่ติดแผ่นเจลรักษาก็สามารถกลับมาเป็ปกติได้อย่างรวดเร็ว ดีที่กระดูกของเขาได้รับการรักษาจากระบบแล้วจึงไม่จำเป็ต้องนอนโรงพยาบาลเป็อาทิตย์เพื่อผ่าตัด
หลายชั่วโมงที่เขาฟื้นขึ้นมานี้เองนั้น แอชเชอร์พบว่าทุกๆอย่างเปลี่ยนไป มันไม่ใช่โลกคู่ขนาด ไม่ใช่โลกใหม่ เขาแน่ใจว่ามันเป็โลกเดิมของเขาที่ย้อนกลับมา เพียงแต่การกลับมาของเขาไปกระทบบางอย่างทำให้หลายสิ่งหลายอย่างเปลี่ยนแปลงไป
จากการสอบถามกับหัวหน้าทหารที่นำเขามาส่งยังโรงพยาบาลเขต B61 แอชเชอร์จึงรู้ว่ามนุษย์ไม่ได้อ่อนแออีกต่อไป เนื่องจากพวกเขาสามารถเพิ่มสกิลเข้าไปในร่างกายได้ผ่านการฝึกฝน ไม่ว่าจะเป็สกิลคลื่นดาบที่เขาเห็นจากทหาร หรือจะเป็สกิลวิ่งหลบหลีกที่คิดว่าเป็สกิลของชุดเกราะ ทุกๆอย่างต่างผิดเพี้ยนไปหมด เนื่องจากว่าตอนนี้มนุษย์สามารถเรียนรู้สกิลเหล่านี้ได้ด้วยตัวของพวกเขา เพียงแต่ว่ามันมีข้อจำกัดในการใช้งาน
ข้อจำกัดที่ว่าก็คือมานา หากมนุษย์ปราศจากมานาพวกเขาจะเป็ได้เพียงแค่คนธรรมดาเท่านั้น จำเป็ต้องสวมใส่ชุดเกราะหรือไม่ก็อุปกรณ์การฝึกเพื่อให้ร่างกายมีมานาเข้าไปหล่อเลี้ยงถึงจะใช้งานสกิลเหล่านี้ได้
ในชีวิตก่อนของเขาต่อให้จะเป็ชุดเกราะมาร์คทู มาร์คธรีหรือจะเป็ชุดฝึกซ้อมที่มีการนำฟอสเอนเนอร์จี้ไปเปลี่ยนเป็มานาให้มนุษย์ มันจะไม่มีสกิลโผล่ออกมา มนุษย์จะฝากชีวิตไว้กับพลังของชุดเกราะและประสบการณ์ของตัวเอง
การจะใช้สกิลได้ก็ต่อเมื่อสวมใส่ชุดเกราะนาโนสูทเท่านั้น ในชีวิตนี้กลับเปลี่ยนไป ขอเพียงแค่มีมานา มนุษย์สามารถใช้สกิลได้ไม่ว่าจะสวมใส่ชุดเกราะอะไรก็ตาม แต่ก็ไม่เสมอไปที่มนุษย์จะได้รับสกิลติดตัวเพราะหัวหน้าทหารบอกเอาไว้ว่า สกิลจะได้มาเมืุ่์ฝึกไปถึงจุดสูงสุดเพียงเท่านั้น แม้จะมีทหารอยู่หลายแสนคนกลับมีเพียงแค่หมื่นคนที่ใช้สกิลพื้นฐานได้ครบ
“ตรวจสอบ”
[ชื่อ ลิเดียร์ ไอโอนิก]
[อายุ 25 ปี]
[พลังต่อสู้ 1 ]
แอชเชอร์ใช้ระบบตรวจสอบกับพยาบาลที่พึ่งเปิดประตูออกไป ปรากฎว่าเธอมีค่าสถานะแสดงให้เขาเห็นเพียง 3 อย่างเท่านั้น แต่ที่เขาสงสัยมากที่สุดก็คือพลังต่อสู้ที่มีอยู่ 1 หน่วย มันเป็สถานะที่เขาไม่มีและเป็สิ่งที่เขาไม่รู้จักอีกด้วย จากการที่เขาลองสำรวจทหารที่เดินทางมาส่งเหล่าทหารล้วนมีพลังต่อสู้ 150 หน่วยกันทุกๆคน ต่างจากผู้คนที่เขาเห็นในโรงพยาบาลแห่งนี้ บางคนเขาเห็นพลังต่อสู้เพียงแค่ 1 เท่านั้น บางคนมี 2 3 หรืออาจจะ 4 ก็มี
“ระบบ พลังต่อสู้คืออะไร”
[ พลังต่อสู้ในที่นี้หมายถึงความสามารถในด้านการต่อสู้ที่วัดออกมาจากตัวของบุคคลหนึ่งๆ ]
“แล้วทำไมฉันไม่มี”
[ยืนยันจากทางระบบ เพิ่มสถานะพลังต่อสู้เข้าสู่ระบบโฮสต์สามารถตรวจสอบได้]
[แจ้งเตือน 1 แต้มสถานะเท่ากับ 5 พลังต่อสู้]
“เปิดสถานะ”
[ระบบ 1 - 1 ระดับ 1 ดาว]
[ชื่อ : แอชเชอร์ แอสลาส]
[อายุ : 15 ปี]
[ระดับซิงโครไนซ์ : SS ]
[พลังโจมตี 0]
[พลังป้องกัน 0]
[ความเร็ว 1]
[พลังต่อสู้ 5]
[ฟอสเอนเนอร์จี้ 0]
[แต้มสถานะคงเหลือ 0]
[ สถานะร่างกาย 100 % ]
แอชเชอร์เปิดสถานะของตัวเองขึ้นมาดูปรากฎว่าด้านในมีพลังต่อสู้เพิ่มขึ้นมาแล้วจริงๆ มันน่าจะมาจากแต้มความเร็ว 1 หน่วย ส่วนฟอสเอนเนอร์จี้ของเขาเหลือ 0 ก็เพราะว่าเขาใช้มันรักษาตัวระหว่างที่โรงพยาบาลรักษาเขา เพื่อให้ค่ารักษามันถูกลงกว่าเดิม จึงทำให้สถานะร่างกายของเขามี 100 %
หากพลังต่อสู้หมายถึงความสามารถทางด้านร่างกายจึงหมายความว่าตอนนี้เขามีพลังต่อสู้ที่ 5 หน่วย แข็งแกร่งกว่าพยาบาลคนที่เข้ามาตรวจสอบร่างกายของเขา ส่วนพลังต่อสู้ 150 หน่วยของทหารในยามที่พวกเขาสวมชุดเกราะอยู่ที่ 150 หน่วย ตอนถอดชุดเกราะพลังของทุกคนที่ผ่านการฝึกจะอยู่ราวๆ 10 - 20 หน่วย
“เดี๋ยวก่อนนะ หมายความว่ายังไงที่บอกว่าแต้มสถานะ 1 แต้มเท่ากับพลังต่อสู้ 5 หน่วย”
แอชเชอร์รู้สึกสงสัย เขาอยากรู้ความจริงในข้อนี้ เนื่องจากว่าถ้าเขาเพิ่มแต้มสถานะไปยังความรวดเร็วทั้งหมด สถานะพลังต่อสู้ของเขาก็จะเพิ่มขึ้นด้วย ยกตัวอย่างเช่น เขาอัพสถานะความเร็วไป 30 แต้ม ด้วยจำนวนแต้มเท่านี้จะทำให้พลังต่อสู้ของเขามีเท่ากับทหารสวมใส่ชุดเกราะมาร์คทูราว 150 หน่วย ซึ่งสิ่งนี้ทำให้เขาเกิดความสงสัยมากว่าหากต่อสู้กันขึ้นมาใครจะเป็ฝ่ายชนะเพราะพลังต่อสู้ของทั้งสองเท่ากัน
“นี่ระบบหากฉันที่เพิ่มความเร็ว 30 แต้มได้สู้กับทหารสวมใส่ชุดเกราะมาร์คทู ใครจะเป็ฝ่ายชนะ”
[ไม่สามารถวิเคราะห์ให้แน่ชัดได้ โฮสต์โปรดทราบ โอกาสชนะไม่ได้ขึ้นอยู่กับพลังต่อสู้เท่านั้นยังมีปัจจัยอื่น พลังต่อสู้เป็เพียงภาพรวมทั้งหมดที่มนุษย์ใช้สำหรับประเมินความแข็งแกร่งมอนสเตอร์และชุดเกราะเพียงเท่านั้น หากการต่อสู้ระหว่างโฮสต์และผู้ใช้ชุดเกราะมาร์คทูเกิดขึ้นจริง โอสต์สามารถใช้ความเร็วที่มากกว่าจัดการอีกฝ่ายได้ผ่านจุดอ่อนของชุดเกราะ แต่หากอีกฝ่ายปิดจุดอ่อนโฮสต์ก็มีโอกาสแพ้]
“สรุปแล้วก็คือ พลังต่อสู้เป็สิ่งที่เอาไว้ใช้เปรียบเทียบความแข็งแกร่งเท่านั้น มันไม่สามารถยืนยันได้ว่าการมีพลังต่อสู้ที่เหนือกว่าจะเป็ฝ่ายชนะ”
[โฮสต์เข้าใจถูกแล้ว ตราบใดที่ยังมีจุดอ่อนก็สามารถตายได้จากฝีมือคนที่อ่อนแอกว่า]
แอชเชอร์เท้าคางพลางปล่อยให้เวลาเลยผ่านไป จากแผนการที่วางเอาไว้ อันดับแรกเขาจำเป็ต้องเดินทางไปขึ้นทะเบียนพลเรือนกับเขต B61 ก่อนเพื่อที่เขาจะได้ไม่เป็คนเร่ร่อน สามารถหางานทำได้
ส่วนเื่อนาคตเขาคิดว่ามันคงจะต่างกันออกไปอย่างแน่นอนเพราะหลายอย่างที่เกิดกับตัวเขาล้วนแล้วเปลี่ยนแปลงไปบ้างแล้ว ถึงอย่างนั้นเขาคิดว่าอนาคตที่เขาเห็นเป็เหตุการณ์หลักและเป็เหตุการณ์หนักหน่วงในชีวิตก่อนจนเขาไม่มีทางลืม คงจะเกิดขึ้นแน่นอน แม้สิ่งเล็กๆระหว่างทางจะถูกเปลี่ยนแปลงไปแล้วก็ตาม แต่อนาคตหลักๆของเหตุการณ์ใหญ่ๆมันคงจะเกิดแน่นอน
เขาจำได้ว่ามี 3 ครั้งที่ทำให้เขาจำได้ไม่มีทางลืมคือเหตุการณ์ตอนที่เขาอายุ 20 ปี 26 ปีและ 30 ปี นับว่าเป็เหตุการณ์ที่ทำให้ชีวิตของเขาเปลี่ยนแปลงไปมากมาย ถึงอย่างนั้นเขากลับไม่คิดจะเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับพวกมันเร็วนัก ยังไงการเป็ทหารของเขาก็จะต้องเข้าไปยุ่งเกี่ยวอยู่ดี สิ่งที่เขาทำได้ในตอนนี้ก็คือฝึกหนักเพื่อทำให้ตัวเองแข็งแกร่งจะได้ไม่เป็หนึ่งในคนที่ตกตายใน่เวลาทั้ง 3 นี้
“ต่อจากนี้ไป ทุกอย่างคงไม่เหมือนเดิมแล้วสินะ”
แอชเชอร์รู้สึกวิตกเกี่ยวกับสิ่งที่กำลังเปลี่ยนแปลง การออกจากโรงพยาบาลของเขาครั้งนี้เป็จุดเปลี่ยนของชีวิตที่ทำให้อนาคตของเขาอาจจะต่างออกไป ชีวิตก่อนเขาจะต้องพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลหลายวันจนหายดีจากนั้นจะถูกส่งไปยังกองทัพเพื่อหาทางใช้หนี้การรักษาของเขาที่แพงมาก ชีวิตก่อนเขาต้องทำงานใช้หนี้จนถึงอายุ 25 ปี แล้วค่อยกลายเป็ทหารรับเงินเดือนปกติสามารถลาออกได้แต่เขาไม่ทำเพราะไม่มีงานที่เหมาะสมแล้วมันยังเป็งานที่ทำให้เขาตามหาพี่สาวได้อีก
ครั้งนี้กลับต่างกันกับชีวิตก่อน เขามีเงินจ่ายค่ารักษา ดูจากสถานการณ์แล้วอนาคตจะต้องเปลี่ยนไปเพราะเขาไม่ได้เป็หนี้ แม้เขาจะต้องกลับเข้าไปในกองทัพเช่นเดิมเพียงแค่เปลี่ยนวิธีการ ด้วยสิ่งที่เกิดขึ้นเล็กๆนี้มันจะต้องส่งผลต่อหลายๆอย่าง
การที่เขาจะกลับเข้าไปในกองทัพก็เพราะว่าตัวเอง้างาน การยุ่งเกี่ยวกับกองทัพเป็หนทางที่สืบหาเบาะแสพี่สาวได้เร็วที่สุด ในชีวิตนี้เขาจะไม่เป็เพียงแค่ครูฝึก เขาจะใช้ระบบไต่เต้าจนเป็เ้าหน้าที่ระดับสูงที่สามารถเข้าถึงข้อมูลได้ทุกๆอย่าง
เขาจะลากคอพวกที่ใช้สัญลักษณ์ขนนกสีแดงเืออกมาให้ได้ ดังนั้นการเข้าไปในกองทัพจึงสำคัญต่อตัวของเขา ไม่เพียงแค่เขาจะเข้าถึงข้อมูลของพวกขนนกสีเืได้แล้ว เขายังสามารถเข้าถึงฟอสเอนเนอร์จี้ได้อีก ด้วยสิ่งนี้มันจะเติมเต็มตัวของเขาให้แข็งแกร่งจนไม่มีใครเทียบได้ อันดับแรกเขาจำเป็ต้องเข้าไปในฐานะนักเรียนก่อน มันเป็ก้าวแรกของทุกๆคน
“ไปขึ้นทะเบียนก่อนสินะ”
หลังจากจ่ายค่ารักษาและรับชุดเสื้อยืดกางเกงขายาวที่ทางโรงพยาบาลจัดหาให้รวมกับค่ารักษา แอชเชอร์ก็เริ่มเปิดโทรศัพท์มือถือเรียกรถสาธารณะให้มารับตัวเขาไปยังจุดลงทะเบียนพลเรือน เขาต้องเข้าไปแจ้งการย้ายถิ่นฐานเพื่อให้ตัวเองมีที่อยู่เป็หลักแหล่ง
การแจ้งลงทะเบียนไม่ใช่เื่แปลก ในยุคที่มนุษย์ขยายที่อยู่ใต้ดินไปเรื่อยๆและถูกทำลายที่อยู่เก่าเรื่อยๆ จึงมีผู้คนแจ้งย้ายมากมาย การกระทำของแอชเชอร์จึงไม่ใช่เื่ใหญ่ แล้วการจะเป็นักเรียนได้จะต้องมีเขตเป็ของตัวเองจึงต้องลงทะเบียนให้ชัดเจน จากนั้นก็สามารถสมัครและสอบคัดเลือกเป็นักเรียนได้
ซึ่งมันไม่มีอะไรมากเลยเกี่ยวกับการคัดเลือก ข้อเขียนจะให้อธิบายเกี่ยวกับจริยธรรมที่มนุษย์พึงมี ส่วนภาคปฎิบัติจะเป็การทดสอบร่างกายธรรมดา ใครก็ตามสามารถเป็นักเรียนเตรียมทหารได้เพราะทุกวันนี้มนุษย์้ารั้วปกป้อง
“จะไปที่ไหนครับ”
“ผมจะไปลงทะเบียนพลเรือน”
“อาคารลงทะเบียนผู้อพยพสินะครับ”
รถสาธารณะที่เรียกมาเริ่มวิ่งออกไปช้าๆบนท้องถนน ถึงมนุษย์จะต้องลงมาอยู่ใต้ดิน สิ่งอำนวยความสะดวกยังอยู่ครบ รถ ถนน สิ่งก่อสร้าง ยังคงเจริญก้าวหน้าไม่ต่างจากที่พวกเขาอยู่บนพื้นดิน เพียงแต่พวกเขาไม่สามารถมองเห็นท้องฟ้าได้เท่านั้น
ในระหว่างเดินทางแอชเชอร์ได้เข้าไปในเว็บของสหพันธ์ดาวเหนือ สหพันธ์ที่ดูแลและปกป้องพวกเขา การที่แอชเชอร์เข้ามาก็เพื่อที่เขาจะได้ดูวันเวลาทดสอบ การสมัครจะเปิดรับตลอดปี แต่วันทดสอบจะมีจัดเป็่เวลาหัวปีและท้ายปี กระทั่งเขาพบเจอเข้ากับวันทดสอบที่จะจัดขึ้นในอีก 1 เดือนข้างหน้า แอชเชอร์จึงปิดโทรศัพท์ การสมัครจะเริ่มขึ้นหลังจากที่เขาลงทะเบียนพลเรือนเรียบร้อยแล้ว
“เวลา 1 เดือนนี้ต้องหาที่อยู่ด้วยสินะ”