บทที่ 137 อย่าพูดถึงนางอีก
น้ำตกที่มีประกายแสงแดดระยิบระยับจากการสะท้อนเหนือผิวน้ำให้ความรู้สึกเหมือนกับอัญมณีที่มีราคาแพง แถมอัญมณีชิ้นนี้ยังเป็นอัญมณีชิ้นเดียวที่ต่อให้มีเงินก็ไม่สามารถซื้อกลับไปเก็บไว้ที่บ้านได้
กลิ่นหอมของดอกไม้และพืชพรรณนานาชนิดทำให้คนตัวเล็กสูดลมหายใจเข้าปอดจนตัวพอง แก้มขาวเนียนของเขาขึ้นสีแดงระเรื่อด้วยเพราะสุขภาพดี ทำเอาคนที่ตั้งใจพามาชื่นชมความงดงามนี้ได้แต่พยักหน้ากับตนเองอย่างพึงพอใจ
หวงซีเฉิงไม่มีความรู้สึกชื่นชอบความสวยงามเหล่านี้เป็นการส่วนตัว ที่ผ่านมาเขาติดตามบิดาไปทั่วทุกที่เพื่อสังหารคนเท่านั้น ไม่มีเวลาที่จะมาชมดอกไม้ใบหญ้าเหล่านี้ ทว่า...หลังจากที่เขาได้เห็นฉากที่งดงามตรงหน้า ครั้งต่อไปเขาควรจะต้องจดจำตำแหน่งของสถานที่ดีๆเอาไว้ให้มากหน่อย หากมีเวลาพักจากงานราชการ ไม่สิ! ถ้าวันไหนที่เขาอยากจะเอาอกเอาใจชิงหมิน เขาจะได้พาเจ้าตัวแสบหนีออกมาเที่ยวเล่นอีก
“กลิ่นหอมเหล่านี้ ดีกว่ากลิ่นที่ข้าทำถุงหอมเป็นสิบๆเท่า” ชิงหมินลูบอกของตนเอง รู้สึกอยากจะครอบครองวิธีการผสมกลิ่นหอมเหล่านี้เหลือเกิน
แต่ฝีมือคนทำไม่มีทางจะเทียบกับสิ่งที่ธรรมชาติรังสรรค์ได้ แม้ว่าชิงหมินจะมีความสามารถในการพัฒนาระดับของตนเองอยู่เสมอ กระนั้นก็ยังมีขีดจำกัดที่เขาข้ามไปไม่ได้อยู่
“หากเจ้าชื่นชอบ วันหน้าข้าจะพามาอีก”
“จริงหรือ?”
“ข้าไม่มีเหตุผลให้ต้องโกหกต่อเจ้า”
“อ่า ข้าจะจดจำเอาไว้ก็แล้วกัน วันข้างหน้าเจ้ามีสตรีมากมายในจวนแล้ว อาจจะหลงลืมที่รับปากข้าไว้ แต่ไม่เป็นไร...เจ้าลืม แต่ข้าจะตามทวงเจ้าทุกวัน!”
“หึ” เห็นเจ้าเด็กตัวแสบข่มขู่ตนเอง แสดงตัวเหมือนกับว่าจะเกาะติดเขาทุกเมื่อเชื่อวันเพื่อทวงสัญญา ซีเฉิงนึกอยากจะให้สัญญากับเจ้าตัวเล็กอีกสัก 100 อย่าง เพื่อที่เจ้าตัวจะได้เกาะติดเขาทั้งวันทั้งคืน....
เกรงแต่ว่าเมื่อถึงเวลานั้นจะวิ่งหนียามเห็นหน้าของเขาเสียก่อนน่ะสิ
“ก่อนหน้านี้ข้าไม่ค่อยได้ออกจากจวนมากนัก และที่จริง...ข้าก็ไม่ชอบการเดินทางด้วย เวลานั่งรถม้าไกลๆ ก้นของข้าระบมไปหมดจนอยากจะร้องไห้ แถมยังใช้เวลาบนรถม้านานเหลือเกิน หากต้องเดินทางมาที่นี่ ปกติแล้วควรจะต้องเดินทางเป็นครึ่งๆเดือน ทั้งหมดนี้ต้องขอบคุณเจ้าที่พาสิงโตน้อยมาหาข้า”
“ขนของสิงโตน้อยทำให้ข้ารู้สึกว่าตนเองสามารถเดินทางไปทั่วทั้งอาณาจักรเซินเลยก็ยังได้ อันที่จริง...ข้ารู้สึกสุขสบายพอๆกับการนอนที่เตียงของข้าเลยด้วยซ้ำ หากไม่ใช่เพราะขนมหวานที่ข้าตุนมาใกล้จะหมดแล้ว ข้าก็คงไม่อยากจะกลับจวนหรอก”
“อีกทั้งการเดินทางกับท่านก็รวดเร็วจริงๆ ในขบวนที่ไม่มีคนแก่ ไม่มีเด็ก ไม่มีผู้หญิงให้รำคาญใจ ข้าชอบมากกว่า” หลี่ชิงหมินผู้ได้รับอิทธิพลจากบรรยากาศที่สบายอกสบายใจนี้เปิดเผยความในใจของตนเองออกมาทั้งหมด
ซีเฉิงที่นั่งอยู่ข้างกันยังคงจับจ้องใบหน้าที่งดงามนั้น รู้สึกอยากจะยื่นมือไปกอบกุมแล้วให้อีกฝ่ายหันมาสบตาตนเอง เขาอยากจะถามยืนยันกับชิงหมินเพื่อความแน่ใจ หากในอนาคตต้องลำบากเดินทางไกลไปกับเขาทั่วทั้งอาณาจักรจริงๆ ชิงหมินจะยินดีไปด้วยกันหรือไม่
แน่นอนว่าซีเฉิงไม่ได้เอ่ยถามออกไป เรื่องราวในอนาคตยังไม่แน่นอน เขาไม่ควรทำให้เด็กน้อยขวัญหนีดีฟ่อไปเสียก่อน
“ตอนที่เจ้ารู้ว่าข้าเป็นแม่ทัพใหญ่อาณาจักรเซิน เจ้าประหลาดใจบ้างหรือไม่” เห็นคนตัวเล็กกำลังมีความสุข ซีเฉิงจึงได้เอ่ยถามสิ่งที่เขาคาใจต่ออีกฝ่าย
เรื่องนี้ซีเฉิงไม่รู้ว่าชิงหมินรู้เรื่องของเขาตั้งแต่ต้นผ่านนิยายแล้ว ดังนั้นการยอมรับตัวตนของเขาอย่างง่ายดายนั้นจึงไม่ได้คิดเอาไว้ก่อน เดิมที...ตอนที่เขาอยู่ในฐานะผู้นำกองทัพอิสระ หวงซีเฉิงก็คิดว่าจะค่อยๆเปิดเผยความจริงให้ชิงหมินได้รู้ รวมทั้งเรื่องที่เขาไม่ได้ความจำเสื่อมด้วย ทว่า....เด็กน้อยของเขารู้ความเกินไป นอกจากจะไม่เอ่ยถามอะไรให้ต้องปวดหัวแล้ว ก็ดูเหมือนจะยอมรับที่เขาเป็นเช่นนี้ได้อย่างง่ายดาย
ครั้นเมื่อพาอีกฝ่ายเข้าเมืองหลวง ก็คิดว่าอาจจะมีปัญหาที่ต้องพูดคุยกันยาว จากการที่เขาเป็นถึงแม่ทัพใหญ่ของอาณาจักร ไหนจะเรื่องสมรสพระราชทานและการแต่งตั้งเป็นฮูหยินขั้น 1 อีก
ชิงหมินของเขามีใจภักดีต่อซือซือมาก เขาหักดิบบังคับอีกฝ่ายให้มาเป็นคนของตนเอง ยังคิดว่าชิงหมินจะไม่มีทางยอมรับได้อย่างง่ายดาย เขากระทั่งคิดทางออกเอาไว้มากมายสำหรับเรื่องนี้ คิดกระทั่งอาจจะช่วยชิงหมินตามหาซือซือแล้วพานางเข้าจวนแม่ทัพด้วยกัน ทำเพื่อชิงหมินที่จะได้อยู่ในจวนของเขาอย่างว่าง่ายเสียด้วยซ้ำไป
แน่นอนว่าใจจริงของเขาไม่ต้องการเช่นนั้น แต่ถ้าเพื่อทำให้เด็กน้อยยินยอม เขาก็พร้อมที่จะทำทุกอย่างเช่นกัน...
โชคดีที่ชิงหมินของเขายังคงน่ารักเหมือนกับที่ผ่านๆมา ต่อให้จะดื้อหรือซนแค่ไหน ก็ยังเป็นคนที่เข้าใจอะไรง่ายๆ ตอนที่เจ้าตัวแสบไม่ได้แสดงท่าทีรังเกียจต่อการสมรสด้วยกันกับเขา หวงซีเฉิงไม่รู้ว่าตนเองยิ้มไม่หุบไปกี่วัน
หลี่ชิงหมินได้ยินคำถามนั้น เขาหันมาสบตากับคนที่นั่งจ้องมองเขาราวกับต้องการจะจับกินอยู่ก่อนแล้ว เขาก็ต้องรีบเสหน้าหันหนีหลบไป รู้สึกว่าสายตาของซีเฉิงเป็นอะไรที่เขาต้านทานไม่ได้จริงๆ
คนตัวใหญ่ผู้นี้สมกับเป็นพระเอก ต่อให้ใบหน้าของเขามีรอยบาดแผลลึก แต่ทันทีที่สบตากับเขา เหมือนกับว่าตนเองกำลังถูกดูดลงไปในห้วงเหวลึกที่ไม่สามารถปีนกลับขึ้นมาได้
“ข้าไม่ค่อยประหลาดใจเท่าไร ด้วยความสามารถของเจ้า ต่อให้ยังความจำเสื่อมก็ยังขึ้นเป็นแม่ทัพใหญ่ได้ด้วยตนเอง ดังนั้นเจ้าเป็นแม่ทัพใหญ่ หรือจะเป็นบุตรชายแม่ทัพใหญ่ ทั้งหมดก็เหมือนกัน...”
“อืม แล้วเจ้าสงสัยเกี่ยวกับความทรงจำของข้าหรือไม่?”
“หึ! ข้ารู้ว่าเจ้าโกหกตั้งแต่แรกแล้วต่างหาก เจ้าพูดจาไม่มีหางเสียงต่อข้า ไม่มีความเคารพหรือหวาดกลัวขุนนาง แถมความแข็งแกร่งของเจ้าก็มากเกินไป ข้ารู้สึกว่าเจ้าสมควรจะเป็นคนที่หนีอะไรบางอย่างมา ดังนั้นเรื่องความจำของเจ้าที่หายไปย่อมไม่ใช่ความจริงตั้งแต่แรก”
“ตอนที่ข้าเห็นเจ้า ข้าก็รู้แล้วว่าเจ้ากำลังหลอกซือซือของข้าอยู่ ดังนั้นข้าจึงไม่ชอบเจ้านัก” ชิงหมินแค่นหัวเราะออกมา เจ้าปีศาจร้ายผู้นี้ยังจะคิดว่าตนเองหลอกผู้อื่นได้แนบเนียนอยู่อีกหรือ?
วันๆเอาแต่ข่มขู่เขาและฝูเซ่า ชาวบ้านที่ไหนทำกันแบบนี้ คนเสียความทรงจำที่ไหนเขาทำกันบ้าง? ต่อให้ไม่อ่านนิยายมาก่อน ลักษณะของหวงซีเฉิงก็ทำให้มองออกได้อย่างง่ายดายอยู่ดี
“..........”
“อะไร?” ชิงหมินที่เพิ่งพูดอย่างมั่นใจชะงักเล็กน้อย เขาสัมผัสได้ถึงสายตาเข้มงวดที่ซีเฉิงใช้มองตนเอง มันไม่เหมือนกับบรรยากาศอบอุ่นก่อนหน้านี้ คราวนี้มีรังสีบางอย่างเข้มข้นขึ้นจนทำให้คนต้องเล็กต้องขมวดคิ้ว
ดวงตาของหวงซีเฉิงหรี่ลง เขาสำรวจชิงหมินและจ้องตากับอีกฝ่ายไม่ยอมลดละ
“ไม่พอใจอันใด เจ้าคิดว่าตัวเองหลอกข้าสำเร็จ พอไม่สำเร็จก็จะมาโกรธข้าอย่างนั้นหรือ?”
“ชิงหมิน...”
“อะ อะไร...เจ้าจะยื่นหน้าเข้ามาทำไม” ชิงหมินรู้สึกหวาดกลัวอยู่บ้าง เจ้าปีศาจร้ายตนนี้ไม่ใช่จู่ๆก็บ้าคลั่งขึ้นมาหรอกนะ เมื่อครู่ยังคุยกันดีๆ เหตุใดจึงปล่อยออร่าอันตรายใส่เขาแบบนี้ล่ะ
“เจ้ารู้หรือไม่ว่าข้าต้องการจะกินเจ้าเสียตั้งแต่ตอนนี้เลย เจ้ากำลังเล่นกับความอดทนของข้าอยู่...” คำพูดที่หลุดออกมาทำให้ชิงหมินต้องระมัดระวังตัวมากขึ้น
“เจ้าหิวก็ไปกินข้าว เป็นบ้าไปแล้วหรือ?”
“ข้าไม่ได้หิวข้าว ข้าหิวเจ้า”
“อะ อะไรของเจ้า! หรือว่าเจ้าอยากจะได้ชาโม่ลี่ฮวา เช่นนั้นก็บอกข้าดีๆก็ได้ ข้านำชามา...” แขนเล็กของชิงหมินถูกจับเอาไว้ทันทีที่เขาล้วงไปหยิบผงชาออกมา
ผู้ที่ได้ฉายาว่าปีศาจร้ายจับแขนของเขาแล้วช้อนเอวอย่างรวดเร็วจนชิงหมินที่ไม่ทันได้ตั้งตัวหงายหลังนอนไปกับพื้นหญ้า ผมของคนตัวเล็กยุ่งเหยิงเล็กน้อย แต่ที่ยุ่งเหยิงมากกว่าก็คือเสื้อผ้าของเขา..
หวงซีเฉิงไม่ปล่อยให้ชิงหมินได้พูดอะไร เขาขึ้นมาคร่อมร่างเล็กเอาไว้ทันที บรรยากาศรอบๆตัวเงียบไปชั่วอึดใจ ซีเฉิงเหมือนเพิ่งได้สติกลับมาหลังจากเห็นสีหน้าตื่นตระหนกของคนใต้ร่าง
เขาใช้ฝ่ามือหนาของตนเองลูบไล้ปรอยผมที่หลุดรุ่ยของชิงหมิน รู้สึกว่าการที่เขาได้อยู่เหนือร่างเล็กนี้ยิ่งทำให้ความปรารถนาของตนเองพุ่งพล่านมากขึ้นไปกว่าเดิมเสียอีก
เขารู้ดีว่าความต้องการของเขาต่อคนตรงหน้ารุนแรงขนาดไหน หลายครั้งเกือบจะควบคุมเอาไว้ไม่ได้ หากไม่ใช่เพราะต้องการทำทุกอย่างให้สมบูรณ์แบบ สร้างความประทับใจไม่รู้ลืมแก่ชิงหมิน เขาคงจะลอบเข้าไปในจวนหลี่ จับคนตัวเล็กมากลืนกินตั้งแต่วันแรกๆที่แยกจากกันแล้ว
“ปะ ปล่อยได้แล้ว เจ้าทำอันใดเช่นนี้ต่อหน้าผู้คนมากมาย ไร้ยางอายเกินไปแล้ว”
หลี่ชิงหมินเรียกสติของตนเองกลับมาได้ เขาใช้ทั้งสองแขนของตนเองเพื่อดันร่างกายใหญ่โตออกไป แต่น่าเสียดายที่พลังกายของเขาไม่สามารถขยับซีเฉิงได้แม้เพียงน้อยนิด
“ข้าก็ไร้ยางอายเช่นนี้มานานแล้ว อีกอย่าง...ใครจะกล้ามองว่าข้าทำอะไรบ้าง”
“เจ้า!!” ชิงหมินอยากจะจัดการชกต่อยคนตรงหน้าสักสองสามที ใครจะคิดว่าเจ้าปีศาจร้ายผู้นี้ ไม่เพียงแค่มีจิตใจโหดเหี้ยมเท่านั้น เขายังไร้ยางอายเป็นที่หนึ่งอีกด้วย
“ชิงหมิน .... ข้าปล่อยเจ้าก็ได้ แต่เจ้าต้องรับปากกับข้าเรื่องหนึ่งก่อน” หวงซีเฉิงไม่แกล้งชิงหมินมากเกินไปจนคนรู้สึกอึดอัด เขาเกรงว่าความพยายามของตนเองที่ผ่านมาจะถูกทำลายเพราะความร้อนอกร้อนใจของเขา
จะสั่งสอนเด็กดื้อ ยังต้องรอให้เด็กดื้อผู้นี้ไม่มีทางหนีออกไปจากกรงขังของเขาได้เสียก่อน เวลานี้คนยังถือว่าเป็นคนของสกุลหลี่ไม่ใช่สกุลหวง รังแกมากไปอาจจะกลายเป็นปัญหาของเขาเสียเอง
“รับปากอันใด?”
ชิงหมินขมวดคิ้ว ลมหายใจอุ่นร้อนของซีเฉิงทำให้ความสงบของเขาค่อยๆถูกทำลายไป เขารู้สึกว่าเจ้าคนตัวใหญ่ยื่นหน้าเข้ามาเรื่อยๆแล้ว และมันก็ทำให้หัวใจของเขากำลังเต้นรัวราวกับจะระเบิดออก
“รับปากข้า ว่าเจ้าจะไม่พูดถึงซือซือเช่นนั้นอีก”
“หือ?”
“เมื่อครู่ เจ้าเรียกนางว่า “ซือซือของข้า” เมื่อก่อนเจ้าอาจจะคิดเช่นนั้นได้ แต่ตอนนี้ไม่มีใครเป็นของเจ้าได้นอกจากข้าเท่านั้น” หวงซีเฉิงเฉลยต้นเหตุที่ทำให้คนตัวเล็กเกือบจะถูกเขาตีตราประทับ
ปากของชิงหมินอ้าขึ้นก่อนจะหุบลง เป็นเช่นนี้สองสามรอบ ราวกับว่าเจ้าตัวอยากพูดอะไรบางอย่างแต่ก็ไม่รู้จะพูดอะไรออกมาดี เห็นริมฝีปากแดงๆขยับไปมาราวกับต้องการยั่วยวนคน หวงซีเฉิงก็ขยับเข้าไปใกล้อีกเล็กน้อย ได้กลิ่นกายหอมกรุ่นของอีกฝ่าย รู้สึกว่าน้องชายของเขาก็ตื่นตัวมากขึ้นไปอีก
“ขะ ข้า ข้าแค่พูดโดยไม่ได้ตั้งใจเท่านั้น เจ้าเป็นพวกใจแคบหวงของหรือ?”
“นั่นสินะ .... ในเมื่อเจ้ารู้ว่าข้าเป็นคนใจแคบ ต่อไปเจ้าก็ระวังตัวเอาไว้เถอะ ข้ามีวิธีสั่งสอนเด็กน้อยที่ทำให้ข้าต้องกังวลมากมายเลย”
“เจ้าจะทำร้ายข้าหรือ?” ชิงหมินอดคิดถึงฉากโหดร้ายในนิยายขึ้นมาไม่ได้
หวงซีเฉิงผู้นี้แยกความดีความชอบชัดเจน ถ้าดีมา เขาย่อมดีตอบ แต่ถ้าคิดจะหักหลังเขา เช่นนั้นเขาก็จะไม่ปราณีเช่นกัน การลงโทษที่ไม่แยกสตรีหรือบุรุษนั้นกลายเป็นที่ถกเถียงกันของผู้อ่านในโลกก่อน แล้วยิ่งถ้าเป็นเขาที่ก็คือบุรุษผู้หนึ่ง ยิ่งไม่ต้องพูดถึงความเมตตา...
“ใช่ ข้าอาจจะทำร้ายเจ้า” ซีเฉิงเห็นแล้วว่าเด็กน้อยกำลังรู้สึกหวาดกลัวต่อเขา แต่...คำพูดเขาไม่มีเรื่องไหนที่ไม่จริง
“.....!!.........”
“ข้าอาจจะทำให้เจ้าลุกจากเตียงไม่ได้ไปสองสามวัน ข้าอาจจะขังเจ้าเอาไว้ในห้องของข้า ทำให้เจ้าคร่ำครวญเพียงชื่อของข้าจนไม่สามารถนึกชื่อผู้อื่นได้อีก แบบนี้ดีหรือไม่...”
ไม่ปล่อยให้ชิงหมินมีความคิดประหลาดเฉกเช่นที่ผ่านมา ซีเฉิงพูดความในใจของเขาทั้งหมด ทั้งยังใส่มันเข้าไปพร้อมกับความรู้สึกกระหายอยาก
ชิงหมินไม่ได้เตรียมพร้อมที่จะได้เผชิญหน้ากับเรื่องเช่นนี้ มันทำให้เขาตัวแข็งตึงไม่กล้าขยับเขยื้อน
“จะ เจ้า....ที่ตอนนี้ทิ่มของข้า กะ ก็คือ....”
“คือสิ่งที่เจ้าจะได้รับถ้าดื้อดึงต่อข้าอีก” หวงซีเฉิงหัวเราะร่วนอย่างพอใจ ถึงเขาจะรู้สึกอับอายเหมือนกันที่พูดถึงเรื่องนี้ ทว่า...ได้เห็นหลี่ชิงหมินที่หน้าแดงราวกับแตงโม เขาก็อารมณ์ดีขึ้นมาได้
……………………………………………………..