บทที่31
ฤดูคลั่ง
ภายในห้องโถงไม้เก่าเงียบสงัดจนได้ยินเสียงลมหายใจของแต่ละคนสมาชิกทั้งหกต่างจมอยู่ในห้วงความคิด ท่ามกลางบรรยากาศกดดันและอึดอัดเซี่ยอันอวี่เองก็ไม่ต่างกัน นางกลืนน้ำลายเหนียวหนืดลงคออย่างยากลำบากดวงตากลมโตราวกับกระต่ายน้อยเหลือบมองไปยังใบหน้าเคร่งเครียดของเหล่าขุนพลทั้งสี่ที่นั่งอยู่รอบโต๊ะ
แม้จะไม่เข้าใจรายละเอียดทั้งหมดแต่แค่เห็นท่าทีของพวกเขา นางก็รู้ได้ทันทีว่า ‘ฤดูคลั่ง’ ที่พูดถึงนั้นไม่ใช่เื่ล้อเล่นแน่นอน
เซี่ยอันอวี่ขยับตัวอย่างอึดอัดภายในใจเต็มไปด้วยความหวาดหวั่น แม้จะเคยตายมาแล้วครั้งหนึ่งแต่นั่นเป็ความตายที่ไม่รู้สึกถึงความเ็ปราวกับแค่หลับตาแล้วลืมตาขึ้นมาอีกครั้งในร่างใหม่ แต่ถ้าคราวนี้...ต้องถูกฉีกกระชากร่างโดยพวกสัตว์อสูรตามที่จินตนาการไว้ นางไม่อยากแม้แต่จะคิดว่าความเ็ปนั้นจะสาหัสเพียงใด
เมื่อความเงียบเริ่มกัดกินหัวใจเซี่ยอันอวี่ก็เหลือบมองไปยังหนานกงจิ่นอวี่ด้วยสายตาเว้าวอนนางเม้มริมฝีปากแน่นก่อนจะตัดสินใจเปล่งเสียงทำลายความเงียบขึ้น
“แล้ว...พวกเราจะเอาตัวรอดอย่างไรหรือ?”น้ำเสียงของนางแฝงไปด้วยความกังวลดวงตาคู่งามจับจ้องไปยังบุรุษผู้เป็ที่พึ่งเพียงหนึ่งเดียวในยามนี้
หนานกงจิ่นอวี่เงยหน้าขึ้นดวงตานิ่งสงบดังเดิม เขาตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยแต่หนักแน่น “ในตอนนี้...ยังหาวิธีไม่ได้ กำลังเร่งหาอยู่”
คำตอบนั้นทำเอาเซี่ยอันอวี่เบิกตากว้างนางรีบโบกมือไปมา สีหน้าตื่นตระหนกแทบไม่ปิดบัง “เดี๋ยวก่อน ๆ!”
นางเอนตัวไปด้านหน้าเล็กน้อยก่อนจะพูดรัวเร็วด้วยความหวังริบหรี่ที่พยายามคว้าไว้ “ในเมื่อมันมีฤดูคลั่งอะไรนั่น...แล้วเหตุใดคนในเมืองถึงยังรอดอยู่ได้กันเล่า?”
ดวงตาของนางเปล่งประกายขึ้นเล็กน้อยเมื่อคิดได้ว่ายังมีคนรอดมาได้ถึงทุกวันนี้ นั่นย่อมหมายความว่ามีที่ปลอดภัยอยู่บ้าง
“ถ้าคนในเมืองยังมีชีวิตอยู่จนถึงตอนนี้...”เซี่ยอันอวี่กล่าวต่อด้วยน้ำเสียงที่เริ่มมีความหวัง “นั่นก็แปลว่าเมืองแห่งนี้ปลอดภัยสิ! ใช่หรือไม่?”
นางหันไปมองหนานกงจิ่นอวี่ด้วยสายตาเต็มไปด้วยความคาดหวังราวกับ้าให้เขาพยักหน้าเพื่อยืนยันความคิดของตนเอง
ตัวนางเองก็เห็นกับตาว่าภายในเมืองกู่หลิงซาแห่งนี้ยังมีผู้คนรอดชีวิตอยู่ไม่น้อยการที่คนเ่าั้สามารถผ่านพ้นฤดูคลั่งมาได้หลายปี ย่อมแปลว่าภายในอาณาเขตเมืองนี้ต้องมีความปลอดภัยอยู่บ้าง—ไม่เช่นนั้นผู้คนจะยังเหลือรอดมาได้อย่างไร
เซี่ยอันอวี่คิดเช่นนั้นใบหน้าของนางแฝงความหวังเล็ก ๆ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองหนานกงจิ่นอวี่รอคอยคำตอบยืนยันจากเขา
แต่สิ่งที่ได้รับกลับมา...คือสายตาคมกริบราวคมมีดที่ทอดมองมาอย่างเ็า สายตานั้น... ไม่ต้องเอื้อนเอ่ยคำใดนางก็เข้าใจได้ทันทีว่าอีกฝ่ายกำลังมองนางเหมือนกับ "คนโง่"
มุมปากของเซี่ยอันอวี่กระตุกอย่างหงุดหงิดภาพของเ้ามู่ซานที่ชอบทำหน้าทำนองนี้ลอยเข้ามาในหัวทันทีนี่มันสายตาดูแคลนแบบเดียวกันไม่มีผิด!
"อันใดเล่า?จะพูดอะไรก็พูดออกมาเถอะ!" เซี่ยอันอวี่โพล่งออกไปด้วยน้ำเสียงขุ่นเคืองเล็กน้อยดวงตาคู่งามวาววับด้วยความไม่พอใจ
ในใจของนางบ่นกระปอดกระแปด เถอะ!ตัวนางก็ไม่ใช่คนจากยุคนี้ จะไปรู้เื่ราวซับซ้อนพรรค์นี้ได้อย่างไรการที่ยังหายใจอยู่จนถึงวันนี้ก็นับว่าเก่งมากแล้ว!
หนานกงจิ่นอวี่เห็นท่าทีเช่นนั้นก็ไม่ได้ใส่ใจเขายังคงกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยดังเดิม "ในตอนที่เ้าเดินทางเข้ามาในเมือง...เ้าจำไม่ได้หรือว่า กำแพงเมืองและประตูส่วนใหญ่พังทลายไปแล้ว?"
คำพูดนั้นทำเอาเซี่ยอันอวี่ชะงักงันนางเบิกตากว้างเล็กน้อย ก่อนจะรีบหวนคิดย้อนกลับไปยังวันที่เดินทางมาถึงเมืองกู่หลิงซาเป็ครั้งแรกภาพของกำแพงเมืองที่แตกร้าว พังครืนในหลายจุดและประตูเมืองที่แทบจะเหลือเพียงเศษซากปรากฏชัดขึ้นมาในห้วงความทรงจำ
ใช่... ในตอนนั้นนางมัวแต่กังวลเื่เอาชีวิตรอดจากการลอบสังหาร ไหนจะความวุ่นวายเื่มู่ซานและการปรับตัวเข้ากับโลกใบใหม่นี้นางแทบจะลืมเลือนไปหมดแล้วว่ากำแพงเมืองนั้นอยู่ในสภาพย่ำแย่เพียงใด
ดวงตาของเซี่ยอันอวี่กะพริบถี่ ๆก่อนที่สีหน้าจะค่อย ๆเปลี่ยนไปเป็ความกระอักกระอ่วนเพราะแบบนั้นในตอนนี้เมื่ออีกฝ่ายพูดขึ้นมานางจึงจำได้กำแพงเมืองแม่งแทบจะไม่สามารถป้องกันห่าอะไรได้แล้ว
หนานกงจิ่นอวี่เมื่อเห็นว่าเซี่ยอันอวี่เริ่มมีสีหน้าซีดเผือดราวกับเพิ่งเข้าใจถึงภัยเงียบที่กำลังใกล้เข้ามาเขาจึงกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงเรียบเย็นแต่แฝงไว้ด้วยแรงกดดันมหาศาล
“เดิมที... เมืองต่างๆ ภายในอาณาเขตฮั่นโจวสามารถรอดพ้นจากฤดูคลั่งมาได้ก็เพราะกำแพงเมืองอันสูงใหญ่ที่สร้างขึ้นมาอย่างแข็งแกร่ง”
“เมื่อก่อนยังมีหลายเมืองกระจายอยู่ทั่วดินแดนพวกสัตว์อสูรที่ออกอาละวาดในแต่ละปีจึงแบ่งกำลังกันไป...ไม่ได้มุ่งเป้าหมายมาที่ใดที่หนึ่งทั้งหมด”
หนานกงจิ่นอวี่หยุดไปครู่หนึ่งดวงตาคมกริบของเขาจ้องมองตรงมายังเซี่ยอันอวี่ที่นั่งตัวแข็งทื่ออยู่ข้างกายก่อนจะกล่าวต่อด้วยเสียงเคร่งขรึมยิ่งกว่าเดิม
“แต่ปีนี้...เมืองกู่หลิงซา คือเมืองเดียวที่หลงเหลืออยู่ในดินแดนแห่งนี้”
“เ้าคิดหรือว่า...เมื่อถึงคราวที่พวกมันคลุ้มคลั่ง เป้าหมายของพวกมันจะเป็ที่ใด?”
คำพูดนั้นเปรียบเสมือนคมมีดที่กรีดลึกลงกลางใจเซี่ยอันอวี่ถึงกับกลืนน้ำลายเหนียวหนืดลงคอ ดวงตากลมโตไหววูบไปมาอย่างสยดสยองเมื่อจินตนาการถึงภาพกองทัพสัตว์อสูรนับไม่ถ้วนมุ่งหน้ามายังเมืองที่พังทลายแห่งนี้
“และเมื่อผนวกกับสภาพของกำแพงเมือง...ที่ในตอนนี้มันไม่ต่างอะไรจากเศษซากหิน...” หนานกงจิ่นอวี่ทอดเสียงต่ำ“โอกาสที่พวกมันจะบุกเข้ามาถล่มทุกอย่างภายในเมืองก็ยิ่งสูงขึ้น”
บรรยากาศภายในห้องตกอยู่ในความเงียบงันราวกับว่าแม้กระทั่งลมหายใจก็ไม่กล้าเปล่งเสียงเซี่ยอันอวี่ััได้ถึงความเย็นวาบที่แล่นผ่านแผ่นหลังของตนเองนางกัดริมฝีปากแน่นอย่างพยายามข่มความหวาดกลัว
“เพราะเช่นนั้น...”หนานกงจิ่นอวี่เอ่ยปิดท้ายเสียงขรึม “เราจึงต้องหาวิธีเอาตัวรอดก่อนที่ฤดูคลั่งจะมาถึง”
เซี่ยอันอวี่ที่ยังคงตัวสั่นงันงกเพราะจินตนาการเลวร้ายครุ่นคิดหาทางออกอย่างรวดเร็ว นางนึกบางอย่างขึ้นมาได้ดวงตาสว่างวาบคล้ายมีความหวัง ก่อนจะรีบเอ่ยขึ้นว่า
“ถ้าเช่นนั้น...ก็ซ่อมแซมกำแพงเมืองเสียสิ! สร้างให้แข็งแรงขึ้นใหม่ก็จบเื่แล้วไม่ใช่หรือ?”
สิ้นคำพูดนั้นหนานกงจิ่นอวี่เหลือบสายตามามองนางทันที สายตานั้นไม่ต่างจากครั้งก่อนราวกับว่ากำลังมอง "คนโง่" อย่างไรอย่างนั้น
มุมปากของเซี่ยอันอวี่กระตุกทันที นางเอนตัวพิงพนักเก้าอี้อย่างหมดแรงพลางบ่นพึมพำในใจ... “นี่ข้าพูดอะไรผิดนักหรือไง!”
เสียงทุ้มต่ำของหนานกงจิ่นอวี่ดังขึ้นช้าๆ แต่หนักแน่น “พวกเรา... ไม่มีกำลังคน ไม่มีทรัพยากรไม่มีแม้แต่เครื่องมือที่เหมาะสม”
“เ้าคิดหรือว่าการซ่อมแซมกำแพงเมืองที่พังไปกว่าครึ่ง จะทำได้ด้วยคำพูดเพียงไม่กี่คำ?”
เซี่ยอันอวี่ได้ยินเช่นนั้นก็ถึงกับยกมือขึ้นมาตบหน้าผากตนเองอย่างแรงด้วยความสิ้นหวังริมฝีปากบางพึมพำเบา ๆ ราวกับยอมรับชะตากรรม
“ข้าคงต้องตายจริง ๆแล้วสินะ...”
บรรยากาศภายในห้องยังคงเคร่งเครียดทุกคนต่างจมอยู่กับความคิดของตนเอง ขณะที่เซี่ยอันอวี่นั่งนิ่งใจหนึ่งก็ครุ่นคิดหาทางเอาตัวรอด อีกใจก็ได้แต่ภาวนา... ถ้ามีปาฏิหาริย์นางอยากกลับบ้านเต็มทนแล้วจริง ๆ!