ด้วยว่ามันยังไม่เย็นมากนักผมอยากสำรวจเส้นทางโดยรอบที่เป็ทางกลับของผม เพราะเมื่อเช้านี้ผมเหาะมาจึงยังไม่ได้สำรวจอะไร จึงตัดสินใจเดินกลับ
ในระหว่างทางที่เดินกลับ ผมได้เจอกับพืชผักผลไม้ต่างๆ ที่อยู่ตามรายทางเป็จำนวนมาก มีแต่อันที่สามารถกินได้ทั้งนั้นแต่ไม่มีคนเก็บไปกิน มันน่าเสียดายมาก ในความคิดของผมคนที่มาจากยุคที่แม้แต่ผักก็ยังแพง
ผมจึงเดินไปเก็บไป แล้วก็กินไป เพราะอาหารที่พึ่งกินมาย่อยไปหมดแล้ว แต่ยังดีที่มีผลไม้ต่างๆ ข้างทางที่สามารถกินได้ มีทั้ง แอปเปิ้ล ส้ม เงาะ เต็มไปหมด ยังกะมาสวนผลไม้ จนผมเดินไปสักพักก็เจอเข้ากับอะไรบ้างอย่างจนผมอุทานออกมาด้วยความดีใจ
" นั้นมัน สตอเบอรี่หนิ อร้ายยของชอบ "
ผมกรี๊ดออกมาอย่างดีใจโดยไม่รู้เลยว่าการกระทำของเ้าตัวนั้นตกอยู่ในสายตาของบุรุษสามคนที่กำลังแอบดูอยู่นานแล้ว ซึ่งสามคนนั้นก็คือ ท่านอ๋องฉู่ ฉู่ฉีิ เป็น้องชายของฮ่องเต้ของแคว้นฉู่ ฉู่ไท่หลง แล้วยังเป็ถึงเ้าสำนักดาราทมิฬ 1ใน4สำนักใหญ่ และ เเม่ทัพบูรพาหานหลี่ และรองแม่ทัพบูรพาหานจิ้ง
" งดงามนัก "
ท่านอ๋องเอ่ยพึมพำขึ้นด้วยความตกตะลึง เมื่อได้เจอกับร่างบาง ทั้งสีชุดที่สวมใส่ หน้ากากที่สวม รูปร่าง และน้ำเสียง ช่างเหมือนกันยิ่งนัก เหมือนกับคนที่ในฝันของเขา คนที่เขาฝันถึง และเป็คนที่เขาเฝ้ารอ และตามหามาตลอด จนตอนนี้เขาอายุ30แล้วยังไม่ได้แต่งชายาเข้าจวนเพราะเขากำลังตามหาคนในฝันของเขาอยู่
"งามมากขนาดยังไม่ได้ถอดหน้ากาก หากถอดหน้ากากคงจะงามมากเป็แน่"
เสียงของท่านรองเเม่ทัพเอ่ยขึ้นก่อนที่จะสะดุ้งเมื้อได้ััถึงพลังงานบางอย่างที่อยู่ใกล้ๆ ตนเมื่อหันไปก็เจอกับท่านอ๋องที่กำลังแผ่รังสีอำมหิตออกมา
"ทะ ท่านอ๋องเป็อะไรไปรึพะย่ะค่ะ" คนเป็รองแม่ทัพเอ่ยถามเสียงสั่นๆ
"ไม่มีอะไร" คนถูกถามตอบกลับเสียงเย็น
สถานการณ์เช่นนั้นทำเอาท่านแม่ทัพใหญ่ที่สังเกตเหตุการณ์อยู่ก็ถึงกับหลุดขำขึ้นมาด้วยเห็นที่ว่าูเาน้ำเเข็งจะได้ละลายลงก็คราวนี้แล้ว
ทั้งสามคนที่พึ่งกลับจากสำนักดาราทมิฬ แล้วผ่านมาเจอร่างบางพอดี และเห็นร่างบางกำลังเก็บลูกวัชพืชกินอยู่ ตอนแรกก็ใ แต่พอเห็นร่างบางไม่เป็อะไรจึงได้ แอบดู ก็เห็นร่างบาง จับนั้นจับนี้กินเข้าไปในปากไม่หยุด โดยไม่กลัวว่าจะโดนพิษของพวกมันเลยซักนิด ริมฝีปากน้อยๆ ขยับขึ้นลงเคี้ยวสิ่งที่อยู่ในปากที่ยัดเขาไปคำโต พร้อมกับหลับตาพริ้มราวกับว่าสิ่งที่กินเข้าไปนั้นมันอร่อยเป็อย่างมาก ทั้งที่มันเป็แค่วัชพืช แล้วไหนจะอาการตกตะลึงจนต้องร้องอุทานออกมาเมื่อได้เห็นกับลูกหญ้าสีแดงนั้นอีก ทั้งยังวิ่งเข้าไปเก็บขึ้นมาอย่างกับของล้ำค่า ก่อนจะกินมันเข้าไป ทุกคนเเทบอยากจะะโให้ร่างบางวางสิ่งนั้นลง เพราะกลัวมันจะมีพิษ
ทางด้านท่านอ๋อง ที่เห็นร่างบางที่กำลังกัดกินลูกหญ้าสีแดงอยู่นั้นก็ได้ะโเข้าไปจับปากร่างบางแล้วใช้มือล้วงเอาลูกหญ้าสีแดงนั้น ออกมาจากปากร่างบาง แล้วโยนทิ้งทันที จนคนร่างบางนั้นใกับการกระทำของท่านอ๋องจนได้สำลักน้ำของสตอเบอรี่ที่แตกออกเพราะแรงบีบของคนตรงหน้า
" อื้ออ อั่ก อั่ก นี้ เ้าเป็ใครกัน แล้วทำอะไรของเ้าเนี้ย"
ผมถามออกไปอย่างใปนโมโหที่อยู่ๆ ก็มีคนะโมาดึงเอาของกินคนอื่นที่กำลังกิน แล้วเอาไปโยนทิ้ง
" เ้าน่ะสิทำอะไร ทำไมถึงได้กินอะไรมั่วซั่ว ไม่กลัวว่ามันจะมีพิษรึ "
ท่านอ๋องพูดขึ้นเสียงดังอย่างลืมตัวแต่เมื่อนึกได้ว่าตัวเองไม่ได้รู้จักกับร่างบางตรงหน้าก็จึงได้ผ่อนเสียงลง
" ข้ากินอะไรมันก็เื่ของข้า อีกอย่างใครบอกว่าสิ่งนี้มีพิษ นี้มันคือผลไม้กินได้ ไม่มีพิษ "ผมพูดออกไปอย่างหงุดหงิด
" ไม่มีพิษงั้นรึ เ้ารู้ได้ยัง " ท่านอ๋องเอ่ยถาม
" ก็ใช่นะสิ ถ้ามีพิษข้าจะยืนพูดกับเ้าตรงนี้ไหม "
ผมพูดออกไปอีกอย่างหงุดหงิด
ท่านอ๋องได้ยินเช่นนั้นจึงเดินไปเด็ดลูกหญ้าสีแดงนั้นเเล้วเอาเข้าปากทันทีเพื่อพิสูจน์
" ท่านอ๋อง! " ท่านแม่ทัพทั้งสองต่างะโขึ้นพร้อมกันด้วยความใเมื่อเห็นท่านอ๋องเอาลูกหญ้าสีแดงเข้าปาก
เมื่อได้ลิ้มลองรสชาติของสตอเบอรี่แล้วทำให้ท่านอ๋องถึงกับต้องใกับรสชาติของมัน
" หวานมาก อร่อย! " ท่านอ๋องอุทานขึ้นด้วยความใ
" ก็ใช่น่ะสิมันอร่อย แล้วพวกนี้ก็ด้วยมันกินได้ นี้ก็กินได้โน้นก็กินได้ นั้นก็กินได้ "
ผมพูดออกมาพร้อมกับชี้ไม้ชี้มือ ไปรอบๆ โดยไม่ได้สนใจเสียงเรียกที่เรียกถึงตำแหน่งของผู้ที่อยู่ตรงหน้า
ท่านอ๋อง เมื่อได้ยินเช่นนั้นจึงได้หยิบสิ่งที่ร่างบางชี้ขึ้นมากินทันที
" อร่อย! " ท่านอ๋องพูดออกมาทันทีเมื่อกินเสร็จ
" ข้าบอกแล้วว่ามันอร่อยทีนี้เชื่อกันรึยัง หึ " ผมพูดขึ้นอย่างงอนๆ
ท่านอ๋องเมื่อได้ยินเช่นนั้นจึงถามขึ้นมาว่า
" คนงาม แล้วเ้าเข้ามาทำอะไรในป่าเทวะทมิฬในเวลาเช่นนี้ เ้าไม่รู้รึว่ามันอันตรายแค่ไหน เพราะข้าดูแล้วเ้าไม่มีพลังธาตุหนิ เ้าไม่กลัวรึ"
" ข้าก็จะกลับบ้านข้าน่ะสิ " ถึงที่จริงคือมิติก็เถอะนะ
ผมพูดออกไป แต่ประโยคหลังคิดในใจ
" กลับบ้าน บ้านเ้าอยู่ในป่ารึ " ท่านอ๋องถามออกไป
" ไม่ใช่เื่ของท่าน " ผมตอบออกไปยังอารมณ์เสียก่อนที่จะใช้ิญญายุทธ ทักษะที่1เรียกกระบี่ออกมาก่อนที่จะะโขึ้นกระบี่แล้วเหาะหายไปในทันที
" ระเร็วมาก!" ทั้งสามคนอุทานขึ้นพร้อมอย่างใเพราะความเร็วของร่างบาง
เมื่อกลับมาถึงที่พัก (ในมิติ) ผมก็วิ่งเข้าห้องนอนทันทีด้วยความเหนื่อยอ่อน
ทางด้านท่านอ๋องที่กลับไปถึงจวนแล้วก็ได้มีคนเข้ามารายงานความเคลื่อนไหวต่างๆ ภายในเมือง
" หืม มีข่าวลือเช่นนี้ด้วยรึ "
ท่านอ๋องเอ่ยถามอย่างสงสัยเมื่อได้ยินลูกน้องรายงานข่าวสารระหว่างที่เขาไม่ได้อยู่ในเมือง
" ใช่ขอรับท่านประมุข ตอนนี้คุณชายสามตระกูลจางสามารถปลุกพลังธาตุได้แล้ว แถมยังเป็ธาตุเหมันต์ พลังธาตุหายาก และมีใบหน้าที่งดงามจริงดังข่าวลือ เพราะมีท่านเซียนที่อยู่ในป่าเทวะทมิฬช่วยเหลือไว้ ขอรับ "
ผู้ที่นำข่าวมารายงานตอบ
" เซียนที่อยู่ในป่าเทวะทมิฬงั้นรึ หรือว่า! " เสียงของทั้งสามคนะโขึ้นพร้อมกัน
“ข้าว่าต้องเป็คนที่เราเจอในป่าเป็แน่ ขอรับท่านอ๋อง” แม่ทัพบูรพาหาน พูดขึ้น
" อย่าพึ่งด่วนสรุปไป เอาละ เื่นี้เอาไว้ก่อนแล้วค่อยไปตรวจสอบอีกที "
ท่านอ๋องเอ่ยขึ้น พลางคิดถึงร่างบางคนที่พบเจอในป่าที่กำลังกินลูกวัชพืชต่างไปอย่างเอร็ดอร่อย ราวกับรู้อยู่แล้วว่ามันกินได้ และคิดถึงรสชาติที่เขาได้กินลูกวัชพืชเ่าั้แล้ว หากลูกวัชพืชพวกนั้นกินได้จริงคงจะเเก้ปัญหาความอดอยากของประชาชนในแคว้นได้เป็อย่างมาก
" หรือว่าเ้าจะเป็คนเดียวกันกับท่านเซียนท่านนั้นกัน คนงาม "
ท่านอ๋องพึมพำออกมาพร้อมยกยิ้มมุมปาก ภาพนั้นสร้างความใให้กับลูกน้องคนอื่นเป็อย่างมาก แต่ยกเว้นท่านแม่ทัพและท่านรองเเม่ทัพที่ไม่ได้แสดงอาการใดออกมาเพราะรู้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอยู่แล้ว
อีกฝั่งหนึ่งในป่าเทวะทมิฬ
ในขณะที่มีข่าวลือเื่ท่านเซียนที่อยู่ในป่าเทวะทมิฬกำลังถูก โจทจันไปทั่วแคว้นฉู่นั้น เ้าตัวต้นเื่กลับนอนหลับตาพริ้มอย่างสบายใจในมิติของตนเอง อย่างมีความสุข โดยไม่ได้รับรู้สิ่งใดเลย
ด้วยข่าวลือเื่ที่ว่ามีเซียนอาศัยอยู่ในป่าเทวะทมิฬที่ได้ช่วยเหลือคุณชายสามตระกูลจางให้สามารถปลุกพลังธาตุได้ และพลังธาตุที่ปลูกได้นั้นเป็ถึงธาตุเหมันต์ ซึ่งเป็ธาตุหายาก นั้นสร้างความเเตกตื่นให้กับ ชาวเมืองเป็อย่างมาก
กลุ่มคนที่มีอำนาจต่างๆ ต่างพากันส่งคนออกสืบหาเซียนท่านนั้นทันที และด้วยเหตุนี้ทำให้จวนตระกูลจางต้องต้อนรับแขกอยู่ไม่เว้นแต่ละวัน คนที่มาส่วนใหญ่ก็มักจะถามถึงที่อยู่ของท่านเซียนกันทั้งนั้น แม้ว่าเย่ชิงจะบอกปัดไปเเล้ว แต่คนเ่าั้ก็ยังตามเซ้าซี้ไม่เลิก จนเย่ชิงต้องบอกจุดที่ตนพบกับท่านเซียนไป คนเ่าั้จึงได้หยุดถาม
ตัดมาทางด้านไป๋ชิงที่ตื่นขึ้นมาในรุ่งเช้าอีกวัน โดยไม่ได้รู้ตัวเลยว่า ข่าวลือเื่ของตนเอง ได้ดังกระจายไปทั่วแคว้นแล้วที่เรียบร้อยแล้ว
" วันนี้ทำอะไรดีน๊าา " ผมพูดขึ้นมาอย่างอารมณ์ดี
" เข้าไปหาอะไรกินในเมืองดีกว่า " ว่าแล้วจัดเตรียมอาบน้ำแต่งตัวและก็ออกจากมิติ แล้วจึงได้ออกเดินทางเข้าไปในเมืองทันที โดยไม่ลืมที่จะสวมหน้ากากก่อนจะออกเดินทาง ส่วนการเดินทางนั้น ผมเลือกที่จะใช้วิธีการเดินเท้าเอาเพื่อที่จะได้ชมบรรยากาศของป่าในตอนเช้าๆ
บุรุษร่างบาง ที่อยู่ในอาภรณ์สีขาวทั้งตัว ห้อยแผ่นหยกสีเขียวมรกตไว้ที่เอว สวมหน้ากากปิดบังครึ่งใบหน้า เผยให้เห็นริมฝีปากเล็กๆ ดูอวบอิ่มอมชมพู ที่กำลังเดินชมนกชมไม้อย่างสบายอารมณ์ นั้นดูราวกับนางเซียนที่ลงมาท่องเเดนมนุษย์ไม่มีผิด
เมื่อเดินผ่านมาถึงจุดที่ผมได้ช่วยเหลือคุณชายคนที่ชื่อ
จางเย่ชิง ไว้เมื่อสองวันก่อน ผมก็ได้สังเกตุเห็นว่ามีคนหลายกลุ่มกำลังดักซุ้มรออะไรบางอย่างอยู่ แต่ผมก็ไม่ได้สนใจอะไร จึงเดินเลยไปเหมือนไม่เห็นคนพวกนั้น
คนกลุ่มนั้นเมื่อเห็นไป๋ชิงเดินออกมาจากป่าเทวะทมิฬก็ใ แล้วจึงได้รีบแจ้งกลับไปยังนายของตนเองทันที ก่อนจะรีบตามไป๋ชิงไปห่างๆ
ถึงผมจะรู้ว่าคนพวกนั้นกำลังตามผมมา แต่ผมก็ี้เีสนใจ เมื่อเดินเข้ามาถึงในเมือง ผมก็ตรงไปที่ เหลาอาหารทันที
" เจอกันอีกแล้วนะคนงาม "
เมื่อเดินมาถึงหน้าทางเข้าเหลาอาหารก็ได้มี คนร่างสูง ผู้หนึ่งทักขึ้น คนร่างสูงนั้นไม่ใช่ใครที่ไหน นั่นก็คือท่านอ๋องนั้นเอง ซึ่งท่านอ๋องนั้นได้สังเกตุเห็นร่างบางั้แ่ที่คนร่างบางกำลังเดินเข้ามาในประตูเมืองเเล้ว และมีคนหลายกลุ่มกำลังติดตามคนงามอยู่ นั้นก็คงจะเป็คนของกลุ่มคนที่รู้ข่าวเื่เซียนในป่าเทวะทมิฬเป็แน่
" ท่านเป็ใคร ้าอะไร "
ผมถามออกไปอย่างระเเวงๆ เพราะผมจำได้เมื่อวาน ไอ้คนสวมหน้ากากตรงหน้านี้แหละที่วิ่งมาบีบปากผมแล้วเอามือล้วงสตอเบอรี่ในปากผมโยนทิ้ง คิดมาแล้วก็หงุดหงิด
" ข้าชื่อ ฉีิ ข้ามีเื่สำคัญอยากจะคุยกับเ้า " ร่างสูงตอบ
" เื่สำคัญอะไร " ผมถามออกไป
เื่ลูกหญ้าและลูกวัชพืชพวกนั้น " ฉีิเอ่ยขึ้น
" ลูกหญ้า ลูกวัชพืช? " ผมถามออกมาอย่างสงสัยคนที่นี้เรียกผลไม้ว่าลูกหญ้า กับลูกวัชพืชงั้นรึ
" ใช่ เ้ารู้ได้ อย่างไรว่ามันกินได้ไม่มีพิษ " ฉีิถามขึ้น
" ก็มันไม่มีพิษจริงๆ นิ ก็มันเป็ผลไม้กินได้ "
ผมตอบออกไปอย่าง งงๆ
" แล้วเ้ารู้ได้ยัง"ฉีิซักขึ้นอีก
" แล้วข้าจำเป็ต้องตอบท่านด้วยรึยังไง"
ผมพูดออกไปด้วยความโมโห คนยิ่งหิวๆ อยู่ มายืนซักกันอยู่ได้ ว่าจบผมก็เดินเข้าไปในเหลาอาหารทันที
" เสี่ยวเอ้อ สั่งอาหาร "
ผมร้องออกไปด้วยความหงุดหงิด หน้าสวยง่ำงอด้วยความโมโห แต่มองยังไงมันก็ดูน่ารักมากกว่าหน้ากลัว
" ขะขอรับคุณชาย คุณชายจะรับอะไรดีขอรับ "
เสียงของเสี่ยวเอ้อที่เข้ามารับเมนูกับไป๋ชิงพูดเสียงสั่น ด้วยความเขินอาย?
" เอาเมนูไก่ที่ขึ้นชื่อที่สุดของเหลาอาหารแห่งนี้มาซักสองสามอย่าง และก็ น้ำชา 1 กา " ผมบอกออกไป
" รอสักครู่ขอรับ " เมื่อเสี่ยวเอ้อคนนั้นรับคำเเล้วจึงเดินออกไปจัดการทันที
" เ้าชอบกินไก่รึ "
คนเป็ท่านอ๋องที่เดินเข้ามาตามหลังร่างบางได้ยินเสียงร่างบางสั่งอาหารพอดี จึงถามขึ้น พร้อมกับนั่งลงร่วมโต๊ะกับร่างบางทันทีโดยไม่ต้องให้ร่างบางเชิญ
" เื่ของข้าไม่เกี่ยวกับเ้า "
ผมตอบออกไปอย่างหงุดหงิด นี้เขาเป็อะไรกับการเข้ามาในเมืองกันแน่เนี่ย เจอแต่คนกวนประสาท เมื่อวานก็ตาแก่สำนักเทพกระบี่เเล้วคนหนึ่ง แล้วนี้ก็อีกคน แต่ว่าใครวะ ว่าแล้วจึงได้ใช้ทักษะของหอแก้ว9สมบัติตรวจสอบดูทันที ก็ต้องใจนแสดงออกมาทางสีหน้าอย่างชัดเจน
เชี้ยย ไอ้มนุษย์หน้ากากคนนี้เป็ถึงท่านอ๋อง น้องชายไม่สิ อนุชาของฮ่องเต้แคว้นฉู่ ท่านอ๋องฉู่ฉี่ิ เอ๊ย ฉู่ฉีิ แล้วแถมยังเป็ ประมุขพรรค ดาราทมิฬอีกด้วย ที่เป็1ใน4สำนักใหญ่ ของทวีป และยังมีระดับการฝึกฝนอยู่ในระดับเซียน ถึงจะน้อยกว่าตาแก่หน้าเด็กนั้นก็เถอะ ก็ถือว่ายังสูงอยู่ดี เพราะกว่าที่จะถึงระดับเซียนได้ไม่ใช่ง่ายๆในโลกนี้คนที่ถึงระดับเซียนแทบจะนับนิ้วได้ หรือจะบอกว่ามีแค่ระดับเ้าสำนักเท่านั้นก็ได้
ฉีิที่ได้เห็นร่างบางตรงหน้า ที่กำลังแสดงสีหน้าหงุดหงิดอยู่ๆ ก็เปลี่ยนมาเป็สีหน้าตกตะลึงเหมือนว่ากำลังใกับอะไรบางอย่าง ซึ่งแสดงออกมาทางสีหน้าอย่างชัดเจนจนตาทั้งสองข้างแทบจะหลุดออกมา แต่มันมองดูน่ารักมากกว่าน่าเกลียด เหมือนกับแมวตัวน้อยกำลังใไม่มีผิดจนทำให้ฉีิรู้สึกคันยุบยิบในใจแปลกๆ
" เ้าทำหน้าอะไรกันคนงาม " ฉีิพูดขึ้นหลังจากทำใจ? ได้แล้ว
เสียงของท่านอ๋องทำให้ ผมถึงกับใก่อนจะพูดขึ้นมาว่า
" คนงามอะไรของเ้ากันข้าไม่ได้ชื่อคนงามสักหน่อย"
ผมพูดออกไปพร้อมกับสีหน้าที่แดงระเรื่อที่โดนเรียกว่าคนงาม เหมือนโดนจีบเลยเเฮะ ผมคิดในใจ
ในขณะที่ทั้งสองคนกำลังคุยกันอยู่นั้นอีกด้านหนึ่ง ณ สำนักเทพกระบี่
"ฮัดชิ้ว!!ฮัดชิ้วว ซืดด ใครนินทาข้า!"
เสียงของเซียนเจ๋อที่กำลังนั่งประชุมอยู่กับบรรดาผู้าุโในสำนัก ร้องขึ้นจนทำให้ผู้าุโในนั้นถึงกับสะดุ้งไปตามๆ กัน
" ใครจะไปกล้านินทาท่านกัน" ผู้าุโทั้งหมดคิดในใจ
กลับมาทางไป๋ชิง
เมื่อเสี่ยวเอ้อได้นำอาหารมาเสิร์ฟแล้ว ฉีิจึงได้ถามร่างบางออกไปว่า
" คนงาม เราคุยกันมาตั้งนาน ข้ายังไม่รู้จักชื่อของเ้าเลย "
" ข้าชื่อ ไป๋ชิง งั่มๆๆ "
ผมตอบออกไปอย่างไม่สนใจ พร้อมเเทะไก่ที่อยู่ในมื่ออย่างมูมมาม แต่การกระทำแบบนั้นกลับทำให้ฉีิถึงกับนิ่งไปในทันที
" นะ น่ะ น่ารักยิ่งนัก "
ฉีิพึมพำก่อนที่สายตาจะสังเกตุเห็นว่าคนรอบข้างก็กำลังจ้องมองมาที่ ชิงเอ๋อ? ของเขา? อยู่ตาไม่กระพริบ จึงได้แผ่รังสีกดดันออกไป จนทำให้คนเ่าั้หายใจแทบไม่ออกก่อนจะหัยหน้าหนีด้วยความหวาดกลัว
ส่วนทางด้านไป๋ชิงนั้นไม่ได้รับรู้ถึงอะไรเลยทั้งสิ้นเพราะกำลังดื่มด่ำกับรสชาติอาหารตรงหน้า
หลังจากที่ไป๋ชิงกินข้าวเสร็จ ฉีิจึงได้จ่ายเงินค่าอาหารให้เสี่ยวเอ้อทันที ก่อนที่ทั้งสองจะเดินออกจากเหลาอหารไป
ทางด้านกลุ่มคนที่ติดตามไป๋ชิงออกมาจากป่าเทวะทมิฬที่ยังดักรอไป๋ชิงอยู่ เมื่อเห็นไป๋ชิงเเละบุรุษสวมหน้ากากที่เดินเข้าไปในเหลาอาหารกับไป๋ชิงออกมาเเล้ว ด้วยความที่ไม่สามารถััถึงระดับการฝึกฝนของทั้งสองคนได้ ก็คิดไปเองว่า ทั้งสองคน
คงเป็คนธรรมดา และไป๋ชิงเองก็คงเป็คนธรรมดาเช่นกัน แต่ด้วยที่ไป๋ชิงได้เดินออกมาจากป่าเทวะทมิฬ ทางเ้านายของพวกตนจึงได้สั่งให้จับตัวไป๋ชิงกลับไปเพื่อสอบถามเื่ราว จึงได้ะโเข้าไปขวางด้านหน้าของทั้งสองคนทันที