ควันหลงการลอบโจมตีกลางคืนถึงขีดสูงสุดใหม่อีกครั้ง หลังจากหนานกงซวิน บุตรชายคนโตของคังอ๋องเสียชีวิตจากการบาดเจ็บสาหัส
แม้เขาจะเป็นบุตรที่เกิดจากอนุ ทว่าเขาไม่ใช่บุตรที่เกิดจากบ่าวรับใช้มารดาผู้ให้กำเนิดของเขาคือหลานสาวห่างๆ ของพระสนมลี่ ซึ่งในวัยเยาว์นางมักจะติดตามพระสนมลี่เข้าวังนางกับคังอ๋องจึงเป็นเพื่อนเล่นกันตั้งแต่เด็ก ตอนที่คังอ๋องยังไม่ได้แต่งพระชายาเอกเขารับนางเข้ามาอยู่ก่อน จนนางคลอดบุตรคนโต คังอ๋องจึงยื่นขอพระราชทานแต่งตั้งนางเป็นอนุในบรรดาบุตรอนุของคังอ๋อง เรียกได้ว่าหนานกงซวินเป็นคนแรกที่เคยอยู่ภายใต้การปลูกฝังของมารดาผู้ให้กำเนิดทั้งยังมีความทะเยอทะยานที่จะเป็นซื่อจื่อของชินอ๋องแทนน้องชายที่เกิดจากพระชายาเอก
มารดาผู้ให้กำเนิดของเขาเคยเป็นที่โปรดปรานของคังอ๋องอยู่ช่วงหนึ่งโดยที่ไม่มีผู้ใดเทียบได้ทว่าอย่างไรเสีย นางก็พ่ายแพ้ให้แก่พระชายาคังอ๋อง เมื่อความงดงามเลือนหาย นางก็สูญเสียความโปรดปรานเช่นกันพระชายาคังอ๋องใช้กลอุบายบางอย่าง ทำให้นางจับไข้และนอนติดเตียง จากนั้นนางก็เสียชีวิตเมื่อตอนที่หนานกงซวินอายุได้สิบเอ็ดขวบ
นับตั้งแต่นั้นมา หนานกงซวินผู้เป็นบุตรชายของอนุก็ไม่เคยมีชีวิตที่ดีอีกเลย พระชายาคังอ๋องข้างนอกสุกใสข้างในเป็นโพรงผู้ดูแลกับบ่าวรับใช้ในจวนต่างก็แล่นเรือไปตามลมคังอ๋องหมกมุ่นอยู่กับแผนการจนไม่มีเวลาใส่ใจเรื่องหลังจวน
ในสถานการณ์ยากลำบาก หนานกงซวินตั้งใจเล่าเรียนฝึกวรยุทธ์เพื่อเรียกร้องความสนใจจากบิดาทว่าสุดท้ายกลับถูกส่งไปยังเมืองหลวงเพื่อเป็นตัวประกันและเป็นตัวรับกระสุนแทน ซึ่งเป็นเหตุให้เขาเสียชีวิตชีวิตของเขาช่างแสนสั้นและน่าเศร้า ทว่ากลับทำให้บิดามีโอกาสได้รับผลประโยชน์มากขึ้นนับว่ามีค่าในการทำให้รู้สึกสะเทือนใจได้เล็กน้อย
ซูตงเฉินกล่าวกับอันกั๋วกงว่า “บิดา มารดาที่เป็นภรรยาเอกและมารดาผู้ให้กำเนิดล้วนไม่มีผู้ใดดี น่าสงสารเด็กน้อยผู้ไร้เดียงสา”
อันกั๋วกงทบทวนความคิดกับตนเองอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะพบว่าเหมือนตนเองที่ไม่เคยให้ความสนใจบุตรธิดาที่เกิดจากอนุภรรยาแม้แต่น้อยเขาถอนหายใจครั้งหนึ่ง “แม้จะพูดได้ว่าภรรยาเอกและอนุภรรยาแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัดทว่าท้ายที่สุด บุตรที่เกิดจากอนุภรรยาก็เป็นบุตรในไส้ อย่างไรก็ต้องรักษากฎสิ่งใดที่ควรให้ก็ให้ และไม่อาจใช้บุตรในไส้ตนเองมาเป็นเครื่องมือได้”
ซูตงเฉินกล่าวด้วยรอยยิ้ม “เจ้าศักดินาหลายคนจากทั่วทุกที่ก็ทำเช่นนี้ให้กำเนิดบุตรชายคนโตจากอนุเพื่อเตรียมการหลอกลวงราชสำนัก ในอนาคตก็ส่งเขาไปเป็นตัวประกันที่เมืองหลวงโดยไม่เจ็บปวดใจกับการเสียสละพวกเขาไม่เหมือนพวกเรา ดังนั้นทัศนคติในการเลี้ยงดูเด็กจึงต่างกัน”
“ใช่แล้ว” อันกั๋วกงปล่อยวางแล้ว
คนในราชวงศ์มักโหดเหี้ยมอำมหิต บิดาเมตตา บุตรกตัญญูพี่น้องรักใคร่กลมเกลียวอันใดล้วนเป็นเพียงการเสแสร้งแกล้งทำหากรู้สึกว่ามีคนขวางทาง แม้กระทั่งบุพการีผู้ให้กำเนิดและพี่น้องก็ยังถูกจัดการถึงตายยิ่งไม่ต้องพูดถึงบุตรธิดาที่เกิดจากอนุ
ราชวงศ์ทุกรุ่นก็เป็นเช่นนี้ คนในราชวงศ์มักมีจิตใจดำมืดกับสายเลือดเดียวกันก็เป็นเช่นนี้กับขุนนางผู้มีคุณงามความดีที่สนับสนุนให้เขาได้เลื่อนตำแหน่ง หรือแม้กระทั่งญาติที่สนิทก็เป็นเช่นนี้ได้ประโยชน์แล้วถีบหัวส่ง ทำให้เหมือนเลื่อนตำแหน่ง ทว่าแท้จริงถูกตัดอำนาจการยืมมีดฆ่าคน แสร้งปล่อยเพื่อจับ โยนความผิดให้ผู้อื่น ปั้นน้ำเป็นตัวไม่ว่าสิ่งใดก็ทำได้หมด คังอ๋องใช้ประโยชน์จากอนุภรรยาลูกพี่ลูกน้องผู้นั้นอย่างเต็มที่จากนั้นก็ให้บุตรชายที่นางให้กำเนิดมาเล่นบทบาทที่ยิ่งใหญ่ที่สุด และถือว่าโดดเด่นที่สุดในนั้นด้วย
เมื่อเทียบกับพวกเขาแล้ว อันกั๋วกงนับว่าเป็นสามีและบิดาที่ดีอย่างสมบูรณ์ เขาจะนอนกับนางบำเรอหรือบ่าวข้างห้องหลายคนก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่ เขาไม่เคยหลงใหลอนุละเลยภรรยา และยิ่งไม่เคยบีบบังคับผู้ใด ทั้งหมดนี้เป็นการสมยอมของทั้งสองฝ่ายส่วนเรื่องความไม่พอใจและหึงหวงของภรรยาที่มีต่ออนุนั้นเป็นเรื่องที่เข้าใจได้เขาไม่โกรธและยังปลอบโยนพวกนางอยู่บ่อยๆ ในอดีตตระกูลหูให้เงินอุดหนุนบ้านมารดาถึงเพียงนั้นแม้นางจะใจร้ายต่อบุตรธิดาของผู้อื่น และทรมานนางบำเรอของเขาบ่อยๆเขาก็ไม่เคยตำหนินางจนเกินไป ทั้งยังให้ความเคารพนางอย่างที่ภรรยาเอกควรได้รับเสมอเมื่อครุ่นคิดอย่างละเอียด เขายอมรับกับตนเองว่าทำดีมากและไม่ได้ทำผิดต่อมโนธรรมสำนึกซึ่งหูซื่อที่เป็นโคลนไม่เกาะกำแพงจะโทษเขาไม่ได้
เมื่อครุ่นคิดถึงตรงนี้ เขาจึงรู้สึกค่อนข้างสบายใจทว่าสุดท้ายเขาก็ยังเรียกบุตรชายกับหลานชายมาถามถึงเรื่องการเรียนทีละคน กอดหลานชายตัวน้อยผู้เป็นบุตรคนเล็กอย่างเจิ้งซีเฉินและแสดงความรักใคร่อย่างเต็มที่
ซูตงเฉินเดินออกจากจวนของบิดาด้วยรอยยิ้มเขากลับไปที่ห้องหนังสือของตนเองเพื่ออ่านข่าวกรองใหม่ล่าสุดที่ส่งมากองหนึ่ง และพิจารณาไตร่ตรอง
ในเวลาสั้นๆ มีข้าราชการจำนวนไม่น้อยถูกตัดสินค้นบ้านยึดทรัพย์กลุ่มสตรีโสดถูกส่งไปขายเป็นทาสทั่วทุกหนแห่งบ่าวรับใช้ในบ้านก็ถูกส่งไปขายให้พ่อค้าคนกลาง ในนั้นย่อมมีการปรักปรำ ผู้มีอำนาจใส่ร้ายป้ายสีเพื่อกำจัดผู้เห็นต่างแต่กลับโทษว่าพวกเขาเพียงโชคร้ายเท่านั้น ในเวลานี้ทุกคนล้วนตกอยู่ในอันตราย จึงไม่มีผู้ใดทำเรื่องแปดเปื้อนเพื่อให้กระทบตนเอง
ซูตงเฉินส่งคนไปซื้อบ่าวหญิงที่อายุต่ำกว่าสามสิบปีมาหลายคนพวกนางล้วนเป็นทาสหลวงที่ไม่สามารถหลุดพ้นจากสถานะทาสได้ หลังจากให้แม่นมอบรมสั่งสอนกฎแล้วก็ส่งไปยังถิ่นทุรกันดารอันหนาวเหน็บทางตะวันออกเฉียงเหนือเพื่อเป็นภรรยาให้ทหารผ่านศึกของตระกูลซูที่แต่งภรรยาไม่ได้ แม้จะมีชีวิตระทมทุกข์ทว่าจะไม่มีผู้ใดเหยียบย่ำพวกนางได้ จึงนับว่าเป็นที่พึ่งพิงที่ดีกว่า
การที่ซูตงเฉินทำเช่นนี้ ทำให้ผู้บัญชาการทหารในตระกูลมีชื่อเสียงค้นพบประโยชน์และทำตามทันทีโดยการไปซื้อทาสหญิงจำนวนมากที่แม้จะค่อนข้างมีอายุเล็กน้อย ทว่าขอเพียงพวกนางสุขภาพแข็งแรงก็จะถูกซื้อไปภรรยาและลูกๆ ของขุนนางต้องโทษที่ไม่ได้ฆ่าตัวตายและอยากมีชีวิตอยู่ต่อ รวมถึงบ่าวรับใช้ถูกส่งไปชายแดนเพื่อแต่งงานกับครอบครัวทหารนับตั้งแต่นั้นมา พวกเขาก็ตั้งรกรากที่ชายแดน ให้กำเนิดบุตรชาย สั่งสอนบุตรสาว ทำนาทอผ้า ทำธุรกิจ เป็นต้น ซึ่งทำให้ถิ่นทุรกันดารเหล่านั้นค่อยๆ มีชีวิตชีวาขึ้นมา
หลังจากฮ่องเต้ทรงทราบเรื่องนี้ แม้มองเพียงผิวเผินจะไม่ได้ตรัสอันใด ทว่าในพระทัยกลับชื่นชมอย่างมาก
สภาพแวดล้อมในเขตชายแดนไม่ดีนัก สภาพความเป็นอยู่ก็ย่ำแย่ ดังนั้นจึงมีประชากรเบาบางต่อให้บังคับย้ายถิ่นฐานก็เป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ผ่านไปสองสามปีหรือสิบปี จำนวนประชากรก็จะเริ่มลดลงหากครอบครัวทหารท้องถิ่น ครอบครัวช่างฝีมือ ครอบครัวพ่อค้าครอบครัวชาวนาสามารถแต่งภรรยา ให้กำเนิดบุตรชาย สั่งสอนบุตรสาวขยายจำนวนลูกหลานได้ สถานการณ์ก็จะค่อยๆ ดีขึ้น แรงงานมากขึ้นที่ดินเพาะปลูกก็จะมากขึ้น ทำผลผลิตได้มากขึ้นสภาพความเป็นอยู่และสภาพแวดล้อมในการดำรงชีวิตก็จะดีขึ้นอย่างช้าๆหากมีเมืองที่คล้ายกับ ‘พื้นที่ชายแดนแห่งเจียงหนาน’ และ ‘พื้นที่ชายแดนแห่งหมิงจู’ เพิ่มขึ้นก็จะดึงดูดผู้คนมากขึ้น ชายแดนก็จะมีเสถียรภาพไปอีกขั้น ลดอันตรายที่ซ่อนอยู่ในบ้านเมืองได้มากมาย
ในฐานะที่เป็นฮ่องเต้ การมองสถานการณ์โดยภาพรวมย่อมเข้าใจพฤติกรรม ‘รักทหารเหมือนบุตร’ ของทหารที่มีคุณงามความดีหลายครอบครัวซึ่งนำประโยชน์มาให้ชาติบ้านเมือง ตามรายงานที่องครักษ์เสื้อแพรส่งมานานนับปี พระองค์ทรงทราบอยู่แล้วว่าตอนอยู่ทางใต้ซูตงเฉินมักจะช่วยลูกน้องทหารหาภรรยาบ่อยๆพ่อค้าใหญ่และข้าราชการตัวน้อยจอมประจบสอพลอมักชอบส่งบ่าวรับใช้และอนุสวยๆ ให้เขาอยู่เสมอซึ่งเขาก็รับมาโดยไม่มีข้อยกเว้น จากนั้นก็ให้ทหารที่อยู่ใต้สังกัดมาดูตัวและพาไปแต่งงานเองผ่านไปไม่นานก็ไม่มีผู้ใดส่งสาวงามมาอีก ซูตงเฉินรู้สึกสบายหู เขาอุทิศตนให้กับกิจการทางทหารและบุตรชายซึ่งนับว่าเป็นสุภาพบุรุษที่จริงใจอย่างแท้จริง
หลายวันมานี้ ตระกูลสูงศักดิ์กับขุนนางฝ่ายพลเรือนจำนวนไม่น้อยที่ได้รับโทษในราชสำนักบางคนในนั้นชักแม่น้ำทั้งห้ากับจวนอันกั๋วกง บางคนมาที่จวนและขอให้อันกั๋วกงกับซูตงเฉินช่วยพูดขอร้องให้หากลดโทษหรือกระทั่งพ้นโทษได้ เพียงลดระดับขั้นเป็นสามัญชนก็นับว่าโชคดีมากแล้ว
แน่นอนว่าจวนอันกั๋วกงไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องเช่นนี้ ยิ่งไม่สามารถถูกผู้อื่นใช้เป็นเครื่องมือซูตงเฉินอ้างรับสั่งฝ่าบาทที่ให้เขาปิดประตูสำนึกผิดและรอลงอาญาเขาไม่สามารถฝ่าฝืนคำสั่งโดยไม่สนผู้ใดได้ ส่วนอันกั๋วกงแสร้งทำเป็นป่วยอ้างโรคเก่ากำเริบ เดินเหินไม่ได้ ยืดเอวก็ไม่ได้ จึงไม่ต้องการพบเจอผู้ใดทั้งสิ้นและไม่ออกไปข้างนอก
สองพ่อลูกปฏิเสธความช่วยเหลือด้วยวิธีเรียบง่าย ซึ่งทำให้ผู้อื่นพูดอะไรไม่ออก
เข้าสู่ช่วงกลางฤดูร้อน บาดแผลของหนิงอ๋องฟื้นฟูแล้ว แม้กระทั่งรอยแผลเป็นก็จางลงจนมองไม่เห็นส่วนบาดแผลของจิ้งอ๋องก็ดีขึ้นเช่นกัน ทว่าแผลเป็นที่แก้มซ้ายกลับนูนขึ้นมา ยากที่จะรักษาขาของตวนอ๋องเกือบจะดีขึ้นแล้ว ทว่าท้ายที่สุดก็สั้นลงเล็กน้อยหากเดินช้าก็นับว่าดูปกติดี หากเดินเร็วหน่อยหรือวิ่งก็จะเห็นได้ชัดว่ากะโผลกกะเผลก
พระโอรสทั้งสองไม่ยินยอม จิ้งอ๋องส่งคนไปหาคนร่อนเร่พเนจรที่เก่งด้านการปลอมตัวมาปกปิดรอยแผลอย่างชาญฉลาดจะได้ไม่บดบังสง่าราศีส่วนตวนอ๋องก็คอยตามหายอดฝีมือที่สามารถต่อกระดูกด้วยกิ่งหลิวได้เขาคิดจะหักขาใหม่อีกครั้งแล้วต่อกระดูก ทว่า ‘หมอเทวดา’ ไม่กี่คนที่หาเจอในตอนนี้ไม่มีทักษะวิเศษเช่นนั้น จึงได้แต่รอต่อไปด้วยความเคียดแค้น
หลังจากที่คังอ๋องได้ยินข่าวการเสียชีวิตอันน่าสลดของบุตรชายคนโต เขาก็ยังไม่กลับเมืองหลวงทำเพียงเขียนฎีกาด้วยถ้อยคำดุเดือดถึงฮ่องเต้อย่าง ‘คร่ำครวญ’ เพื่อเรียกร้องให้หาฆาตกรที่สังหารหนานกงซวินและตรวจสอบความรับผิดชอบของข้าราชการที่ละทิ้งหน้าที่นอกจากนี้เขายังส่งองครักษ์หนึ่งกลุ่มกลับเมืองหลวงโดยวางแผนอยู่เมืองหลวงเพื่อไว้อาลัยให้หนานกงซวินจากนั้นก็ให้พวกเขาคุ้มกันโลงศพกลับไปฝังที่เมืองเหลียวเป่ย
แม้หนานกงซวินจะเกิดจากอนุ ทว่าก็เป็นสมาชิกในราชวงศ์ เขารีบกลับมาร่วมพิธีศพของพระสนมลี่และตอนนี้ก็เสียชีวิตที่เมืองหลวงโดยไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด ฝ่าบาทรู้สึกอึดอัดพระทัยเล็กน้อยจึงให้ข้อยกเว้นและพระราชทานยศเป็นหนานกงซวินจิ้นอ๋อง ด้วยเหตุนี้ขุนนางฝ่ายพลเรือนและผู้บัญชาการทหารทั้งหมดต่างตรงไปที่จวนคังอ๋องเพื่อร่วมพิธีแสดงความเสียใจ
อันกั๋วกงพาลูกหลานของตนเองไป ส่วนลูกสะใภ้รองก็เป็นคนพาเหล่าบุตรสาวไปที่จวนคังอ๋องด้วยเช่นกันทว่าซูตงเฉินได้รับคำสั่งให้ไตร่ตรองข้อผิดพลาดจึงออกไปนอกจวนไม่ได้ส่วนซูอวี้จ้งที่มีสถานะสูงส่ง ไม่อาจไปคุกเข่าให้กับหนานกงซวิน จึงอ้างว่าเจ็บป่วยและอยู่ที่จวนเช่นกันสองพ่อลูกที่อยู่ในจวนรู้สึกถึงความเงียบสงบจึงมีความสุขเป็นอย่างมาก
ซูตงเฉินไปอ่านตำราเป็นเพื่อนบุตรชายที่ศาลาริมทะเลสาบ ก่อนที่องครักษ์เงาจะเข้ามารายงานว่า “นายท่าน ฝ่าบาทในชุดปลอมตัวเสด็จมาเยือนถึงหน้าประตูจวนแล้วขอรับ”
ซูตงเฉินตกใจ เขาเปลี่ยนเสื้อผ้าไม่ทันจึงพาซูอวี้จ้งรีบจ้ำอ้าวไปที่ประตูเพื่อต้อนรับฮ่องเต้ที่เสด็จมาเยือนเป็นการส่วนพระองค์รวมถึงราชเลขาเจิ้งอี้เฉิงที่ติดตามมาด้วย
เขากำลังจะคุกเข่าคำนับ ทว่าฮ่องเต้โบกพระหัตถ์ไปมา “อ้ายชิงไม่ต้องพิธีรีตอง”
“กระหม่อมรับราชโองการพ่ะย่ะค่ะ” ซูตงเฉินตอบเสียงเข้มแล้วโค้งคำนับให้พระองค์จากนั้นก็พาพวกเขาไปที่เรือนด้านใน
ฮ่องเต้แย้มสรวลพลางมองไปที่ซูอวี้จ้ง ดึงมือเล็กๆ ของเขามาจับไว้แล้วเอ่ยถามอย่างสนิทสนม “เมื่อครู่ทำสิ่งใดหรือ? ”
ซูอวี้จ้งกล่าวด้วยรอยยิ้มตาหยี “จงเอ๋อร์กำลังอ่านตำราที่ริมทะเลสาบพ่ะย่ะค่ะ”
“อืม” ฮ่องเต้มองเครื่องประดับที่เขาสวมใส่อย่างละเอียดแล้วรู้สึกพอใจเป็นอย่างมาก “อ่านตำราอันใดหรือ? ”
“จือจื้อทงเจี้ยนพ่ะย่ะค่ะ” ซูอวี้จ้งกล่าวรายละเอียดถึงความคืบหน้าที่ตนเองเล่าเรียนและความต้องการของอาจารย์
ฮ่องเต้ฟังไปพยักพระพักตร์ไป “อืม นับว่าไม่เลวทว่าอย่าได้หยิ่งทะนงในตนเอง”
“พ่ะย่ะค่ะ” ซูอวี้จ้งมองสีพระพักตร์ของฮ่องเต้อย่างตั้งใจและถามด้วยความเป็นห่วง “ฮ่องเต้ แค่กแค่ก ฝ่าบาทต้องใส่ใจพระวรกายให้มากขึ้นอย่าทำให้ตนเองเหน็ดเหนื่อยจนเกินไป หน้าร้อนแดดแผดเผา ไม่อาจละโมบความเย็นใช้น้ำแข็งเยอะจนเกินไปได้จ้งเอ๋อร์มักจะนั่งอ่านตำราอยู่ที่ศาลาริมทะเลสาบให้ลมพัดจะได้ไม่ร้อนพ่ะย่ะค่ะ”
คำพูดของเขาไม่ประสีประสาและจริงใจ ความไร้เดียงสาและกตัญญูที่เขาแสดงออกมาทำให้ฮ่องเต้มีความสุขอย่างมากพระองค์ทรงพระสรวลและตรัสว่า “อืม คำพูดของจ้งเอ๋อร์เราจะจำไว้ ไม่อาจละโมบความเย็นใช้น้ำแข็งเยอะจนเกินไป”
เมื่อได้รับการยืนยันจากฮ่องเต้ ซูอวี้จ้งทั้งมีความสุขทั้งเขินอายเล็กน้อย ใบหน้าเล็กแดงระเรื่อ ขับให้ดูหล่อเหลาน่ารักฝ่าบาททอดพระเนตรแล้วมีความสุขอย่างมาก
ซูตงเฉินพาพวกเขาไปที่ศาลากว้างที่ตั้งอยู่บนเกาะเล็กๆกลางทะเลสาบแล้วเชิญฮ่องเต้ประทับ ส่วนขุนนางใหญ่ผู้ติดตามที่เหลือก็ทยอยนั่งตามที่นี่เป็นสถานที่ที่ดีในการมารับลมหน้าร้อน รอบศาลากว้างล้อมด้วยภูเขาหินจำลอง ระหว่างทางมีดอกไม้ต้นไม้ ใบหญ้าที่สามารถบดบังสายตาของชายฝั่งทะเลสาบทุกทิศได้อย่างสมบูรณ์เหล่าองครักษ์ที่อยู่รอบเกาะจึงรับประกันความปลอดภัยได้ผู้คนที่นั่งอยู่ในศาลาสามารถชมทิวทัศน์ที่สวยงามของทะเลสาบด้วยจิตใจเบิกบานและผ่อนคลาย
ฮ่องเต้ที่นั่งอยู่ในศาลารู้สึกได้ถึงลมพัดเอื่อยๆโดยไม่จำเป็นต้องวางน้ำแข็งก็รู้สึกเย็นสบาย พระองค์ทอดพระเนตรทิวทัศน์นอกหน้าต่างและตรัสด้วยรอยแย้มสรวล “ใบบัวแผ่ออกเชื่อมกับท้องฟ้าสีเขียวขจีไร้ขอบเขต ดอกบัวบานสะพรั่งเป็นสีแดงยามต้องแสงอาทิตย์งดงามเกินคำบรรยายจริงๆ ”
เจิ้งอี้เฉิงและเสนาบดีตอบรับด้วยรอยยิ้ม พวกเขาท่องบทกวีแต่งกลอนชิมชาชมดอกไม้ ซึ่งดูแล้วเฉิดฉายสง่างามมากทีเดียว
ซูตงเฉินเข้าใจการเสด็จมาเยือนของฮ่องเต้ เขาพาซูอวี้จ้งไปยังห้องปีกข้างแล้วถอดที่อำพรางบนใบหน้าออกก่อนจะล้างหน้าล้างตาให้เขาและแต่งตัวใหม่ จากนั้นจึงพาไปยังห้องโถงหลัก