บทที่11
ทะลวงขั้นสอง
เสียงดังแว่วลอยมาจากบริเวณด้านนอกเข้ามาบริเวณด้านในหลี่หยุนแสดงใบน่าประหลาดใจ ดวงตาของเขาหันไปมองบริเวณด้านนอก
เสียงที่ลอยมาจากด้านนอกมันเป็เสียงที่เต็มไปด้วยความแตกตื่นให้ผู้คนที่อยู่ด้านนอกเท่านั้นที่กำลังแตกตื่นแต่บริเวณด้านในโรงน้ำชาที่เขากำลังนั่งอยู่มันก็มีการเปลี่ยนแปลงเช่นเดียวกัน
ผู้คนมากมายภายในห้องแห่งนี้เดินออกไปด้านนอกอย่างรวดเร็วพวกมันรีบวิ่งออกไปด้านนอกไม่เพียงเท่านั้นภายในสถานที่แห่งนี้เถ้าแก่โรงน้ำชายังแสดงท่าทางประหลาดๆ
ท่ามกลางสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วหลี่หยุนและผู้ติดตามทั้งสองของตนเองแสดงใบหน้าเรียบเฉยเบื้องนอกแต่ภายในใจของเขาเต็มไปด้วยความสงสัย
หลี่หยุนค่อยๆลุกขึ้นอย่างช้าๆร่างกายของเขาค่อยๆเดินออกไปด้านนอกพร้อมกับผู้ติดตามทั้ง2 ที่เดินตามหลัง
พวกเขาเดินมุ่งตรงออกไปไปอยู่ตรงบริเวณด้านหน้าโรงน้ำชาดวงตามองตรงไปยังบนถนนเส้นใหญ่ที่อยู่ห่างไกลออกจากจุดที่เขายืนไม่มากนัก
ตอนนี้บนถนนเส้นนั้นเต็มไปด้วยความวุ่นวายมากกว่าจุดที่เขายืนอยู่เสียอีกผู้คนมากมายกำลังวิ่งหนีบางอย่าง
หลี่หยุนแสดงท่าทางสงบนิ่งเขามองไปบริเวณนั้นพร้อมกับยืนกอดอกอยู่หน้าโรงน้ำชา
ไม่นานนักเสียงฝีเท้าจำนวนมากดังแว่วเข้ามาร่างของกลุ่มคนขนาดใหญ่เดินผ่านถนนเส้นใหญ่ที่อยู่ห่างจากถนนเส้นย่อยที่เขายืนอยู่ไม่มากนัก
พวกกลุ่มคนที่กำลังเดินผ่านเบื้องหน้าพวกมันส่วนใหญ่เป็ทหารหรือมือปราบที่สวมใส่ชุดทางการแต่ก็มีผู้หนึ่งที่เดินอยู่ด้านหน้าสุดแตกต่างจากคนอื่น
โดยคนที่เดินอยู่บริเวณด้านหน้าสุดเป็เพียงแค่เด็กหนุ่ม่วัยน่าจะราวๆสักประมาณ15-16 ปีสวมใส่ชุดที่ดูหรูหราชุดผ้าไหมสีน้ำเงินเข้มที่ดูราคาแพงมันกำลังเดินด้วยท่าทางที่ห้าวหาญไม่เกรงกลัวผู้ใดดวงตากวาดไปมองบริเวณรอบๆพร้อมกับแสดงรอยยิ้ม
ในขณะที่กำลังเดินอยู่นั้นเองเด็กหนุ่มที่เดินอยู่ด้านหน้าที่มองดูก็รู้ทันทีว่าเป็ผู้ที่มีอำนาจภายในเมือง
เดินไปเจอเข้ากับชายชราผู้หนึ่งที่วิ่งแล้วก็สะดุดล้มเมื่อมันมองเห็นชายชราผู้นั้นกำลังนอนอยู่ที่พื้นทำการใช้เท้าของตนเองที่ร่างของชายชราผู้นั้นให้หลบไปสักทางที่มันเดิน
มันออกแรงใช้เท้าถีบพร้อมกับส่งเสียง“ ออกไปซะ!!! ”
หลังจากที่เอ่ยทำของตนเองถีบร่างของชายชราผู้นั้นเรียบร้อยมันก็ทำการเดินต่อเดินผ่านถนนเส้นนี้ไปท่ามกลางสายตาของผู้คนมากมายที่มองอยู่
หลี่หยุนที่กำลังยืนกอดอกมองดูเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอยู่บริเวณหน้าโรงน้ำชาเขาคิดภายในใจของตนเองขึ้นมาทันที “ไม่อย่างไรสิ่งที่ตัวของเราคิดว่าน่าจะเป็ปัญหาภายในเมืองล่องนภาแม้จะเป็เมืองที่ดีมีทั้งทรัพยากรในด้านต่างๆแล้วก็มีทั้งพื้นที่มากมาย ”
“ แต่สิ่งที่สถานที่แห่งนี้เป็ปัญหาก็คือผู้ปกครอง อ๋องผู้ที่ปกครองเมืองนี้เป็ราชนิกูลลำพังเพียงแค่คนที่กำลังปกครองอยู่ปัจจุบันไม่เท่าไหร่แต่ตัวของเราดันบรรยายว่ามันมีบุตรชายที่ไม่เอาไหนไม่เอาความแถมยังชอบหาเื่คน”
หลี่หยุนผู้บรรยายรายละเอียดเกี่ยวกับเมืองแห่งนี้เองเขายังคงจำได้ดีว่าเขาเขียนอะไรลงไปบ้าง
เขาเลยรู้ถึงปัญหาของเมืองแห่งนี้แม้ว่าเมืองแห่งนี้จะมีทรัพยากรที่มากมายทว่าบุตรชายของเ้าเมืองแห่งนี้กลับมีนิสัยเป็คนพาล
ถามว่าเขาเกรงกลัวมันหรือไม่ก็พังจะกล่าวว่าเกรงกลัวก็ไม่ได้แต่ควรจะกล่าวว่าเกรงว่าจะเกิดเื่ใหญ่ต่างหาก
ในตอนนี้ถ้ามีคนพบเจอแล้วก็ตามล่าเขาอีกเขาคงจะได้ตายจริงๆอย่างแน่นอนร่างกายที่ไร้ซึ่งกำลังลำพังต่อสู้กับคนอื่นยังไม่ได้..เพราะแบบนั้นทำอันใดก็จำเป็จะต้องคิดให้รอบคอบ
ซินซินมองเห็นนายท่านของตนเองกำลังยืนกอดอกแล้วคิดอย่างจริงจังนางจึงส่งเสียงขึ้นมาอย่างแ่เบา “ ท่านประมุข… ”
หลี่หยุนหันใบหน้าของตนเองกลับไปมองแล้วกล่าวขึ้น“ ไม่เป็อันใด!! ไปกันเถอะววกเราไปหาที่พักกัน… เ้ามีเงินติดตัวอยู่เท่าไหร่… ”
ซินซินพยักหน้าตอบรับกลับไป“ พอควรเ้าค่ะ!!!เพราะก่อนจะออกจากพรรคถ้านำเงินติดตัวมาด้วยจำนวนนึงตอนนี้ก็เหลืออยู่ประมาณยี่สิบเหรียญทอง”
หลี่หยุนก้มใบหน้าของตนเองต่ำลงคิดอย่างจริงจังเกี่ยวกับเื่ค่าเงินภายในโลกใบนี้“เกี่ยวกับเื่เงินภายในโลกใบนี้ถูกแบ่งออกเป็ไม่ใช่สกุลเงินเช่นเดียวกับเงินหยวนหรือว่าเป็ตำลึงแต่ว่ามันจะถูกแปลงเป็เหรียญ เหรียญถูกแบ่งทั้งหมดประมาณ 3ประเภท ทองแดง เหรียญเงิน เหรียญทอง ”
“ เหรียญทองถือว่าเป็เหรียญที่มีมูลค่ามากที่สุดถ้ามองถึงในเื่ค่าแรงภายในโลกใบนี้ถ้าเป็บัณฑิตที่มีความรู้หนึ่งปีก็คงจะได้ค่าแรงอย่างมากสัก10 เหรียญทอง แต่ถ้าเป็คนธรรมดาทั่วไปที่เป็เพียงแค่กรรมกร1 ปีคงจะได้สักห้าเหรียญทอง ”
หลังจากที่ทำการคิดเกี่ยวกับเื่ค่าเงินเสร็จเขาทำการในใบหน้าของตนเองขึ้นมาและก็พูดขึ้น “ยี่สิบเหรียญทองน่าจะเพียงพอกับการซื้อบ้านสักหลังบริเวณชานเมือง… ”
“ ไปหาที่อยู่อาศัยกันอย่างน้อยก็หาบ้านที่ไม่ต้องมีขนาดใหญ่มากนักขอเพียงแค่อยู่ได้ใน่แรกก็พอ…”
หลี่หยุนเดินทางมุ่งตรงไปยังบริเวณชานเมืองพื้นที่บริเวณชานเมืองผู้คนอาศัยอยู่ไม่มากนักสงบสุขแถมยังไม่มีผู้คนมาวุ่นวาย
และที่ดินบริเวณนี้ยังมีราคาถูกกว่าที่ดินภายในตัวเมืองอีกด้วยปัจจัยและเหตุผลมากมายในห้องนี้มันเลยทำให้ตัวของเขาเลือกจะมาอาศัยอยู่บริเวณชานเมือง
หลี่หยุนเดินนำพาผู้ติดตามทั้งสองของตนเองเดินมาถึงบริเวณชานเมืองใช้เวลาใน่ครึ่งวันแรกเลือกดูที่ดินอยู่สักพัก
สุดท้ายแล้วเขาก็พบเจอที่ดินผืนนึงที่มีบ้านหลังเก่าๆหนึ่งหลังขนาดกลางตั้งอยู่บริเวณใจกลางที่ดินบริเวณที่ดินผืนนี้มีขนาดไม่ได้ใหญ่มากนักมีพื้นที่ที่ดินอยู่ประมาณเพียงแค่ไม่กี่หมู่
หลี่หยุนตัดสินใจเลือกซื้อที่ดินผืนนี้ก็เป็เพราะว่าบริเวณด้านหลังที่ดินมันมีลำธารขนาดใหญ่เชื่อมโยงอยู่ติดกับลำธารภายในป่า
ไม่เพียงเท่านั้นบริเวณรอบๆสถานที่แห่งนี้ยังไม่มีผู้ใดอีกด้วยจำเป็จะ้าความสงบ
หลังจากที่เลือกดูที่ดินจนเสร็จก็ตัดสินใจซื้อที่ดินผืนนั้นอย่างง่ายดายโดยราคาที่ต้องซื้อขายเสียไปถึงห้าเหรียญทอง
กระนั้นเมื่อได้ที่ดินผืนนี้มาเรียบร้อยแล้วลองเข้าไปดูภายในบริเวณในบ้านมันทั้งเก่าและทรุดโทรม จำเป็จะต้องทำการปรับปรุงบ้านแห่งนี้เสียใหม่
เป็บ้านขนาดกลางมีห้องโถงขนาดใหญ่อยู่บริเวณใจกลางบ้านแล้วก็มีสามห้องนอนเพียงแค่นั้น
แต่ดูเหมือนว่าสถานที่แห่งนี้จะไม่ได้ใช้งานมานานมากแล้วเลยทำให้ทั้งฝุ่นมากแล้วก็ทั้งไม้ของตัวบ้านมันทรุดโทรมเป็อย่างมาก
หลี่หยุนเมื่อเดินเข้ามาภายในบ้านเขาก็ต้องทอดถอนใจออกมาเสียยกใหญ่ ก่อนที่จะเริ่มทำความสะอาด
เมื่อทำความสะอาดบ้านหลังนี้จนเสร็จเวลาด้านนอกก็เข้าสู่ยามราตรีแล้ว ในวันนี้พวกเขาตั้งใจจะทำการพักผ่อนกันก่อนก่อนที่จะเริ่มจัดการบ้านหลังนี้ในวันพรุ่งนี้ต่อ
ภายในห้องนอนที่มันทั้งเก่าและทรุดโทรมเตียงที่ตั้งอยู่บริเวณภายในห้องแห่งนี้ก็เป็เพียงแค่เตียงเก่าๆหลี่หยุนไม่ได้สนใจเกี่ยวกับสภาพห้องก่อนหน้านี้ภายในเมืองทะเลทรายสถานที่เขาอยู่อาศัย
ก็ลองเทียบกันแล้วห้องแห่งนี้ยังดูดีกว่ามากเพราะแบบนั้นเขาเลยไม่ได้สนใจอะไรนักเดินเข้ามาภายในห้องแล้วล้มกายของตนเองลงที่เตียงอย่างรวดเร็ว
เมื่อเขาทำการล้มกายของตนเองนั่งลงไปที่เตียงดวงตาทั้งสองข้างของเขากวาดไปมองบริเวณภายในห้อง
ก่อนที่จะเปลี่ยนร่างกายของตนเองอยู่ในท่านั่งสมาธิดวงตาของเขาพับปิดลงแล้วก็คิดภายในใจของตนเอง “ใน่เวลาหลายวันที่ผ่านมาการเดินทางทำให้ฝึกฝนลมปราณภายในร่างกายได้ไม่มากนักแต่ว่าตอนนี้มันก็กำลังจะมาถึงแล้ว… ”
หลี่หยุนดวงตาทั้งสองข้างหลังจากพับปิดลงเขาโคจรลมปราณภายในร่างกายของตนเองอย่างต่อเนื่อง
ลมปราณภายในร่างกายของเขาเวียนไปมาอย่างรวดเร็วยามนี้ลมปราณภายในร่างกายแผ่ซ่านออกมาจากแก่นิญญากระจายไปที่เส้นชีพจร
ลมปราณอันแข็งแกร่งแผ่ซ่านออกมาเช่นนั้นอยู่สักพักผ่านไปถึงประมาณ3 ชั่วโมงเต็มๆใน่ยามราตรีที่เงียบสงัด
ร่างกายที่กำลังนั่งอยู่บนเตียงนอนและกำลังรวบรวมลมปราณใน่จังหวะเวลาสำคัญหลังจากที่โคจรลมปราณไปมาภายในร่างกายเป็เวลานาน
เส้นชีพจรทั่วทั้งร่างกายผนวกเข้ากับเส้นลมปราณร้อนดุจเปลวเพลิงแผดเผาภายในกายนั้นดุจดั่งไฟลุกไหม้
กระนั้นหลังจากอดทนไปได้อีกเพียงแค่ประมาณ3 ลมหายใจทุกอย่างภายในร่างกายแต่เปลี่ยนจากหน้ามือเป็หลังมือ
ลมปราณภายในร่างกายในยามนี้ที่มันร้อนดุจเปลวเพลิงลุกไหม้อยู่ๆก็สงบลงราวกับว่าสายน้ำเข้ามาชำระล้าง
ภายในร่างกายที่เคยร้อนดุจเปลวเพลิงตอนนี้สงบนิ่งราวกับทะเลสาบลมปราณที่เคยพุ่งพล่านสามารถทะลวงแก่นิญญายกชูขอบเขตลมปราณภายในร่างกายให้ขึ้นไปอีกระดับหนึ่งได้เรียบร้อยแล้ว
ลมหายใจที่กำลังหายใจเข้าออกหายใจอย่างสงบนิ่งอย่างเป็จังหวะบนใบหน้าที่เต็มไปด้วยเม็ดเหงื่อดวงตาทั้งสองข้างที่พับปิดค่อยๆเปิดขึ้นมา
หลี่หยุนร่างกายที่กำลังนั่งอยู่บนเตียงรอบร่างกายถูกล้อมรอบด้วยลมปราณตอนนี้ระดับลมปราณภายในร่างกายของเขายกชูขึ้นไปในระดับต้นปราณขั้นที่ 2 เรียบร้อยแล้ว
หลี่หยุนยกมือทั้งสองข้างของตนเองขึ้นมามองดูแล้วก็กล่าวกับตนเองด้วยน้ำเสียงแ่เบา“ สำเร็จ.. ลมปราณภายในร่างกายของเราตอนนี้ ”
หลังจากที่เขาประสบความสำเร็จในการฝึกฝนมุมปากทั้งสองข้างเผยรอยยิ้มออกมาอย่างไม่สามารถควบคุมได้ความรู้สึกในใจตอนนี้เต็มไปด้วยความตื่นเต้นความรู้สึกภายในร่างกายสงบนิ่งและรู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูก
จบบท