ความเงียบงันเข้าปกคลุมที่จุดเกิดเหตุ
ทุกคนมองไปยังไป๋เหวินหลิงที่แทบจะไม่ได้รับบาดเจ็บเลยพวกเขาตกใจมากเหมือนฟ้าผ่าที่กลางศีรษะ
แรงปะทะรุนแรงขนาดนั้น ไป๋เหวินหลิงไม่เพียงรอดชีวิตแต่ยังบาดเจ็บแค่ภายนอก?
ทุกคนรู้สึกตกตะลึงอย่างมากในขณะเดียวกันไป๋เหวินหลิงที่อยู่ในรถปอร์เช่ก็ตกตะลึงเหมือนกัน
เธอกวาดสายตาสำรวจตัวเองเหมือนกับเพิ่งตื่นจากฝันสายตาที่หลุดโฟกัสเพิ่งจะกลับมา
นี่มันเกิดอะไรขึ้น?
หลังจากที่รถปอร์เช่ถูกรถบรรทุกชนด้านหน้าอย่างแรงคาดไม่ถึงว่าตัวเองจะไม่เป็นอะไรเลยแม้แต่น้อย?
ทันใดนั้นที่หางตาของเธอก็สังเกตเห็นแสงสีม่วงแดงแผ่กระจายออกมาจากภายในกระเป๋าเสื้อ
“นี่มัน… ” ไป๋เหวินหลิงชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อแล้วหยิบหยกแกะสลักออกมา
ตอนนี้ตัวหยกได้เปล่งประกายแสงสีม่วงแดงแสบตาแม้ว่าจะเป็นหยกแกะสลักแบบเรียบง่ายแต่ก็สามารถทำให้ผู้คนรู้สึกได้ถึงการเบ่งบานท่ามกลางความหนาวเหน็บอันน่าหวาดกลัวดอกท้อยืนหยัดอยู่ดอกเดียวอย่างกล้าหาญ
แต่หลังจากผ่านไปสักพัก ลำแสงสีม่วงแดงนั้นก็ค่อยๆ จางหายไปม่านพลังที่ปกคลุมร่างกายของเธอนั้นก็จางหายไปด้วยเช่นเดียวกัน
เมื่อหันไปมองหยกดอกท้ออีกครั้ง มันก็กลายเป็นเถ้าธุลีแล้วถูกลมพัดปลิวหายไปในอากาศ
“หรือว่ามันจะช่วยฉันเอาไว้?” ไป๋เหวินหลิงครุ่นคิดแล้วเหมือนนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ ร่างกายของเธอก็แข็งทื่อ
เธอจำได้ว่านี่เป็นหยกดอกท้อที่ซูฮ่าวมอบให้กับเธอตอนที่อยู่ในห้องผู้ป่วยอีกทั้งยังเคยบอกว่า หยกดอกท้อมีพลังที่น่ามหัศจรรย์มันสามารถช่วยให้ผู้ครอบครองหนีรอดจากอันตรายได้หนึ่งครั้ง
แต่เพราะตอนนั้นไป๋เจี๋ยยืนยันว่าเขาเป็นคนที่ข่มขืนเธอตัวเธอเองจึงไม่ได้สนใจหยกแกะสลักชิ้นนั้นอีก แล้วก็ยัดเอาไว้ในกระเป๋าเสื้ออย่างลวกๆ
“ทำไมเขาถึงมอบของที่ล้ำค่าขนาดนี้ให้กับฉัน?” ไป๋เหวินหลิงเม้มริมฝีปากสายตาเต็มไปด้วยความสับสน
ถ้าไม่ใช่เพราะหยกดอกท้อชิ้นนี้ เธอจะต้องตายไปแล้วอย่างแน่นอน
หรือว่าซูฮ่าวมอบหยกดอกท้อนี้ให้เพื่อชดเชยความผิดที่ตนเองได้ก่อไว้?
หากเป็นเช่นนั้น เขาควรจะมอบหยกชิ้นนี้ให้กับไป๋เจี๋ยจึงจะถูกต้อง
ในตอนนั้นสมองของไป๋เหวินหลิงเต็มไปด้วยความสับสน
เธอไม่สามารถแยกแยะตัวตนที่แท้จริงของซูฮ่าวได้อย่างชัดเจน
“แม่หนู ไม่เป็นไรใช่ไหม?” ในตอนนั้นก็มีคุณป้าคนหนึ่งเข้ามาถามด้วยความเป็นห่วง
ด้านหลังของเธอยังมีคนกลุ่มหนึ่งมองมาทางไป๋เหวินหลิงด้วยสายตาเป็นกังวล
เมื่อเห็นสีหน้าเป็นห่วงของคนเหล่านี้ใบหน้าของไป๋เหวินหลิงก็เผยความซาบซึ้งใจ ก่อนจะกล่าวขอบคุณแล้วบอกว่าเธอไม่ได้เป็นอะไร
จากนั้นคนขับรถก็เดินเข้ามาขอโทษอย่างสุดซึ้ง หางตาของเขามีน้ำตาไหลออกมา
รถปอร์เช่ของไป๋เหวินหลิงมีมูลค่าหลายล้าน แต่เขาเป็นเพียงแค่คนธรรมดาเกรงว่าจะต้องใช้เวลาทั้งชีวิตเพื่อชดใช้หนี้
เหมือนเธอสามารถคาดเดาความคิดของคนขับรถได้ไป๋เหวินหลิงจึงไม่ได้เรียกให้อีกฝ่ายจ่ายค่าชดเชย อีกทั้งยังเป็นเพราะเธอหักหลบหมาที่วิ่งออกมาทำให้รถอยู่ผิดเลน รถบรรทุกถึงได้วิ่งมาชนแบบนี้
คนขับรถบรรทุกได้ปฏิบัติตามกฎจราจรทุกอย่าง และไม่ได้ทำผิดอะไร
หลังจากนั้นไม่นาน ตำรวจจราจรก็มาตรวจสอบสถานการณ์ด้วยตนเองพวกเขารู้สึกตกใจมากที่เห็นสภาพรถที่โดนชนอย่างแรงแต่ไป๋เหวินหลิงกลับไม่ได้รับบาดเจ็บอะไรเลย
พวกเขาเป็นตำรวจจราจรมาหลายปี เคยเห็นอุบัติเหตุมาทุกรูปแบบแต่อุบัติเหตุรถชนของไป๋เหวินหลิงที่เกิดขึ้นในวันนี้อย่างน้อยต้องเป็นอุบัติเหตุร้ายแรงระดับ S
ในสถานการณ์เช่นนี้ไม่น่าจะมีใครรอดชีวิตได้
ในการตอบข้อสงสัยของตำรวจ ไป๋เหวินหลิงก็ไม่ได้พูดความจริงออกไป เธอพูดเพียงแค่ว่าเธอโชคดีเท่านั้น
แต่หลังจากที่เรื่องทุกอย่างคลี่คลาย เธอก็ลังเลเล็กน้อย และไม่ได้เดินทางไปที่สถานีตำรวจตงเฉิงแต่กลับไปที่โรงพยาบาลประชาชนแทน
ในตอนนั้นเธอรู้สึกสงสัยกับข้อกล่าวหาของไป๋เจี๋ยมาก
ก่อนอื่น ถ้าเป็นฝีมือของซูฮ่าวจริง หลังจากก่อเหตุนั้นแล้วเป็นไปไม่ได้ที่เขาจะกลับมาที่บ้านเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น และวันนี้ตอนเช้าเขาไม่มีทางมาหาเธอที่ห้องผู้ป่วยในโรงพยาบาลประชาชนแน่นอน เพราะจะเป็นการเปิดเผยตำแหน่งและสถานะของตัวเองโดยสิ้นเชิง
ประการต่อมา หากซูฮ่าวเป็นคนร้ายจริงๆถ้าอย่างนั้นเขาไม่มีทางมอบหยกดอกท้อให้กับเธอเด็ดขาด ในมุมมองของคนร้ายเขาสามารถใช้หยกดอกท้อนี้หนีจากการจับกุมของตำรวจจะดีกว่าเขาไม่มีเหตุผลอะไรที่จะมอบของล้ำค่าขนาดนี้ให้แก่เธอเลย
สุดท้าย หากอ้างอิงจากคำพูดของไป๋เจี๋ยที่ว่า ซิปที่กระเป๋าเสื้อของซูฮ่าวขาดเท่ากับซูฮ่าวเป็นคนร้ายเรื่องนี้มันไร้สาระมากเกินไป
ยิ่งเธอคิดเรื่องนี้มากเท่าไรเธอก็คิดว่าความจริงทั้งหมดจะต้องได้รับการตรวจสอบ
………………..
หวางเฉิงเทียนอาศัยอยู่ที่คฤหาสน์ไห่เซิ่ง เขตหลินไห่ฉวนโจว
ตอนนี้สวี่ชิงหงนั่งอยู่บนโซฟาของชั้นบนสุดและอยู่ในส่วนลึกของคฤหาสน์สายตาทอดมองไปยังด้านนอกหน้าต่าง มองทิวทัศน์ฝั่งชายทะเลของเขตหลินไห่
เธอในตอนนี้แตกต่างจากตอนที่อยู่ต่อหน้าซูฮ่าวเมื่อคืนนี้อย่างลิบลับเธอขมวดคิ้วแน่น สีหน้าจริงจัง แผ่ประกายออร่าที่แข็งแกร่งออกมา
แม้กระทั่งหวางเฉิงเทียนที่นั่งอยู่ด้านข้างก็ไม่กล้าหายใจแรง
วันนี้ตาซ้ายของเขากระตุกมาตลอดทั้งวันนึกอยู่แล้วว่าจะต้องมีเรื่องเลวร้ายอะไรเกิดขึ้นและการมาเยี่ยมเยียนของสวี่ชิงหงทำให้เขารู้สึกมึนงงอย่างมาก
ไม่มีใครรู้จักฐานะของสวี่ชิงหงดีไปมากกว่าเขา และไม่มีใครเข้าใจความน่ากลัวของสวี่ชิงหงมากกว่าเขา
มณฑลจินหลิงแบ่งออกเป็นสี่เมืองใหญ่ ซึ่งภายในนั้นมีสี่ตระกูลสูงสุด
ตระกูลสวี่ก็เป็นหนึ่งในนั้น
พวกเขามีอำนาจแข็งแกร่งมากกว่าตระกูลซูเสียด้วยซ้ำ ภูมิหลังของพวกเขานั้นน่าตกใจว่ากันว่าพวกเขามีส่วนเกี่ยวข้องกับคนใหญ่คนโตในเยี่ยนจิง
หรืออาจกล่าวได้ว่า ตระกูลใหญ่ของไห่เป่ยอย่างตระกูลมู่หรงและตระกูลเว่ยรวมกัน ยังได้ไม่ถึงครึ่งของตระกูลสวี่
อีกทั้งสวี่ชิงหงยังเป็นหนึ่งในลูกสาวสามคนของตระกูลสวี่ที่พวกเขาทะนุถนอมอย่างมาก
ด้วยอำนาจและสถานะ ต่อให้เธอยืนอยู่ตรงหน้ามู่หรงฉิน อีกฝ่ายก็กลายเป็นแค่ตัวประกอบที่ต้องคอยดูแลเธอเท่านั้น
เพราะว่าฐานะของสวี่ชิงหงนั้นน่าหวาดกลัวมากเกินไป ดังนั้นเขาจึงรู้สึกหวาดระแวงกับการมาอย่างกะทันหันของสวี่ชิงหง
สวี่ชิงหงยื่นมือที่งดงามดั่งหยกออกมาแล้วยกถ้วยชาขึ้นเมื่อกลิ่นหอมของชากับกลิ่นหอมบนร่างกายของเธอผสมรวมกันก็ทำให้ผู้คนสั่นสะท้านอย่างอดไม่ได้
เพราะหยดน้ำชาที่ไหลออกจากมุมปากของเธอแล้วไหลผ่านลำคอและไหปลาร้าอย่างไร้เสียง ก่อนจะไหลเข้าไปซ่อนในเสื้อที่มีส่วนเว้าส่วนโค้งของเธอ
เด็กหนุ่มผมแดงจ้องมองหยดน้ำนั้นแล้วกลืนน้ำลายลงคออย่างต่อเนื่องคนที่ไม่รู้จะคิดว่า เขาเป็นปลาที่กำลังจะขาดน้ำตายแล้ว
“สวยหรือเปล่า?”
เสียงหนึ่งดังขึ้นที่ข้างหูอย่างกะทันหัน
เด็กหนุ่มผมแดงชะงักไป แล้วต้องตกใจที่พบว่าสวี่ชิงหงมาอยู่ตรงหน้าเขาตั้งแต่เมื่อไรไม่รู้
เมื่อเห็นว่าใบหน้าอันละเอียดอ่อนของสวี่ชิงหงปรากฏขึ้นตรงหน้าริมฝีปากของเด็กหนุ่มผมแดงก็แห้งผาก เขารีบก้มหน้าลงอย่างไม่กล้าสบตา
เขาเข้าใจดีว่าผู้หญิงที่อยู่ตรงหน้านั้นมีเสน่ห์มากล้นเพียงใด
ดูแล้วเหมือนกับดอกกุหลาบแดงดอกหนึ่งแต่ความจริงแล้วมันถูกล้อมรอบไปด้วยหนาม
“ตอบฉันมาสิ ฉันสวยหรือเปล่า” สวี่ชิงหงถามขึ้นมาอีกครั้งในครั้งนี้น้ำเสียงของเธอเต็มไปด้วยความยั่วยวน
หัวใจของเด็กหนุ่มผมแดงสั่นสะท้านอย่างอดไม่ได้ เขาพยักหน้าแล้วพูดว่า “สวยครับ… ”
มุมปากของสวี่ชิงหงยกยิ้มขึ้น ทำให้เกิดส่วนเว้าโค้งที่งดงาม
รอยยิ้มนั้นเหมือนกับเทพธิดาตกสวรรค์ ความงามล่มเมือง
แต่วินาทีถัดมา มือของเธอก็กลายเป็นมีด พลังแห่งความมืดเข้าปกคลุมแล้วสับลงที่ลำคอของเด็กหนุ่มผมแดงทันที
เลือดสีแดงสดสาดกระจายทั่วพื้น เด็กหนุ่มผมแดงเสียชีวิตลงในทันที
กลุ่มคนที่อยู่ด้านข้างเห็นดังนั้นดวงตาก็เบิกกว้าง ขนลุกชูชันทั้งตกใจระคนหวาดกลัว ขาทั้งสองข้างสั่นสะท้านอย่างไม่สามารถควบคุมได้
หัวใจของหวางเฉิงเทียนที่นั่งอยู่ด้านข้างสั่นระรัวขึ้นมาทันทีอย่างอดไม่ได้เขาโบกมือเรียกให้คนมายกศพเด็กหนุ่มผมแดงออกไป
“พี่หง น้องชายคนนี้ของฉันไม่เคยเจอผู้หญิงที่สวยแบบพี่มาก่อนอย่าให้คนแบบนี้มาทำให้มือของพี่สกปรกเลย”
ขณะที่พูดเขาก็รีบหยิบทิชชูออกมาแล้วเช็ดมือที่เปื้อนเลือดของสวี่ชิงหงอย่างระมัดระวัง
เหล่าลูกน้องที่ยืนอยู่ด้านข้างเห็นดังนั้นก็ตกตะลึงนิ่งค้างเขาไม่เคยเห็นบอสใหญ่แห่งฉวนโจวอย่างหวางเฉิงเทียนให้ความเคารพผู้หญิงคนไหนเท่านี้มาก่อน
“หวางเฉิงเทียน ไม่ได้เจอกันแค่ไม่กี่เดือน คนของคุณก็ยังเป็นขยะเหมือนเดิม” สวี่ชิงหงสะบัดมือหวางเฉิงเทียนออก น้ำเสียงเย็นชาอย่างเห็นได้ชัด
“คาดไม่ถึงว่าข้อมูลของซูฮ่าวจะมีเพียงครึ่งหน้ากระดาษเท่านั้น และทั้งหมดนั้นยังเป็นเรื่องที่ไม่มีความสำคัญนี่คุณเห็นฉันเป็นตัวอะไร?”
ขณะที่พูด ไอเย็นก็แผ่ออกมาจากร่างกายของเธออย่างท่วมท้นทำให้อุณหภูมิภายในห้องนี้ลดลงไปหนึ่งระดับ
หวางเฉิงเทียนเหงื่อแตก เขาหัวเราะอย่างขื่นขมแล้วพูดปลอบใจว่า “พี่หง อย่าเพิ่งโกรธนะครับ ใจเย็นๆ ความจริงแล้วเรื่องนี้ก็จะโทษพวกเขาไม่ได้เหตุผลหลักก็เป็นเพราะว่าคุณซูนั้นลึกลับมากเกินไปแม้กระทั่งฉันก็ยังรู้จักเขาเพียงผิวเผิน”
ความจริงแล้ว เขาพยายามสืบหาข้อมูลของซูฮ่าวอย่างเต็มที่แล้ว
แต่ไม่ว่าเขาจะหาอย่างไร ก็ไม่สามารถรู้ได้เลยว่า เพียงแค่ในระยะเวลาสั้นๆสองเดือน ทำไมซูฮ่าวบำเพ็ญเพียรถึงระดับนั้นได้
เหมือนเมื่อวานนี้เขาเพิ่งเป็นคาสโนวาที่ทำร้ายและด่าทอคนอื่นแต่ในวันนี้เขากลับกลายเป็นยอดฝีมือเซียนเทียนขั้นกลางที่ไม่มีใครสามารถเทียบได้
อีกทั้งบนร่างกายของอีกฝ่ายนั้นยังมีเมฆหมอกปกคลุมหนึ่งชั้น จนไม่สามารถสืบค้นอะไรได้
“แบบนั้นหรือ? คุณยังคิดว่ามันน่าทึ่งหรือ?” สวี่ชิงหงกวาดสายตามองไปทางหวางเฉิงเทียนแววตาที่เย็นชาทำให้เขาตกใจจนหน้าซีด เหงื่อไหลท่วมแผ่นหลัง
“ฉันเคยเจอซูฮ่าวมาก่อน ในตอนนั้นเขาเสแสร้งทำตัวเท่แต่สภาพแย่ยิ่งกว่าขยะด้วยซ้ำ”
“แต่ซูฮ่าวในตอนนี้กลับเปลี่ยนไปเป็นคนละคนไม่เพียงแค่สามารถทะลวงด่านได้ถึงเซียนเทียนขั้นกลางอีกทั้งทั่วทั้งร่างกายของเขายังมีความมั่นใจและแรงดึงดูดที่ไม่สามารถบรรยายได้”
“นอกจากนี้แล้ว คาดไม่ถึงว่าเขายังจะเป็นปรมาจารย์หลอมโอสถ คุณรู้หรือเปล่าว่าบนโลกนี้ปรมาจารย์หลอมโอสถหาได้ยากมากแค่ไหนตำแหน่งของปรมาจารย์หลอมโอสถเหนือกว่าคนนับหมื่นเลยทีเดียว”
“ฉันเคยเจอผู้บำเพ็ญเพียรสายคู่มาแล้วแต่คนที่อายุน้อยเท่ากับซูฮ่าวนั้นเรียกได้ว่าไม่มีเลยซ้ำเขายังรู้จักค่ายกลฮวงจุ้ย อีกทั้งยังครอบครองเข็มเทพเหลยหั่วเคล็ดวิชาหมอเทวดาที่สุดยอดขนาดนั้น”
“ดูจากสัญญาณต่างๆ เขาน่าจะได้พบกับโชคชะตาบางอย่างอีกทั้งโชคชะตานั้นก็ไม่ธรรมดามีความเป็นไปได้สูงมากที่จะมีผู้ทรงพลังคอยช่วยเหลือเขาอยู่เบื้องหลังตราบใดที่สามารถหาสาเหตุจนพบ ฉันก็มั่นใจได้ว่าฉันจะสามารถควบคุมเขาได้และทำให้เขาเป็นผู้ชายของฉัน”
“แต่ฉันคิดไม่ถึงเลยว่า ขยะอย่างพวกคุณจะทำให้ฉันเสียเวลาไปมากมายแล้วยังสืบอะไรมาไม่ได้สักอย่าง!”
ยิ่งพูดก็ยิ่งโมโห เมื่อพูดจนถึงประโยคสุดท้ายสวี่ชิงหงตบโต๊ะไม้แบรนด์ดังราคามูลค่าหลายล้านจนแตกออกเป็นเสี่ยงๆ
หวางเฉิงเทียนตัวสั่นสะท้าน ความหนาวเย็นจับขั้วหัวใจตัวของเขาสั่นสะท้านอย่างอดไม่ได้ ก่อนจะพูดพร้อมกับรอยยิ้มว่า “พี่หง อย่าเพิ่งรีบร้อนฉันจะใช้กำลังทั้งหมดที่มีสืบเรื่องที่เกิดขึ้นกับคุณซูภายในสองเดือนนี้ออกมาให้ละเอียด”
“ไม่จำเป็นแล้ว” สวี่ชิงหงโบกมือขึ้นมาอย่างกะทันหันรูม่านตาที่งดงามของเธอมีประกายแห่งความรู้สึกสนใจปรากฏขึ้น “ยิ่งเป็นของที่ลึกลับ ฉันก็จะต้องขุดค้นมันขึ้นมาด้วยตัวเองมันถึงจะน่าสนใจ”
“ตอนนี้คุณไปรวบรวมข้อมูลของคนที่เกี่ยวข้องกับซูฮ่าวมาทั้งหมดโดยหาข้อมูลเกี่ยวกับกลุ่มบริษัทหลินชื่อมาก่อนอันดับแรก”
หวางเฉิงเทียนพยักหน้า เขาเช็ดเหงื่อที่หน้าผาก แล้วเปิดลิ้นชักโต๊ะทำงานก่อนจะหยิบเอกสารออกมาจำนวนหนึ่ง จากนั้นเขาก็วางไว้ตรงหน้าสวี่ชิงหงด้วยความเคารพ “พี่หง เอกสารของกลุ่มบริษัทหลินชื่อรวบรวมเสร็จเรียบร้อยแล้วก่อนหน้านี้คุณซูเคยให้ฉันรวบรวมมาก่อนแล้วเดิมทีฉันควรจะมอบให้เขาตั้งแต่เมื่อวานแต่เมื่อวานนี้เขาบำเพ็ญเพียรอยู่ในบ้านพักตากอากาศภูเขาชิงอวิ๋นตลอดทั้งวันดังนั้นฉันจึงไม่ได้ไปรบกวนเขา”
“หา?” สวี่ชิงหงเผยสีหน้าประหลาดใจออกมา พร้อมกับพลิกเอกสารอ่านมุมปากของเธอมีรอยยิ้มสดใสประดับขึ้น
เธอหยิบเอกสารขึ้นมา แล้วลุกขึ้นยืน
“จัดเตรียมรถให้ฉัน ฉันจะไปที่บ้านพักตากอากาศภูเขาชิงอวิ๋น!”
“ได้ครับ” หวางเฉิงเทียนไม่กล้ารอช้า เขารีบลงมือทันที
เพียงแต่ในใจของเขารู้สึกสงสัยว่า
สวี่ชิงหงกับซูฮ่าวไปสปาร์คกันได้อย่างไร