“ เสียงปี่ฆ้อง พึ่งรื่นเริง งานวิวาห์
ต้องจากลา จากบ่าวสาว น่าขื่นขม
งานมงคล ต้องโศกเศร้า ร้าวระทม
ทุกแห่งหน ต่างกล่าวขาน เพราะนางมาร ”
หย่งควันกล่าวไว้อาลัยหลังจากที่ออกจากหมู่บ้านไป ส่วนระหว่างที่เดินออกจากหมู่บ้านก็ได้ยินแต่เื่การนินทาว่าร้ายเ้าสาว บ้างก็ว่าเป็เพราะเ้าสาวที่ทำให้บุตรชายตระกูลฉีนั่นต้องตาย บ้างก็ว่าสมควรแล้วที่ยุ่งเกี่ยวกับนางมาร แท้จริงเป็เช่นไรไม่มีผู้ใดสืบหา
เมื่อทั้งสามเดินทางมาถึงทุ่งหญ้าแห่งหนึ่ง ต้นหญ้าพลิ้วไหวตามสายลม ปรากฏรูปคลื่นเป็ระยะๆ บรรยากาศนั้นช่างรื่นรมณ์ยิ่งนัก
กลางทุ่งหญ้าอันกว้างขวางกลับมีต้นไม้ใหญ่ยื่นตระหง่านอยู่กลางทุ่ง
“ พักเท้าที่นี่สักพักก่อนเถอะ ” หย่งควันกล่าว
ทั้งเหวินหยางและหลินลี่ตอบรับอย่างคนหมดอาลัยตายอยาก ยังคงโศกเศร้าจากเหตุการณ์ที่ผ่านมา
“ ฮา ฮ่า ยุทธภพก็เช่นนี้ ฆ่าฟันไปมาไม่จบสิ้น พวกเ้าก็ปล่อยวางเสียเถอะ ” หย่งควันกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ร่าเริง
“ พี่หย่งควัน ท่านยังมีหัวใจเป็คนอยู่หรือไม่ ท่านไม่ทุกข์ใจบ้างหรือไร ” หลินลี่ถาม
“ ข้าก็ทุกข์ใจไม่ต่างจากพวกเ้า แต่ข้าไม่อยากอมทุกข์เช่นพวกเ้า ” หย่งควันตอบ แล้วหันไปถามเหวินหยางหนึ่งประโยค
“ เ้าเคยบอกลมปราณเ้ามีปัญหา ปัญหาที่เ้าว่าพอจะบอกกล่าวได้หรือไม่ ”
เหวินหยางก็ได้อธิบายเกี่ยวกับปัญหาลมปราณของตัวเองให้หย่งควันได้ฟัง หย่งควันก็ส่ายหัวแล้วก็กล่าวว่า
“ ข้ายังไม่เคยเจอผู้ใดเป็เช่นเ้ามาก่อน จนปัญญาที่จะช่วยเหลือจริงๆ ”
หลินลี่ฟังทั้งคู่สนทนาฟังแล้วก็ไม่กระจ่าง จึงได้ไถ่ถามออกไป
“ แล้วลมปราณข้าล่ะ มีลำดับขั้นหรือไม่ ตอนนี้ข้าอยู่ลำดับขั้นที่เท่าใด ”
ทั้งคู่ได้ฟังเช่นนี้ก็มองหน้ากัน ก่อนเหวินหยางจะตอบไประโยคหนึ่ง
“ ข้าเคยเห็นเ้าสู้กับพวกโจรร้าย ฝีมือเก่งกาจเพียงนั้น กลับไม่รู้จักลมปราณตัวเอง แล้วเ้าฝึกลมปราณจากที่ใดมา ”
“ ข้าก็ฝึกยุทธกับท่านพ่อแต่เด็ก ไม่เห็นท่านจะกล่าวถึงเื่พวกนี้เลยเล่า ” หลินลี่ตอบ
หย่งควันที่ได้ยินก็หัวเรอะ
“ ข้าเข้าใจแล้ว ให้ข้าอธิบายให้เ้าทั้งสองฟังเถอะ “
ลมปราณกำหนดลมหายใจที่เหวินหยางฝึกนั่น ผู้คิดค้นลมปราณแท้จริงแล้วก็เพียงเอาลมปราณพื้นฐานมาเรียบเรียงให้เข้าใจง่ายและแบ่งขั้นให้เห็นถึงความก้าวหน้าและแนวทางการฝึกฝน ดังนั้นลมปราณที่เหวินหยางฝึกกับลมปราณที่หลินลี่มีก็คือพื้นฐานลมปราณเดียวกัน จะเรียกว่าลมปราณเดียวกันก็ได้ เพราะผู้ฝึกยุทธโดยทั่วไปช้าเร็วย่อมเข้าถึงลมปราณ ยิ่งฝึกฝนลมปราณก็ยิ่งแข็งแกร่งขึ้นตามกาลเวลา ส่วนคนที่ฝึกตามแนววิชาก็จะได้เปรียบเื่ของแนวทางการฝึกฝน ซึ่งจะทำให้ประสบความสำเร็จในด้านลมปราณได้ไวกว่าผู้ฝึกยุทธทั่วไป
ส่วนเื่ลำดับขั้นของลมปราณอันแท้จริงแล้วในยุทธภพมีผู้คิดค้นลมปราณมากมาย แต่ละลมปราณมีการกำหนดลำดับขั้นที่ไม่เหมือนกัน ร่วมถึงการบรรลุในแต่ละขั้นนั้นก็ไม่เหมือนกัน บางลมปราณก็มิได้กำหนดขั้นลมปราณไว้ ลมปราณมีคุณสมบัติที่ส่งเสริมผู้ฝึกไม่เหมือนกัน แม้แรกๆอาจจะดูคล้ายกันบ้างคือ ทำให้ผู้ฝึกฝนนั้นมีพละกำลังที่มากขึ้น แต่หากฝึกฝนตามแนวทางของลมปราณของตนเองอนาคตย่อมมีจุดที่สร้างคุณสมบัติที่ส่งเสริมให้กับผู้ฝึกแตกต่างกันอย่างแน่นอน
สำหรับลมปราณกำหนดลมหายใจที่เหวินหยางฝึกนั้น มีการแบ่งลำดับขั้นจากปริมาณลมปราณที่ผู้ฝึกมี ซึ่งผู้ฝึกฝนจะสามารถรับรู้ได้ด้วยตนเองหรือผู้มีความรู้และประสบการณ์ก็สามารถคาดเดาลำดับขั้นของลมปราณนี้ได้ การที่เหวินหยางไม่สามารถฝึกถึงขั้นสามได้เพราะว่าปริมาณลมปราณที่มีตอนนี้ยังไม่ถึงขั้น ซึ่งก็เป็เื่น่าแปลกหากเหวินหยางฝึกฝนมานานเช่นนี้ตามหลักแล้วลมปราณควรจะเพิ่มพูนมากกว่านี้
ส่วนเื่คุณสมบัติของลมปราณกำหนดลมหายใจที่จะส่งผลต่อผู้ฝึกฝนนั้นก็คือพละกำลัง ยิ่งฝึกฝนเท่าใดพละกำลังก็จะมากขึ้นเท่านั้น
“ เท่าที่ข้าเห็นลมปราณหลินลี่เหนือกว่าเหวินหยาง ซึ่งก็แปลว่าลมปราณของหลินลี่คงอยู่ที่ขั้นสามหรือสี่ ” หย่งควันตอบถำถามหลินลี่ก่อนหน้านี้
“ เช่นนี้ข้าก็เหนือกว่าเหวินหยางน่ะสิ ” หลินลี่กล่าวด้วยรอยยิ้มอย่างมีความสุข
“ ถ้าเ้าทั้งสองมาใช้พลังวัดกันตรงๆเ้าต้องเหนือกว่าอย่างแน่นอน หรือหากพวกเ้าสองคนต่อสู้กันแล้วกินระยะเวลานานเ้าก็ได้เปรียบเป็แน่แท้ แต่ทว่าในความเป็จริงการต่อสู้นั้นมีหลายปัจจัยในการเข้าเอาชัย ไม่มีผู้ใดจะปะทะพลังวัดกันซึ่งๆหน้า การต่อสู้ย่อมมีการหลบหลีก การตั้งรับ หากเ้ากับเหวินหยางต่อสู้กันเวลานี้เกรงว่าเหวินหยางก็อาจจะเอาชัยเ้าได้ในไม่กี่กระบวนท่าด้วยกระบวนท่าที่เหนือกว่า ” หย่งควันกล่าวเสร็จแล้วก็หัวเรอะ
หลินลี่ที่ฟังแล้วก็ไม่ค่อยสบอารมณ์นักท่าทางอยากจะสู้กันให้รู้ชัดไปข้างหนึ่ง
“ หวังว่าผู้ที่เหวินหยางจะไปพบจะสามารถให้คำชี้แนะได้ ” หย่งควันกล่าว
เหวินหยางก็ได้แต่เพียงภาวนาในให้เป็เช่นนี้ มิเช่นนั้นต้องผิดหวังเป็อย่างมาก