สวี่หยางไม่สนใจหรอกว่าคนอื่นจะมองเขาเช่นไร การกอบโกยผลประโยชน์ที่แท้จริงมาไว้ในมือของตนเองต่างหากเล่าที่เป็เื่สำคัญที่สุด
เถาหลินถูกสวี่หยางคุมตัวเข้ามาภายในห้องทรมานและจับขึงพรืดไว้บนเครื่องทรมาน เขาะโด่าทอเสียงดังลั่น "ไอ้หนู เ้ากล้าใช้ศาลเตี้ยลงทัณฑ์ข้าเชียวหรือ?!
เ้าคิดว่าบิดาจะกลัวเ้าหรือไง? จะบอกอะไรให้เอาบุญ บิดาถูกทรมานมาทั้งวันทั้งคืนยังไม่เคยปริปากร้องออกมาสักแอะ เครื่องทรมานพรรค์นี้ของเ้าจะเอาไปเทียบกับกรมราชทัณฑ์หรือหน่วยสังหารปีศาจได้อย่างไรกัน?
พวกขุนนางชั่วอย่างพวกเ้าคิดจะฮุบสมบัติของข้างั้นหรือ! ฝันไปเถอะ!"
สวี่หยางหยิบมีดสั้นขึ้นมาเล่มหนึ่งอย่างลวก ๆ พลางเอ่ยว่า "ข้าไม่ได้คิดจะทรมานเ้าหรอกนะ การทรมานเ้าไม่ได้ส่งผลดีอันใดต่อข้าเลยแม้แต่น้อย"
แม้ว่าเถาหลินจะมอบค่าความมุ่งร้ายให้สวี่หยางถึง 5% ั้แ่แรกพบ ทว่าหลังจากที่เข้ามาในห้องทรมานแห่งนี้ ค่าความมุ่งร้ายของเขาก็ไม่เพิ่มขึ้นอีกเลย ต่อให้สวี่หยางทรมานเขาไป ค่าความมุ่งร้ายที่จะได้รับก็คงมีเพียงเท่านี้แหละ
"เถาหลินเอ๋ย โชคชะตาของเ้าช่างเลวร้ายเสียจริง ที่ดันมาพบเจอกับข้า แถมสถานที่ที่เ้าซุกซ่อนสมบัติเอาไว้ ก็ยังอยู่ใกล้กับเรือนจำแห่งนี้เสียด้วย" สวี่หยางเอ่ยอธิบายอย่างใจเย็น ทว่าเมื่อเถาหลินได้ยินเช่นนั้น คิ้วก็ขมวดเข้าหากันในทันที
"หมายความว่ายังไง!" เถาหลินหรี่ตาแคบลง แม้ว่าสวี่หยางจะไม่ได้พูดออกมาตรง ๆ ว่าสมบัติถูกซ่อนไว้ที่ใด ทว่าเื่ที่สมบัตินั้นอยู่ใกล้กับเรือนจำ เขากลับพูดได้ถูกต้องเผง
มีดสั้นที่ส่องประกายคมปลาบเย็นเยียบกวัดแกว่งไปมาอยู่ในมือของสวี่หยาง เขาค่อย ๆ ขยับเข้าไปใกล้เถาหลิน ก่อนจะกระซิบเสียงแ่เบา "ข้ารู้ว่าสถานที่ซ่อนสมบัติของเ้าอยู่ที่ใด การที่เ้ายังมีชีวิตอยู่นั้นไร้ซึ่งมูลค่าสำหรับข้า ข้า้าให้เ้าตกตายด้วยน้ำมือของข้า!"
เถาหลินจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของสวี่หยาง และตระหนักได้ว่าผู้คุมคนนี้ไม่ได้กำลังพูดล้อเล่น เขาตั้งใจที่จะสังหารตนเองจริง ๆ
ไม่ว่าจะเป็ผู้ใด เมื่อต้องเผชิญหน้ากับความเป็ความตาย ย่อมต้องรู้สึกหวาดกลัวกันทั้งสิ้น ต่อให้เป็มหาปีศาจที่ฆ่าคนตาไม่กะพริบอย่างเถาหลินก็ไม่มีข้อยกเว้น
สวี่หยางแทงมีดสั้นเข้าใส่ร่างของเถาหลิน ทว่าปลายมีดกลับหยุดชะงักอยู่เพียงแค่ิัด้านนอก ไม่สามารถแทงทะลุเข้าไปได้
"ฮ่า ๆ ๆ เ้าเป็แค่คนธรรมดาสามัญ แต่ริอ่านคิดจะฆ่าข้าเนี่ยนะ?"
"ข้านี่มันโดนทำให้ใจนเลอะเลือนไปแล้วจริง ๆ ขนาดอยู่ในกรมราชทัณฑ์ข้ายังไม่ตายเลย แล้วเหตุใดข้าจะต้องมาตายด้วยน้ำมือของเ้าด้วยล่ะ!"
"ข้าคือมหาปีศาจ ส่วนเ้าคืุ์ มนุษย์จะสามารถสังหารมหาปีศาจได้อย่างไร!"
ฉึก!
ยังไม่ทันที่เถาหลินจะพูดจบ มีดสั้นของสวี่หยางก็ถูกแทงทะลวงเข้าไปในหน้าอกของอีกฝ่ายเสียแล้ว หยาดโลหิตพุ่งกระฉูดออกมาจากปากแผล
"ข้ารู้ว่าเ้าคือมหาปีศาจ และข้าก็คืุ์จริง ๆ ทว่าข้าก็สามารถสังหารเ้าได้ ไม่เพียงแต่ข้าจะสังหารเ้าได้เท่านั้น แต่เมื่อเ้าตายไปแล้ว ข้ายังสามารถรับเอาทักษะของเ้ามาได้อีกด้วย!"
สวี่หยางแค่นเสียงหัวเราะเ็า ในสายตาของเขา เถาหลินก็คือศพไร้ิญญาไปแล้ว การบอกกล่าวเื่พวกนี้ให้เ้านั่นได้รับรู้ก่อนตายก็ไม่ใช่เื่สลักสำคัญอันใด
เมื่อััได้ถึงความเ็ปจากาแ สีหน้าของเถาหลินก็แปรเปลี่ยนไป ในตอนนี้เขาตระหนักได้แล้วว่า เขากำลังจะตายด้วยน้ำมือของสวี่หยางจริง ๆ !
"เ้ากล้าฆ่าข้าหรือ? เ้าไม่รู้หรือไงว่าข้าเป็ใคร!
ข้าคือนักโทษสำคัญของราชสำนัก หากไม่มีคำสั่งจากเบื้องบน ใครหน้าไหนก็ห้ามสังหารข้าทั้งนั้น!"
สวี่หยางแทงมีดสั้นซ้ำเข้าไปอีกครั้ง มหาปีศาจตนนี้นอกจากจะปากมากแล้ว พลังชีวิตยังมีมากอีกด้วย ทั้ง ๆ ที่ถูกแทงเข้าที่จุดตาย แต่ยังสามารถดิ้นรนและะโโวยวายเสียงดังลั่นได้อีก
"ข้า... ข้ามีทรัพย์สมบัติเงินทองมากมายก่ายกอง หากเ้าฆ่าข้า เ้าจะต้องรับผลกรรมอย่างสาสม เบื้องบนจะไม่มีทางปล่อยเ้าไปแน่"
สวี่หยางยิ้มเยาะพลางแทงมีดสั้นลงไปอีกครั้ง ภายนอกเถาหลินอาจจะดูเป็ปีศาจที่แข็งแกร่ง ทว่าตอนนี้กลับหวาดกลัวจนเสียสติไปแล้ว อีกทั้งการพูดจายังไม่ผ่านกระบวนการคิดของสมองเลยสักนิด การเอาฐานะนักโทษสำคัญของราชสำนักมาข่มขู่เขาเนี่ยนะ หากไม่ได้เรียกว่าป่วยจนเสียสติไปแล้วจะให้เรียกว่าอะไรได้อีกล่ะ
เมื่อมีดที่สี่แทงทะลุร่าง เสียงของเถาหลินก็เริ่มแ่เบาลง ข้อมูลในบันทึกเื่ราวปีศาจค่อย ๆ เลือนหายไป ก่อนที่ตัวเลือกสุ่มรับทักษะจะปรากฏขึ้นมา
สวี่หยางไม่ได้รีบร้อนอันใด เขาวางมีดสั้นในมือลง จากนั้นจึงเดินไปเปิดประตูห้องทรมาน
ผู้คุมที่เป็คนไปแจ้งข่าวให้สวี่หยางคอยยืนเฝ้าอยู่ด้านนอกมาโดยตลอด และเมื่อเขาเห็นสวี่หยางในสภาพที่เรือนร่างอาบชุ่มไปด้วยเื เขาก็อดไม่ได้ที่จะสั่นสะท้านขึ้นมาด้วยความหวาดกลัว
สวี่หยางล้วงเอาเงินแท่งหนึ่งออกมาจากอกเสื้อแล้วยื่นส่งให้อีกฝ่ายพลางเอ่ย "เ้ารู้ใช่หรือไม่ว่าต้องจัดการเื่นี้อย่างไร?"
ผู้คุมพยักหน้ารับรัว ๆ เขาเก็บเงินก้อนนั้นเอาไว้ แล้วรีบเข้าไปจัดการกับร่างอันใหญ่โตกำยำของเถาหลินในทันที ขั้นตอนก็ไม่ได้ยุ่งยากอะไรนัก เขาเพียงแค่นำร่างของเถาหลินกลับไปไว้ที่กรงขังในเรือนจำ จากนั้นก็จัดการกับาแของอีกฝ่ายเล็กน้อย แล้วจึงแต่งเื่สาเหตุการตายของเถาหลินขึ้นมาแบบส่ง ๆ เพียงเท่านี้เื่ราวทั้งหมดก็ถูกปัดตกไปอย่างง่ายดาย
การที่นักโทษมาตกตายภายในเรือนจำ์ ก็ถือเป็เื่ที่พบเห็นได้ทั่วไปอยู่แล้ว
เมื่อกลับมาถึงห้องพักของตนเองในมหาเรือนจำสยบอสูรกุ่ย สวี่หยางถึงได้เริ่มทำการสุ่มรับทักษะของเถาหลิน
เถาหลินเป็พวกกระหายเืและชื่นชอบการฆ่าฟัน จึงมีวิธีการโจมตีที่หลากหลายมาก สวี่หยางเองก็ไม่ได้สนใจหรอกว่าจะสุ่มได้ทักษะหรือความสามารถอันใด สรุปก็คือขอเพียงแค่เป็ทักษะประเภทโจมตีก็เพียงพอแล้ว
แสงสว่างจ้าหลอมรวมเข้าสู่ร่างกายเฉกเช่นทุกคราว และในตอนนี้ ภายในจิตใต้สำนึกของสวี่หยางก็ปรากฏภาพฉากอันสุดยอดขึ้นมา
เขากำลังถือกระบี่ยาวสามฉื่อไว้ในมือ โลหิตสาดกระเซ็นไปทั่วทุกสารทิศ เพียงกระบี่เดียวก็สามารถปลิดชีพศัตรูได้ ปลายกระบี่ที่พุ่งทะยานออกไปนั้นไร้ซึ่งผู้ต่อต้านอย่างแท้จริง
เมื่อเขาได้สติกลับคืนมา เคล็ดวิชากระบี่ก็ถูกจารึกและอย่างสมบูรณ์แบบแล้ว
"เคล็ดวิชากระบี่ที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อการเข่นฆ่าสังหารโดยเฉพาะ เถาหลินผู้นี้คงจะบังเอิญได้มา เคล็ดวิชากระบี่นี้ไร้ซึ่งนาม เช่นนั้นก็เรียกมันว่ากระบี่สังหารก็แล้วกัน!"
สวี่หยางลอบกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก แม้ว่าชื่อของมันจะดูธรรมดาไม่สะดุดตา ทว่าความล้ำเลิศของเคล็ดวิชากระบี่นี้กลับเป็ถึงขอบเขตนภาขั้นสูง ซึ่งเคล็ดวิชายุทธ์ระดับนี้ คนธรรมดาทั่วไปไม่มีสิทธิ์ได้ััเลยแม้แต่น้อย
เถาหลินคงจะมีโชคหล่นทับ ไม่รู้ว่าไปได้ของดีเช่นนี้มาจากที่ใด ทว่าตอนนี้มันกลับตกมาเป็ของสวี่หยางอย่างง่ายดาย
ยามค่ำคืน เมื่อผู้คุมคนอื่น ๆ พากันหลับใหลไปหมดแล้ว สวี่หยางก็หยิบท่อนไม้ขึ้นมาท่อนหนึ่ง แล้วเริ่มฝึกปรือเพลงกระบี่สังหารภายใต้แสงจันทร์
กระบวนท่าของกระบี่สังหารมีไม่มากนัก ทว่าทุกกระบวนท่าล้วนเฉียบขาดและมุ่งหมายเอาชีวิต เมื่อสวี่หยางร่ายรำเพลงกระบี่จบไปหนึ่งรอบ เขาก็รู้สึกได้ว่าเืลมทั่วร่างกำลังเดือดพล่าน รังสีอำมหิตพวยพุ่งทะลักออกมาอย่างบ้าคลั่ง!
สวี่หยางพ่นลมหายใจขุ่นมัวออกมาอย่างช้า ๆ เขาขยับยืดเส้นยืดสายเล็กน้อย เมื่อปราณแท้ภายในร่างกายโคจรหมุนเวียน ความเหนื่อยล้าก็มลายหายไปในชั่วพริบตา
ปราณแท้ที่เดิมทีมีขนาดเล็กดั่งเส้นผม บัดนี้ได้ขยายใหญ่ขึ้นจนเท่ากับนิ้วมือแล้ว ระดับพลังของเขาเพิ่มพูนขึ้นอย่างก้าวะโ
"กระบวนท่ากระบี่ยังแฝงรังสีอำมหิตมาด้วย หากผู้ที่มีจิตใจไม่มั่นคงต้องมาเผชิญหน้ากับรังสีอำมหิตนี้ คงต้องมีอาการเหม่อลอยขวัญผวากันบ้างล่ะ!
ตอนนี้ระดับพลังของข้าอยู่ที่ขอบเขตรวบรวมลมปราณขั้นที่สี่แล้ว แต่เมื่อมีเคล็ดวิชากระบี่นี้อยู่กับตัว เกรงว่าต่อให้เป็ยอดฝีมือขอบเขตรวบรวมลมปราณขั้นที่เจ็ด ก็ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของข้าอีกต่อไป!
ป้องกันตัว! การมีทักษะโจมตีไว้ใน ถึงจะเรียกได้ว่าเป็การป้องกันตัวอย่างแท้จริงสินะ"
สวี่หยางรู้สึกฮึกเหิมและเต็มเปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่น ในชั่วขณะนั้น เขารู้สึกราวกับว่าสามารถกุมชะตาฟ้าดินเอาไว้ในกำมือได้! ทว่าความรู้สึกนั้นก็คงอยู่เพียงแค่ไม่กี่วินาทีเท่านั้น ก่อนที่เขาจะกลับมาสวมบทบาทเป็ผู้คุมธรรมดา ๆ ตามเดิม
"แต่ถึงจะเป็ขอบเขตรวบรวมลมปราณขั้นที่เจ็ดแล้วจะทำไมล่ะ สุดท้ายข้าก็ยังเป็แค่คนชั้นล่างในเรือนจำ์ชั้นที่หนึ่งอยู่ดีไม่ใช่หรือไง?
จะชะล่าใจและหลงตัวเองไม่ได้เด็ดขาด"
เมื่อกลิ่นอายความน่าเกรงขามสลายหายไป สวี่หยางก็ตระหนักได้ดีว่า ในตอนนี้เขาเพิ่งจะก้าวเท้าผ่านประตูแห่งเส้นทางฝึกยุทธ์มาได้เพียงก้าวเดียวเท่านั้น หนทางสู่ความเป็ยอดฝีมือยังอยู่อีกยาวไกลนัก
ก่อนจะถึงตอนนั้น เขาจะต้องทำตัวให้กลมกลืนและเจียมเนื้อเจียมตัวต่อไป ค่อย ๆ เก็บหอมรอมริบและพัฒนาตัวเองอย่างเงียบ ๆ ห้ามทำเื่เสี่ยงอันตรายใด ๆ โดยเด็ดขาด
สวี่หยางแหงนหน้ามองดวงจันทร์ที่สว่างไสวบนท้องฟ้าด้วยความเบิกบานใจ แม้ว่าระดับของขอบเขตรวบรวมลมปราณจะยังถือว่าต่ำต้อยนัก ทว่านักโทษที่มีระดับพลังสูงสุดในเรือนจำ์แห่งนี้ ก็คือหลี่เหวยเลี่ยที่อยู่ในขอบเขตหลอมชีพจรเท่านั้น ขอเพียงแค่เขามีเวลามากพอ การจะก้าวข้ามเ้านั่นไปได้ ก็เป็เพียงแค่เื่ที่รอวันเป็จริง
หากสามารถทะลวงเข้าสู่ขอบเขตหลอมชีพจรได้สำเร็จ ถึงเวลานั้นคงจะพอหายใจหายคอได้โล่งขึ้นบ้างล่ะมั้ง อย่างน้อยก็พอจะกวาดล้างศัตรูในเรือนจำ์ชั้นที่หนึ่งได้ทั้งหมดล่ะนะ?
สวี่หยางไม่รู้ว่าเรือนจำ์ชั้นที่สองมีสภาพแวดล้อมเป็เช่นไร แต่ต่อให้เป็ยอดฝีมืออย่างหลี่เหวยเลี่ย ก็ยังถูกคุมขังอยู่แค่ในเรือนจำ์ชั้นที่หนึ่งเท่านั้น บางทีในอนาคตเขาอาจจะถูกย้ายลงไปคุมขังที่ชั้นสองกระมัง?
ทว่าเรือนจำ์ชั้นที่สองนั้นยังคงเป็สถานที่ที่ห่างไกลเกินเอื้อมสำหรับสวี่หยาง ต้องเป็ผู้ที่อยู่ในขอบเขตหลอมชีพจรเท่านั้น ถึงจะพอมีคุณสมบัติลงไปเป็นักโทษถูกคุมขังอยู่ที่นั่นได้ นี่ก็แสดงให้เห็นแล้วว่า ขอบเขตขัดเกลากายา หรือขอบเขตรวบรวมลมปราณอะไรนั่น มันก็แค่เื่ไร้สาระทั้งเพ
สวี่หยางคิดตกแล้ว เขาจึงโยนท่อนไม้ทิ้งไป แล้วเดินกลับไปนอนพักผ่อน ไม่ว่าจะอยู่ที่ใดเวลาใด เขาก็ต้องไม่หยิ่งผยองและหลงตัวเอง จะต้องทำตัวให้เปรียบเสมือนศิษย์ผู้ซื่อสัตย์ที่พร้อมเรียนรู้อยู่เสมอ การทำเช่นนี้ถึงจะสามารถก้าวเดินต่อไปได้อย่างมั่นคง และมีชีวิตรอดได้ยืนยาว