"ถึงแล้ว ที่นี่แหละคือรังหมาของเ้า!"
หลังเดินตามผู้าุโมาได้ระยะหนึ่ง หลิงเทียนก็ถูกผู้าุโของหุบเขาศิษย์ระดับล่างพามาหยุดอยู่ที่หน้าถ้ำแห่งหนึ่ง แต่เมื่อมองดูถ้ำที่เต็มไปด้วยโคลนและสิ่งสกปรกตรงหน้า เขาก็อดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้ว สภาพแวดล้อมนี้ไม่ต่างจากรังหมาหรือคอกหมูเลยจริง ๆ
เมื่อเทียบกับความยิ่งใหญ่ตระการตาภายในประตูสำนักเฉียนหยวน สภาพแวดล้อมของหุบเขาศิษย์ระดับล่างสามารถใช้คำว่าย่ำแย่มาบรรยายได้เลย ที่นี่เป็เพียงหุบเขาธรรมดาแห่งหนึ่ง แต่กลับอบอวลไปด้วยกลิ่นเหม็นนานาชนิด
ล้างกระบี่ เลี้ยงสัตว์ิญญา กำจัดกากโอสถ ศิษย์ระดับล่างหลายพันคนต้องทำงานสกปรกและงานหนักทุกอย่างของสำนักที่นี่ บนผนังูเาทั้งสองด้านถูกขุดเป็ถ้ำหินหลายร้อยแห่ง ศิษย์ระดับล่างทุกคนต้องเบียดเสียดกันอยู่ที่นี่ ราวกับเป็ทาส แต่ถึงจะเป็เช่นนั้น ก็ไม่มีใครเต็มใจจะจากไป
เพราะศิษย์สายล่างสามารถใช้แต้มผลงานของสำนัก เพื่อแลกกับสิทธิ์ในการเข้าสู่ศิษย์สายนอก เพียงแต่แต้มผลงานนั้นมีจำนวนมหาศาล ซึ่งอาจต้องใช้เวลาครึ่งค่อนชีวิตในการสะสม แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังดีกว่าเป็คนธรรมดา
"หึหึ ไม่รู้ว่าควรบอกว่าดวงกุดหรือโชคร้ายดี เป็สามีของแม่นางฉือเยว่ แถมยังไปล่วงเกินตระกูลฉู่เข้าอีก จงใช้เวลาให้คุ้มค่าเถอะ เ้าคงมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นาน" ผู้าุโผู้นั้นแค่นหัวเราะ พร้อมกับโยนชุดของศิษย์ระดับล่างและกระบี่ทิ้งไว้ ก่อนจะจากไปด้วยท่าทางรังเกียจและเหยียดหยาม
หลิงเทียนยักไหล่ แล้วเดินเข้าไปในถ้ำ
หืม!?
ทว่าสิ่งที่ทำให้หลิงเทียนประหลาดใจก็คือภายในถ้ำแห่งนี้มีคนอยู่ก่อนแล้ว เพียงแต่ดูเหมือนจะเป็เด็กผู้หญิงตัวเล็ก ๆ อายุราวสิบสามสิบสี่ปี นางขดตัวอยู่ที่มุมถ้ำ ในอ้อมแขนกอดป้ายิญญาไว้แผ่นหนึ่ง
"ท่านไปล่วงเกินใครมาหรือ?"
สิ่งที่ทำให้หลิงเทียนแปลกใจยิ่งกว่าคือ เด็กหญิงคนนี้จู่ ๆ ก็เอ่ยปากถามขึ้น
"อ้อ!? เหตุใดจึงกล่าวเช่นนั้น?" หลิงเทียนเดินเข้าไปนั่งลงข้าง ๆ
"ท่านไม่รู้หรือว่าห้องนี้หมายถึงอะไร ท่านต้องไปที่ถ้ำกากโอสถเพื่อจัดการกากโอสถ ซึ่งต้องตายอย่างแน่นอน หากไม่ได้ล่วงเกินใคร จะมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร?"
เด็กสาวจ้องมองด้วยดวงตากลมโตที่คลอไปด้วยน้ำตา เต็มไปด้วยความไร้เดียงสาและความโศกเศร้าจาง ๆ
"ถ้ำกากโอสถ?"
หลิงเทียนกลอกตา แม้ก่อนหน้านี้เขาจะไม่รู้จริง ๆ แต่พอคิดดูอีกทีก็เข้าใจได้ทันที เห็นได้ชัดว่าตระกูลฉู่ได้ลงมือกับเขาแล้ว แต่หลิงเทียนก็ไม่ได้ใส่ใจ กลับยิ้มแล้วถามว่า "เ้ารู้ได้อย่างไร และเ้าเองก็อยู่ที่นี่ไม่ใช่หรือ?"
"อ้อ ข้าต้องตายก่อนท่านน่ะสิ" มุมปากของเด็กสาวยกขึ้นทันที แม้จะพูดคำว่าตาย แต่บนใบหน้าของนางกลับไม่มีความหวาดกลัวเลยแม้แต่น้อย ซึ่งเื่นี้ทำให้หลิงเทียนรู้สึกประหลาดใจยิ่งนัก
"เพราะถ้าเป็เช่นนั้น ข้าจะได้ไปหาท่านพ่อของข้าเสียที" เด็กสาวลูบป้ายิญญาในมือ ซึ่งมีตัวอักษรที่สลักไว้อย่างบิดเบี้ยวและเก้งก้าง
"เดิมทีท่านพ่อของข้าเป็ผู้าุโฝ่ายนอก แต่เมื่อเดือนก่อน ไปรบกวนการหลอมโอสถของหลิวจื่อเหยา อัจฉริยะแห่งสำนักโอสถ จึงถูกใส่ร้ายด้วยข้อหาที่ไม่มีอยู่จริงและถูกลดขั้นมาอยู่ที่หุบเขาศิษย์ระดับล่าง ทั้งยังถูกส่งไปจัดการกากโอสถที่ถ้ำกากโอสถ ท่านพ่อออกไปได้ไม่นานก็ตาย ที่นั่นเต็มไปด้วยไอพิษจากโอสถ ไม่มีใครรอดชีวิตออกมาได้ พวกนาง... จะไม่ปล่อยข้าไว้แน่"
"เ้ายังเป็เพียงเด็ก พวกเขาใจคออำมหิตถึงเพียงนี้เชียวหรือ?!" หลิงเทียนได้ยินดังนั้นก็รู้สึกใอย่างมาก
เขาคิดในใจว่าสำนักเฉียนหยวนแห่งนี้เป็ดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งวิถียุทธ์ หรือว่าเป็ขุมนรกกันแน่!? แต่เด็กสาวกลับยิ้มโดยไม่พูดอะไร ราวกับว่านางยอมรับมันได้อย่างสงบแล้ว
หลิงเทียนเม้มปาก สุดท้ายจึงได้แต่พูดว่า "วางใจเถอะ เ้าจะไม่ตาย"
"แต่พี่ชาย การมีชีวิตอยู่ต่อไปมันมีความหมายอะไรหรือ? ข้าไม่มีท่านพ่อแล้ว..."
บางทีสำหรับนางแล้ว การมีชีวิตอยู่อาจเป็การทรมานยิ่งกว่า เมื่อมองดูดวงตาที่สั่นไหวด้วยหยาดน้ำตาของเด็กสาว หลิงเทียนก็ยิ้มเอ่ย "แน่นอนว่าต้องพยายามมีชีวิตอยู่ต่อไป เพื่อล้างแค้นให้ท่านพ่อของเ้า!"
"ล้างแค้น!?"
ในพริบตานั้น ดวงตาของเด็กสาวราวกับมีแสงคมปลาบวาบผ่าน แต่ไม่นานก็หายไป "นั่นคืออัจฉริยะของตำหนักโอสถฝ่ายใน ข้า..."
สำนักเฉียนหยวนฝ่ายในแบ่งออกเป็สี่ตำหนักใหญ่ ตำหนักกระบี่มุ่งเน้นวิถีกระบี่นับว่าแข็งแกร่งที่สุดในเฉียนหยวน ตำหนักิญญามุ่งเน้นอาคมวิถีเต๋า ส่วนตำหนักโอสถและตำหนักศัสตราที่เหลือ จะเน้นหนักไปที่การปรุงยาและหลอมศาสตราวุธเป็หลัก ซึ่งอัจฉริยะของตำหนักโอสถนั้นมีฐานะสูงส่ง หากเด็กสาวที่ยังไม่ได้ปลุกิญญายุทธ์้าจะล้างแค้นนั้น ยากยิ่งกว่าปีนขึ้น์
"อย่าเพิ่งคิดมาก ขอเพียงมีชีวิตอยู่ ย่อมมีโอกาส"
หลิงเทียนปลอบโยนเด็กสาวอยู่พักหนึ่ง จนกระทั่งนางหลับไป หลิงเทียนจึงกลับมาที่เตียงของตนเอง หยิบป้ายหอคัมภีร์ยุทธ์ออกมา กระตุ้นค่ายกล แสงแห่งการเคลื่อนย้ายห่อหุ้มร่างเขาไว้ ในพริบตาต่อมา หลิงเทียนก็มาปรากฏตัวอยู่ที่หน้าหอสูงแห่งหนึ่ง
หอสูงแห่งนี้ราวกับตั้งอยู่บนหมู่เมฆ แต่หลิงเทียนยังคงรู้สึกได้อย่างชัดเจน ว่ารอบ ๆ นี้เป็เพียงภาพมายาที่สร้างขึ้นจากค่ายกล ซึ่งเป็มิติที่แยกออกมาเป็เอกเทศ บนหอสูงมีป้ายชื่อเขียนว่า หอคัมภีร์ยุทธ์
ที่นี่คือสถานที่เก็บรวบรวมวิชาและคัมภีร์ลับของสำนักเฉียนหยวน และในขณะนี้ที่ด้านล่างมีศิษย์จำนวนไม่น้อยกำลังรอคอยอยู่ ทว่าศิษย์สายนอกสามารถเข้าได้เพียงสองชั้นแรกของหอคัมภีร์ยุทธ์ ซึ่งเป็ที่เก็บคัมภีร์ระดับเสวียนที่สอดคล้องกับระดับพลังหลอมปราณ
ส่วนชั้นที่สามจะเก็บคัมภีร์ระดับเสวียนขั้นสูงสุดไปจนถึงระดับปฐี คัมภีร์ประเภทนี้ส่วนใหญ่ต้องมีระดับพลังถึงขั้นสร้างรากฐานหรือเป็ศิษย์ฝ่ายในจึงจะสามารถเข้าไปเลือกได้
แต่ป้ายหอคัมภีร์ยุทธ์ในมือของหลิงเทียนนั้นแตกต่างออกไป สิ่งนี้เป็ของรางวัลที่สำนักมอบให้ในฐานะศิษย์สืบทอด ซึ่งสามารถเข้าออกหอคัมภีร์ยุทธ์ได้อย่างไร้อุปสรรค ดังนั้นเมื่อหลิงเทียนในชุดศิษย์ระดับล่างเดินมาถึงหน้าหอคัมภีร์ยุทธ์ เหล่าศิษย์สำนักเฉียนหยวนจึงมองเขาเหมือนมองตัวประหลาด
หอคัมภีร์ยุทธ์แห่งนี้ เป็สถานที่ที่ศิษย์ระดับล่างสามารถเหยียบย่างเข้ามาได้ด้วยหรือ!? ทว่าหลิงเทียนกลับเดินตรงไปที่หน้าหอ และยื่นป้ายคำสั่งให้ผู้าุโของหอคัมภีร์ยุทธ์
"ป้ายหอคัมภีร์ยุทธ์ของศิษย์สืบทอด!? ใครให้เ้ามา?!" ผู้าุโผู้นั้นเมื่อเห็นป้ายคำสั่ง สีหน้าก็เปลี่ยนไปทันที ป้ายชนิดนี้ไม่มีใครได้รับมาหลายปีแล้ว
"ข้าคงไม่ต้องตอบกระมัง? หรือว่าป้ายนี้จะเป็ของปลอม?" หลิงเทียนเลิกคิ้ว
"ก็ไม่จำเป็... ช่างเถอะ เ้าเข้าไปก่อน!"
ผู้าุโขมวดคิ้วครุ่นคิดครู่หนึ่ง แล้วเปิดประตูหอคัมภีร์ยุทธ์ "เข้าไปเถอะ ป้ายหอคัมภีร์ยุทธ์ศิษย์สืบทอดของเ้าสามารถเข้าออกในหอได้อย่างไร้อุปสรรค แต่เลือกคัมภีร์ลับได้เพียงสองเล่มเท่านั้น"
หลิงเทียนพยักหน้าและก้าวเข้าไปทันที
ฉากนี้ทำให้ศิษย์ด้านนอกมองหน้ากันด้วยความงุนงง พวกเขายังต้องเข้าแถวรอ แต่ศิษย์ระดับล่างคนหนึ่งกลับเข้าไปได้โดยตรง!?
ในขณะนี้ หลิงเทียนมาถึงชั้นแรก วิชาในชั้นนี้มีระดับต่ำมาก หลิงเทียนไม่อยากเสียเวลาชายตามองแม้แต่น้อย ดังนั้นเขาจึงตรงไปยังชั้นที่สามทันที ซึ่งที่นี่เป็ชั้นที่ศิษย์ฝ่ายในเท่านั้นถึงจะเข้ามาได้ คัมภีร์ลับที่เก็บรักษาไว้ที่นี่ ถึงขั้นมีระดับปฐีอยู่ด้วย!
และในชั้นนี้ จำนวนศิษย์สำนักเฉียนหยวนลดน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด แต่ระดับพลังของทุกคนล้วนอยู่ในขั้นสร้างรากฐานขึ้นไป
เมื่อเห็นศิษย์ระดับล่างเดินเข้ามา พวกเขาถึงกับอึ้งไปพักใหญ่ นึกว่าตัวเองตาฝาด ส่วนหลิงเทียนเริ่มค้นหาในชั้นนี้ คัมภีร์ระดับปฐีเริ่มมีวิชาที่พอใช้ได้ปรากฏขึ้นมาบ้าง แม้ว่าในอดีตเขาจะเป็เทพาแห่งศาล์ คัมภีร์ระดับปฐีในสายตาของหลิงเทียนจะเหมือนกับเศษกระดาษ แต่เนื่องจากตอนนี้ร่างกายของเขาอ่อนแอ จึงต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่ทีละนิด
"ระดับปฐีขั้นต่ำ วิชาดาบลมไหล"
"ระดับปฐีขั้นกลาง หมัดพยัคฆ์คำราม"
"ระดับปฐีขั้นสูง เคล็ดวิชาคงความเยาว์"
แต่หลังจากดูอยู่นาน หลิงเทียนก็ยังไม่พบคัมภีร์เล่มใดที่เข้าตา ในส่วนของเคล็ดวิชาภายใน เขาได้เคล็ดวิชาเบญจปฐมหลอม์แล้ว ซึ่งเป็วิชาระดับเทพที่หลิงเทียนเริ่มฝึกั้แ่ตอนอยู่ศาล์ จึงไม่จำเป็ต้องเปลี่ยน
สิ่งที่หลิงเทียน้าตอนนี้คือวิชากระบี่ แต่วิชากระบี่ในสำนักเฉียนหยวนเป็มรดกที่หายาก มีจำนวนน้อยมาก และระดับสูงสุดยิ่งหาได้ยากยิ่งกว่าขนหงส์เขาสัตว์
"หืม!?"
ในที่สุดหลิงเทียนก็พบหยกบันทึกชิ้นหนึ่งอยู่ที่ชั้นบนสุดของแถวสุดท้ายในชั้นที่สาม หยกชิ้นนี้ถูกเก็บไว้ในที่สูงส่งที่สุด มีค่ายกลล้อมรอบ ราวกับไข่มุกล้ำค่า ซึ่งคัมภีร์ที่ถูกยกย่องราวกับดวงดาวล้อมเดือนเช่นนี้ ต้องเป็ของสะสมล้ำค่าของสำนักเฉียนหยวนอย่างแน่นอน!?
หลิงเทียนใจเต้นวูบ ยกมือขึ้นเตรียมจะคว้าหยกบันทึกชิ้นนั้น แต่ในขณะนั้นเอง เสียงที่เ็าเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากด้านหลังของหลิงเทียน
"เ้าอย่าแตะต้องคัมภีร์เล่มนั้นจะดีกว่า"
หลิงเทียนหันกลับไป พบว่ามีร่างสองร่างยืนอยู่ตรงนั้น คนที่นำหน้าสวมชุดศิษย์สำนักกระบี่ฝ่ายใน มือหนึ่งถือม้วนคัมภีร์ อีกมือหนึ่งไพล่หลัง รูปร่างสูงโปร่ง ใบหน้าขาวนวลราวกับหยก ทั่วทั้งร่างแผ่ซ่านไปด้วยเจตจำนงกระบี่ที่เฉียบคม ดูสง่างามและโดดเด่น ด้วยท่วงท่าที่ไม่ธรรมดาเช่นนี้ คาดว่าคงมีฐานะไม่ต่ำในฝ่ายใน
ยิ่งกว่านั้น แววตาของหลิงเทียนเป็ประกาย พบว่าระดับพลังของคนผู้นี้สูงมาก ถึงขั้นอยู่ในระดับสร้างรากฐานขั้นปลายสูงสุด!
"เหอะ ไม่ได้ยินหรือ? นี่คือศิษย์พี่ใหญ่เฟิงรั่วเฉินแห่งตำหนักกระบี่ของข้า วิชากระบี่ในหยกบันทึกเล่มนั้น ในสำนักเฉียนหยวนมีเพียงศิษย์พี่ใหญ่เท่านั้นที่ฝึกได้ แค่ศิษย์ระดับล่างตัวจ้อย กล้าดียังไงมาแตะต้อง อยากตายแล้วใช่หรือไม่?"
ในตอนนั้น ศิษย์สำนักกระบี่ที่อยู่ด้านหลังคนผู้นั้นก้าวออกมา ตวาดใส่หลิงเทียน ราวกับสุนัขรับใช้ที่คอยเฝ้าหน้าเ้านาย
"ศิษย์พี่ใหญ่ตำหนักกระบี่!?"
หลิงเทียนเลิกคิ้ว ไม่นึกเลยว่าเพิ่งมาถึงสำนักเฉียนหยวน ก็ได้พบกับอัจฉริยะที่แข็งแกร่งที่สุดในรุ่นของสำนักเฉียนหยวนเสียแล้ว!