ท่ามกลางป่ารกครึ้ม เสียงลมพัดผ่านราวกับเสียงคำรามของสัตว์ร้ายที่ซ่อนตัวอยู่ในเงามืด ใบไม้ปลิวไสวราวกับประกายกระบี่ที่ตัดผ่านม่านราตรี
ไป๋หลงยืนขวางหน้าหญิงสาวผู้ลักพาตัวประมุขพรรคมารของเขาไว้ มือข้างหนึ่งยกขึ้น ตั้งท่าเตรียมโจมตี ลมปราณอันหนักหน่วงแผ่ซ่านออกจากร่างสูงของเขา รัศมีของพยัคฆ์ร้ายเริ่มแผ่กดดันไปทั่ว
“ข้าจะไม่ให้เ้าหนีไปง่ายๆ”
เหมาผิงไม่แม้แต่จะถอยหลัง นางเพียงยกกระบี่จรัสจันทราขึ้นราวกับดูแคลนศัตรูเบื้องหน้า
“เช่นนั้นก็ลองดูสิ” นางกล่าวเสียงเรียบ
ฟิ้ว!
ไป๋หลงพุ่งเข้าหาด้วยความเร็วปานสายฟ้า ฝ่ามือกรงเล็บพยัคฆ์ดำของเขากรีดผ่านอากาศ ทิ้งรอยลมคมกริบราวกับกรงเล็บเสือที่สามารถฉีกกระชากร่างคนเป็ชิ้นๆ
แต่เหมาผิงพลิ้วกายถอยหลังหนึ่งก้าว เท้าแทบไม่แตะพื้น มือของนางตวัดกระบี่สวนออกไป ฉับพลันปลายกระบี่จรัสจันทราก็แหวกม่านลมเป็เส้นโค้งงามวิจิตร คมกระบี่ตัดผ่านปลายแขนเสื้อของไป๋หลงจนขาดวิ่น
ไป๋หลงตาวาวด้วยความใ
“นางเร็วเกินไป!”
แต่เขาไม่รอช้า พริบตาต่อมา ไป๋หลงกลับตัวหมุน พลิกฝ่ามือฟาดเข้าที่ลำตัวเหมาผิงด้วยพลังลมปราณเข้มข้น
“ปัง!”
เหมาผิงยกแขนกัน แต่ถึงกระนั้น แรงกระแทกก็ทำให้นางถอยหลังไปสองก้าว
ไป๋หลงอาศัยจังหวะที่นางถอยร่น สะบัดเท้าพุ่งตัวขึ้นเหนือพื้น ฝ่ามือทั้งสองข้างเปล่งประกายพลังลมปราณดำทะมึนออกมาเต็มเปี่ยม
“กรงเล็บพยัคฆ์สังหาร!”
กรงเล็บอันแข็งแกร่งของไป๋หลงจู่โจมลงมาดั่งพยัคฆ์กระโจนตะครุบเหยื่อ แววตาของเขาดุดัน ราวกับาาแห่งพงไพรที่ไม่ยอมปล่อยให้ศัตรูหลุดมือไปได้ง่ายๆ
แต่เหมาผิงไม่แม้แต่จะหวั่นเกรง
นางกระแทกปลายกระบี่ลงกับพื้นพร้อมปล่อยพลังวัตรออกมา ลมปราณสีเงินแผ่ซ่านออกไปโดยรอบราวกับคลื่นน้ำแข็ง
“วิชาหงส์เพลิงต้องลม!”
ตูมมมม!
พื้นดินะเื เสียงพลังปะทะกันดังกึกก้อง
ไป๋หลงถูกผลักกระเด็นถอยหลัง เสียงลมหายใจของเขาหนักขึ้น แต่แววตากลับเต็มไปด้วยความฮึกเหิม
“เ้ามิใช่คนธรรมดาจริงๆ…”
เหมาผิงหมุนกระบี่ในมือหนึ่งรอบก่อนตั้งท่าอีกครั้ง เส้นผมของนางปลิวไปตามแรงลม สายตาคมกริบดั่งนักรบที่ยืนอยู่กลางสนามรบ
“เ้าเองก็ไม่เลว” ไป๋หลงแสยะยิ้ม
เงาร่างทั้งสองปะทะกันอีกครั้ง คมกระบี่กับกรงเล็บพยัคฆ์สับเปลี่ยนโจมตีและป้องกันอย่างต่อเนื่อง ร่างของทั้งสองพุ่งทะยานไปทั่วลานกว้างราวกับเงาสะบัด
เสียงกระบี่ปะทะฝ่ามือดังขึ้นเป็ระยะ ประกายพลังวัตรปะทุออกมาทุกครั้งที่ทั้งสองปะมือกัน
ไป๋หลงบุกโจมตีอย่างดุดัน ขณะที่เหมาผิงใช้ความเร็วและความแม่นยำหลบหลีกและสวนกลับด้วยคมกระบี่
ฝีมือของพวกเขาสูสีกันจนไม่อาจตัดสินได้ในทันที
“พอได้แล้ว!”
เสียงะโของเด็กชายดังก้องไปทั่วบริเวณ
เหมาผิงและไป๋หลงชะงัก พร้อมกันนั้น เจียงหยาก็รีบถลันเข้ามาขวางระหว่างทั้งสอง
“ไป๋หลง อย่าทำร้ายนาง!”
ไป๋หลงขมวดคิ้วด้วยความสับสน “เจียงหยา ท่านหมายความว่าเช่นไร? คนผู้นี้คิดจะทำร้ายท่าน!”
“เ้าเข้าใจผิด นางช่วยข้าไว้! เป้ยเสี่ยวต่างหากที่หมายจะสังหารข้า!”
ไป๋หลงยังไม่อาจวางใจได้ง่ายๆ เขากวาดตามองเหมาผิงด้วยสายตาเคร่งเครียด
“แต่เราไม่รู้จุดประสงค์ของนาง ท่านเจียงหยา ท่านอย่าได้วางใจคนแปลกหน้ามากนัก”
“หากนางหมายจะฆ่าข้าจริง นางคงทำได้ไปนานแล้ว” เจียงหยากล่าวหนักแน่น “แต่นางกลับยอมเอาตัวเข้าเสี่ยงเพื่อต่อสู้กับเหล่าหัวหน้าสาขาเพื่อปกป้องข้า นางมีโอกาสหนีไปคนเดียวได้ แต่นางกลับนำข้าออกมาจากที่นั้นด้วย”
ไป๋หลงนิ่งไปชั่วครู่ เมื่อครุ่นคิดดูแล้ว คำพูดของเจียงหยาก็มีเหตุผล
เขาจ้องมองหญิงสาวตรงหน้าอีกครั้ง… นางเป็หญิงจริงหรือ?
สายสัมพันธ์ที่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้น แม้ยังไม่อาจเชื่อใจกันเต็มที่ แต่ในที่สุดไป๋หลงก็ยอมลดอาวุธลง
ทั้งสามจึงตัดสินใจเดินทางร่วมกัน เพื่อหาที่หลบภัยก่อนวางแผนกันต่อ ในระหว่างเดินทาง ไป๋หลงอดไม่ได้ที่จะเอ่ยถาม
“เ้าคือใครกันแน่? เป็บุรุษหรือสตรี? เหตุใดถึงมีวรยุทธ์แข็งแกร่งถึงเพียงนี้?”
เหมาผิงยิ้มเยาะ “ข้าไม่เหมือนสตรีทั่วไป ในขณะที่พวกนางจับเข็มเย็บผ้า ข้ากลับจับกระบี่”
“ชีวิตของเ้าช่างซับซ้อนยิ่งนัก” ไป๋หลงกล่าวพลางมองนางด้วยแววตาครุ่นคิด “ข้าอยากจะไว้ใจเ้ามากกว่านี้ ขอข้าดูใบหน้าเ้าสักครั้งได้หรือไม่?”
เหมาผิงชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหัวเราะเบาๆ
“เ้าก็ขออะไรง่ายๆ เหลือเกิน ข้าเองก็้าความไว้ใจเช่นกัน เช่นนั้น… ให้เราต่างเปิดเผยใบหน้าของกันและกัน”
ไป๋หลงพยักหน้า “ตกลง”
เมื่อหน้ากากถูกปลดเปลื้อง ยามรุ่งสางกำลังมาเยือน อาทิตย์แรกแย้มฉาบแสงสีทองไปทั่วขอบฟ้า ทว่าท้องฟ้ายามราตรียังคงหลีกทางออกไปอย่างเชื่องช้า สายลมอ่อนพัดโบกยอดไม้ให้เอนไหวราวกับม่านบางของ์ที่กำลังเปิดทางให้แสงแรกแห่งวัน
เหมาผิงยกมือขึ้นปลดผ้าคลุมหน้าออก
เส้นผมดำขลับยาวสยายดุจแพรไหม หลุดร่วงลงมาแ่เบา พลิ้วไหวไปตามแรงลม ดวงตาของนางเปล่งประกายดุจอัญมณีต้องแสง แววตานั้นเรียวยาว คมเข้มแฝงความเด็ดเดี่ยว หากมองในแง่ของบุรุษ นางก็คือยอดบุรุษที่สง่างามราวกับเทพเซียนแห่งขุนเขา หากมองในแง่ของสตรี นางก็คือนางเซียนผู้เลอโฉม งดงามราวหิมะต้องแสงจันทร์
ปลายจมูกโด่งเป็สัน คิ้วดั่งคันศรคมกริบ รับกับใบหน้าที่เรียวได้รูป ผิวขาวเนียนดั่งหยกชั้นเลิศ แต่ใต้โครงหน้าที่ดูอ่อนโยนนั้นกลับแฝงไปด้วยรัศมีของความแข็งแกร่ง
นางงามในรูปบุรุษ และสง่างามในร่างสตรี
เส้นผมที่ปลิวไสวอยู่เบื้องหน้าทำให้เหมาผิงต้องยกมือขึ้นเสยผมไปทัดหู กิริยานั้นเรียบง่ายแต่กลับเต็มไปด้วยเสน่ห์อันยากจะมองข้าม
ไป๋หลงเผลอกลืนน้ำลายโดยไม่รู้ตัว
“เ้า…”
เขาต้องยอมรับว่า ไม่ว่าจะมองจากมุมใด หญิงสาวตรงหน้าก็งามหมดจดจนยากจะละสายตา
“เ้ามองนางมากเกินไปแล้วนะ”
เจียงหยาที่เฝ้ามองเหตุการณ์อยู่ข้างๆ เอ่ยแซวเสียงกลั้วหัวเราะ
“เ้าเป็หญิงจริงด้วย…” ไป๋หลงกระซิบแ่เบา แต่ยังคงตะลึงไม่หาย
เหมาผิงหัวเราะเบาๆ นางก้าวเข้าไปใกล้พลางจ้องใบหน้าของไป๋หลงก่อนกล่าวอย่างขบขัน
“เ้าเองก็รูปงามไม่น้อยกว่าข้าเลยนี่”
ไป๋หลงชะงัก ร่างสูงสะดุ้งเล็กน้อย คำพูดนั้นทำให้ใบหน้าของเขาขึ้นสีแดงเรื่อไปจนถึงใบหู
“ข้า… ไม่เคยมีสตรีคนไหนกล้าพูดกับข้าเช่นนี้มาก่อน”
เจียงหยาหัวเราะเสียงดัง “ไป๋หลง เ้านี่ช่างน่าขันนัก!”
หลังจากสถานการณ์ระหว่างพวกเขาผ่อนคลายลง ทุกคนเริ่มเปิดใจต่อกันมากขึ้น
เหมาผิงและไป๋หลงตกลงกันว่าจะ เดินทางไปพักที่โรงเตี๊ยมริมูเา เพื่อให้เจียงหยาได้พักผ่อน หลังจากเดินทางมาเกือบทั้งคืน
ขณะเดียวกัน พรรคมารที่พวกเขาทิ้งไว้เื้ัก็เริ่มปั่นป่วน
เป้ยเสี่ยวและเหล่าหัวหน้าสาขาพรรคมารกำลังระดมกำลังตามล่าประมุขของพวกเขา และในเงามืดของพรรคมาร ใครบางคนกำลังกุมอำนาจเงียบๆ หมายแย่งชิงทุกสิ่งทุกอย่างมาเป็ของตนเอง