เล่มที่ 2 บทที่ 52 ข้ากำลังหาหม้อ
อันที่จริงเจียงอวิ๋นก็เคยครุ่นคิดเกี่ยวกับฐานะที่มาของเหล่าเฮย์เหมือนกัน ทว่าตั้งแต่เกิดมา นอกจากคนของหมู่บ้านเจียงแล้วเขาก็แทบไม่ได้ข้องเกี่ยวกับคนนอกเลย
แม้ว่าตอนนี้เขาจะออกจากภูเขาหนึ่งแสนไพศาลมายังนิกายแสวงมรรคแล้วแต่ผู้ที่เขาข้องเกี่ยวด้วยก็มีเพียงตงฟางโป๋ ศิษย์พี่หญิงสองและลู่เซี่ยวอวี๋สามคน
ตงฟางโป๋เป็นคนช่างจ้อทุกเรื่องที่พูดถึงล้วนเกี่ยวข้องกับการบำเพ็ญศิษย์พี่หญิงสองก็เก็บตัวบำเพ็ญทั้งวันทั้งคืนเจียงอวิ๋นเคยพบเจอเพียงสองครั้งเท่านั้น ส่วนลู่เซี่ยวอวี๋ นางอายุยังน้อยกว่าเขาเสียอีกด้วยเหตุนี้เอง เจียงอวิ๋นจึงยังอ่อนต่อโลกแทบไม่รู้เรื่องอะไรเกี่ยวกับสังคมโลกภายนอกเลยอย่างสิ้นเชิง
เป็นอย่างที่เหล่าเฮย์กล่าวไว้เจียงอวิ๋นนั้นใสซื่อมากจริงๆดังนั้นจึงไม่ได้ใคร่ครวญเกี่ยวกับฐานะของเหล่าเฮย์มากนัก เพียงรู้สึกได้ว่าอีกฝ่ายไม่ได้ประสงค์ร้ายกับตนก็เพียงพอแล้ว
บัดนี้เมื่อเห็นเหล่าเฮย์กลายเป็นกลุ่มหมอกสีดำก้อนหนึ่งทั้งยังเอ่ยปากบอกเองว่าเขาเป็นอสูร แม้จะเป็นเจียงอวิ๋นก็ยังอดรู้สึกตะลึงเล็กๆมิได้ แต่ก็เพียงเท่านั้น
สีหน้าเจียงอวิ๋นกลับเป็นปกติพยักหน้าตอบ “ที่แท้ พี่ใหญ่เหล่าเฮย์ท่านเป็นอสูรนี่เอง!”
เหล่าเฮย์กลับกลายเป็นฝ่ายตกใจไปแทนแม้เขาจะดูออกว่าเจียงอวิ๋นเป็นคนที่มีนิสัยซื่อตรงแต่ก็คาดไม่ถึงว่าจะใสซื่อเพียงนี้ทั้งที่ได้รู้ฐานะที่แท้จริงและได้เห็นร่างจริงของเขาแล้ว กลับยังไม่หวาดกลัวอีก
เหล่าเฮย์ไม่รู้ว่าเจียงอวิ๋นไม่ได้มีท่าทีต่อเผ่าอสูรเหมือนกับคนอื่นๆ แต่อย่างใดไม่ได้มีความคิดว่าคนกับอสูรควรเป็นปฏิปักษ์ต่อกัน
อีกทั้งเขายังได้รู้ความจริงแล้วด้วยว่าเหล่าคนในหมู่บ้านเจียงเองก็เป็นเผ่าอสูรเขาที่ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับเผ่าอสูรนานสิบหกปีย่อมไม่มีทางรังเกียจหรือหวาดกลัวเผ่าอสูรอยู่แล้ว
หมอกดำหยุดนิ่ง ภายในหมอกมีเสียงของเหล่าเฮย์ดังขึ้นอีกครั้ง“ร่างจริงของศิษย์พี่ใหญ่เจ้าคืออะไร?”
“ศิษย์พี่ใหญ่? ศิษย์พี่ใหญ่ข้าเป็นมนุษย์ มิใช่อสูร!”
แม้เจียงอวิ๋นจะไม่รู้ว่าจะแบ่งแยกระหว่างมนุษย์หรืออสูรอย่างไรทว่านิกายแสวงมรรคี่เป็นนิกายของเผ่ามนุษย์ หากศิษย์พี่ใหญ่เป็นอสูรละก็จะเข้าร่วมนิกายได้อย่างไร
คำตอบของเจียงอวิ๋นทำให้เหล่าเฮย์ชะงักไปก่อนครู่หนึ่งจากนั้นก็เข้าใจเรื่องราว คิดในใจว่า“ดูท่าเขาคงจะให้เจ้าหนูนี่หลงคิดว่าเขาเป็นมนุษย์เช่นกัน ช่างสูงล้ำ!”
เมื่อคิดได้เช่นนั้นเหล่าเฮย์ก็ยิ่งรู้สึกชื่นชม “ศิษย์พี่ใหญ่” ของเจียงอวิ๋นมากกว่าเดิม จากนั้นเขาก็คืนร่างกลับเป็นตาแก่ผอมแห้งอีกครั้งกล่าวอย่างยิ้มแย้มว่า “น้องเจียง เจ้าเพิ่งมายังนิกายแสวงมรรคได้ไม่นานมีเรื่องบางเรื่องที่เจ้าคงจะยังไม่รู้ ข้าต้องบอกเจ้าไว้ก่อน”
“เรื่องอะไรหรือ?”
เหล่าเฮย์ยืนมือไพล่่หลัง เดินไปมาอยู่หน้าเจียงอวิ๋นพร้อมกับกล่าวว่า“ป่ากักสิงสา แท้จริงแล้วมีชื่อว่าป่ากักอสูรต่างหาก ซึ่งผู้ที่ป่ากักขังไว้ก็คือข้า! แต่คำว่ากักอสูรนั้นชัดเจนเกินไปดังนั้นนิกายแสวงมรรคถึงเปลี่ยนชื่อเป็นกักสิงสา!”
คำพูดของเหล่าเฮย์ทำให้เจียงอวิ๋นตกใจได้ในที่สุดนี่เป็นเรื่องที่เขาคาดไม่ถึงจริงๆ แต่อย่าว่าแต่เขาเลยในบรรดาผู้ที่ตำแหน่งต่ำกว่าผู้อาวุโสประมุขยอดเขาลงมามีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่รู้ความลับนี้ของนิกายแสวงมรรค
“ไฉนนิกายแสวงมรรคถึงต้องขังท่านไว้ในนี้เล่า?”
เหล่าเฮย์เผยยิ้มเจื่อน ส่ายหน้าไปมา“คงมีเพียงน้องเจียงเจ้าเท่านั้นที่ถามคำถามเช่นนี้ออกมาได้ ยังต้องพูดอีกหรือ? ก็เพราะว่า ข้าคืออสูร!”
เจียงอวิ๋นไม่ได้ถามต่อ บอกตามตรงว่าด้วยความรู้และประสบการณ์ของเขาในตอนนี้ เขายังไม่อาจเข้าใจถึงความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับอสูรที่เป็นดั่งน้ำกับไฟเช่นนี้ได้
เหล่าเฮย์กล่าวต่อ “พวกมันฆ่าข้าไม่ได้แต่ก็ไม่อยากปล่อยข้าออกไป กลัวว่าข้าจะสร้างความวุ่นวายต่อสังคมจึงทำได้เพียงขังข้าเอาไว้ในป่า ทั้งยังทำข้อตกลงกับข้าขอเพียงข้ามอบสัตว์ร้ายให้พวกมันอย่างต่อเนื่องเช่นนั้นพวกมันก็จะไม่มาหาเรื่องข้า”
“ยิ่งกว่านั้นหากมีศิษย์นิกายแสวงมรรคหลุดเข้ามาในพื้นที่ต้องห้ามและตายอยู่ในพื้นที่ต้องละก็ขอเพียงมิใช่ฝีมือข้า พวกมันก็จะไม่ปรากฏตัวเช่นกัน”
“แน่นอน ข้าเองก็ยื่นเงื่อนไขไปเช่นกันนิกายแสวงมรรคต้องรับปากว่านักพรตระดับถ้ำสวรรค์ขึ้นไปห้ามเข้ามาในป่ากักสิงสาเด็ดขาดมิฉะนั้น ไม่ว่าจะเข้ามากี่คนข้าจะฆ่าทิ้งทั้งหมด!”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นข้อสงสัยในใจเจียงอวิ๋นก็ได้รับคำตอบ
เหตุใดจำนวนสัตว์ร้ายในป่ากักสิงสาจึงไม่ลดลงเลยเหตุใดซาจิ่งซานไม่อาจเข้ามาตามหาลู่เซี่ยวอวี๋ในป่ากักสิงสาได้เหตุใดซาจิ่งซานจึงกล่าวว่า สัตว์ร้ายในป่ากักสิงสาไม่ธรรมดา ที่แท้สาเหตุทั้งหมดทั้งมวลก็มาจากอสูรอย่างเหล่าเฮย์นั่นเอง!
เหล่าเฮย์แข็งแกร่งมากเพียงใดนั้นเจียงอวิ๋นไม่รู้ ทว่าแม้แต่ทั้งนิกายแสวงมรรคก็ยังฆ่าเขาไม่ตายเช่นนั้นย่อมไม่ต่ำกว่าระดับถ้ำสวรรค์เป็นแน่
แน่นอนความแข็งแกร่งของเขาคงจะเทียบเท่ากับพวกประมุขยอดเขาทั้งหลายเท่านั้น มิฉะนั้นละก็มีหรือที่เขาจะถูกขังไว้ในป่าโดยไม่อาจหลบหนีได้
เหล่าเฮย์ยื่นหน้ามาอยู่ตรงหน้าเจียงอวิ๋นยิ้มมุมปากกล่าว “น้องเจียง เจ้ารู้ไหมว่าเหตุใดข้าจึงบอกเรื่องพวกนี้แก่เจ้า?”
เจียงอวิ๋นส่ายหน้า “ไม่รู้”
“เป็นเพราะข้าหวังดีกับเจ้าอย่างไรเล่าหากเจ้าอยากมีชีวิตรอดละก็ จงอย่านำเรื่องที่เจ้าพบเจอข้าไปบอกใครอย่าบอกเรื่องที่ข้ากับศิษย์พี่ใหญ่เจ้าเป็นสหายกันและยิ่งห้ามบอกผู้อื่นว่าเจ้าช่วยข้าหลอมโอสถเด็ดขาด มิฉะนั้น ข้ารับประกันเลยว่าเจ้ากับศิษย์พี่ใหญ่เจ้า จะต้องตายอย่างอนาถมากเป็นแน่”
บอกตามตรงว่าเจียงอวิ๋นไม่อาจเข้าใจคำพูดนี้ของเหล่าเฮย์ได้สักเท่าใดนักแต่ในเมื่อเรื่องเกี่ยวพันถึงความปลอดภัยของศิษย์พี่ใหญ่ด้วย เขาย่อมมิกล้าประมาทพยักหน้าอย่างแรง “วางใจเถอะ ข้าไม่บอกผู้ใดแน่นอน!”
เหล่าเฮย์พยักหน้าอย่างพึงพอใจเช่นกันเมื่อสะบัดมือ บนพื้นก็มีวัตถุดิบกองหนึ่งปรากฏขึ้นพร้อมกับคัมภีร์หยกหนึ่งเล่ม
“วัตถุดิบอยู่ที่นี่ทั้งหมดในคัมภีร์หยกมีตำรับยา!”
เจียงอวิ๋นเพียงกวาดสายตามองดูวัตถุดิบและคัมภีร์หยกครู่หนึ่งเท่านั้นก่อนจะละสายตาออกไปมองรอบๆแทน เหมืื่อนจะกำลังหาอะไรบางอย่าง
เมื่อเห็นเจียงอวิ๋นมองซ้ายแลขวาเหล่าเฮย์ก็เอ่ยถามอย่างงุนงง “น้องเจียง เจ้าหาอะไรอยู่หรือ? เจ้ายังขาดสิ่งของอันใด เอ่ยปากได้เต็มที่”
“ข้ากำลังรอหม้อ!”
“หม้อ?” เหล่าเฮย์ชะงักไปทันทีผ่านไปครึ่งค่อนวันจึงได้สติกลับมา “เจ้าเอาหม้อไปทำอะไร?”
“หลอมโอสถ!”
ตึกตึกตึกเหล่าเฮย์เซถอยหลังไปหลายก้าวทันทีจึงจะฝืนยืนต่อได้จ้องเขม็งทางเจียงอวิ๋นอย่างไม่ละสายตาบนใบหน้าอันเหี่ยวแห้งปรากฏสีหน้าหลากหลายความรู้สึกในพริบตา
หากมิใช่เพราะเจียงอวิ๋นเคยแสดงทักษะในการหลอมโอสถไว้ก่อนหน้านี้หากมิใช่เพราะดูออกว่าเจียงอวิ๋นมีนิสัยซื่อตรง เหล่าเฮย์คงอดสงสัยมิได้แล้วว่าเจียงอวิ๋นกำลังปั่นหัวตนเล่นมาโดยตลอด!
แม้เหล่าเฮย์จะไม่รู้เรื่องศาสตร์แห่งการหลอมโอสถแต่เป็นอย่างที่เขาเคยกล่าวไว้ เขาเป็นอสูรเฒ่าคนหนึ่งย่อมเคยเห็นการหลอมโอสถอยู่แล้ว
การหลอมโอสถ ต้องใช้เตาหลอมโอสถมิใช่หรือ?
ไม่เคยยินผู้ใดใช้หม้อในการหลอมโอสถมาก่อนเลย
“เจ้า ใช้ หม้อ หลอม โอสถ?”
เหล่าเฮย์เอ่ยถามโดยเน้นย้ำทุกคำพูดเจียงอวิ๋นพยักหน้ารับอย่างมั่นใจ “ใช่ หม้อ! หม้อหินหรือหม้อเหล็กก็ได้”
หลังจากสูดหายใจลึกเข้าไปเฮือกใหญ่เหล่าเฮย์จึงทำใจให้สงบลงได้ “น้องเจียง ข้าขอถามเจ้าเพิ่มสักคำถามเจ้าไปร่ำเรียนวิชาหลอมโอสถมาจากผู้ใดกัน? ก่อนหน้านี้เจ้าเองก็ใช้หม้อหลอมโอสถมาโดยตลอดเลยหรือ?”
“ข้าเรียนกับปู่พวกเราใช้หม้อหลอมโอสถมาโดยตลอดเลย จะว่าไป หากไม่ใช้หม้อละก็เช่นนั้นต้องใช้อะไรหลอมเล่า?”
“ได้ ข้าจักทำหม้อให้เจ้าเอง!”
เหล่าเฮย์ไม่ถามแล้ว เขายื่นมือออกไปพลันมีหินยักษ์ลอยออกจากพื้นมาอยู่ตรงหน้าเขาจากนั้นเขาก็อ้าปากพ่นหมอกควันสีดำออกไปห่อหุ้มไว้ทำให้หินยักษ์นั้นหลอมละลายลงอย่างรวดเร็วจากนั้นก็เปลี่ยนรูปร่างไปกลายเป็นหม้อหินอันเรียบง่ายใบหนึ่ง
“หม้อนี้ ใช้ได้ไหม?”
“ได้!”
แม้เจียงอวิ๋นจะตะลึงกับฤทธิ์เดชของเหล่าเฮย์แต่เมื่อรับหม้อมาแล้ว เขาก็เริ่มลงมือทันที ส่วนเหล่าเฮย์เพียงยืนมองอยู่ข้างๆจับจ้องดูการเคลื่อนไหวทุกอิริยาบถของเจียงอวิ๋นด้วยสีหน้าฉงนสับสน
เจียงอวิ๋นเริ่มจากการใช้มือขุดหลุมบนพื้นขึ้นมาหนึ่งหลุมจากนั้นก็วางหม้อลงบนหลุมต่อด้วยการนำเศษใบไม้แห้งและกิ่งไม้แห้งมายัดไว้ที่ใต้หม้อ...
มีหลายครั้งที่เหล่าเฮย์รู้สึกอยากเอ่ยถามเจียงอวิ๋นเหลือเกินว่าเจ้าแน่ใจหรือว่ากำลังจะหลอมโอสถ มิใช่หุงข้าว?
ในที่สุดเมื่อเตรียมการเสร็จเรียบร้อยแล้ว เจียงอวิ๋นจึงนั่งขัดสมาธิลงที่พื้นยื่นมือไปจับคัมภีร์หยกชิ้นนั้นไว้ มองทางเหล่าเฮย์แล้วกล่าวว่า “พี่ใหญ่เหล่าเฮย์เจ้าสิ่งนี้ใช้อย่างไร?”
คัมภีร์หยกเป็นเครื่องมือชนิดหนึ่งซึ่งมีเพียงนักพรตเท่านั้นที่ใช้งานได้นอกจากสามารถใช้บันทึกข้อมูลได้แล้ว ยังสามารถใช้ส่งข้อมูลได้ด้วยพบเห็นได้บ่อยมาก ทว่าเจียงอวิ๋นก็ไม่เคยเห็นมาก่อนเช่นกัน
เหล่าเฮย์จึงกล่าวอย่างหมดแรงว่า“ใช้เหมือนกับแหวนบรรจุภัณฑ์”
เจียงอวิ๋นส่งพลังปราณเข้าไปในคัมภีร์หยกในห้วงความคิดพลันมีตัวอักษรมากมายเรียงรายเป็นแถวๆ ทำให้เขาตะลึงไปเล็กน้อยจากนั้นก็อ่านอย่างละเอียด
ตัวอักษรเหล่านี้คือตำรับยาของโอสถสองชนิดนั่นเอง นอกจากโอสถเบิกปราณแล้วโอสถอีกชนิดก็คือของที่เหล่าเฮย์ไหว้วานให้เจียงอวิ๋นช่วยหลอม โอสถเปิดสวรรค์!