เวลาล่วงเลยผ่านไปเกือบสองสัปดาห์เต็มในที่สุดฉันก็สอบใบขับขี่ผ่านฉลุย และเริ่มลองขับรถยนต์คันเล็กที่นัชทิ้งกุญแจไว้ให้ด้วยความตื่นเต้นสถานที่แรกที่ฉันตัดสินใจลองขับรถมาจอดคือที่คอนโดเก่าเพื่อเก็บตกของใช้ชิ้นเล็กชิ้นน้อยที่ยังตกค้างฉันหอบของทั้งหมดขึ้นรถจนเรียบร้อยก่อนจะแวะเดินขึ้นมาตรวจความเรียบร้อยภายในห้องเป็ครั้งสุดท้ายเผื่อว่าจะหลงลืมสิ่งของจำเป็อะไรไว้
แต่แล้วก็เหมือนเคราะห์ซ้ำกรรมซัดหรือโชคชะตาเล่นตลกฉันดันเดินไปเผชิญหน้ากับหนิงเข้าโดยบังเอิญที่หน้าห้องพัก เธอกลับมาหานายดินแล้วเหรอ?หนิงส่งยิ้มเยาะเย้ยมาให้ก่อนจะถือวิสาสะเดินล้ำเส้นก้าวเข้ามาในห้องของฉันหน้าตาเฉย
“จะย้ายออกไปจริงๆ แล้วสินะคะ”
“ค่ะ”ฉันตอบสั้นๆ โดยพยายามหลบสายตาไม่ยอมมองหน้าเธอตรงๆ
“ดินคงเล่าเื่ทุกอย่างให้เธอฟังหมดแล้วใช่มั้ย?”
“เื่อะไรเหรอคะ?”
“เื่ที่เขาเลือกฉัน...ไงคะ”
ฉันยืนอึ้งไปชั่วขณะไม่คิดว่าผู้หญิงคนนี้จะกล้าเดินเข้ามาเปิดศึกซึ่งหน้าแบบนี้ฉันเลือกที่จะนิ่งเงียบไม่ต่อปากต่อคำด้วย
“รู้ไหมคะว่าผู้ชายส่วนใหญ่เขาชอบผู้หญิงแบบไหน...ผู้หญิงที่ทำกับข้าวเก่ง ๆ งานบ้านงานเรือนคล่องแคล่วมีอารมณ์ขันและเข้ากับคนอื่นง่าย”
เธอพูดไปเหลือบมองฉันไปอย่างกับจะบอกว่าฉันเป็ผู้หญิงประเภทนั้น
“เื่พวกนั้นมันไม่สำคัญกับผู้ชายหรอกค่ะ ผู้ชาย...ใครเอากับมันได้..มันก็เลือกคนนั้นแหละ ยิ่งถ้าลีลาเด็ดเร้าใจเอาเก่งเอามันส์ด้วยแล้วยิ่งถูกใจมันนักแหละ เพราะแบบนี้ไงล่ะคะ... ผู้หญิงดี ๆถึงได้ไม่มีผัวกับเขาเสียที.....จริงมั้ยคะ”
“คุณหนิงอยากจะพูดอะไรกับชากันแน่คะ?”
“ฉันก็แค่อยากจะมาเตือนสติให้เธอตาสว่างจะได้รู้ซึ้งว่าทำไมสุดท้ายแล้วผู้ชายเขาถึงเลือกที่จะวิ่งกลับมาหาฉันไงล่ะคะฉันไม่รู้หรอกนะว่าเธอกับดินแอบลึกซึ้งกันไปถึงขั้นไหนแต่ไม่ว่าเขาจะรู้สึกดีกับเธอแค่ไหน สุดท้ายเขาก็ต้องเลือกฉันเพราะฉันเป็คนเดียวที่จะเติมเต็มความรู้สึกของเขาได้”
พูดจากวนประสาทเสร็จเธอก็หมุนตัวเชิดหน้าเดินกลับเข้าห้องของตัวเองไปหน้าตาเฉย ฉันได้แต่ยืนอ้าปากค้างเธออุตส่าห์เดินมาพูดจาหาเื่แบบนี้เพื่ออะไรวะเนี่ย? ั้แ่วันแรกที่เธอกลับมา ฉันก็ยอมถอยให้จนต้องหนีไปนอนที่อื่นตอนนี้ฉันก็อุตส่าห์ย้ายห้องหนีแล้ว นี่ยังจะตามมาตอกย้ำความพ่ายแพ้ซ้ำซากเพื่ออะไรกันแน่? ป่วยการจะหาคำตอบ
ฉันขับรถกลับมาที่บ้าน แต่สิ่งที่ติดค้างอยู่ในหัวใจตลอดทางคือนายดินหายไปอยู่ที่ไหน? ั้แ่วันที่มารุกล้ำพื้นที่ฉันก็ไม่เห็นหน้าอีกเลย
❉❉❉❉❉❉❉❉❉❉
ตลอด่สองสัปดาห์ที่ผ่านมาดินต้องนอนซมอยู่แต่ในห้องพักด้วยอาการป่วยจากโรคโควิด-19ทันทีที่หนิงรู้ข่าวเธอก็แวะเวียนเอาอาหารและน้ำดื่มมาคอยดูแลตามหน้าที่แต่ก็ยังไม่ได้ย้ายกลับเข้ามาอยู่ด้วยถาวร จนกระทั่งวันหนึ่งในขณะที่เธอนำเสบียงมาส่งตามปกติ หนิงจึงได้เห็นหน้าชาแต่เธอเลือกที่จะเก็บงำความลับเื่ที่ชาย้ายออกไปไว้เป็ความลับและตีสีหน้าเรียบเฉยทำทีเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“เป็ยังไงบ้าง ดีขึ้นรึยัง” หนิงถามขึ้น
“ก็โอเคขึ้นเยอะแล้วล่ะครับ ไข้ลดลงหมดแล้ว เหลือแค่เจ็บคออยู่นิดหน่อย”
“รอให้ตรวจไม่พบเชื้อเมื่อไหร่ฉันค่อยย้ายกลับมาแล้วกันนะ”
“หายโกรธผมแล้วเหรอครับ”
“ไม่ได้โกรธสักหน่อยแค่หึงต่างหาก ก็นายเล่นไม่ยอมบอกกันตรงๆ ว่าแอบไปกิ๊กกับยัยเพื่อนข้างห้อง”
ดินนิ่งเงียบทันทีเมื่อบทสนทนาวนกลับมาพาดพิงถึงชาและความเงียบงันนั้นก็ยิ่งทำให้หนิงนึกขัดใจแต่เธอก็ฉลาดพอที่จะรู้ว่าการโวยวายมีแต่จะทำให้เธอเพลี่ยงพล้ำและผลักไสดินออกห่างเธอจึงเลือกใช้ไม้อ่อนแทน โดยจูบเบาๆ ที่แก้มเขาหนึ่งครั้ง
“ฉันซื้อข้าวไว้ให้แล้วนะมีอะไรก็โทรมา...หนิงรักดินนะ..รู้มั้ย”
“ครับ...ผมก็....รักพี่เหมือนกันครับ”
❉❉❉❉❉❉❉❉❉❉
หลังจากวันนั้นผ่านไปอีกสามวัน อาการป่วยของดินก็หายเป็ปกติผลตรวจชุดตรวจ ATK ขึ้นสองขีดเดียวเป็ลบอย่างชัดเจนเขาตัดสินใจก้าวเท้าออกจากห้องพักเพื่อหาอะไรรองท้อง ทันทีที่เดินพ้นประตูสายตากลับเหลือบไปเห็นทีมงานกำลังช่วยกันขนย้ายข้าวของออกจากห้องของชาหัวใจของเขาหล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่มเมื่อมองลอดผ่านประตูที่เปิดอ้าซ่าเข้าไปแล้วพบว่าภายในห้องว่างเปล่าไร้เงาสิ่งของใดๆ สิ้นเชิง ดินรีบควควานหาโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าเพื่อจะกดโทรหาเธอทันทีแต่สมองก็สั่งการเตือนสติขึ้นมาได้เสียก่อนว่าชาไม่มีทางกดรับสายเขาอย่างแน่นอนหนทางเดียวที่ผุดขึ้นมาในหัวคือการพุ่งตัวไปที่ร้านกาแฟด้านล่างเพื่อหาวันดาให้เร็วที่สุด
“วันดา! คุณชาย้ายออกไปแล้วเหรอ?”
ดินโพล่งถามด้วยน้ำเสียงกระวนกระวาย
“ย้ายออกไปได้หลายวันแล้วค่ะนี่พี่ไม่รู้เื่เลยเหรอ มัวแต่ทำอะไรอยู่เนี่ย”
“พี่ป่วยเป็โควิดนอนซมอยู่เป็อาทิตย์เพิ่งจะหายเนี่ยแหละ... แล้วช้าย้ายไปอยู่ที่ไหน”
“ไปอยู่กับคุณนัชนั่นแหละมั้งคะเห็นว่าย้ายไปเป็ผู้จัดการส่วนตัวตัวติดกันยี่สิบสี่ชั่วโมงแถมเพิ่งได้รถยนต์ป้ายแดงมาขับด้วยนะโชคดีจริงๆ ที่เลือกถูกคน ชีวิตดีมีความสุข”
ดินนิ่งไปครู่ใหญ่ก่อนเดินกลับมาที่ห้องด้วยความรู้สึกเคว้งคว้าง หัวใจดวงน้อย ๆบีบอัดจนแน่นหน้าอกเมื่อรู้ได้ว่าเขาอาจจะไม่มีวันได้พบกับชาอีกแล้ว ความเ็ปจุกอกจนน้ำตาแทบไหลและในวินาทีนั้นเองที่เขายอมรับกับตัวเองอย่างลูกผู้ชาย...ว่าเขารู้สึกรักชาเข้าให้แล้วจริง ๆ ดินทิ้งตัวลงนั่งหมดแรงบนโซฟายกมือขึ้นกุมขมับ ปิดหน้าปล่อยให้น้ำตาแห่งความเสียดายไหลรินลงมาเงียบ ๆ
จังหวะนั้นเอง ประตูห้องก็เปิดออกหนิงก้าวเท้าเข้ามาเห็นสภาพของแฟนหนุ่มที่กำลังนั่งกอดเข่าอยู่ที่พื้นเข้าพอดี
“เป็อะไร?ทำไมทำหน้าตาแบบนั้น”
“เปล่าไม่มีอะไรหรอก”
ดินตอบเสียงเครือดวงตาแดงก่ำอย่างเห็นได้ชัด
“ร้องไห้เหรอ?”
ดินนิ่งเงียบอีกครั้ง เขาพยายามจะแก้ตัว แต่ลำคอตีบตันจนพูดไม่ออกน้ำตาคลอเบ้าจวนเจียบล้นทะลักออกมาอีกครั้ง หนิงหลุดหัวเราะออกมาเบา ๆ อย่างสมเพช
“เห็นแล้วสินะ...ว่าเธอย้ายออกไปแล้ว”
ดินพยักหน้าพร้อมกับเอามือปิดหน้าไว้
“ผม...ผม....”
เขาได้แต่อ้ำอึ้งพูดไม่ออกความรู้สึกคิดถึงคนอื่นขณะที่อยู่กับแฟนตัวเอง...มันยากที่จะอธิบายออกมาได้ง่ายๆ หนิงเดินเข้าไปโอบกอดดินไว้แนบอกพร้อมกับยกมือลูบศีรษะเขาอย่างอ่อนโยน เธอรู้เกมส์เป็อย่างดีตอนนี้...ไม่ใช่เวลาที่จะโวยวาย
“ไม่เป็ไรเดี๋ยวดินก็จะลืมผู้หญิงคนนั้นไปเองมันก็แค่่เวลาหนึ่ง พี่จะอยู่ข้างดินตลอดไป”
พูดจบเธอก็โน้มใบหน้าลงเพื่อประทับจูบปลอบประโลมโดยไม่นึกรังเกียจเชื้อโรคที่เพิ่งหายดีเลยสักนิดเริ่มลูบไล้ไปตามเรือนร่างและพยายามจะล่วงล้ำเข้าไปลึกซึ้งกว่าเดิม แต่ดินกลับเอื้อมมือไปคว้าข้อมือเธอไว้เสียก่อนเพื่อเบรกอารมณ์
“ผม...ยังไม่หายดีเท่าไหร่หรอกครับพี่”
“งั้นคืนนี้ให้พี่ค้างด้วยมั้ย?”
“ไม่เป็ไรครับกลัวพี่จะติด”
“งั้น....แวะมาใหม่พรุ่งนี้นะ”
หนิงยอมผละตัวออกแล้วก้าวเดินออกจากห้องไปเงียบๆ และทิ้งให้ดินจมอยู่กับความอ้างว้างในห้องเพียงลำพังเพราะเธอเชื่อมั่นว่าเขาคง้าเวลาไปทบทวนความรู้สึกของตัวเองสักพัก
❉❉❉❉❉❉❉❉❉❉
วันนี้ถือเป็ฤกษ์งามยามดีที่ฉันตัดสินใจขับรถประจำตำแหน่งมุ่งหน้าไปยังสตูดิโอหยุดไปนานจนลืมไปว่าเื่ดำเนินไปถึงฉากไหนแล้วฉันเลยต้องเดินเข้าไปในบริษัทเพื่อขอตรวจสอบตารางคิวงานใหม่อีกรอบ
“อ้าวคุณชามาทำอะไรที่นี่คะ”
เสียงพี่เลขาหน้าเคาน์เตอร์ทักด้วยความแปลกใจ
“วันนี้มีคิวเข้ามาเคลียร์เอกสารอบรมนี่คะแล้วก็ตั้งใจจะมาเช็คคิวงานใหม่ด้วย พอดีหยุดยาวไปหลายวันติดกันน่ะค่ะ”
“เอ.....คุณนัชไม่ได้แจ้งอะไรไว้ก่อนเลยเหรอคะ”
ฉันยืนงงเป็ไก่ตาแตกกับคำพูดของเลขา หัวใจหล่นวูบด้วยความใกลัว...หรือว่าฉันจะโดนไล่ออกจากงานผู้จัดการส่วนตัวซะแล้ว? แต่นัชก็ไม่เห็นบอกอะไรเลยเมื่อคืนตอนคุยโทรศัพท์กันเขาก็บอกแค่ว่าให้จัดการธุระส่วนตัวให้เรียบร้อยแล้วค่อยกลับมาทำงานไม่ใช่เหรอหรือว่าฉันต้องเป็คนแจ้งเื่ลาหยุดกับทางบริษัทเองด้วย พลาดไปแล้วสิเนี่ย
ฉันตัดสินใจเดินกลับออกมาโดยไม่ได้ซักไซ้ต่อ ขับรถมุ่งหน้ากลับบ้านพักทันทีบ้าจริง... ดันใจร้อนรีบทำเื่คืนห้องพักที่คอนโดไปเสียแล้วด้วยสิดีนะที่อย่างน้อยสัญญาเช่าร้านด้านล่างยังไม่ได้ยกเลิก นัชจะเลิกกองหรือยังนะ? ฉันลองเปิดหน้าจอโทรศัพท์เช็คตารางงานคร่าว ๆ ดูทันใดนั้นหน้าจอเครื่องก็สว่างขึ้น พร้อมกับเบอร์โทรเข้า ของนัชพอดี
“ชา...อยู่ไหนเหรอทำไมไม่มาสักที”
“มาที่บริษัทน่ะแต่เขาพูดจาแปลกๆ...หรือว่าชาโดนไล่ออกแล้วงั้นเหรอ?”
“อ้อ...เปล่าหรอก ตอนนี้นัชไม่ได้สังกัดอยู่กับบริษัทนั้นแล้ว ผันตัวมาเป็ศิลปินอิสระเต็มตัวแล้วต่างหากล่ะ”
ฉันไม่รู้ว่าจู่ๆ ทำไมนัชถึงออกจากที่บริษัทนั้นมา เพราะหมดสัญญาหรือขอออกมาเอง ถึงอยากจะรู้แต่ก็ไม่กล้าถามตอนนี้เพราะคงจะต้องเล่ากันยาวยืดเลยคิดว่าค่อยถามตอนอยู่ด้วยกันสองคนดีกว่า
ฉันก็ไปเฝ้าที่กองถ่ายเช่นเคย เห็นว่าวันนี้จะปิดกล้องแล้วและฉากนี้ก็เป็ฉากสุดท้ายที่จะถ่ายกัน แน่นอนว่ามันเป็เลิฟซีนแบบดุเด็ดเผ็ดมันขนาดที่ฉันต้องขอตัวออกไปรอด้านนอกเพราะทนดูต่อไม่ได้
หลังจากนั้นไม่นาน นัชก็บอกให้ฉันกลับไปก่อน โดยบอกว่ามีปัญหาขลุกขลักนิดหน่อยในการถ่ายทำฉากสำคัญเมื่อกี้มันเลยเสร็จช้ากว่ากำหนดผู้กำกับยืนยันเสียงแข็งว่าจะต้องถ่ายเก็บตกให้จบเคลียร์คิวให้เสร็จภายในคืนนี้ให้ได้กว่าจะเทคสุดท้ายเสร็จคงดึกดื่น ถ้าไม่ทันพรุ่งนี้ก็ต้องถ่ายต่ออีก
“แล้วชา...ไม่ต้องอยู่สแตนด์บายด้วยเหรอ”
นั่นคือสิ่งที่ฉันสงสัยฉันสามารถกลับไปก่อนได้อย่างนั้นเหรอ?
“ไม่ต้องหรอกผู้จัดการส่วนตัวของคุณออยเขาก็ขับรถกลับไปนอนพักผ่อนที่บ้านเหมือนกัน แถมตอนนี้ชาไม่ใช่ลูกจ้างบริษัทแล้วทำตัวตามสบายได้เลย”
เมื่อได้รับคำยืนยันแบบนั้น ฉันเลยขับกลับบ้านพักในสภาพมึนงงและเคว้งคว้างสรุปว่าวันนี้ฉันอุตสาหะถ่อสังขารขับรถมาที่นี่เพื่ออะไรกันแน่เนี่ยและแผนการที่จะเคลียร์เื่งานกับเขาเป็อันต้องพับเก็บใส่ลิ้นชักไปโดยปริยาย
*¨**¨*•.¸❤︎¸.•*¨**¨*