เหอหลง แม้นกายจะเดือดดาลเต็มทน แต่ภายในจิตสำนึกเขากลับเยือกเย็นราวทะเลไร้ซึ่งระลอกคลื่น “ สวะเ่าั้ล้วนแล้วแต่เข้าสู่ธรณีประตูของการบ่มเพาะปราณกันแล้วทั้งสิ้น”
ตามที่ประวัติศาสตร์ได้จารึกไว้นั้น หนทางฝึกตนดั้งเดิมที่ฝึกฝนกันเมื่อครั้งโบราณกาลนั้นได้เสื่อมโทรมสาบสูญไปนานแล้วจากาลึกลับที่เกิดขึ้นเมื่อกาลก่อนจนแบ่งแยกทวีปแต่ละแห่งห่างไกลจากกันและมิอาจเดินทางติดต่อกันได้อีกต่อไป ตราบแต่นั้นจนถึงปัจจุบันมีเพียงเหล่าตระกูลหลัก สำนักใหญ่ และเหล่าราชวงศ์ เท่านั้นที่วิชาบ่มเพาะที่ดูดีและดูใกล้เคียงว่าจะสมบูรณ์มากที่สุดเมื่อเทียบกับครั้งเมื่อกาลก่อน
เหล่าตัวตนที่แข็งแกร่งที่สุดในยุคนี้นั้นคือตัวตนระดับปราชญ์เซียนซึ่งเป็ตัวตนที่เป็รองแค่จักรพรรดิเซียนซึ่งเป็ระดับขั้นที่ไม่มีไครในปัจจุบันไต่ถึงได้ จะมีก็เพียงแค่เรืองราวที่เคยบันทึกไว้ว่ามีตัวตนระดับจักรพรรดิเซียนที่คอยควบคุมความเป็ไปของโลกในครั้งาก็เพียงเท่านั้น
โดยการก้าวสู่ธรณีประตูของหนทางแห่งการฝึกยุทธ์นั้น ขอบเขตการฝึกฝนขอบเขตแรกคือการเปิดจุดชีพจรลมปราณให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ก่อนที่จะก้าวเข้าสู่ระดับถัดไปซึ่งเป็การก่อแก่นปราณขึ้นในตันเถียน แก่นปราณที่ก่อขึ้นจะมีรูปร่างคล้ายดวงดาราเปล่งแสงสีเหลืองหม่น ซึ่งจะสามารถก่อดาราแห่งปราณได้หลายดวงมากหรือน้อยล้วนขึ้นอยู่กับจำนวนจุดชีพจรปราณที่เปิดขึ้นได้ก่อนจะบรรลุเข้าขั้นก่อแก่นปราณก็เท่านั้น
เมื่อถึงทางตันในการเพิ่มจำนวนดาราแห่งปราณแล้ว เหล่าผู้ฝึกตนจะพยายามที่จะบรรลุเข้าสู้ขั้นต่อไปเพื่อกลายเป็นักพรตแห่งเต๋าสร้างวงโคจรแห่งดาราปราณขึ้นในตันเถียน โดยผู้ที่บรรลุมาถึงขั้นนี้จะสามารถสำแดงวงโคจรดาราเต๋าให้มาประจักษ์ ณ โลกเบื้องนอกได้ชั่วครู่หนึ่ง ในระยะเวลานั้นกำลังของเหล่าพรตแห่งเต๋าจะเพิ่มขึ้นมากมายมหาศาลหลายทบเท่าทวี
ตามที่บันทึกได้กล่าวไว้ ขั้นเปิดชีพจรจะเป็ตัวที่ชี้ว่าชีวิตนี้เ้าจะรุ่งโรจน์ส่องแสงอำภัยเป็จ้าวแห่งยุค หรือเ้า จะเป็ได้แค่คนธรรมดาทั่วไป ไม่อาจมีกำลังหรือบทบาทใดๆ และถูกลืมเลือนหายไปไม่อาจร่วมหน้าประวัติศาสตร์บนหน้าจารึกตำนานแห่งยุคได้
คนปกติทั่วไปนั้นจะเปิดชีพจรได้ไม่เกิน36จุด ผู้ที่โดดเด่นจะมากกว่านั้นแต่ไม่เกิน72จุด อัจฉริยะไม่อาจก้าวข้าม108จุด เหล่าผู้ที่เปิดชีพจรมากกว่า108จุดล้วนเป็ตัวตนที่จะมีบทบาทเป็ผู้ครองแห่งยุค แต่ตัวตนเหล่านี้ก็มิอาจก้าวข้ามขีดจำกัด144จุดชีพจร มีตำนานปรัมปราที่หลงเหลือมาถึงปัจจุบันกล่าวว่ามันยังคงมีผู้ที่ก้าวข้ามขีดจำกัดของมนุษย์ไปและสามารถเปิดจุดชีพจรได้มากกว่า144จุดชีพจร ซึ่งตัวตนนั้นจะเป็ตัวตนเพียงหนึ่งเดียวที่โชด่และเป็จ้าวที่ยุคสมัยนั้นโดยแท้จริง ในยุคาตัวตนที่ได้ชื่อว่าเป็ที่สุดแห่งยุคนั้นสามารถก้าวไปถึง180จุดชีพจร…
บุรุษหนุ่มที่เขากำลังตามไปมีนามว่าเิหู่ มันเป็บุตรชายหัวแก้วหัวแหวนของเ้าเมืองเล็กๆแห่งนี้เพราะมันคือผู้ที่บรรลุเปิดชีพจรได้ถึง56จุดและกำลังจะได้เข้าสำนักระดับกลาง{ สำนักภูผาธารามาร } ในเร็วๆนี้ ซึ่งถือเป็เื่ที่ไม่เคยมีผู้ใดในเมืองนี้สามารถทำได้มาก่อน กระนั้นเองทำให้ตัวมันในบัดนี้มีความหยิ่งผยองทัดเทียมฟ้า
…..หลังจากเดินมุ่งหน้าออกจากตัวเมืองมาครู่หนึ่ง ภาพตรงหน้าคือสถานที่แรกที่เขาลืมตามาเห็นหลังจากมายังโลกแห่งนี้ มันเป็ที่เปล่าโล่งห่างจากเมืองมาประมาณ 6 ลี้ ซึ่งอยู่ไม่ห่างกันนักกับชายขอบของป่าอสูรครวญคราง เหล่าขยะทั้ง4ตัวกำลังยืนรอประจันหน้ากับเขาอยู่เบื้องหน้าไม่ไกล
“ ครั้งนี้ข้าจะทำให้แน่ใจว่าได้กำจัดเ้าอย่างสมบูรณ์ก่อนที่ข้าจะไปยังสำนักภูผาธารามาร” เิหู่เอ่ยก่อนโบกมือเป็สัญญาณให้กับพวกลิ่วล้อ ชายฉกรรจ์สามคนมองหน้ากันอย่างลังเล“ ฉ่ายซานเ้าไปซะ แค่ขยะชิ้นหนึ่งไม่ควรค่าพอให้เราลงมือพร้อมกัน” ฉ่ายซานที่ดูเหมือนจะเป็น้องเล็กสุดทำหน้าราวกำลังกลืนอึก้อนโต “ หากจะกล่าวโทษก็จงโทษ์ซะเ้าหนุ่ม”หลังกล่าวจบมันก็พุ่งเข้ามาหาเขาทันที
“ ฮึ่มม”เหอหลงสะบัดมือทันที กระแสลมสีเงินค่อยๆไหลเวียนพันท่อนแขนและฝ่ามือเขา “!?”ฉ่ายที่กำลังพุ่งตัวเข้ามาในท่าง้างฝ่ามือเกิดความสับสนขึ้นกับภาพตรงหน้าแต่มันหาได้มีเวลาให้คิดไม่“ ฮ่าาา!” มันกระแทกฝ่ามือเข้ามาและเล็งที่แผ่นหน้าอกของเขา เหอหลงจึงพุ่งฝ่ามือที่โอบล้อมด้วยลมสีเงินเข้าปะทะ แคร่กก ปัง! ตุบบ ตุบ… เสียงแตกหักของกระดูกและแรงกระแทกจากการปะทะเกิดขึ้น เป็ฉ่ายซานที่ตัวกระเด็นลอยลิ่วไปตกแน่นิ่ง ณ ที่ๆมันพุ่งเข้ามา…
“ …… มันเกิดบ้าอะไรขึ้นกัน แกใช้ปราณได้ั้แ่เมื่อไหร่ ไม่มีทาง!!!”เิหู่กลายเป็ตกตะลึงและฉุนเฉียวขึ้นในทันใด “ พวกแกอีกสองตัวรออะไรกันอยู่ เข้าไปซะ!!” ฟ้าใกล้มืดเข้าเต็มที อันธพาลอีกสองคนแม้นตกตะลึงกับเหตุการเมื่อครู่แต่ก็ไร้ซึ่งทางเลือก พวกมันทั้งสองจึงพุ่งตัวออกตามๆกันไป
“ ข้าไม่ใช่ผู้ที่ยัดเยียดความตายแก่เ้า แต่เป็ตัวพวกเ้าเองที่เข้ามาแซ่หาความตาย!”เหอหลงกล่าวเบาๆ กระแสลมสีเงินสกาวพลันไหลเชี่ยวกราก ดวงดาราเจิดจรัสปรากฎที่เื้ัชายหนุ่ม หนึ่งดาราหนึ่งมายาหมุนสอดคล้องกับมานาสีเงินรำไพ
อันธพาลทั้งสองพุ่งเข้ามาพร้อมซัดฝ่ามือ หนึ่งมาที่อก อีกหนึ่งมาที่ขมับ เหอหลงหมุนเวียนมานาเชี่ยวกรากมาที่ท่อนแขนและฝ่ามือทั้งสองข้างในชั่วเสี้ยวพริบตา เขาเหยียดฝ่ามือสองข้างออกดั่งกระบี่และวาดออกไปดั่งสะบัดด้ามพู่กันด้วยท่าทางที่งดงาม ฉึบบ พรืดดดดด ศีรษะสองข้างสะบั้นขาดออกจากสองบ่า เืฉีดพุ่งจากกายคล้ายละอองหมึก สองกายไร้ซึ่งเศียรล้มร่วงลงบนผืนธรณีดิน…
“ ม่ายยยยยยยยยยยยยยยย!!!!!!!!!!”