สายฝนโปรยปรายลงมาไม่ขาดสาย
จากเดิมที่ขบวนเนรเทศตั้งค่ายพักแรมอยู่กลางทุ่งกว้างก็ต้องย้ายเข้าไปหลบฝนในป่าแต่หลบฝนได้ไม่นาน ผู้คุมก็ตีฆ้องเป็นสัญญาณให้ทุกคนออกเดินทาง
แม้ว่าจะมีเสียงบ่นดังระงมแต่ก็ไม่มีผู้ใดกล้าขัดขืน ทุกคนได้แต่ฝ่าสายฝนออกเดินทางต่อด้วยความไม่เต็มใจ
ครอบครัวของหลินเสวี่ยจู๋ต่างเบียดเสียดกันอยู่ในรถม้าส่วนคนที่เหลือก็สวมหมวกฟางและเอาเสื่อฟางคลุมตัวพลางเดินฝ่าสายฝน
เนื่องจากพื้นที่ไม่เพียงพอพวกเหวินซิ่วชิงจึงไม่ได้ทำงานเย็บปักถักร้อย หลินเสวี่ยจู๋ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะให้ทั้งครอบครัวช่วยกันถักเชือกป่าน
บนรถม้าแต่ละคันต่างก็มีหม้อเล็กๆสำหรับใส่เนื้อเป็ด ทุกคนจึงกินไปด้วยถักเชือกป่านไปด้วย จนกระทั่งถึงเวลาตั้งค่ายพักแรมในตอนพลบค่ำฝนก็ยังตกไม่หยุด รถม้าไม่อาจจุคนทั้งหมดได้ นั่นหมายความว่าต้องมีบางคนนอนตากฝนอยู่กลางแจ้ง
“สร้างเพิงกันเถิดเจ้าค่ะ” หลินเสวี่ยจู๋กล่าวอย่างแน่วแน่
หลินเสวี่ยจู๋สวมหมวกฟางและเอาเสื่อฟางคลุมตัวนางเดินไปเดินมาอยู่ในป่าเพื่อหาสถานที่ที่เหมาะสม
ในที่สุดนางก็หาพบมันเป็นพื้นที่โล่งแคบๆ ในป่า ต้นไม้โดยรอบค่อนข้างเตี้ยและคดเคี้ยวไม่เป็นรูปทรง แต่หลินเสวี่ยจู๋กลับรู้สึกว่าที่นี่เหมาะแก่การสร้างเพิงเป็นอย่างยิ่ง
หลินเสวี่ยจู๋เรียกบุรุษทุกคนในครอบครัวมารวมตัวกันถึงอย่างไรพวกเขาล้วนเป็นผู้โชคดีที่จะได้นอนตากฝนในคืนนี้
จากนั้นนางก็หยิบดาบออกมามอบให้ลู่โม่กับเหยียนต้าคนละเล่มให้ทั้งสองคนไปตัดกิ่งไม้ที่เรียวและยาวมาจากบริเวณใกล้เคียง สามพี่น้องสกุลหูเองก็ตามไปด้วยเนื่องจากไม่มีดาบ พวกเขาจึงใช้มือหักกิ่งไม้
ไม่นานพวกเขาก็ขนกิ่งไม้กลับมาหนึ่งกอง
หลินเสวี่ยจู๋ หลินเฉิงจางและหลินเฉิงเหยาใช้เชือกป่านมัดกิ่งไม้เหล่านั้นเข้ากับกิ่งไม้เล็กๆ โดยรอบให้แน่นโดยให้ปลายกิ่งไม้ทั้งหมดหันเข้าด้านใน
เมื่อกิ่งไม้ที่ขนกลับมามีมากขึ้นเรื่อยๆเพิงหลังเล็กก็ค่อยๆ เป็นรูปเป็นร่าง
เมื่อพื้นที่โล่งแคบๆ ถูกปกคลุมไปด้วยกิ่งไม้ก็กลายเป็นหลังคาที่เขียวชอุ่ม ใบไม้สีเขียวขจีบนกิ่งไม้สามารถป้องกันฝนได้ระดับหนึ่ง
ต่อมาหลินเสวี่ยจู๋ก็สั่งให้หลินเฉิงจางกับหลินเฉิงเหยาปักกิ่งไม้ที่ขนกลับมารอบๆพื้นที่โล่ง จนกระทั่งกลายเป็นกำแพงที่ลมสามารถพัดผ่านได้
หลังจากทำทั้งหมดนี้เสร็จแล้วหลินเสวี่ยจู๋ก็ให้ทุกคนนำเสื่อฟางทั้งหมดที่มีอยู่ในรถม้าออกมาซึ่งมีทั้งที่สานเองและที่ได้มาจากการแลกเปลี่ยนสิ่งของกับผู้อื่น
ทุกคนฝ่าลมฝนนำเสื่อฟางยึดไว้บนหลังคา
แม้ว่าบางจุดจะมีลมพัดเข้ามาบ้างแต่เพิงที่สร้างขึ้นอย่างง่ายๆ นี้ก็สามารถป้องกันลมฝนได้เกือบทั้งหมด และยังค่อนข้างเป็นส่วนตัวอีกด้วย
ขั้นตอนต่อไปก็คือก่อไฟ
เนื่องจากฝนตกในป่าจึงไม่มีกิ่งไม้แห้งๆ เหยียนต้าร้อนใจมากที่ก่อไฟไม่ติด หลินเสวี่ยจู๋จึงไปที่รถม้าหยิบมันหมูออกมาหนึ่งก้อนใหญ่ ก่อนจะวางไว้ใต้กองฟืนแล้วจุดไฟ
มันหมูติดไฟได้ง่ายและลุกไหม้อย่างรวดเร็วความร้อนที่พวยพุ่งขึ้นมาทำให้ไอน้ำบนผิวของฟืนระเหยออกไป แม้ว่าจะต้องใช้ความพยายามอย่างมากแต่ในที่สุดก็ก่อไฟติด
ในเวลานี้ ท้องฟ้ามืดมิดแต่ฝนกลับตกหนักยิ่งกว่าเดิม
ตอนแรกคนในขบวนเนรเทศคิดว่าจะทนนอนไปทั้งแบบนั้นทว่าตอนนี้ต่างก็รู้สึกเสียใจที่ไม่ได้รีบสร้างเพิงกันฝนตั้งแต่เนิ่นๆ
เวลานี้เองพวกเขาก็ได้กลิ่นหอมของน้ำแกงปลาลอยออกมาจากเพิงของสกุลหลินสายรอง
ทุกคนคิด ‘เป็นอีกวันที่น่าอิจฉาเสียจริง’
น้ำแกงปลาของครอบครัวหลินเสวี่ยจู๋กำลังเดือดปุดๆอยู่ในหม้อ จู่ๆ หลิวขุยก็เปิดม่านเสื่อฟางขึ้นแล้วเดินเข้ามา
“โอ๊ะ ท่านผู้คุมไม่ได้เจอกันนานเลยเจ้าค่ะ” หลินเสวี่ยจู๋ทักทายด้วยรอยยิ้ม
หลิวขุยมีสีหน้าเคร่งขรึมเล็กน้อยเขาขมวดคิ้วพลางเอ่ย “หลินเหนียงจื่อตอนนี้มีคนตากฝนอยู่ข้างนอกจำนวนมาก ข้าเกรงว่าตอนดึกจะมีคนไข้ขึ้นขอให้ท่านหมอหลินต้มยาให้ทุกคนดื่มเพื่ออบอุ่นร่างกายจะได้หรือไม่?”
ทุกคนทราบกันดีว่าทักษะการเอาตัวรอดของสกุลหลินสายรองนั้นเป็นสิ่งที่พวกเขาเต็มใจที่จะเปิดเผยต่อทุกคน หากต้องการเรียนรู้จะสอบถามจากผู้ใดก็ได้แต่เรื่องภายในครอบครัวของพวกเขา หลินเสวี่ยจู๋จะเป็นคนตัดสินใจ ไม่ว่าผู้ใดต้องการยืมคนหรือยืมสิ่งของต่างก็ต้องแจ้งให้หลินเสวี่ยจู๋ทราบก่อน
หลิวขุยพูดจบก็เห็นหลินเสวี่ยจู๋หรี่ตาลงราวกับกำลังใช้ความคิดอย่างหนักเขาจึงคิดในใจว่าไม่ดีแล้ว
สตรีผู้นี้เป็นมือฉมังด้านการต่อรองไม่เคยช่วยเหลือผู้ใดโดยไม่หวังผลตอบแทน ท่าทางเช่นนี้ของนางคงไม่ได้กำลังคิดจะร้องขออะไรหรอกกระมัง?
ทันใดนั้นเขาก็ได้ยินหลินเสวี่ยจู๋พูด “ท่านผู้คุม ยาพวกนี้พวกเราจะให้ก็ได้แต่จะให้ผู้คนกินแต่ยาโดยไม่กินข้าวได้อย่างไร? ยิ่งไปกว่านั้นคนที่ตากฝนมา หากกินไม่อิ่มพรุ่งนี้ย่อมต้องล้มป่วยเป็นแน่ มิสู้...”
“ข้าจะนำแป้งข้าวโพดบนรถม้าของเหล่าผู้คุมมาต้มโจ๊กให้ทุกคนกิน” หลิวขุยกัดฟันพูด
เขารู้อยู่แล้วว่าหลินเหนียงจื่อผู้นี้ต้องมีความคิดเจ้าเล่ห์เป็นแน่นางอยากให้เขาผลาญเสบียงจนหมด เช่นนี้เมื่อไปถึงเมืองถัดไปเขาย่อมต้องเข้าเมืองไปตุนเสบียงถึงตอนนั้นนางก็จะได้ติดตามเขาเข้าเมืองไปด้วย
เพียงแต่นี่เป็นสิ่งที่หลินเสวี่ยจู๋พยายามต่อรองเพื่อทุกคนส่วนความต้องการของตนเองนั้นนางยังไม่ได้เอ่ยปาก
“ท่านผู้คุมข้ามีเรื่องเล็กน้อยจะขอร้องท่านขอให้ท่านโปรดเมตตาและปล่อยผ่านไปสักหน่อยนะเจ้าคะ” หลินเสวี่ยจู๋กล่าว
ยังไม่จบอีกหรือ?
หลิวขุยรู้สึกหงุดหงิดแต่เขามีเรื่องต้องขอร้อง จึงไม่อาจแสดงอารมณ์ความรู้สึกของตนเองออกมาได้ ทำได้เพียงเอ่ยปากถามด้วยสีหน้าบึ้งตึง “ขอร้องอันใด?”
หลินเสวี่ยจู๋คลี่ยิ้มสดใส “ข้าอยากเข้าเมืองไปซื้อรถม้าเพิ่มอีกคันเจ้าค่ะ”
หลิวขุยได้ฟังเช่นนั้นก็แทบเป็นลมทันที
รถม้าที่ใช้เก็บสัมภาระของเหล่าผู้คุมมีเพียงห้าคันเท่านั้นส่วนครอบครัวของหลินเหนียงจื่อกลับอยากได้รถม้าคันที่สาม นี่คิดจะทำตัวเทียบเท่ากับผู้คุมอย่างนั้นหรือ?
ช่างได้คืบจะเอาศอกเสียจริง!
หลิวขุยคิดจะปฏิเสธโดยไม่ลังเลแต่หลินเสวี่ยจู๋กลับชิงพูดขึ้นมาก่อน “ท่านผู้คุม ท่านก็เห็นแล้วว่าข้าวของในครอบครัวข้ามีมากขึ้นทุกวันสมุนไพรก็ไม่มีที่ตาก เมื่อเจอกับสภาพอากาศเช่นนี้จะไม่ให้ขึ้นราได้อย่างไร? หากเป็นเช่นนั้นจริงคงน่าเสียดายแย่”
หลิวขุยคิด ‘สมุนไพรบ้านมารดาเจ้าสิขึ้นราเจ้าคิดว่าบิดาไม่เห็นจริงๆ หรือว่าเจ้าตากอะไรไว้บนรถม้า? ทั้งหนังสัตว์และเนื้อสัตว์ ครอบครัวเจ้าคิดจะเปิดร้านขายของหรืออย่างไร!’
หลิวขุยทำสีหน้าเคร่งขรึมก่อนจะเอ่ยด้วยท่าทีจริงจัง “หลินเหนียงจื่อ ก่อนหน้านี้มีคนมาบอกกับเปิ่นกวน[1]ว่าวันที่เกิดเหตุการณ์ฝูงหมาป่าครอบครัวเจ้ามีคนพกดาบสองเล่ม ขบวนเนรเทศอย่างพวกเราไม่อนุญาตให้นักโทษครอบครองอาวุธร้ายแรง”
ความหมายก็คือเปิ่นกวนเองก็มีจุดอ่อนของเจ้าอยู่ในมือเช่นกัน ระวังตัวไว้ให้ดีเถิด
ไม่คาดคิดว่าเมื่อหลินเสวี่ยจู๋ได้ยินเช่นนั้นไม่เพียงแต่ไม่ยอมถอย กลับลุกขึ้นเดินไปที่รถม้า แล้วหยิบดาบทั้งสองเล่มออกมา
“ท่านหมายถึงสองเล่มนี้ใช่หรือไม่?” หลินเสวี่ยจู๋ยื่นดาบทั้งสองเล่มให้หลิวขุย
หลิวขุยรับดาบมาดูพบว่าบนด้ามดาบทั้งสองเล่มสลักตัวอักษร ‘เหยี่ยน’ มองแวบเดียวก็รู้ได้ทันทีว่าเป็นดาบจากจวนเหยี่ยนอ๋อง
เขาพูดไม่ออก ท่าทีเคร่งขรึมหายวับไปทันที
หลินเสวี่ยจู๋ยิ้มอย่างเป็นมิตรพลางอธิบาย “ดาบสองเล่มนี้เป็นของที่เหยี่ยนอ๋องมอบให้สามีข้าไว้ป้องกันตัวท่านผู้คุม ท่านดูสามีข้าสิ ใช้เพียงแท่งไม้ไผ่ก็ยังฆ่าหมาป่ากับหมูป่าได้หากเขาคิดจะใช้ดาบเล่มนี้ฆ่าคนจริงๆ จะมีผู้ใดในขบวนนี้ต้านทานเขาได้บ้างเจ้าคะ?”
เมื่อได้ยินหลินเสวี่ยจู๋พูดประโยคที่โหดร้ายที่สุดด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนที่สุดหลิวขุยก็รู้สึกเย็นยะเยือกที่แผ่นหลัง
หากหยวนซิวคิดจะฆ่าคนจริงๆอย่าว่าแต่คนในขบวนนี้เลย ต่อให้เป็นผู้คุมก็ไม่มีผู้ใดต้านทานเขาได้!
.............................
[1] เปิ่นกวนหมายถึง สรรพนามเรียกแทนตัวเองของขุนนาง