เมื่อเมืองจินเฟิงประกาศรับสมัครทหารออกไปจนเป็นข่าวโด่งดังโดยทหารทุกคนที่ผ่านการคัดเลือกจะได้รับเบี้ยหวัดเท่ากับทหารในเมืองอัสตาน่าหรือเมืองหลวงของอาณาจักร ทำให้มีผู้มาเข้าร่วมสมัครเป็นจำนวนมากภายในระยะเวลาไม่ถึงครึ่งเดือนจำนวนทหารที่มาสมัครก็เกินกว่าจำนวนที่กำหนดแล้ว ส่วนสำนักเทพดารานั้นยังคงประกาศรับสมัครอย่างต่อเนื่อง
เฟิ่งหยูกลับไปที่สมาคมการค้ามังกรดำและขอร้องให้ผู้อาวุโสเม้งหวู่จ๋าหาเลือดวิหคเพลิง เต่าทมิฬและพยัคขาวให้ถึงแม้เลือดของสัตว์ทั้งสามจะหายากแต่ด้วยสถานะของสมาคมมังกรดำคงไม่เหลือบ่ากว่าแรงเฟิ่งหยู
“โอสถที่หลอมสามารถหลอมได้มากกว่านี้ไหมตอนนี้โอสถที่เจ้าให้หมดเหลือไม่มากแล้วตลอดสองอาทิตย์ที่ผ่านมาชื่อเสียงของโอสถที่สมาคมการค้ามังกรดำจำหน่ายยังไม่เพียงพอเลย”
“ไม่เป็นไร เดี๋ยวข้าหลอมเพิ่มให้เพิ่มโอสถสมานกระดูกกับโอสถ....ข้าไม่บอกดีกว่าเพิ่มไปอีกตัวก็แล้วกันคราวนี้รับรองสมาคมการค้าของท่านต้องดังเป็นพลุแตกแน่พรุ่งนี้ข้าจะเอามาส่งให้ ฮ่า ๆๆๆๆ” เฟิ่งหยูกล่าวออกมาอย่างมีเลศนัย
กลับถึงตำหนักเฟิ่งหยูเรียกจ้าวหยวนมาสอบถามถึงเรื่องการรับสมัครทหารใหม่
เมื่อเจ้าหยวนมาถึงก็รายงานเฟิ่งหยูทันที
“ทหารใหม่ที่รับเข้ามามีจำนวนทั้งหมด หกแสนสามหมื่นนายเกินกว่าที่ท่านเจ้าเมืองกำหนดไว้ จะให้ข้าน้อยคัดออกหรือไม่ขอรับ”จ้าวหยวนรายงานกลับมา
“ไม่ต้องพรุ่งนี้ให้มารายงานทั้งหมดให้มารายงานตัวตอนบ่ายก็แล้วกัน”เฟิ่งหยูสั่งจ้าวหยวนจากนั้นเดินทางไปที่สำนักเทพดารา ต่อทันที เมื่อมาถึงสำนักเทพดาราเฟิ่งหยูเรียกผู้อาวุโสทุกคนเข้าประชุมทันทีเช่นกัน
“ท่านผู้อาวุโส การรับสมัครเป็นยังไงบ้าง”
“เรียนท่านเจ้าเมือง ตอนนี้รับสมัครเรียบร้อยแล้วมีผู้สมัครทั้งหมดแปดหมื่นสามพันคน ตอนนี้กำลังอยู่ในช่วงของการคัดเลือกอยู่”ผู้อาวุโสที่รับผิดชอบการรับสมัครรายงานอย่างกระตือรือร้นเกณฑ์การคัดเลือกขอสำนักเทพดาราไม่สูงนักจึงมีผู้เข้าสมัครจำนวนมากเพราะชาวบ้านส่วนใหญ่ที่มีลูกหลานต่างพากันนำลูกหลานมาสมัครหากได้เข้าเป็นศิษย์ของสำนักใดสำนักหนึ่งนั่นหมายถึงพวกเขาไม่ต้องลำบากลำบนแล้วมันสามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตจากหน้ามือเป็นหลังมือได้เลยทีเดียว
“ข้าอยากให้ผู้อาวุโสที่ถนัดเรื่องต่อไปนี้พรุ่งนี้ให้มาหาข้าด้วยช่วงบ่าย นักหลอมโอสถ นักหลอมอาวุธ ตีเหล็ก ทำอาหารทำอาวุธ นักธนู นักดาบ ผู้ใช้กระบี่ ทวนง้าว ค่ายกล รวมถึงเพลงหมัด ฯลฯ” แล้วก็จัดแจงศิษย์ของสำนักเทพดาราตามที่พวกเขาสนใจใครสนใจฝึกเรื่องใดให้ไปในเรื่องนั้นไม่ต้องบีบบังคังใครทั้งนั้น”เฟิ่งหยูสั่งการอย่างคล่องแคล่ว
เมื่อกลับถึงตำหนัก เฟิ่งหยูเข้าไปในเจดีย์ฟ้าสรวรรค์ทันทีเฟิ่งหยูเดินไปที่แท่นที่เขาไม่ได้ไปมานาน และปรึกษากับหวังฉีเพราะตั้งแต่เจดีย์ฟ้าสวรรค์ชั้นที่สองแล้วของที่ได้รับกลับเป็นคัมภีร์ยุทธ์และบันทึกการสร้างอาวุธรวมถึงค่ายกลต่าง ๆ ด้วย เฟิ่งหยูจึงได้ให้ผู้อาวุโสทั้งสิบศึกษาโดยมีหวังฉีเป็นผู้คอยชี้แนะมาตลอด
ครั้งนี้เฟิ่งหยูรบกวนผู้อาวุโสทั้งสิบให้ถ่ายทอดวิชาต่าง ๆ ให้กับเหล่าผู้อาวุโสสำนักเทพดาราที่ก่อตั้งขึ้นมาและจากแบบแปลนเรือรบที่ได้จากราชครูตอนนี้หวังฉีและผู้เฒ่าทั้งหลายได้ช่วยกันสร้างได้เพียงลำเดียว แต่ลำเดียวนี้สามารถบรรจุคนได้ถึงห้าแสนคนเลยทีเดียว เฟิ่งหยูตั้งใจจะให้ทหารใหม่และศิษย์สำนักเทพดาราเข้ามาฝึกในเจดีย์ฟ้าสรวรรค์โดยมีเรือรบเป็นตัวเชื่อม โดยทำเป็นขนส่งผู้คนไปยังแดนดินอื่นแต่ความจริงเพียงแค่เข้ามาในเจดีย์ฟ้าสวรรค์ซึ่งเฟิ่งหยูกำหนดเวลาไว้ที่หนึ่งร้อยปี หรือเพียงแค่หนึ่งร้อยวันในโลกภายนอกเขาก็จะมีกองกำลังที่แข็งแกร่งที่สุดในแผ่นดินแล้ว จากนั้นเฟิ่งหยูจึงใช้เวลาที่เหลือในการหลอมโอสถเพื่อส่งให้กับทางสมาคมมังกรดำ ในเจดีย์ฟ้าสวรรค์เฟิ่งหยูมีเวลามากมายหลายเดือนในการหลอมกลั่นโอสถโดยที่เวลาจริงผ่านไปไม่กี่ชั่วโมงเองและในครั้งนี้โอสถที่เฟิงหยูได้ทำการหลอมเพื่อให้เป็นจุดขายเขาได้ศึกษามานานมากแล้ว โดยตั้งใจจะมอบให้บิดามารดาของเขาด้วยมันคือโอสถที่สามารถทำให้ย้อนวัยกลับมาเป็นหนุ่มสาวได้อีกครั้งโดยเฟิ่งหยูได้ทดลองหลอมมาหลายร้อย หลายพันครั้งแล้ว เฟิ่งหยูตั้งชื่อว่าโอสถหวนคืนก่อนออกจากเจดีย์ฟ้าสวรรค์เฟิ่งหยูไปพบกับเหล่าผู้เฒ่าผู้แก่ทั้งหลายพร้อมกับยื่นโอสถให้พวกเขาคนละหนึ่งเม็ด และบังคับให้กินต่อหน้าหลังจากนั้นไม่นานก็เกิดเสียงดังเซ็งแซ่ จนจับใจความไม่ได้เพราะเหล่าผู้เฒ่าทั้งหลายกลับกลายเป็นหนุ่มหล่อสาวสวยกันทุกคนแล้ว
“เออ ท่านปู่ ท่านยาย จะให้ข้าเรียกท่านว่า พี่ชายพี่สาวหรือไม่”เฟิ่งหยูกล่าวหยอกล้อกับผู้อาวุโสทั้งหลายที่ต่างคนต่างมีใบหน้าที่มีความสุขอีกครั้งยายฮวาน้ำตาไหลอาบสองแก้ม เพราะความสวยความงามหากเปรียบเทียบกับชายผู้หญิงทุกคนต้องอยากสาว อยากสวยอยู่ตลอดไป มันจึงเปรียบเหมือนได้เกิดใหม่อีกครั้งเมื่อเห็นพวกเขามีความสุข พูดคุยกันสนุกสนานเฟิ่งหยูก็มีความสุขแล้ว
“ข้าอยู่มาสองร้อยกว่าปีแล้ว ศึกษาตำรายามาก็มากโขแต่เจ้ากลับทำให้ข้าได้เห็นความเป็นอัจฉริยะของเจ้านับครั้งไม่ถ้วน แม้แต่ตาเฒ่าเจ้ายังไม่สามารถปรุงโอสถแบบนี้ให้ข้าได้เลย เจ้าสู้หลานข้าไม่ได้แล้ว”
“มันก็หลานข้าเหมือนนะ เหล่าผู้อาวุโสต่างหยอกล้อกันไปมาอย่างมีความสุข”
เฟิ่งหยูเห็นพวกเขามีความสุขก็มีความสุขยิ่งนักเขาจึงแอบออกมาจากเจดีย์ฟ้าสวรรค์ปล่อยให้เหล่าผู้อาวุโสทะเลาะกันเหมือนเด็กอีกครั้งเมื่อออกจากเจดีย์ฟ้าสวรรค์ก็เป็นเวลาเช้าของอีกวันแล้วเฟิ่งหยูเดินทางไปที่สมาคมมังกรดำ เพื่อพบกับเม้งหวู่จ๋า
“ฮ่า ๆๆๆๆ ท่านผู้อาวุโสเม้งข้ามาแล้ว นำสินค้ามาส่งให้ท่านตั้งแต่เช้าเลยหละ” เฟิ่งหยูอารมณ์ดีเป็นพิเศษ
เม้งหวู่จ๋าได้ยินเสียงดังตั้งแต่เข้าประตูสมาคมตอนนี้เช้าแบบนี้ผู้คนยังไม่ค่อยเยอะ เฟิ่งหยูหยิบโอสถให้เม้งหวู่จ๋าเม็ดหนึ่ง
“ท่านลองดู ว่าโอสถของข้าจะดีเหมือนที่ข้ากล่าวหรือไม่มันจะทำให้สมาคมของท่านโด่งดังภายในข้ามคืนเลย” เม้งหวู่จ๋ารับโอสถมา มองสังเกตดู
“มันโอสถอะไร ข้าไม่เคยเห็นเจ้านำโอสถอะไรมา มาให้ข้าดู”เม้งหวู่จ๋ากล่าว
“เอาเถอะน่าลองดูเดี๋ยวก็รู้เอง” เม้งหวู่จ๋าโยนเม็ดโอสถเข้าปาก
“ไม่เห็นมีอะไรเปลี่ยนแปลงเลยเจ้าหลอกข้าหรือเปล่า” เฟิ่งหยูทำเป็นไม่สนใจ
“ท่านผู้อาวุโสมีอะไรติดที่หน้าท่าน ลองไปดูที่กระจกสิ”เม้งหวู่จ๋าเดินไปดูใบหน้าตัวเองที่กระจก พลันนิ่ง เงียบงัน ตะลึก งงจากนั้นมีเสียงตะโกนที่ดังลั่น
“เจ้าหลอมโอสถนี้ได้อย่างไร เจ้า เจ้า เจ้ามันอัจฉริยะจริง ๆ ข้ากลับเป็นหนุ่มอีกครั้งแล้ว”เม้งหวู่จ๋ากระโดดโลดเต้นดีอกดีใจเป็นอย่างมาก
“เลิกดีใจได้แล้ว” เฟิ่งหยูกล่าว นี่โอสถนี้ท่านจัดการเองก็แล้วกันอย่าจำหน่ายให้มันมาก เพราะถึงมันจะหลอมกลั่นได้ไม่ยากแต่หากมีโอสถชนิดนี้แพร่หลายเกินไปจะทำให้มันราคาตกได้ทางที่ดีท่านขายมันเพียงเดือนละเม็ดพอแค่นั้นมันก็มากพอที่จะเรียกลูกค้าให้เข้าร้านของสมาคมมังกรดำเป็นจำนวนมากแล้วหละ
“ฮ่า ๆๆๆๆ เจ้าไม่ต้องกังวล ข้าเข้าใจดีคราวนี้สมาคมการค้ามังกรดำได้ดังเป็นพลุแตกแน่ ๆ” เฟิ่งหยูส่งมอบโอสถจำนวนมากให้กับเม้งหวู่จ๋าก่อนขอตัวกลับไปเตรียมพร้อมสำหรับทหารใหม่และเหล่าศิษย์สำนักเทพดาราต่อ
เมื่อกลับมาถึงจ้าวหยวนพร้อมทหารใหม่และเหล่าศิษย์สำนักเทพดาราพร้อมด้วยผู้อาวุโสภายในสำนักเดินทางมาพร้อมหมดแล้ว เฟิ่งหยูนำเรือรบออกมาพร้อมกับประกาศให้ทุกคนได้ทราบ
“ตอนนี้ข้าจะพาพวกเจ้าไปในดินแดนที่ห่างไกลระยะเวลาที่นั่นจะแตกต่างจากที่นี่ โดยหนึ่งปีที่นั่นจะเท่ากับเวลา 1วันของที่นี่ข้าจะให้พวกเจ้าตัดสินใจด้วยตนเองข้าจะให้พวกเจ้าทั้งหลายฝึกฝนที่ในดินแดนนั้นเป็นเวลา 100 ปีหากพวกเจ้าตัดสินใจที่จะเดินทางร่วมกับข้าข้อให้สาบานต่อจิตวิญญาณของตนเองว่าจะไม่ทรยศต่อแผ่นดินจินเฟิงเด็ดขาดหากใครตัดสินใจแล้วให้สาบานต่อจิตวิญญาณของตนเอง พร้อมกับขึ้นเรือรบได้”เฟิ่งหยูประกาศเสียงให้เหล่าทหารและศิษย์ทั้งหลายได้ยินกันอย่างทั่วหน้า
“ข้าขอสาบานด้วยจิตวิญญาณของข้า ว่าจะซื่อสัตย์และจงรักพักดีต่อแผ่นดินจินเฟิงหากคิดคดทรยศของให้ตายด้วยคมหอกคมดาบ”จ้าวหยูประกาศก้องเป็นคนแรกพร้อมกับเดินขึ้นเรือรบไป
“ข้าขอสาบานด้วยจิตวิญญาณของข้าว่าจะซื่อสัตย์และจงรักพักดีต่อแผ่นดินจินเฟิง หากคิดคตทรยศของให้ตายด้วยคมหอกคมดาบ”
“ข้าขอสาบานด้วยจิตวิญญาณของข้าว่าจะซื่อสัตย์และจงรักพักดีต่อแผ่นดินจินเฟิง หากคิดคตทรยศของให้ตายด้วยคมหอกคมดาบ”
“ข้าขอสาบานด้วยจิตวิญญาณของข้าว่าจะซื่อสัตย์และจงรักพักดีต่อแผ่นดินจินเฟิง หากคิดคตทรยศของให้ตายด้วยคมหอกคมดาบ”
เสียงสาบานดังกระหึ่มทีละคนจนทุกคนขึ้นเรือรบไปหมดไม่เหลือเฟิ่งหยูสั่งการให้เรือรบออกเดินทาง ซึ่งเป็นเพียงข้ออ้างเท่านั้น ทางที่ไปคือเมืองเมฆาหมอกจากนั้นราวหนึ่งชั่วยาม เขาเดินทางถึงเหมืองเมฆาหมอกเขาแอบลงจากเรือรบและสั่งให้หนิงเอ๋อว่าให้ขัดเรือรบวนอยู่ในเจดีย์สวรรค์สักสองชั่วยามแล้วค่อยปล่อยพวกเขาลงบริเวณที่นัดพบกับผู้อาวุโสทั้งหลายเฟิ่งหยูนำเรือรบไว้ในเจดีย์ฟ้าสวรรค์ จากนั้นก็เข้าไปในเจดีย์ฟ้าสวรรค์
สามชั่วยามผ่านไป จุดนัดพบกับผู้อาวุโสทั้งสิบโดยเฟิ่งหยูมองดูเรือรบลงจอดเมื่อทุกคนลงจากเรือรบแล้วเขาจึงจัดแจงตามที่ได้นัดแนะกับผู้อาวูโส
ผู้อาวุโสเฟยหลง ฮุ้ยหวง ฮุ้ยเจียง เจียวจิน ลู่ซือ ลู่จื้อ หนิงหลงอ้ายช่าง อ้ายเหริญและยายฮวา นำเหล่าผู้อาวุโสสำนักเทพดาราและศิษย์แยกออกไปฝึกสอนเรื่องต่างๆ ที่ได้เตรียมตัวและแยกกันเรียบร้อยแล้ว ใครสนใจปรุงโอสถก็ไปกับผู้อาวุโสเฟยหลง ใครสนใจเรื่องสร้างอาวุธก็ไปกับผู้อาวุโสลู่ซือใครสนใจเรื่องวาดภาพก็ไปกับผู้อาวุโสอ้ายช่างใครสนใจเรื่องทำอาหารก็ไปกับผู้อาวุโสฮวาใครสนใจเรื่องค่ายกลก็ไปกับผู้อาวุโสอ้ายเหริน.................เสียงแจกแจงดังระงมไปทั่ว ไม่นานต่างแยกย้ายกันไปตามสถานที่ต่างๆ
ส่วนทหารใหม่ทั้งหลายนั้นไม่ได้แยกไปตามอาวุธที่ตนสนใจ แต่จะมีเหล่าผู้นำที่เฟิ่งหยูแต่งตั้งขึ้นชั่วคราวโดยทหารทุกคนจะต้องฝึกเหมือนกันหมดตั้งแต่ ดาบ ธนู ทวน ง้าว รวมถึงเพลงยุทธต่างๆ โดยแต่ละกองจะมีทหารจำนวนหนึ่งพันคนซึ่งงานนี้ใครจะรับผิดชอบไม่ได้เลยนอกจากหวังฉี ผู้ควบคุมเจดีย์ฟ้าสวรรค์แห่งนี้นั่นเองเมื่อจัดแจงทุกอย่างเสร็จสรรพ เฟิ่งหยูจึงชวนหนิงเอ๋อออกจากเจดีย์ฟ้าเพื่อกลับไปเคลียเรื่องของตระกูลเฟิ่งต่อเฟิ่งหยูนำเรือเล็กออกมา จากนั้นทั้งสองจึงเดินทางไปที่ตระกูลเฟิ่งเมื่อไปถึงตระกูลเฟิ่ง เฟิ่งหยูเดินเข้าทางประตูใหญ่เมื่อคนเฝ้าประตูเห็นจึงรีบไปรายงานซือถูเมื่อซือถูทราบเรื่องเขากระวนกระวายเป็นอย่างมาก แต่เมื่อพิเคราะห์ดู ตอนนี้เขาใหญ่ที่สุดในตระกูลเฟิ่งหยูจะทำอะไรเขาได้ จึงได้สงบใจลง