ณโรงรับจำนำเป่าไฉ แคว้นฝู
กิจการโอ่อ่าที่ตั้งอยู่ใจกลางเมืองบนทำเลที่มีการสัญจรพลุกพล่านสองฟากฝั่งคลาคล่ำไปด้วยร้านรวงและแผงสินค้าหลากหลาย
บนถนนท่ามกลางบรรยากาศจ้อกแจ้กจอแจปรากฏร่างบุรุษสูงล้ำสำอางในชุดขาวเดินเคียงคู่มากับสตรีชุดเขียวทั้งคู่ต่างมีสีหน้าเคร่งขรึมทั้งสองเดินมาหยุดหน้าโรงรับจำนำก่อนหันมาส่งสายตากันอย่างรู้ความนัยก่อนเดินหายวับเข้าไป
“ท่านจอมยุทธ์ทั้งสอง้าจำนำสิ่งใดหรือขอรับ?”หนุ่มลูกจ้างรีบเดินกุลีกุจอเข้ามาต้อนรับลูกค้าหน้าใหม่ดูจากลักษณะท่าทางการแต่งตัวเขาคาดเดาได้ในทันทีว่าเป็คนต่างถิ่น
“พวกเรามิได้้าจำนำสิ่งใดทว่าตั้งใจมาพบสหายธรรมในโลกหล้า” หญิงสาวเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
หนุ่มน้อยชะงักกึกก่อนอัดลมหายใจเข้าปอดอย่างแรงนานแล้วที่มิเคยได้ยินผู้ใดเรียกขานชื่อนี้ แม้นฉากหน้าคือโรงรับจำนำใหญ่โตแต่แท้จริงกลับเป็ตลาดซื้อขายข่าวสารชั้นดีที่แตกกิ่งก้านสาขาแทรกซึมอยู่ทั่วทุกแคว้นมีผู้คนในยุทธภพเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่รู้จักรหัสลับนี้
“เชิญท่านทั้งสองเข้าไปสนทนายังห้องด้านหลังก่อนเถิดขอรับ”หนุ่มน้อยผายมือเชื้อเชิญแล้วเดินนำเข้าไปด้านในอย่างคล่องแคล่ว พื้นที่ภายในค่อนข้างกว้างขวางเรียงรายแปลกตาด้วยต้นเผินใจ[1] อันมีรูปลักษณ์โดดเด่นสวยงามแตกต่างกันไป
เนื่องจากแคว้นฝูมีลักษณะภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็ธารน้ำแข็งขาดแคลนทรัพยากรดินการปลูกต้นเผินใจจึงได้รับความนิยมอย่างมากถึงกับมีการยกย่องว่าเป็ศิลปะชั้นสูงแขนงหนึ่ง
ห่างไกลออกไปพบเรือนไม้หลังเล็กสีเขียวรายล้อมไปด้วยหมู่ไม้แสนร่มรื่นบริเวณด้านหน้าประดับด้วยูเาหินจำลองตกแต่งงดงามเป็ธรรมชาติ ทั้งคู่ได้รับการเชื้อเชิญให้เข้าไปนั่งรอในห้องรับแขกทางปีกซ้าย
“ท่านชวี่!”เถ้าแก่หวงเลิกคิ้วขึ้นส่งเสียงทักทายอย่างประหลาดใจ เมื่อได้พบสหายเก่าผู้คุ้นเคย
“ท่านเดินทางมาไกลถึงนี่คงเป็ธุระสำคัญยิ่ง” ชายสูงวัยเอ่ยปากหลังจากหย่อนตัวนั่งลงฝั่งตรงข้ามกับแขกผู้มาเยือนชายหนุ่มผู้นี้รักสันโดษยิ่ง ปกติมักเก็บตัวลึกลับมิใคร่ให้ใครพบเห็นโดยง่ายแม้นเขากับชวี่หลงจะรู้จักกันมานานแต่ก็พบปะกันนับครั้งได้
“ข้า้าทราบข้อมูลเกี่ยวกับหยกชิ้นนี้วานท่านหวงช่วยตรวจสอบ” ชวี่หลงวางหยกชิ้นหนึ่งลงบนโต๊ะอย่างนุ่มนวล
หยกสีฟ้าครามงามกระจ่างสดใสผิวเนื้อเรียบเนียนละเอียดเปล่งประกายสวยงามบนชิ้นหยกนั้นปรากฏรูปัหกหัวเหยียบย่างอยู่บนเมฆาสลักเสลาด้วยความประณีตงดงาม
“อ๊ะ! หยกชิ้นนี้”ไม่พูดเปล่าหวงโต้วรีบหยิบขึ้นมาพิจารณาอย่างรวดเร็ว
“คุ้นตาข้าเหลือเกินทว่านึกไม่ออก…เห็นทีคงต้องขอนำหยกชิ้นนี้ไปตรวจสอบเชื่อว่าคงจะได้รับข่าวดีในไม่ช้าระหว่างนี้พวกท่านโปรดพักผ่อนอยู่ที่นี่ก่อนเถิด” เถ้าแก่ใหญ่เอ่ยด้วยมิตรไมตรี
“ขอบคุณท่านมาก” ชายหนุ่มตอบรับอย่างนุ่มนวล
“ท่านพี่เรียกหาข้าไม่ทราบมีเื่ด่วนอันใดรึ?”หลังจากลงรถม้าเขาพบว่ามีบ่าวไพร่ยืนรออยู่ที่หน้าประตูด้วยทีท่ากระวนกระวายใจครั้นทราบความจึงรีบรุดมา
“เ้าช่วยดูหยกชิ้นนี้ให้ข้าที” พี่ชายรีบนำหยกออกมาวางตรงหน้าหลังจากทั้งคู่นั่งลงแล้วแม้ว่าเขาจะนึกออกในภายหลังแต่ก็ยังไม่มั่นใจด้วยเคยเห็นหยกชิ้นนี้ผ่านสายตาแค่เพียงครั้งเดียว
“หยกชิ้นนี้เป็ของท่านหกแบบมิต้องสงสัยท่านพี่ได้มาจากที่ใด?”ชายหนุ่มเรือนร่างกำยำถือหยกในมือด้วยสีหน้ายินดีแววตามีน้ำใสคลอเบ้าเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงกระตือรือร้น
“สหายยุทธภพผู้หนึ่ง!”
“ข้าขอตัวไปรายงานต่อท่านหกก่อนแล้วจะรีบติดตามท่านไปพบเขาโดยเร็ว”สิ้นคำชายหนุ่มเรือนร่างกำยำสูงใหญ่ก็รีบผลุนผลันจากไปในทันที
สองวันถัดมาหวงโต้วกลับมาที่โรงรับจำนำเป่าไฉพร้อมกับคนกลุ่มใหญ่ล้วนเป็ชายรูปร่างกำยำล่ำสันแม้นพยายามแต่งกายอำพราง ทว่ามิพ้นสายตาเฉียบคมขององครักษ์ทั้งสองไปได้
“แขกทั้งสองนี้คือท่านชวี่หลงและแม่นางถงทู่ผู้นำหยกมาพบข้า ส่วนนี่เป็ญาติผู้น้องข้านาม หวงเหวิน”เถ้าแก่แนะนำญาติต่อสหายให้รู้จักกัน
“ไม่ทราบว่าท่านได้หยกชิ้นนี้มาจากผู้ใดเดิมทีเ้าของหยกชิ้นนี้คือท่านหกผู้เป็นายข้า” เมื่อคนทั้งสี่นั่งลงสนทนาหวงเหวินเปิดฉากไต่ถามโดยทันทีเพราะท่านหกทั้งตื่นเต้นยินดีและร้อนใจมาก
“แล้วท่านหกได้ทำลูกเมียตกหล่นไว้ที่ใดบ้างเล่า”สตรีชุดเขียวเอ่ยปากแบบตรงประเด็นมิจำเป็ต้องอ้อมค้อมอีกต่อไป
“เป็เช่นนั้น…พวกเราตามหาพวกเขามานานแล้ว ขอท่านทั้งสองโปรดรีบนำทางข้าไปพบเถิด”หลายปีแล้วที่เขาพยายามตามหาเบาะแสจนแทบพลิกแผ่นดินครั้นรู้แล้วว่าผู้ที่ตามหายังมีชีวิตอยู่ย่อมไม่อยากเสียเวลาอีกต่อไป
“แล้วท่านมีหลักฐานใดเป็เครื่องยืนยันสถานะของท่านหกหรือไม่ข้า้ามั่นใจว่าจะไม่ผิดฝาผิดตัวตรวจสอบความจริงได้เมื่อไหร่ค่อยพาพวกเ้าไปพบ”ชวี่หลงเอ่ยขึ้นอย่างรอบคอบทีท่าเคร่งขรึม
ศาลาแปดทิศหุบเขาติงซาน
“ข้าน้อยหวงเหวิน คำนับนายหญิงขอรับ”เขามาพบจ้าวซินผิงเป็การส่วนตัวแต่เพียงผู้เดียว
“ท่านหกของเ้ามีแผนรับตัวพวกเขากลับไปในฐานะอันใด”สตรีชุดดำเปิดฉากถามแบบตรงไปตรงมา
“นายท่านข้ามัวแต่ดีใจจึงยังมิได้แจ้งในจุดนี้ขอรับ”ความคลุมเครือทำให้เขาเองก็พูดได้ไม่เต็มปาก
“บอกนายของเ้า…ให้คำตอบแน่ชัดแก่ข้าได้เมื่อใดค่อยพาพวกเขากลับไป”นางตอบกลับเสียงเย็นด้วยใบหน้าเฉยชา
“นี่เป็เื่ภายในครอบครัวผู้อื่นเช่นท่านมิควรไร้มารยาทเข้าแทรกแซง!” ชายหนุ่มขึ้นเสียงอย่างร้อนใจเพราะรับรู้ถึงความทุกข์ของผู้เป็นายมาตลอดจึงอยากทำงานให้สำเร็จลุล่วงโดยเร็ว
ทันใดนั้นรังสีฆ่าฟันอันเข้มข้นได้แผ่ซ่านเข้ากดดันชายตรงหน้ามหาศาลศัสตราวุธถูกเรียกเข้ามาในมืออย่างรวดเร็วเพียงสะบัดปลายกระบี่เล็กน้อยพลันบังเกิดเสียงดังกึกก้องกัมปนาทหลายระลอก
“ด้วยวรยุทธ์ของข้าพอจะกุดหัวฝูตงเจ๋อได้รึไม่ฮึ! แม่ทัพเหวิน!” นางตวัดสายตาดุดันคุกคามถามคนตรงหน้าด้วยน้ำเสียงแหบต่ำ
หวงเหวินได้แต่ยืนนิ่งอึ้งแม้เขากรำศึกอยู่ในสนามรบมานานหลายปี ทว่าวรยุทธ์พิสดารสูงส่งพลิกแพลงลึกล้ำเช่นนี้นับว่าพบเห็นได้ยากยิ่งทำให้เขามิอาจดูเบาสตรีผู้นี้ได้
“ข้า้าคำตอบอันแน่ชัดและข้ามิสนกฎเกณฑ์ใด เพราะคำพูดที่ออกจากปากข้าก็คือกฎหากมู่ปิงอวี้มิได้รับตำแหน่งที่เหมาะสมจงอย่าหวังจะได้พวกนางกลับคืน ต้าหนิวส่งแขก!”หญิงสาวกระแทกเสียงอย่างเ็าแล้วเดินหันหลังกลับเข้าไปในเรือนด้วยท่าทีองอาจ
“ท่านเป็เช่นใดบ้าง?”ชิงเสอรีบเข้ามาปรนนิบัติเมื่อเห็นโลหิตทะลักออกจากปากของสตรีชุดดำยิ่งนับวันสุขภาพของนางยิ่งแย่ลงเมื่อใช้พลังคราใดมักเกิดผลข้างเคียงเสมอและดูเหมือนอาการจะกำเริบหนักขึ้นเรื่อย ๆ
เดิมทีจ้าวซินผิงทราบเพียงบิดาของมู่ปิงอวิ๋นเป็พ่อค้าใหญ่ในแคว้นฝูมีภารกิจรัดตัวต้องเดินทางค้าขายต่างแคว้นอยู่เสมอครั้นสืบลึกเข้าไปกลับพบว่าเื่ราวมีความซับซ้อนยิ่งกว่านั้น
มู่ปิงอวี้เองมิรู้สถานะแท้จริงของนายท่านหกทำให้จ้าวซินผิงรู้สึกเป็กังวลด้วยสถานะหัวเดียวกระเทียมลีบไร้ญาติขาดมิตรหนุนหลังหากไร้ตำแหน่งอันเหมาะสมแล้วเห็นทีชีวิตไม่พ้นเดินเข้ากองไฟครั้งใหญ่สุดท้ายแล้วคงมิวายถูกเพลิงเผาไหม้ให้ตกตายอเนจอนาถ
จ้าวซินผิงจำต้องเลือกเดินหมากก่อนเพราะถึงอย่างไร มู่ปิงอวี้ ก็คือฮูหยินคนแรกของท่านหกพวกเขาเข้าหอกันั้แ่ท่านหกยังเป็เพียงองค์ชายเสเพลนางแค่ทวงความชอบธรรมแก่สหายเท่านั้น
หลายวันต่อมา…..
หวงเหวินเดินทางกลับมาพร้อมกองทหารเกียรติยศอัญเชิญพระราชโองการประกาศแต่งตั้ง มู่ปิงอวี้ ขึ้นเป็หวงกุ้ยเฟยมู่ปิงอวิ๋นเป็องค์ชายสาม และมู่ปิงเหยาเป็องค์หญิงเจ็ดทำให้หวงกุ้ยเฟยคนใหม่ถึงกับเป็ลมเพราะไม่เคยทราบมาก่อนว่าสามีของตนเองคือฮ่องเต้แคว้นฝูสร้างความโกลาหลภายในจวนยกใหญ่
ปัจจุบันแคว้นฝูมีสตรีแซ่อ้ายดำรงตำแหน่งฮองเฮาบิดาของนางเป็ถึงมหาเสนาบดีแห่งแคว้นกุมอำนาจทางทหารในมือไม่น้อยเมื่อมู่ปิงอวี้ฟื้นคืนสติ จ้าวซินผิงจำต้องย้ำเตือนและบอกเล่าสถานการณ์ให้รับรู้
“รู้ใช่หรือไม่นับแต่นี้เส้นทางทุกย่างก้าวของเ้าจะเต็มไปด้วยขวากหนามมิอาจราบเรียบได้อีกต่อไป”
“เ้าค่ะข้าพึ่งเข้าใจเหตุใดพวกเราสามคนแม่ลูกจึงต้องหนีตายหัวซุกหัวซุนถูกตามฆ่ามาโดยตลอด”แม้นางจะซื่อทว่ามิถึงกับโง่งม
“เวลานี้สุดหนทางแล้วมีแต่ต้องหันหลังกลับมาสู้ ชีวิตของเ้าและลูกจึงจะอยู่รอดปลอดภัย”
หญิงงามพยักหน้าคล้อยตามตัวนางเองก็มิ้าถูกผู้อื่นไล่ล่าไปตลอดชีวิต ลำพังตัวนางเองย่อมไม่กลัวตายแต่ลูกทั้งสองนั้นเล่าพวกเขายังเป็เด็กมิควรต้องมารับเคราะห์กรรมจากการแก่งแย่งในเมื่อหนีก็ตาย สู้ก็ตายเช่นนั้นมิสู้หันมารบพุ่งให้มันแหลกลาญกันไปสักตั้งอย่างน้อยก็ยังมีโอกาสรอดสามารถรักษาชีวิตเอาไว้ได้
“ข้าจะกลับไปทำในสิ่งที่ข้าต้องทำ!” น้ำเสียงของมู่ปิงอวี้เด็ดเดี่ยวแววตาแข็งกร้าว
“ดีมาก! ทรัพย์สินนี้พวกเ้าจงนำติดตัวไป อย่าได้ปฏิเสธความหวังดีจากข้าชวี่หลงกับทงถู่จะติดตามไปคอยดูแลช่วยเหลือพวกเ้าให้ลุกขึ้นยืนได้อย่างแข็งแกร่งและสง่างามกลับไปเตรียมตัวออกเดินทางเถิด” สตรีชุดดำมอบถุงเฉียนคุนแก่สหายใบหนึ่งบนถุงปักชื่อ‘มู่ปิงอวี้’
สามวันถัดมา…..
“พี่หญิงโปรดรับสิ่งนี้ไว้รำลึกถึงข้าเถิดไม่รู้อีกนานเท่าใดจึงจะมีโอกาสได้พบกันอีกครั้ง”มู่ปิงอวี้มอบปิ่นเงินบุษราคัมเขียวแก่กัลยาณมิตรที่ดีที่สุดในชีวิตของนาง
“ได้!ข้าจะรับไว้เพราะคงคิดถึงพวกเ้าไม่น้อย ข้าขอส่งเ้าตรงนี้”จ้าวซินผิงยิ้มรับอบอุ่นจนหญิงงามน้ำตาคลอวิ่งเข้าไปกอดอย่างอาวรณ์
“มู่ปิงอวี้มิใช่สตรีโดดเดี่ยวนางมีสำนักเงาราตรีและตระกูลหานหนุนหลังคนฉลาดเช่นเ้าย่อมรู้ดีว่าควรเป็มิตรหรือเป็ปรปักษ์กับผู้ใดเข้าใจคำข้าใช่หรือไม่แม่ทัพเหวิน?”
“ขอรับท่านซินผิง” แม่ทัพรับคำด้วยท่าทีสำรวมกว่าเดิมครั้งก่อนเขาพูดด้วยอารมณ์มิได้ยั้งคิดบัดนี้เมื่อรู้สถานะแท้จริงก็มิกล้าต่อกรด้วยอีกต่อไป
สำนักเงาราตรีเปรียบเสมือนเงามืดในยุทธภพเป็ศูนย์รวมบุคคลแปลกประหลาดวรยุทธ์สูงล้ำโดยเฉพาะองครักษ์สิบสองนักษัตรอัจฉริยะผู้ช่ำชองในปราณทั้งสองสายด้วยยุทธวิธีการต่อสู้สุดแสนพิสดารทำให้ไม่มีใครสามารถประเมินขุมกำลังอำนาจแท้จริงได้ว่ามีอยู่เท่าใดรู้แต่เพียงนักรบเงาราตรีผู้หนึ่งสามารถต่อกรกับเหล่าทหารได้นับร้อยนับพัน
“ท่านแม่ทัพหานหานฮูหยิน ข้ากับลูกขอขอบคุณในความเมตตาของทุกคนที่นี่เ้าค่ะ”หญิงสาวและบุตรทั้งสองต่างประสานมือคารวะอย่างซาบซึ้งใจ
“พวกเราคงคิดถึงเ้ามาก”สตรีสูงศักดิ์พูดจากใจพวกนางนับว่าเป็สหายสนิทกันแล้ว
“เป็พระกรุณายิ่งเพคะองค์หญิงเมื่อถึงที่หมายอย่างปลอดภัยหม่อมฉันจะรีบส่งข่าวกลับมา”
“เรียกข้าว่าพี่หญิงเถิดบัดนี้เ้ามิใช่บุคคลธรรมดาสามัญแล้ว สถานะของเ้านั้นสูงส่งยิ่งกว่าข้าเสียอีก”
“สำหรับตระกูลหานข้าคือมู่ปิงอวี้ตลอดไปขอให้พวกท่านเมตตาเอ็นดูข้าและลูกดังเดิมเถิดหากพี่หลี่ฮวาและพี่หลี่หลันคลอดบุตรเมื่อใดโปรดส่งข่าวให้ข้าได้ร่วมแสดงความยินดีกับพวกท่านด้วย” นางเอ่ยขึ้นจากใจจริงทั้งยังกล่าวถึงผู้ที่มิได้มาส่งเนื่องจากกำลังท้องแก่ใกล้คลอด
“ย่อมได้! ขอให้พวกเ้าเดินทางปลอดภัย”หญิงชรากล่าวอย่างใจดีใบหน้าเปื้อนยิ้มน้ำตาคลอหน่วยแม้นนางจะรู้สึกอาลัยรักด้วยเอ็นดูดุจดั่งลูกหลานแต่นางย่อมยินดีเมื่อพวกเขาได้พบกับความเจริญก้าวหน้า
“รถม้ามารอแล้วเ้าค่ะ”ถงทู่เดินเข้ามารายงาน
ผู้คนพากันเดินออกมาส่งหน้าจวนเด็ก ๆ ต่างโอบกอดร่ำลากัน แม้นเป็่ระยะเวลาไม่นานทว่าความผูกพันกลับมีไม่น้อย
รถม้าอันใหญ่โตหรูหราตกแต่งประดับประดาอย่างสมเกียรติค่อยๆ เคลื่อนตัวออกเดินทางพร้อมกับเหล่าทหารองครักษ์บนหลังม้า คนบนรถชะโงกหน้าโบกมือลาจนสุดโค้งถนน
ทุกคนล้วนมีโชคชะตาเป็ของตนเอง…
---------------
ต้นเผินใจ [1] : ต้นไม้โบราณย่อส่วนโดยปราศจากทิวทัศน์ถูกพัฒนามาจากการปลูกไม้ในกระถางของคนจีนโบราณ หรือที่เรารู้จักกันดีในชื่อ ‘บอนไซ’ หรือ ‘ไม้แคระ’