แทนคำตอบ--ดันทาเลี่ยนส่งไฟล์ภาพมายังเมลบ็อกซ์ของเขา
และเมื่อเขาเปิดดูก็พบว่ามันเป็ไฟล์ภาพเขียนที่มีลักษณะการวาดคล้ายภาพจิตรกรรมบนฝาผนังในโบราณสถานหรือสุสานของฟาโรห์อียิปต์
มันเป็ภาพของหญิงสาวที่แต่งกายแบบเ้าหญิงอียิปต์โบราณที่กำลังแสดงท่าทางคล้ายกำลังเจรจากับ...
อัลเลนเขม้นมองภาพนั้นทั้งปรับซูมโฟกัสภาพให้ขยายใหญ่ขึ้น ทั้งเปลี่ยนภาพเป็สีขาวดำเพราะเกรงว่าสายตาตัวเองคงจะมีปัญหา
แต่จนแล้วจนรอดภาพคู่สนทนาของเ้าหญิงคนนั้นก็ยังคงเหมือนเดิม!?
'ว่าไงอัลเลน? ' ดันทาเลี่ยนถามขึ้นหลังจากไม่มีการโต้ตอบจากคู่สนทนาที่น่าจะได้รับและเห็นภาพนั้นเกือบสิบนาที
"คุณ้าถามความเห็นของผมเกี่ยวกับภาพนี้ใช่ไหม? "
'ใช่! '
"งั้นขอผมถามก่อนนะ--คุณได้ภาพนี้มายังไง? "
'นักโบราณคดีที่มาขอทุนวิจัยกับฉันน่ะ! ' ดันทาเลี่ยนตอบเสียงเนือย 'ฉันเห็นมันแปลกดีก็เลยลองเอามาให้เธอดูเพื่อถามความเห็นว่ามันน่าสนใจหรือเปล่า? '
"ครั้งแรกที่คุณเห็นมัน--คุณคิดถึงภาพอะไร? "
'รู้ไหมว่านั่นเป็คำถามที่ฉันอยากจะถามเธอเหมือนกัน!? '
"งั้นผมตอบคำถามนั้นของคุณเลยแล้วกัน--มัน 'คล้าย' ภาพอีฟกำลังโดนงูล่อลวงให้กินผลไม้แห่งปัญญาแต่มันไม่ใช่! "
'แปลกนะ--เธอเป็คนแรกที่ใช้คำว่า 'คล้าย' ไม่ใช่คำว่า 'เหมือน' ซึ่งต่างจากหลายคนที่เห็นภาพนี้ครั้งแรกต่างก็พากันพูดเป็เสียงเดียวกันว่ามัน 'เหมือน' ภาพอีฟที่กำลังโดนงูล่อลวงที่วาดแบบไอยคุปต์! '
"รวมทั้งคุณด้วยหรือเปล่า? "
'ใช่! --ฉันก็เป็หนึ่งในคนเ่าั้' ดันทาเลี่ยนยอมรับอย่างตรงไปตรงมา 'แต่เมื่อพิจารณาดี ๆ ก็จะเห็นข้อแตกต่าง'
"อย่างแรกคืองู! "
'ฉันคิดว่าเธอจะตอบว่า 'เปลือย' กับ 'ไม่เปลือย' เสียอีก!? ' ดันทาเลี่ยนพูดพลางกลั้วหัวเราะในมุกตลกของตนเองทำให้อัลเลนได้แต่ส่ายหน้าอย่างเอือมระอา
"นั่นมันประเด็นเล็ก ๆ น้อย ๆ ครับ--ตัดทิ้งได้ก็ตัดไปเลย--เื่ไร้สาระ! "
'โอเค' ดันทาเลี่ยนรู้ว่าอีกฝ่ายไม่สนุกกับมุกตลกนี้--เขาจึงเปลี่ยนเื่พูดก่อนที่จะโดนตัดสายและโดนบล็อกไป 'งูมันต่างกับภาพของอีฟยังไง? '
"ขนาดตัวของมันต่างกันลิบครับ--งูที่ล่อลวงอีฟน่ะตัวเท่างูเขียว แต่งูตัวนี้น่ะมันน้อง ๆ อนาคอนด้าครับ! "
'มุกนี้ไม่ขำนะ! '
"ผมก็จริงจังนะ--ลองเทียบกันซิ...ผมว่าคุณน่าจะมีภาพของอีฟอยู่ใกล้ ๆ นะ? "
'...' ดันทาเลี่ยนเงียบไปครู่ใหญ่ก่อนเสียงจะดังลอดลำโพงออกมาอีกครั้ง 'อืม...เธอพูดถูก--ขนาดของงูต่างกันจริง ๆ '
"..." อัลเลนอยากแขวะอีกฝ่ายด้วยความหมั่นไส้สักคำสองคำแต่ก็เลิกล้มความคิดไปเพราะอยากจะวางสายจากชายหนุ่มเต็มทนแล้ว "อย่างที่สอง--ผมจะสรุปเป็ข้อเดียวกันเลยนะครับ"
'อืม...'
"แววตา และท่าทางที่อีฟและเ้าหญิงคนนี้แสดงออกมามันต่างกัน!"
'ยังไง?' คำถามที่แทบจะสวนกลับทันควัน--อัลเลนรู้ว่าดันทาเลี่ยนเข้าใจในคำตอบของเขา แต่้าให้เขาอธิบายความเข้าใจของตนเองออกมาเท่านั้น และนี่เป็วิธีที่ฟาลกับดันทาเลี่ยนใช้สอนเขามาตลอด พวกเขาจะไม่หัวเราะเยาะเหมือนที่คนธรรดาชอบทำกันเวลาที่คนอื่นพูดหรือทำอะไรแปลก ๆ
"แววตาและท่าทางของอีฟในขณะที่ถูกงูล่อลวงให้กินผลไม้แห่งปัญญานั้น--แววตาของเธอแสดงถึงความลังเล สับสน สองจิตสองใจว่าควรจะทำอย่างไรระหว่างคำสั่งกับความอยากรู้อยากลอง..."
'...'
"แต่แววตาท่าทางของเ้าหญิงในภาพนี้กลับเต็มไปความแน่วแน่มั่นคง--แม้จะต้องเผชิญหน้ากับงูั์สีดำตัวนี้ก็ตาม! "
'...เธอคิดว่าเ้าหญิงองค์นี้กำลังทำสัญญาหรือข้อตกลงกับงูั์ตัวนี้หรือเปล่า? '
"ผมคิดว่าน่าจะเป็ไปได้นะครับ--และผลจากการกระทำในครั้งนี้ของนางคงจะทำให้นางถูกลบชื่อและเื่ราวต่าง ๆ ออกจากจารึก..."
'แค่ทำข้อตกลงกับงูตัวนี้ ตัวเดียวถึงขั้นต้องถูกลบชื่อเลยเรอะ!? ' น้ำเสียงของดันทาเลี่ยนแสดงถึงความขบขัน
"ใช่--เพราะอสรพิษตนนี้เป็ถึงศัตรูอาฆาตของเทพราห์ที่ชาวอียิปต์โบราณนับถือให้เป็พระเ้าสูงสุดของตน--มันก็เข้าทำนองลูกหลานของคนเคร่งศาสนาหันมาทำสัญญากับปีศาจซะเองนั่นแหละ! " อัลเลนพูดเสียงเนือย "แต่ถ้าถึงขั้นยอมทำสัญญากับอโพฟิสแบบนี้ก็คงจะ--แย่แล้ว!? "
'เกิดอะไรขึ้น!? ' ดันทาเลี่ยนที่ถูกทิ้งให้จับต้นชนปลายไม่ถูกรีบถามคู่สนทนาของตน แต่ก็ไม่ได้รับคำตอบอะไร
"ฉันจัดการเอง! " ฟาลพูดด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด
ทว่า...
"ไม่! " อัลเลนรีบร้องห้ามเสียงหลงขณะยัดมือถือเข้ากระเป๋ากางเกง "คุณแค่กางเขตอาคมป้องกันไม่ให้พลังมืดนี่ออกไปจากห้องนี้ได้ก็พอ! "
อัลเลนพูดพลางสะบัดมือขวาครั้งหนึ่ง--โซ่สีทองพลันพุ่งออกมาจากกำไลเงินบนข้อมือขวาของเด็กชายเข้าไปพันธนาการหมอกสีดำที่ออกมาจากสมาร์ทโฟนของเขาเมื่อเขาเอ่ยชื่ออโพฟิสออกมา!
และเป้าหมายที่มันมุ่งตรงไปหาก็คือร่างของเจน!
ทันทีที่โซ่สีทองััถูกหมอกสีดำ--หมอกสีดำนั้นพลันควบแน่นกลายเป็อสรพิษสีดำที่มีขนาดลำตัวใหญ่กว่าข้อมือผู้ใหญ่เล็กน้อยกำลังบิดตัวไปมากลางอากาศเพื่อให้หลุดจากโซ่สีทองที่รัดตรึงร่างของมันเอาไว้อย่างบ้าคลั่ง
และแว้งตัวกลับมาหมายทำร้ายอัลเลนที่เป็ผู้ควบคุมโซ่สีทองและอยู่ใกล้มันที่สุด--ห่างออกอีกเล็กน้อยนั้นคือร่างของหญิงสาวที่มันหมายตาคิดใช้ร่างนั้นเป็ภาชนะ!
แต่น่าเสียดายที่มันประเมินเด็กน้อยต่ำเกินไป...
เสี้ยววินาทีที่มันแว้งตัวหมายจะฉกกัดเขานั้น--อัลเลนพลันกระชากปลายโซ่อย่างสุดแรงเกิดจนร่างของมันขาดเป็ท่อน ๆ และสลายกลายเป็หมอกสีดำอีกครั้ง
หากแต่คราวนี้ภายในหมอกสีดำนั้นได้มีละอองสีทองปะปนอยู่ด้วยก่อนที่ละอองสีทองจะแปรสภาพเป็ดวงแสงสีทองโปร่งใสขนาดเล็กนับไม่ถ้วนแล้วดูดซับหมอกสีดำที่อยู่ใกล้เคียงจนหมดแล้วควบรวมกันเป็ดวงแสงที่มีขนาดเท่ากำปั้นเด็กทารก
หมอกสีดำที่อยู่ในดวงแสงสีทองก็เริ่มเปลี่ยนเป็สีขาวและเพียงไม่กี่อึดใจต่อมา--มันก็กลายเป็สีขาวบริสุทธิ์ดุจหิมะทั้งหมด
ดวงแสงสีทองพลันควบแน่นเป็ลูกแก้วผลึกแล้วลอยมาหาเด็กชาย
ฟาลใช้พลังตรวจสอบอย่างถี่ถ้วน และเมื่อเห็นว่าดวงแสงสีทองนั้นได้ดูดซับหมอกสีดำจนเกลี้ยงเกลาไม่เหลือหลอแล้ว--เขาก็คลายเขตอาคมที่ปิดกั้นระหว่างห้องชันสูตรและโลกภายนอกออก...
'เฮ้! เฮ้! เมื่อครู่นี้เกิดอะไรขึ้นน่ะ!? ' เสียงของดันทาเลี่ยนดังออกมาจากกระเป๋ากางเกงของอัลเลน...
"นี่เธอยังไม่ได้วางสายจากหมอนี่อีกเหรอ? " ฟาลถามอย่างหัวเสียเมื่อได้ยินเสียงของดันทาเลี่ยนกำลังเอะอะโวยวายพยายามให้อัลเลนอธิบายเื่ที่เกิดขึ้นใน่เวลาก่อนหน้าให้เขาฟัง
"มันฉุกละหุกนี่ครับ..." อัลเลนตอบเสียงอ่อยก่อนจะอธิบายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแบบสั้น ๆ ให้ดันทาเลี่ยนฟังเพื่อเลี่ยงการถูกตื้อไม่เลิก
ในขณะที่ฟาลถือโอกาสพิจารณาลูกแก้วผลึกใสสีทองที่ขอยืมมาจากอัลเลน
เขาเคยเห็นการใช้พลังที่มีลักษณะคล้ายคลึงกันนี้จากเอริเซีย ต่างกันเพียงแค่นางใช้พลังมืดเปลี่ยนฑูต์ให้กลายเป็หุ่นเชิดปีศาจรับใช้ของนางได้อย่างง่ายดาย
"เอริเซียรู้ไหมว่าเธอมีพลังแบบนี้? " ฟาลถามพลางยื่นลูกแก้วคืนให้เด็กชาย
"รู้แต่เธอก็ไม่เห็นว่าอะไร--ออกจะเฉย ๆ ด้วยซ้ำ" อัลเลนรับลูกแก้วมาเก็บไว้ในกำไลเงิน
"แล้วเอริเซียได้ทำอะไรแปลก ๆ กับเธอหรือเปล่า? "
"ก็ไม่มีอะไรแปลกนี่! " อัลเลนตอบพลางยักไหล่ "แต่ในสายตาฑูต์อย่างพวกคุณ--ทุกการกระทำของพวกเธอที่ถือเป็ตัวตนนอกรีตหรือศัตรูคู่อาฆาต--ไม่ว่าจะพูดหรือทำอะไรก็เป็เื่แปลกประหลาด ไม่น่าไว้ใจอยู่ดีนั่นแหละ! "
'ข้อนี้ฉันเห็นด้วย! ' ดันทาเลี่ยนสอดขึ้นทันควัน
"นี่เธอยังไม่วางสายหมอนี่อีกเหรอ? "
'ก็พวกเรายังคุยกันไม่จบ--นายก็ถามโน่นถามนี่อยู่ตลอดเวลา' เสียงของดันทาเลี่ยนแม้จะดังอู้อี้อยู่บ้างเพราะมือถืออยู่กระเป๋ากางเกงแต่ก็ยังพอฟังรู้เื่...
"ว่าไงนะ!? "
"..." อัลเลนโยนสมาร์ทโฟนของตนเองให้อีกฝ่ายเพื่อตัดรำคาญและปล่อยให้เทวฑูตกับจอมปีศาจเปิดาน้ำลายกันให้เต็มที่ไปเลย...
อัลเลนนำแหวนสีดำวงหนึ่งออกมาจากกำไลแล้วดึงพลังส่วนหนึ่งที่อยู่ในลูกแก้วผลึกสีทองใส่เข้าไปในแหวนสีดำจนกระทั่งมันไม่สามารถดูดซับพลังได้มากไปกว่านี้แล้ว--อัลเลนจึงหยุดการกระทำนั้นแล้วเดินไปหาเจนก่อนจะสวมแหวนวงนั้นให้กับเธอ...
"นั่นเธอกำลังจะทำอะไร? " ฟาลััได้ถึงพลังที่อัดแน่นอยู่ในแหวนวงนั้น
"การจะปลุกให้เธอ 'ตื่น' ขึ้นอีกครั้ง--จำเป็ต้องใช้พลังชีวิตของมนุษย์จำนวนไม่น้อย..." อัลเลนอธิบายอย่างเหนื่อยหน่าย "แต่เราก็สามารถใช้พลังอื่นมาชดเชยพลังนั้นได้เช่นกัน..."
"..."
"พลังนั้นอาจเป็พลังจากแก่นผลึกที่เป็แหล่งต้นกำเนิดพลังิญญาของสัตว์อสูร หรือพลังมืดที่ผ่านการกลั่นกรองจนบริสุทธิ์แบบที่อยู่ในลูกแก้วผลึกอันนี้" อัลเลนพูดพลางนำลูกแก้วผลึกสีทองมาใช้ในการอธิบายประกอบไปด้วย "ผมถ่ายพลังส่วนหนึ่งจากลูกแก้วอันนี้เข้าไปในแหวนนิฟเฟลไลม์ซึ่งมันก็มากที่จะช่วยให้เจน 'ตื่น' และใช้ชีวิตแบบคนปกติได้อีกนานหลายปีโดยที่ไม่ต้องใช้ชีวิตของใครมาเป็เหยื่อ..."
"..."
"หรือว่าคุณมีวิธีไหนที่ดีกว่านี้บ้างล่ะ? "
"..."
"ถ้าไม่มีอะไร--ผมก็อยากให้ด็อกเตอร์ช่วยเจาะเืไปตรวจตามแผนเดิมด้วยนะครับ" ประโยคหลังเด็กชายกล่าวกับดร.กิลเบิร์ตอย่างสุภาพ
"ได้ซิ..."
"..." อัลเลนพักสายตาอย่างเหนื่อยล้า--แม้ว่าเขาจะมีตัวช่วยในการจัดการพลังมืดอย่างกำไลเวทย์ที่เขาสวมใส่อยู่นี้ แต่การจะควบคุมให้มันเป็ไปตามที่เขาคิดนั้นจำเป็ต้องสิ้นเปลืองพลังิญญาไปไม่น้อยแม้จะได้รับการชดเชยจากพลังที่สะสมไว้ในกำไลก็ตาม
สุดท้ายการพักผ่อนที่ดีสุดสำหรับมนุษย์ที่มีเืเนื้ออย่างเขาก็คือการได้นอนหลับพักผ่อนอย่างเต็มที่สักตื่นหนึ่งนั่นเอง...
"เธอจะกลับ...." ฟาลยังพูดไม่ทันจบประโยคอัลเลนก็พูดขึ้นมาทันทีว่า
"ผมว่าจะหาโรงแรมที่อยู่ใกล้ ๆ นี้พักจนกว่าจะเสร็จงานครับ--เพราะถ้าขืนผมกลับบ้านตอนนี้--เอริเซียไม่มีทางให้ผมออกมากับคุณรอบสองแน่! "
"ก็ได้..." ฟาลตอบเพราะรู้นิสัยของเอริเซีย แม่บุญธรรมของอัลเลนดีว่านางขึ้นชื่อว่าหวงลูกบุญธรรมคนนี้แค่ไหน ซึ่งประโยคที่ว่า 'แม่งูจงอางหวงไข่' นั้นแทบจะไม่เกินความจริงไปแม้แต่นิดเดียว
'ถ้างั้นก็พักที่โรงแรมมอลเลอร์ของฉันแล้วกัน--ถือว่าชดเชยที่ฉันทำให้เกิดวุ่นวายคราวนี้' ดันทาเลี่ยนเสนอและไม่ยอมให้เด็กชายได้มีโอกาสปฏิเสธเด็ดขาด 'บอกตรง ๆ นะ...หลังจากที่เกิดเื่ลักพาตัวนักศึกษาแพทย์ไปชำแหละเอาอวัยวะนี่--เธออย่าชะล่าใจว่ามันจะไม่เกิดขึ้นกับเธอเด็ดขาด'
"พูดซะน่ากลัว..." อัลเลนบ่นพึมพำเหมือนหมีกินผึ้ง "ร่างกายของผมก็ไม่ได้แข็งแรงอะไรสักหน่อย..."
'ป้องกันไว้หน่อยจะดีกว่า--อยู่ที่โรงแรมของฉันอย่างน้อยมันก็มีระบบการรักษาความปลอดภัยที่ดีในระดับหนึ่ง--ถ้ามีอะไรไม่ชอบมาพากลก็ยังมีคนช่วยเหลือได้ทันท่วงที...'
"ครับ..." อัลเลนยอมแพ้--เด็กอายุสิบสามสิบสี่จะไปเอาปัญญาที่ไหนมาเถียงสู้จอมปีศาจที่อยู่มานานหลายพันหลายหมื่นปีและเห็นธาตุแท้ของมนุษย์มานับไม่ถ้วนได้บ้างล่ะ...
แต่ก็น่าแปลกที่คราวนี้ทั้งปีศาจและฑูต์ต่างเห็นพ้องต้องกันโดยไม่จิกกัดกันอีก...
แต่ยามที่อัลเลนมองไปยังร่างที่นอนสงบนิ่งบนเตียงโลหะก็ทำให้เด็กชายหวนคิดถึงอะไรบางอย่างขึ้นมา
"เออ..." เด็กชายทำท่าคล้ายอยากจะพูดกับดร.กิลเบิร์ตแต่กลับหยุดไปเสียดื้อ ๆ
"มีอะไรหรือ--อยากพูดอะไรก็พูดมาเถอะ..." อาจารย์แพทย์พูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
"ถ้าผมอยากจะให้คุณช่วยเช็กคลื่นสมองของเจนด้วยจะได้ไหมครับ? "
"ทำไมเธอถึงอยากให้ตรวจคลื่นสมองของเจนล่ะ? "
"ผมเคยอ่านเจอว่าผู้ป่วยที่อยู่ในอาการโคม่าซึ่งไม่สามารถขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวได้ แต่เขายังคงมีความสามารถรับรู้ในสิ่งรอบข้างอยู่--บางรายก็มีประสบการณ์คล้ายการถอดจิตออกมาอยู่ร่วมในเหตุการณ์นั้นด้วย..."
"..."
"ผมเลยอยากรู้ว่าในเคสของเจน--คลื่นสมองของเธอจะมีลักษณะอย่างไรน่ะครับ...แบบว่าเหมือนคนปกติแบบผมแบบคุณที่รับรู้ถึงสิ่งรอบข้างได้เพียงแต่เธอไม่สามารถขยับเขยื้อนได้หรือโต้ตอบได้...หรือว่าไม่ปรากฎรูปแบบคลื่นสมองใดเป็คนที่ตายไปแล้วจริง ๆ น่ะครับ..."
"นั่นซิ...ฉันก็อยากรู้เหมือนกัน!? " อาจารย์แพทย์พูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง สายตาจับจ้องไปทางหญิงสาวอย่างหวาดระแวง