เมื่อเงาแห่งรัตติกาลเริ่มโรยตัวปกคลุมทั่วทั้งเมืองหัวอิน เซี่ยหยางและคณะก็ได้เดินทางกลับมาถึงโรงเตี๊ยมที่พักอีกครั้ง หลังจากที่ได้ส่งมอบความหวังและอนาคตให้แก่เหล่าเด็กๆ แห่งเรือนกล้าหยกแล้ว แม้ร่างกายจะอ่อนล้าไปบ้าง แต่ในใจของเขากลับเปี่ยมไปด้วยความอิ่มเอมอย่างประหลาด
เสี่ยวชุ่ยรีบปรนนิบัติคุณชายของนางอาบน้ำและผลัดเปลี่ยนอาภรณ์เป็ชุดลำลองผ้าไหมเนื้อนุ่มที่สบายตัวยิ่งขึ้น เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการหารือครั้งสำคัญในค่ำคืนนี้
ขณะที่เขากำลังนั่งจิบชาอุ่นๆ อยู่ในห้องนอนนั่นเอง เงาร่างของอู๋อิ่งก็ปรากฏขึ้นที่หน้าประตูราวกับนัดหมายไว้
“เรียนคุณชาย” เขาเข้ามารายงานด้วยน้ำเสียงที่เรียบเฉยเช่นเคย “ข้าน้อยได้นำอดีตหลงจู๊จางมารอเข้าพบท่านที่ห้องรับแขกแล้วขอรับ”
เซี่ยหยางผงกศีรษะรับช้าๆ “ดีมาก...ให้เขานั่งรอข้าอยู่ตรงนั้นก่อน”
หลังจากใช้เวลาสงบสติอารมณ์อยู่ครู่หนึ่ง เซี่ยหยางก็ย่างกรายออกมาจากห้องนอนสู่ห้องรับแขกที่อยู่ติดกัน
ภาพแรกที่เขาเห็น คือชายชราผู้หนึ่งในอาภรณ์ผ้าเนื้อหยาบสีซีดจาง แม้จะดูเก่าแต่กลับสะอาดสะอ้านสะดุดตา เขามีเรือนผมสีขาวโพลนดุจปุยฝ้าย ร่างกายผ่ายผอมซูบซีด แต่แววตานั้นยังคงมีความซื่อสัตย์และภักดีฉายชัดอยู่ ทันใดนั้นเอง...!
ปึ้ก..!
ความเ็ปแปลบปลาบแล่นริ้วขึ้นมาในขมับของเสิ่นอี้! ประตูแห่งความทรงจำบานหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับบุรุษตรงหน้าพลันถูกกระชากเปิดออกอย่างรุนแรง!
ภาพของเด็กน้อยเซี่ยหยางในวัยแปดเก้าขวบที่กำลังวิ่งเล่นซุกซนอยู่ในร้านค้าข้าว...ภาพของชายชราใจดีผู้หนึ่งที่มักจะแอบหยิบขนมน้ำตาลปั้นรูปสัตว์ต่างๆ มาให้เขาเสมอ...เสียงหัวเราะอันอบอุ่น...และััของฝ่ามือที่หยาบกร้านแต่เปี่ยมด้วยความเอ็นดูที่ลูบศีรษะของเขา...ความทรงจำอันแสนหวานของบุรุษตรงหน้าพลันไหลบ่าเข้ามาในห้วงสำนึกของเสิ่นอี้ดุจสายน้ำเชี่ยวกราก!
เขารู้สึกหน้ามืดจนต้องเดินเซไปเล็กน้อย เสี่ยวชุ่ยที่ยืนอยู่ข้างๆ รีบถลาเข้ามาประคองเ้านายของตนไว้ทันที “คุณชาย! เป็อะไรไปเ้าคะ!”
หลงจู๊จางที่นั่งรออยู่ด้วยความประหม่า เมื่อเห็นคุณชายใหญ่ผู้สูงศักดิ์เดินออกมา ก็รีบลุกขึ้นยืนด้วยความตื่นตระหนก และเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายมีท่าทีคล้ายจะล้มลง เขาก็ยิ่งใ รีบคุกเข่าลงกับพื้นแล้วโขกศีรษะอย่างแรง!
“บ่าว...บ่าวสมควรตาย! ที่ทำให้คุณชายต้องลำบาก!”
“ท่านลุงจาง!” เซี่ยหยางเผลอเรียกขานอีกฝ่ายด้วยความสนิทสนมตามความทรงจำที่เพิ่งได้รับมา เขารีบสะบัดศีรษะไล่อาการปวดมึนออกไป แล้วเข้าไปประคองร่างของชายชราให้ลุกขึ้นยืนด้วยตนเอง “อย่าทำเช่นนี้เลยท่านลุง...ลุกขึ้นก่อนเถิด”
เขาค่อยๆ ประคองให้หลงจู๊ชราผู้นั้นไปนั่งลงบนเก้าอี้ข้างโต๊ะน้ำชา ส่วนตนเองก็นั่งลงฝั่งตรงข้าม
เสี่ยวชุ่ยรีบเข้ามารินชาให้เ้านายตามหน้าที่ แต่เซี่ยหยางกลับใช้สองมือเลื่อนถ้วยชาที่ยังอุ่นกรุ่นนั้น ส่งไปให้หลงจู๊จางแทน “ท่านลุงดื่มชาก่อนเถิด...จะได้คลายความกังวลใจลงบ้าง”
การกระทำนั้นทำให้หลงจู๊จางถึงกับน้ำตาซึม เขาไม่คิดเลยว่าคุณชายใหญ่ผู้สูงศักดิ์จะยังคงมีเมตตาต่อบ่าวเก่าผู้ต่ำต้อยเช่นเขาถึงเพียงนี้
เซี่ยหยางนั่งยืดตัวตรง เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่อบอุ่นและนุ่มนวลที่สุด “ท่านลุงจาง...ท่านสบายดีหรือไม่? เราไม่ได้พบกันนานนัก...ั้แ่ข้ายังเป็เด็กอายุราวแปดเก้าขวบเห็นจะได้”
“คุณชาย...คุณชายยังจำบ่าวชราผู้นี้ได้อีกหรือขอรับ?” หลงจู๊จางกล่าวพลางพยักศีรษะรัวๆ ด้วยความตื้นตันใจ
ก่อนที่ความรู้สึกยินดีจะจางหายไป ความรู้สึกผิดอันท่วมท้นก็เข้ามาแทนที่ เขาก้มหน้างุดลงต่ำ กล่าวด้วยเสียงสะอื้น “บ่าว...บ่าวทำผิดต่อฮูหยินผู้เฒ่า และทำผิดต่อคุณชายใหญ่...บ่าวได้นำข้าวสารของสกุลเซี่ยไปขายในราคาถูกโดยพลการ...จนทำให้ต้องถูกไล่ออก...บ่าวเสียใจยิ่งนักขอรับ”
เซี่ยหยางทอดถอนใจยาวออกมาเฮือกหนึ่ง “ท่านลุง...ท่านหาได้ทำผิดไม่” เขากล่าวอย่างหนักแน่น “หากเป็ข้าในสถานการณ์นั้น...ข้าอาจจะแจกจ่ายข้าวสารเ่าั้ให้ชาวบ้านโดยไม่รับเงินเลยแม้แต่อีแปะเดียว...ท่านทำในสิ่งที่ถูกต้องแล้ว”
เขาเอนกายไปข้างหน้าเล็กน้อย จ้องลึกเข้าไปในดวงตาของชายชรา “ข้ารู้...ว่าเื่นี้มีเบื้องหน้าเื้ัซ่อนอยู่ ข้าคาดว่า...ภายในสามปีนี้ที่มีหลงจู๊คนใหม่เข้ามารับหน้าที่แทนท่าน...ร้านค้าข้าวสกุลเซี่ยคงจะถูกยักยอกทรัพย์สินไปไม่น้อยเป็แน่...เห็นที...ข้าคงต้องสังคายนามันเสียใหม่แล้ว”
เขาหยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยถามคำถามสำคัญ “ว่าแต่...ท่านลุงพอจะมีสหายเก่าที่ชำนาญเื่การทำบัญชีอยู่บ้างหรือไม่? ข้า้าให้พวกเขามาช่วยตรวจสอบบัญชีให้อีกแรงหนึ่ง”
ดวงตาของหลงจู๊จางพลันเป็ประกายขึ้นมาในทันที! “มีขอรับคุณชาย! มีแน่นอนขอรับ! พวกเขาเป็อดีตเสมียนของร้านเรานี่แหละขอรับ เป็คนซื่อสัตย์และฝีมือดีทุกคน แต่ก็ถูกไล่ออกหลังจากที่บ่าวถูกไล่ออกมาได้ไม่นานเช่นกันขอรับ!”
“ดี!” เซี่ยหยางกล่าวอย่างพึงพอใจ แผนการทั้งหมดเริ่มเป็รูปเป็ร่างขึ้นมาแล้ว
เขาหันไปทางองครักษ์ข้างกายที่ยืนสงบนิ่งอยู่มุมห้อง “อู๋อิ่ง”
“ขอรับคุณชาย”
“เ้าจงเดินทางไปที่ร้านค้าข้าวสกุลเซี่ย...แล้วไปนำ ‘บัญชีทั้งหมด’ ตลอดสามปีที่ผ่านมา...มาให้ข้าที่นี่”
“ขอรับคุณชาย!” อู๋อิ่งรับคำสั่งโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย ก่อนจะโค้งคำนับแล้วหายลับไปในความมืดของรัตติกาล...
ค่ำคืนนี้...การเปิดบัญชีเพื่อทวงคืนความยุติธรรม...ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว
…..
ดวงตาของหลงจู๊จางทอประกายแห่งความหวังขึ้นมาอีกครั้ง! เขารีบประสานมือคารวะคุณชายใหญ่ด้วยความกระตือรือร้น “บ่าว...บ่าวจะรีบออกไปเชิญสหายเก่าเ่าั้มาช่วยงานคุณชายเดี๋ยวนี้เลยขอรับ!”
ทว่า...เซี่ยหยางกลับยกมือขึ้นห้ามไว้
“ท่านลุงจาง...ท่านอายุมากแล้ว ร่างกายก็ดูจะอ่อนแอลงไปมาก” เขากล่าวด้วยน้ำเสียงที่เจือความห่วงใย “การเดินทางไปมาในยามค่ำคืนเช่นนี้ไม่ควรทำ ท่านพักผ่อนอยู่ที่นี่เถิด...ส่วนเื่การไปเชิญสหายของท่าน...ให้บุตรชายของท่านเป็ผู้ไปทำธุระแทนจะดีกว่า”
หลงจู๊จางซาบซึ้งในความเมตตาของคุณชายจนแทบจะหลั่งน้ำตา เขารีบเรียกบุตรชายที่รออยู่ด้านนอกให้เข้ามาทำความเคารพและรับคำสั่งจากคุณชายใหญ่แต่โดยดี
เพียงไม่นานหลังจากนั้น...องครักษ์อู๋อิ่งก็กลับมาถึงโรงเตี๊ยม เขาก้าวเข้ามาในห้องอย่างเงียบเชียบราวกับภูตผี พร้อมกับห่อผ้าขนาดใหญ่ที่วางลงบนโต๊ะจนเกิดเสียงดัง ตุ้บ!
“เรียนคุณชาย...บัญชีตลอดสามปีของร้านค้าข้าวสกุลเซี่ย...อยู่ในนี้ทั้งหมดแล้วขอรับ”
เซี่ยหยางเพียงพยักหน้ารับ เขายังคงนั่งจิบชาต่อไปด้วยท่าทีสบายอารมณ์ สองมือค่อยๆ คลี่ห่อผ้าออก เผยให้เห็นสมุดบัญชีเล่มหนาหลายสิบเล่มที่วางซ้อนกันอยู่ เขาหยิบเล่มบนสุดขึ้นมาเปิดอ่านแบบผ่านๆ พลางจิบชาไปพลาง...สายตาของอดีตประธานบริษัทหมื่นล้านกวาดมองตัวเลขและรายการต่างๆ อย่างรวดเร็ว...
‘การทำบัญชีในยุคนี้ช่างเรียบง่ายนัก...’ เสิ่นอี้นึกในใจ ‘ทว่า...ความโลภของมนุษย์นั้นซับซ้อนไม่เคยเปลี่ยน...ข้าเชื่อว่าไม่มีจุดพิรุธใดๆ จะรอดพ้นจากสายตาประดุจเครื่องสแกนเนอร์ของข้าไปได้’
ขณะที่นางกำลังเปิดอ่านเล่นๆ อยู่นั้นเอง นางก็พลันเอ่ยขึ้นกับเสี่ยวชุ่ยที่ยืนปรนนิบัติอยู่ข้างกาย
“เสี่ยวชุ่ย...ข้ามีเื่อยากให้เ้าช่วยจัดการสักหน่อย” “เ้าค่ะคุณชาย!” “ข้าอยากจะ ‘เชิญ’ หลงจู๊จากร้านค้าของพี่หญิงใหญ่และร้านค้าของท่านแม่ มาพบข้าที่นี่...พร้อมกับนำบัญชีของร้านตลอดสามปีที่ผ่านมานี้มาด้วย” นางถอดป้ายหยกประจำตัวที่ห้อยอยู่ข้างเอวออกมาส่งให้ “นำสิ่งนี้ไปด้วย...จะได้ไม่มีใครกล้าขัดคำสั่ง...รีบไปรีบมาล่ะ ข้า้าความช่วยเหลือจากพวกเขา”
“เ้าค่ะ!” เสี่ยวชุ่ยยอบกายรับคำและป้ายหยกนั้นมา ก่อนจะรีบวิ่งออกจากห้องไปปฏิบัติหน้าที่ในทันที
หลงจู๊จางที่นั่งมองเหตุการณ์ทั้งหมดอยู่ด้วยความงุนงง อดที่จะเอ่ยถามขึ้นมาไม่ได้ “คุณชาย...ท่านจะนำบัญชีของร้านอื่นมาด้วยเหตุใดหรือขอรับ?”
เซี่ยหยางวางถ้วยชาลง เอ่ยตอบอย่างไม่ใส่ใจนัก ราวกับกำลังพูดถึงเื่ดินฟ้าอากาศ “ไม่มีอะไรมากหรอกท่านลุง...ข้าเพียง้านำบัญชีของอีกสองร้านมา ‘เทียบเคียง’ ดูก็เท่านั้นเอง”
เขาหรี่ตามองสมุดบัญชีในมือ “พวกเขาอาจจะซื้อกระดาษ...พู่กัน...หรือแม้กระทั่งจ้างคนมาซ่อมหลังคาเหมือนกับร้านของเรา...ข้าเพียงแค่อยากจะรู้ว่า...ราคาที่ซื้อขายนั้นตรงกันหรือไม่”
เขาหยุดไปชั่วครู่ ก่อนจะกล่าวประโยคสำคัญที่ทำให้หลงจู๊จางถึงกับั์ตาเบิกโพลง!
“อีกทั้ง...เมื่อสามปีก่อนเกิดภัยแล้ง ข้าวยากหมากแพง สินค้าทุกอย่างย่อมต้องขึ้นราคากันถ้วนหน้า...ทว่า...หากเวลานี้ผ่านไปสามปีแล้ว แต่ร้านของเรากลับยังคงซื้อสินค้าบางอย่างใน ‘ราคาเดิม’ สมัยที่เกิดภัยแล้งอยู่เล่า...ท่านลุงคิดว่าจะเกิดอะไรขึ้น?”
ราวกับถูกสายฟ้าฟาดลงกลางใจ! หลงจู๊จางพลันเข้าใจในความคิดอันลึกซึ้งของคุณชายใหญ่ขึ้นมาในทันที!
‘แยบยล! ช่างเป็วิธีการตรวจสอบที่แยบยลยิ่งนัก!’ เขาคิดในใจด้วยความตื่นตะลึง ‘ไม่ต้องเสียเวลาตรวจสอบทุกรายการ แต่กลับสามารถหาจุดรั่วไหลที่ใหญ่ที่สุดได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ! ไม่น่าเชื่อ...ไม่น่าเชื่อเลยว่าคุณชายใหญ่จะหลักแหลมได้ถึงเพียงนี้!’
เวลาผ่านไปเพียงครึ่งก้านธูป...เสี่ยวชุ่ยก็ได้นำหลงจู๊าุโจากอีกสองร้านค้ามาถึงโรงเตี๊ยมพร้อมสมุดบัญชีครบครัน และในเวลาไล่เลี่ยกัน บุตรชายของหลงจู๊จางก็ได้นำอดีตเสมียนผู้ซื่อสัตย์อีกสองคนซึ่งเป็สหายสนิทของบิดามาถึงเช่นกัน
เมื่อทั้งหมดได้มาอยู่พร้อมหน้ากันในห้องรับแขก ต่างก็ทำความเคารพซึ่งกันและกันด้วยความคุ้นเคย เพราะทั้งหมดล้วนเป็บ่าวเก่าแก่ของสกุลเซี่ยด้วยกันทั้งสิ้น
เซี่ยหยางลุกขึ้นยืน ประสานมือคารวะทักทายเหล่าผู้าุโทั้งสามอย่างนอบน้อม ก่อนจะผายมือเชิญให้ทุกคนนั่งลงที่โต๊ะน้ำชา
“ที่ข้าต้องรบกวนทุกท่านในยามวิกาลเช่นนี้...ก็เพื่อจะขอความช่วยเหลือในการเปรียบเทียบบัญชีการซื้อขายสิ่งของต่างๆ เข้าร้าน ข้า้าจะรู้ว่าสินค้าต่างๆ ที่ร้านค้าข้าวซื้อเข้ามาใน่สามปีมานี้...มีความแตกต่างจากร้านค้าอื่นๆ ของสกุลเซี่ยหรือไม่”
เหล่าผู้าุโทั้งสามมองตากัน...และเข้าใจในเจตนารมณ์ของคุณชายใหญ่ในทันที!
เมื่อมีบัญชีของร้านค้าอื่นมาเปรียบเทียบ...การทำงานก็ง่ายขึ้นราวกับพลิกฝ่ามือ!
เหล่าเสมียนผู้ชำนาญการต่างช่วยกันเปิดดูบัญชีแต่ละเล่มอย่างรวดเร็ว เสียงลูกคิดดังขึ้นเป็ระยะๆ ไม่นานนัก...พวกเขาก็พบจุดพิรุธที่น่าสงสัยมากมาย!
“คุณชายขอรับ! ร้านค้าข้าวมีการสั่งซื้อกระสอบป่านในราคาสูงกว่าร้านค้าผ้าไหมถึงสองเท่าขอรับ!” “จริงด้วย! และยังมีรายการซ่อมแซมหลังคาร้านหลังจากหน้าฝนปีที่แล้ว...เป็เงินสูงถึงห้าสิบตำลึงเงิน! ทั้งๆ ที่ปีนั้นฝนแทบไม่ตกเลยด้วยซ้ำ!”
“อู๋อิ่ง” เซี่ยหยางเอ่ยเรียกองครักษ์เสียงเรียบ
“ขอรับคุณชาย”
“เ้านำใบเสร็จค่าซ่อมแซมเหล่านี้...ไปขอเทียบกับต้นขั้วที่ร้านค้าไม้และร้านรับเหมาก่อสร้างตามรายชื่อนี้...ดูว่าราคาตรงกันหรือไม่ หากไม่ตรงกัน...ให้ขอคัดลอกรายการที่แท้จริงกลับมา พร้อมทั้งให้ร้านค้านั้นๆ ประทับตราร้านมาเป็หลักฐานด้วย”
เขาหยุดไปชั่วครู่ ก่อนจะกล่าวเสริมด้วยน้ำเสียงที่เย็นเยียบ “บอกพวกเขาไปด้วยว่า...หากไม่ให้ความร่วมมือ...พรุ่งนี้...มือปราบจากที่ว่าการอำเภอจะไปเยือนถึงหน้าร้านของพวกท่านเอง”
“ขอรับ!” อู๋อิ่งรับเอกสารเ่าั้มาก่อนจะโค้งคำนับแล้วหายลับไปในความมืดอีกครั้ง
เหล่าผู้าุโทั้งสี่ต่างมองหน้ากันด้วยความทึ่งและชื่นชมอย่างสุดซึ้ง! การทำงานที่เด็ดขาด! การวางแผนที่รอบคอบ! และไหวพริบที่หลักแหลม!
พวกเขาไม่เคยคิดเลยว่า...เด็กน้อยอายุแปดเก้าขวบที่เคยเห็นในวันนั้น...จะเติบโตขึ้นมาเป็คุณชายผู้งดงาม...และฉลาดเป็กรดได้ถึงเพียงนี้!
หนึ่งคอมเม้น หนึ่งดวงหัวใจ คือกำลังใจให้นักประพันธ์