จางถงเกลียดเวลาที่ฝนตก เพราะสายฝนไม่เพียงทำให้อารมณ์ไม่ดีแล้ว ยังทำลายความสมบูรณ์ของสถานที่เกิดเหตุอีกด้วย โดยเฉพาะระดับความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับหลักฐานบนิัศพ เป็สี่งที่ไม่อยากจะจินตนาการเลย
สถานที่เกิดเหตุคือบนสะพานไม้ร้างริมหาด เพราะว่าฝนตก แถมยังอยู่ห่างไกลผู้คน ดังนั้นถ้าไม่ใช่เพราะคู่รักหนุ่มสาวที่อยู่ๆ อยากจะหาที่พลอดรักแสนโรแมนติกกันแล้วล่ะก็ ไม่รู้จริงๆ ว่าต้องรอถึงเมื่อไหร่กว่าจะมีคนมาพบศพ
จางถงเพิ่งลงจากรถแท็กซี่ ก็เห็นคู่รักวัยรุ่นที่ใเสียขวัญอย่างหนักคู่นั้น สีหน้าที่หวาดกลัวสุดขีดนั่นแกล้งทำกันไม่ได้หรอก หน้าซีดขาว สั่นไปทั้งตัว จางถงขมวดคิ้ว เธอสังเกตเห็นรอยเปื้อนตรงขากางเกงของเด็กหนุ่มคนนั้น แล้วยังกองอาเจียนที่เหมือนจะส่งกลิ่นเหม็นเปรี้ยวที่อยู่ไม่ไกลออกไป
ฝนตกหนักขึ้นเรื่อยๆ ฟานเจี้ยนขับรถนิติเวชตามมาถึงทีหลัง ขณะที่กำลังจัดเตรียมกล่องเครื่องมือสีหน้าเขาดูอมทุกข์
“เป็อะไรไป ขนาดศพอยู่ตรงหน้าฉันยังไม่เคยเห็นนายทำหน้าเซ็งขนาดนี้มาก่อน เกิดอะไรขึ้นเหรอไง” จางถงยิ้มๆ ความจริงแล้วไม่ต้องถามเธอก็เดาออก ่นี้เ้านี่กำลังมีความรัก วันหยุดที่นานๆ จะมีกับเขาบ้างกลับถูกเรียกตัวมาทำงาน แถมยังเป็วันที่ฝนตกเฉอะแฉะแบบนี้อีก อารมณ์ดีสิถึงจะน่าแปลก
พานเจี้ยนลากกล่องเครื่องมือหนักๆ ออกมา แล้วพูดขึ้นอย่างหัวเสีย “กว่าจะง้ออาไฉ่จนยิ้มได้ พอโทรศัพท์เข้ามาเท่านั้นแหละ ทุกอย่างก็บรรลัยหมด เฮ้อ...”
“เอาน่า เดี๋ยวอีกหน่อยก็ชินไปเองแหละ” จางถงถอนหายใจแล้วส่ายหน้า ขณะลากกระเป๋าเครื่องมือกำลังจะเดินไปทางสะพานไม้ อยู่ๆ ก็มีศีรษะโผล่ออกมาจากรถนิติเวช
“คุณหมอจาง รอผมด้วย!” พูดจบประตูรถก็เปิดออก ดูท่าว่าเมื่อครู่เขาคงหลับอยู่
นั่นจ้าวจวิ้นเจี๋ย!
จางถงขมวดคิ้ว หันกลับไปถลึงตาใส่ฟานเจี้ยน “เขามาได้ยังไง”
พานเจี้ยนยักไหล่ หน้าตาจำใจ “หัวหน้าหลี่บังคับให้ผมพาเขามาด้วย ผมไม่มีทางเลือก เห็นบอกว่าต้องสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับสื่อ แล้วก็เหตุผลอีกเป็กระบุงโกย”
จางถงไม่พูดต่อ และก็ไม่สนใจจ้าวจวิ้นเจี๋ยที่กำลังรีบร้อนหาถุงคลุมรองเท้ากับร่มกันฝนอยู่ด้านหลังอีกด้วย หล่อนรีบเดินไปทางปลายสะพานไม้ซึ่งเป็สถานที่เกิดเหตุ
เนื่องจากได้สั่งการล่วงหน้าทางโทรศัพท์ว่าให้รักษาสถานที่เกิดเหตุให้ดี ดังนั้นหวังย่าหนานจึงเรียกผู้ช่วยสี่คนให้มาถือมุมผ้าใบผืนใหญ่คนละมุม ทำเป็เต็นท์แบบง่ายๆ คลุมเหนือศพที่นอนอยู่บนสะพานไม้
แม้ว่านอกเต็นท์ฝนกำลังตกอยู่ แต่เมื่อแหวกเต็นท์เข้าไปด้านในซึ่งเป็สถานที่เกิดเหตุ กลิ่นคาวเืคละคลุ้งที่ลอยมาแตะจมูกทำให้รู้สึกอยากอาเจียน หวังย่าหนานยืนอยู่ข้างศพ สีหน้าดูแย่มาก
“นี่คืออะไรน่ะ” จางถงก้มหน้าดูอย่างไม่อยากจะเชื่อสายตาตนเอง บนสะพานไม้ผุๆ มีกองเนื้อเละเทะกองใหญ่กองอยู่ ไม่มีกะโหลกศีรษะ เหมือนกับตุ๊กตาฝรั่งเศสที่ถูกเด็กมือบอนกระชากและบิดจนเสียรูปร่าง แล้วนำมาทิ้งไว้บนสะพานไม้ริมหาดนอกเมืองไร้ผู้คนแห่งนี้
หวังย่าหนานไม่พูดอะไร เธอยืนหน้าเครียดอยู่ด้านข้าง
จางถงนั่งยอง เปิดกล่องเครื่องมือออก สวมถุงมือ พร้อมทำมือเป็นัยบอกให้พานเจี้ยนใช้กล้องถ่ายรูปกันน้ำถ่ายรูปศพและสถานที่เกิดเหตุเก็บไว้เป็หลักฐานเดี๋ยวนี้
จางถงเห็นศพมามากมาย วิธีการตายก็หลากหลายรูปแบบ แต่กลับไม่เคยเห็นก้อนเนื้อเละเทะชวนสยองเหมือนอย่างที่อยู่ตรงหน้านี้มาก่อนเลย แมลงวันจำนวนมากเริ่มมารวมกันที่ ‘อาหารอันโอชะ’ กองนี้ จางถงสะกดกลั้นความขยะแขยงไว้ในใจ จัดการเศษซากของผู้ตายด้วยความระมัดระวัง
เสียงร้องใลอยดังมาจากด้านหลัง ตามด้วยเสียงอาเจียนเอาเป็เอาตายด้านนอกเต็นท์ จางถงขมวดคิ้ว หล่อนเข้าใจดีว่าถึงแม้จะเคยเห็นสถานที่เกิดเหตุมามากมาย นักข่าวใหญ่อย่างจ้าวจวิ้นเจี๋ยก็ไม่มีทางรับสภาพที่เหมือนกับนรกตรงหน้านี้ได้แน่นอน
พอคิดมาถึงตรงนี้ มุมปากของเธอก็ยกขึ้นน้อยๆ อย่างน้อยนักข่าวจ้าวผู้หยิ่งยะโสก็จะทานเนื้อไม่ได้ไปอีกหนึ่งเดือน
“เป็ไงบ้างเสี่ยวถง ได้เบาะแสอะไรบ้างไหม” เสียงของหวังย่าหนานแหบลงนิดหน่อย
“ฆาตกรโเี้มาก เหลือไว้แค่ชิ้นเนื้อเละๆ หนึ่งกอง” จางถงตอบคิ้วขมวด “แต่ที่สามารถบอกได้คือที่นี่เป็สถานที่ทิ้งศพ ไม่ใช่สถานที่ลงมือ ถึงแม้ฝนจะตก แต่พื้นไม้ใต้ศพกลับสะอาดสะอ้านไม่มีคราบเืเลย”
“เ้าฝนนี่ช่วยมาเพิ่มความยากลำบากซะจริง!” พานเจี้ยนอดแทรกขึ้นมาไม่ได้
“แล้วยังไงต่อ ผู้ตายนอกจากจะถูกตัดแขนตัดขาและศีรษะแล้ว ยังมีอวัยวะส่วนไหนขาดไปอีก” สายตาของหวังย่าหนานยังจับจ้องที่ก้อนเนื้อเละเทะกองนั้น
“เครื่องในถูกควักออกจนเกลี้ยง แล้วก็กระดูกด้วย!” จางถงใช้เครื่องมือค่อยๆ พลิกดู แล้วตอบโดยที่ไม่หันหน้ากลับมา
“กระดูก?”
“ใช่! ร่างกายมนุษย์ปกติจะประกอบด้วยกระดูกสองร้อยหกชิ้น แต่ว่าร่างของผู้ตายกลับไม่มีกระดูกเหลือสักชิ้น! หล่อนถูกคนเลาะเอากระดูกทั้งหมดออกไปดื้อๆ ”
ในฐานะที่เป็นิติเวช จางถงคุ้นเคยกับตำแหน่งของกระดูกทุกชิ้นในร่างกายมนุษย์เป็อย่างดี ดังนั้นสำหรับคำถามของหวังย่าหนาน จางถงจึงรีบบอกความวิตกที่ผุดขึ้นมาในใจออกมาทันที “ย่าหนาน คนๆ นี้มันโรคจิต! เธอต้องระวังให้มากนะ!”
หวังย่าหนานพยักหน้า แล้วสบถ “ไอ้ชาติชั่วโรคจิต!”
ระหว่างทางกลับกรม จ้าวจวิ้นเจี๋ยหน้าซีดนอนแผ่อยู่บนเบาะหลังมาตลอดทาง ขนาดศีรษะก็ยังไม่เงยขึ้นมาเลย
พานเจี้ยนขับรถด้วยความระมัดระวัง พลางแอบมองกระจกส่องหลังเป็ระยะ ในใจก็ภาวนาขออย่าให้คุณนักข่าวจ้าวที่นั่งอยู่เบาะหลังอาเจียนใส่รถเลย
ส่วนจางถงกลับเอาแต่มองถนนเปียกชื้นนอกหน้าต่างรถด้วยสีหน้าหนักใจ หล่อนมีความรู้สึกที่ไม่ดีมากเกิดขึ้นในใจ ก้อนเนื้อเละตุ้มเป๊ะที่อยู่ในถุงบรรจุศพสีดำที่วางอยู่ในกระโปรงหลังรถขณะนี้ อาจจะเป็แค่การเริ่มต้นเท่านั้น เพราะว่าไอ้ปีศาจตนนั้นที่เอากระดูกทั้งหมดของผู้ตายไปไม่ได้เห็นว่าผู้ตายเป็มนุษย์เลยสักนิด
ถ้าในสายตาของคนคนหนึ่ง ที่นอกจากตัวเองแล้วก็ไม่เห็นคนอื่นเป็ ‘มนุษย์’ เช่นนั้นการที่เขาฆ่าคนหนึ่งคนก็ไม่ต่างอะไรกับการฆ่าหมูฆ่าหมา ถ้าเป็แบบนั้นจริงๆ ละก็ จะต้องเป็สถานการณ์ที่น่ากลัวมากเป็แน่
จางถงไม่อยากคิดว่าคนที่ตัวเองกำลังจะเผชิญหน้าเป็ปีศาจแบบนี้!