ทางฝั่งองค์ชายทั้งหลายก็อดเหลือบมองเสิ่นม่านซูหลายครั้งไม่ได้
ฉีอ๋องหัวเราะพลางกล่าวว่า “จู่ๆ ก็รู้สึกว่าข้าแต่งชายาเอกเร็วเกินไปเสียแล้ว”
พูดจบ ฉีอ๋องก็มองไปทางจวินมั่วหาน
มุมปากของจวินมั่วหานกระตุกเบาๆ
ในบรรดาพี่น้องเหล่านี้ แต่ละคนล้วนเจ้าเล่ห์กันทั้งนั้น!
ยงอ๋องที่พอได้ยินดังนั้นก็มองเสิ่นม่านซูอย่างจริงจังอีกครั้ง ก่อนจะกล่าวอย่างทอดถอนใจ “อย่าว่าไปเลย ก่อนหน้านี้เหตุใดข้าถึงไม่ทันสังเกตว่าแก้วตาดวงใจของแม่ทัพใหญ่เสิ่นงดงามถึงเพียงนี้”
พวกเขาเกิดในราชวงศ์ ย่อมพบเห็นสตรีอ่อนหวานงดงาม ช่างออดอ้อนอ่อนโยนเช่นนั้นมามากแล้ว ทว่าสตรีที่องอาจผึ่งผาย ทั้งงดงามทั้งหยิ่งทะนงเช่นนี้กลับพบเห็นได้น้อยนัก
ยงอ๋องมองไปมองมา ก็แทบละสายตาจากนางไม่ได้
เขาหันไปถามจวินมั่วหานที่อยู่ข้างกายตรงๆ ว่า “น้องเจ็ด ตกลงเจ้ากับคุณหนูสามเสิ่นเป็นอย่างไรกันแน่”
ทว่าจวินมั่วหานเพิ่งอ้าปาก ยงอ๋องก็โบกมือเสียก่อน
“เอาละ ช่างเถิดๆ เรื่องระหว่างพวกเจ้าล้วนเป็นอดีตไปแล้ว ในเมื่อเจ้ากับนางไร้วาสนาต่อกัน ก็ไม่ต้องพูดถึงอีกแล้วกัน”
เลือดลมของจวินมั่วหานพลันตีขึ้นมาจุกอยู่ที่ลำคอ
ยงอ๋องลูบคางแล้วหันไปกล่าวกับจิ้งอ๋องที่อยู่อีกฝั่งอย่างจริงจังว่า “พี่สี่ ท่านว่า...หากข้าไปทูลเสด็จพ่อว่าต้องการสู่ขอคุณหนูเสิ่น เสด็จพ่อจะทรงอนุญาตหรือไม่”
ยงอ๋องต่างจากพวกเขา
จริงๆ แล้วยงอ๋องเพียงอยากเป็นอ๋องว่างงาน กินดื่มเที่ยวเล่นอย่างสบายใจไปวันๆ อีกทั้งมารดาของเขายังเป็นองค์หญิงต่างแคว้น ไม่ว่าวันข้างหน้าจะเป็นเช่นไร ฮ่องเต้หย่งอันย่อมไม่มีทางมอบราชบัลลังก์ให้เขาอยู่แล้ว
หากเขาต้องการสู่ขอบุตรสาวของแม่ทัพใหญ่เสิ่นจริงๆ ละก็ ไม่แน่ว่า...
ความเย็นชาในดวงตาของจวินมั่วหานแข็งตัวราวน้ำค้างแข็งไปแล้ว แต่เขากลับพูดอะไรออกมาไม่ได้สักคำ ทั้งยังต้องแสร้งทำเหมือนที่ผ่านมา แสร้งทำเป็นว่าเสิ่นม่านซูหลงรักเขาฝ่ายเดียวมาโดยตลอด!
ทว่าเมื่อนึกถึงที่เสิ่นม่านซูนั่งรถม้าคันเดียวกับไป๋ซิวจิ่นเมื่อวาน และตอนนี้พี่หกยังมาพูดเช่นนี้อีก...
จิ้งอ๋องมองน้องชายทั้งสองคนสลับไปมา สุดท้ายก็เพียงกล่าวอย่างอ่อนโยนว่า “เรื่องนี้ เกรงว่าเจ้าคงต้องลองหยั่งเชิงความเห็นของแม่ทัพใหญ่เสิ่นก่อน”
ใครบ้างไม่รู้ว่าแม่ทัพใหญ่ผู้นั้นมีนิสัยร้ายกาจเพียงใด มิหนำซ้ำฮ่องเต้หย่งอันยังโปรดปรานและไว้วางพระทัยเขาอย่างยิ่ง
ยงอ๋องได้ยินแล้วก็พยักหน้าอย่างเข้าใจแจ่มแจ้ง “พี่สี่พูดถูก”
ไป๋ซิวจิ่นที่เพิ่งเดินเข้ามาได้ยินบทสนทนาของเหล่าองค์ชายทั้งหมด ดวงตาของเขาพลันเคลือบด้วยไอเย็นเยียบ
เพียงแต่เขามักมีสีหน้าสงบนิ่งเช่นนี้อยู่เสมอ ต่อให้ยามนี้ไม่สบอารมณ์เพียงใด ก็ไม่มีผู้ใดมองออก
ไป๋ซิวจิ่นทักทายองค์ชายหลายพระองค์ด้วยท่าทีสงบนิ่ง จากนั้นจึงขึ้นรถม้าของจวนแม่ทัพไปอย่างเยือกเย็น
ด้วยเสิ่นม่านซูขี่ม้า นางจึงให้เจ๋อหลันกับเจียงกูกูนั่งในรถม้าแทน
เมื่อสาวใช้ทั้งสองเห็นว่าไป๋ซิวจิ่นขึ้นมา ก็โค้งตัวคำนับเขาพร้อมกัน
บรรยากาศภายในรถม้าเย็นเยียบและกระอักกระอ่วนอย่างยิ่ง
เจ๋อหลันทนไม่ไหวจริงๆ จึงเลิกม่านแล้วลงจากรถไปทันที
กลับเป็นเจียงกูกูที่มองไป๋ซิวจิ่นอยู่ครู่หนึ่ง สุดท้ายจึงเอ่ยถามว่า “นายท่านน้อย ท่านกับคุณหนูสามทะเลาะกันหรือเจ้าคะ”
ไป๋ซิวจิ่นมองนางด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง “เปล่า”
“แล้ว...”
เช่นนั้นเหตุใดจู่ๆ นางถึงไม่ยอมมานั่งรถม้าดีๆ แต่กลับไปขี่ม้าเล่า ส่วนอีกคนก็มานั่งแผ่ไอเย็นเยียบอยู่ตรงนี้?
เจียงกูกูเห็นนายท่านน้อยของตนโตเติบใหญ่มา นางรู้ว่าแม้เขามักมีท่าทีเย็นชาดุจน้ำแข็งอยู่เสมอ แต่ก็ยังแยกออกว่ายามนี้อารมณ์ของนายท่านน้อยไม่ดีเอามากๆ
คิดไปคิดมา เกรงว่าคงเป็นเพราะคุณหนูสามผู้แสนพิเศษคนนั้น
แววตาของไป๋ซิวจิ่นมีความหม่นหมองวาบผ่าน เขาหลับตาด้วยท่าทีสงบนิ่งแล้วกล่าวว่า “ข้าง่วงแล้ว”
พูดจบก็คล้ายจะหลับไปแล้วจริงๆ
เจียงกูกูขมวดคิ้วเล็กน้อย รู้สึกปวดใจแทนนายท่านน้อยที่เก็บทุกเรื่องไว้ในใจเช่นนี้อย่างยิ่ง
เรื่องในปีนั้น ไม่ว่าจะเป็นกลอุบายลับหรือแผนการเปิดเผย ทว่าแท้จริงแล้วเป็นฝีมือของผู้ใดกันแน่
แต่นายท่านน้อยคือผู้ที่บริสุทธิ์ที่สุดมิใช่หรือ!
และกว่าจะมีคนที่ทำให้นายท่านน้อยหวั่นไหวได้เช่นนี้...
บทที่ 100 ความหวานชื่นที่น่าชิงชัง
เจียงกูกูจัดของในมือพลางพึมพำคล้ายบ่นกับตัวเอง
“ฮูหยินเสิ่นเป็นห่วงเรื่องแต่งงานของคุณหนูสามมาก จึงตั้งใจจะจับคู่คุณหนูสามกับหลินหยวนซู ซึ่งเป็นญาติผู้พี่ฝั่งบ้านมารดาของตน”
มือของไป๋ซิวจิ่นที่ซ่อนอยู่ในแขนเสื้อขยับไหวเล็กน้อย
เจียงกูกูไม่ได้มองเขา เพียงพูดต่อไปว่า “จะว่าไปแล้ว คุณหนูสามจิตใจอ่อนโยน มือไม้คล่องแคล่ว ทำของหวานแปลกใหม่อร่อยๆ ได้สารพัด มิหนำซ้ำตอนนี้ยังไปสนามฝึกเพื่อออกกำลังกายและฝึกขี่ม้ายิงธนูบ่อยๆ เข้าสังคมก็ได้ ทำครัวก็เป็น ทั้งเก่งบุ๋นและบู๊ แม่นางดีๆ เช่นนี้ ย่อมควรได้คู่ครองที่ดีกว่านี้จริงๆ”
ขนตาของไป๋ซิวจิ่นสั่นไหวแผ่วเบา
จู่ๆ เขาก็นึกถึงเด็กสาวที่ยิ้มสดใสพร่างพราย ยามพูดถึงขนมฮูหยินกับขนมสามี
พลันค่อยๆ กำมือที่ซ่อนอยู่ในแขนเสื้อแน่นขึ้น
ไป๋ซิวจิ่นลืมตามองสีหน้าจริงจังของเจียงกูกู แล้วกล่าวอย่างจนใจว่า “เจียงกูกู เจ้าก็รู้สภาพของข้า...”
“บ่าวรู้เพียงว่านายท่านน้อยของบ่าวอ่อนโยนดุจหยก รูปโฉมหล่อเหลายิ่งกว่าพานอัน ความสามารถล้นเหลือ โดดเด่นไร้ผู้เทียมทาน ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าวิชาแพทย์ที่ไม่มีผู้ใดเทียบได้ ถึงขั้นชุบชีวิตคนได้” เจียงกูกูกล่าวต่ออย่างหนักแน่น “ดังนั้น นายท่านน้อยของบ่าวคือบุรุษที่ดีที่สุดในใต้หล้า ย่อมต้องคู่ควรกับสตรีที่งดงามที่สุดเช่นกัน”
ความงุนงงที่หาได้ยากวาบผ่านใบหน้าหล่อเหลาของไป๋ซิวจิ่น
ตลอดยี่สิบปีที่ผ่านมา ตั้งแต่จำความได้ เขาก็แบกรับความแค้นนองเลือดไว้บนบ่า ดูเหมือนนี่จะเป็นครั้งแรกที่เขาคิดถึงเรื่องแต่งงานมีครอบครัว
เจียงกูกูเองก็ไม่เร่งร้อน นางรู้ว่านายท่านน้อยของตนเป็นคนฉลาด
บางเรื่อง เพียงชี้แนะเล็กน้อยก็พอ
แม้จะกล่าวกันว่าคนที่อยู่ในเหตุการณ์มักมองสถานการณ์ไม่ออก เป็นคนนอกที่มองเห็นได้ชัดเจนกว่า แต่สุดท้ายแล้ว ผู้ที่ต้องตัดสินใจก็ยังเป็นคนในเหตุการณ์อยู่ดี
เจียงกูกูไม่อยากให้นายท่านน้อยต้องใช้ชีวิตอยู่กับความแค้นไปทั้งชีวิต หากเขาชอบคุณหนูสามจริงๆ แล้วพลาดกันไป ความเจ็บปวดจากการอยากได้แต่ไม่ได้ครอบครอง อาจติดตามเขาไปชั่วชีวิต...
เจียงกูกูหลุบตาลง ในใจพลันเจ็บแปลบขึ้นมาเล็กน้อย
หากองค์หญิงยังมีชีวิตอยู่ นางย่อมไม่ปรารถนาให้นายท่านน้อยต้องใช้ชีวิตอย่างกดดันเช่นนี้แน่นอน
คุณหนูสามเสิ่นอาจเป็นแสงอบอุ่นในชีวิตของนายท่านน้อยก็เป็นได้
ไป๋ซิวจิ่นหลับตาลงอีกครั้ง ขนตาสั่นไหวเบาๆ
ในหัวเต็มไปด้วยภาพของนางยามเพิ่งฟื้นขึ้นมาอย่างมึนงงหลังกลืนทอง ยามปีนขึ้นจากทะเลสาบอย่างทุลักทุเลแต่น่าเอ็นดูอย่างยิ่ง ยามถือของหวานพร้อมรอยยิ้มสดใส และยามกังวลว่าจะถูกฟันมือ ทั้งระมัดระวัง เจ้าเล่ห์ และเฉลียวฉลาด
ไม่รู้ว่าเงาร่างนั้นได้บุกเข้ามาในหัวใจเขาโดยไม่ทันตั้งตัวตั้งแต่เมื่อใด
ยิ่งใหญ่ อวดดี ไร้เหตุผล แต่ก็หวานชื่นจนยากจะต้านทาน
เมื่อนึกถึงเหล่าองค์ชายที่หมายปองเสิ่นม่านซู รวมถึงญาติผู้พี่ที่รอนางอยู่ที่ตระกูลหลินในเมืองอวี๋โจว ความรู้สึกเปรี้ยวฝาดขมปร่าที่อธิบายไม่ถูกก็พลันผุดขึ้นมาในใจของไป๋ซิวจิ่น
ทั้งเจ็บ ทั้งโกรธ ทั้งขมขื่นปะปนกันไปหมด
ในเวลานั้นเอง ฟ้ากลับไม่เป็นใจ ฝนบางเบาเริ่มโปรยลงมา
เสิ่นเจิ้นกวงรีบไปท้ายขบวนเพื่อเกลี้ยกล่อมบุตรสาวให้ขึ้นรถม้าด้วยตนเอง เพราะเขาไม่อยากให้บุตรสาวตากฝนจนล้มป่วย
เสิ่นม่านซูขัดความเป็นห่วงของบิดาไม่ได้ จึงพยักหน้าแล้วขึ้นรถม้า
หลังจากตากลมมาตลอดช่วงเช้า นางก็สงบลงมากแล้ว
นางทบทวนดูแล้ว บางทีอาจเป็นเพราะก่อนหน้านี้ตนแสดงออกมากเกินไป จึงทำให้ไป๋ซิวจิ่นเข้าใจผิด ฉะนั้นหลังจากนี้ต้องรักษาระยะห่างให้ดี
แต่พอขึ้นรถม้าแล้วเห็นดวงตาลึกล้ำของไป๋ซิวจิ่น ความตั้งใจทั้งหมดก็พังทลายลงทันที!
นี่จะฆ่ากันหรืออย่างไร
หล่อขนาดนั้น แล้วยังจ้องมองไม่กะพริบตาอีก ใครจะไปทนไหวกันเล่า!
เสิ่นม่านซูรู้สึกเหมือนไม่มีที่ให้หลบ นางพูดอย่างเก้ๆ กังๆ ว่า “ขะ...ข้างนอกฝนตก”
เจ๋อหลันขึ้นรถม้าตามเข้ามาด้วย
เพราะมีคนนั่งถึงสี่คน ภายในรถม้าจึงดูคับแคบลงไปถนัดตา