“ขอบคุณนะที่มาส่ง” ปรางรัศมีคำขอบคุณแก่เพื่อนสาวที่ขับรถมาส่งตนถึงหน้าบ้าน
“แค่นี้เองสบายมาก” ชมพูแพรตอบด้วยท่าทางสบายๆ
“แล้วนี่แกจะไปไหนต่อ หรือกลับบ้านเลย” เธอถามเพื่อนสนิทด้วยความเป็ห่วง
“ยังไม่กลับอ่ะ ฉันนัดกับแฟนไว้” ชมพูแพรตอบ สีหน้าแสดงออกถึงความเขินอาย
“แหม แล้วเมื่อไหร่จะพามาเปิดตัวแนะนำให้พงให้เพื่อนได้รู้จักบ้างล่ะเนี่ย” หญิงสาวไม่วายที่จะเอ่ยแซวเพื่อนรักด้วยความหมั่นไส้
“เออ ทำไมแกถึงไม่ชวนเขามางานในวันนี้ที่บ้านแกล่ะ” เธอถามเมื่อนึกขึ้นได้ว่าวันนี้ที่งานก็ไม่เห็นเพื่อนสนิทพูดถึงแฟนของเธอเลย จึงเดาได้ว่าเขาไม่น่าจะได้มาที่งานในคืนนี้
เมื่อโดนคำถามจี้จุดคนโดนถามถึงกับหน้าเสีย พูดไม่ออกบอกไม่ถูก เธอไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นบอกเพื่อนสาวยังไง
“คือ…พี่เขาฐานะไม่ค่อยดีอ่ะ ฉันไม่กล้าพาไปที่บ้าน ฉันกลัวคุณพ่อคุณแม่จะรับไม่ได้” เธอตอบด้วยสีหน้าอันเป็กังวลอย่างเห็นได้ชัด
“นี่ชมพู ฉันจะบอกอะไรให้นะ” เธอหันไปพูดกับเพื่อนรักอย่างปลอบใจ “ชีวิตนี้เป็ของเรา เรามีสิทธิ์ที่จะเลือกคนที่เราจะใช้ชีวิตด้วย เพราะคนที่ต้องใช้ชีวิตเราไปทั้งชีวิต ก็คือตัวเราเอง พ่อกับแม่เขาทำได้แค่ให้ชีวิตเรา แต่คนที่ต้องเลือกว่าเราจะใช้ชีวิตยังไงกับใครก็คือตัวเราเองนะ”
“ขอบคุณนะ” ชมพูแพรเอ่ยคำขอบคุณกับเพื่อนสาวที่ปลอบใจตน
“ฉันไปละ ยังไงแกก็ลองเอากลับไปคิดดู ขับรถดีๆนะ” เธอร่ำลาเพื่อนสนิทก่อนจะเปิดประตูรถและยืนมองดูรถยนต์สีขาวคันหรูของเพื่อนรักค่อยๆขับห่างออกไป หญิงสาวจึงหันหลังเดินเข้าไปในบ้าน
“คุณคีรินทร์ล่ะคะ เขาทานข้าวหรือยัง” เธอเอ่ยถามแม่บ้านที่ยังไม่เข้านอนด้วยความเป็ห่วงชายหนุ่ม
“เรียบร้อยแล้วค่ะ ขึ้นไปบนห้องั้แ่หัววันแล้ว ป่านนี้ก็น่าจะเข้านอนแล้วค่ะ” แม่บ้านตอบ พร้อมกับถามเธอกลับ “คุณจะรับข้าวไหมคะ ฉันจะได้ไปเตรียมให้”
“ไม่ค่ะ ฉันอิ่มแล้ว ขอบคุณค่ะ” เธอตอบก่อนจะเดินขึ้นไปยังห้องของตนเพื่ออาบน้ำชำระล้างร่างกาย
คีรินทร์ที่นั่งรอหญิงสาวอยู่นานแต่ก็ไม่มีวี่แววการปรากฏตัวของเธอในห้องนอนของเขาเลย ชายหนุ่มจึงบังคับล้อรถเข็นลงลิฟท์มาจากชั้นบนเพื่อเช็คดูว่าหญิงสาวนั้นกลับมาหรือยัง
“คุณปรางรัศมียังไม่กลับมาเหรอ” เขาถามกับแม่บ้านที่กำลังจะเดินกลับไปยังห้องพักของตนเอง
“กลับมาแล้วค่ะ กลับมาได้สักพักแล้วนะคะ” แม่บ้านคนนั้นตอบ เพราะว่าเ้านายสาวก็กลับมาบ้านได้สักพักใหญ่แล้ว
“อ้าวเหรอ” เมื่อรู้ว่าหญิงสาวกลับมาแล้วแต่ไม่เข้าไปหาตนในห้อง ชายหนุ่มก็ถึงกับเสียอาการ รู้สึกหงุดหงิดน้อยใจที่ตนอุตส่าห์รอเธอมาตั้งหลายชั่วโมง แต่เธอกลับไม่เห็นค่าของเขาเลย
ด้วยความน้อยใจ ชายหนุ่มจึงลุกขึ้นพร้อมกับพับรถเข็นเก็บ ก่อนจะยกมันขึ้นบ่าและแบกมันเดินขึ้นห้องไป
เมื่ออาบน้ำเสร็จแล้วหญิงสาวจึงเปิดประตูเข้าไปในห้องของชายหนุ่ม แต่พบว่าทั่วทั้งห้องนั้นมืดสนิท เขาหลับไปแล้ว
“หลับแล้วเหรอ” เธอพูดเบาๆ ก่อนจะเดินย่องขึ้นเตียงไปนอนยังที่ของตนอย่างเบาที่สุด เพราะกลัวว่าอีกฝ่ายจะรู้สึกตัวตื่น
เธอขยับเข้าไปนอนในอ้อมแขนของเขา ก่อนจะคว้ามือของชายหนุ่มมาโอบไว้ที่เอวของตน อย่างที่เขาชอบแอบตื่นขึ้นมาทำ่กลางดึกอยู่ทุกคืน โดยที่ไม่รู้เลยว่าอีกฝ่ายนั้นยังไม่หลับ
เมื่อเห็นว่าหญิงสาวดึงมือของตนไปโอบเอวเธอไว้ เขาก็รู้สึกพอใจเป็ที่สุด ชายหนุ่มจึงกระชับอ้อมแขนให้แน่นขึ้นทำให้คนที่ถูกกอดรัดใ
“คุณยังไม่หลับเหรอ” เธอถามอีกฝ่ายด้วยหัวใจที่เต้นรัว เพราะรู้สึกเขินในการกระทำของตนถ้าอีกฝ่ายนั้นยังไม่หลับ
“อื้มมม หมอนข้างนุ่มจัง” แต่ชายหนุ่มก็แสร้งทำงัวเงียเหมือนกับว่าเขานั้นหลับไปแล้วและกำลังละเมออยู่ ทำให้หญิงสาวรู้สึกโล่งใจ ก่อนที่คนทั้งคู่จะยิ้มออกมาพร้อมๆกันอย่างสบายใจแล้วพากันหลับไหลสู่ห้วงนิทรา
ครืดดด!!!
เสียงสั่นจากโทรศัพท์ตรงหัวเตียงปลุกชายหนุ่มให้ตื่นจากความฝันอันหวานชื่น เพื่อมารับสายก่อนที่หญิงสาวจะรู้สึกตัว
เขายื่นมือไปคว้าโทรศัพท์และรีบกดปุ่มลดเสียง ก่อนจะหันไปมองร่างของหญิงสาวที่นอนนิ่งอย่างสบายใจฝ่าความมืดด้วยหัวใจที่เต้นรัว เพราะกลัวว่าเธอจะรู้สึกตัว
ชายหนุ่มมองดูชื่อที่ปรากฏโชว์อยู่บนหน้าจอโทรศัพท์ พชร โทรมาอะไรดึกดื่นป่านนี้ เขาคิดในใจ ก่อนที่จะขยับตัวลงจากเตียง และเดินออกไปคุยโทรศัพท์ที่ระเบียง
“มีอะไร” ชายหนุ่มเอ่ยถามปลายสายด้วยความสงสัย
“เจอตัวคนที่เอาหนูมาปล่อยในร้านแล้วครับ เขารับสารภาพว่าเป็คนปล่อยหนูและเอาสารปรอทไปหยอดใส่อาหารก่อนที่เด็กจะนำไปเสิร์ฟ ตอนที่เขาไปขอเครื่องเคียงเพิ่มตรงช่องนำอาหารออกครับ” ปลายสายรายงานความคืบหน้าเื่ที่เ้านายหนุ่มสั่งให้ตนและลูกน้องไปทำ
“แล้วเขาบอกหรือเปล่าว่าทำแบบนั้นไปทำไม มีเหตุหรือว่าแรงจูงใจอะไรถึงทำกับเราแบบนั้น” คีรินทร์ถามด้วยความสงสัย
“มีคนจ้างเขามาครับ”
“ใคร?”
“คุณคิมหันต์ครับ” ปลายสายตอบด้วยน้ำเสียงอันวิตก
เมื่อได้ยินคำตอบ ชายหนุ่มก็เข้าใจสถานการณ์ทันที ที่ประชุมกันในวันนั้น ทีพีเจคุยกันแค่ว่าจะตัดทุกช่องทางการขยายธุรกิจของซันไชน์กรุ๊ป แต่นึกไม่ถึงว่าจะรวมไปถึงการทำให้ซันไชน์ของเขาเสื่อมเสียชื่อเสียงด้วย
“าเริ่มแล้วสินะ” เขาพูดอย่างจำนนต่อสถานการณ์ที่ตนไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้
“ฉันประมาทน้องชายต่างแม่คนนี้มากเกินไป” เขาพูดกับปลายสาย
“แล้วบอสจะทำยังไงต่อไปดีครับ”
พชรถามสงสัย เพราะว่าคนที่อยู่เื้ัของเื่นี้ก็คือครอบครัวของเ้านายหนุ่มเอง
“ในเมื่อมันเป็า ก็คงต้องสู้” ชายหนุ่มพูดด้วยน้ำเสียงอันเด็ดขาด
“พรุ่งนี้ส่งจดหมายไปเรียกร้องค่าเสียหายกับทีพีเจ สิบล้านบาท เพื่อแลกกับการที่ซันไชน์กรุ๊ปจะไม่เปิดเผยเื่นี้กับสื่อมวลชน”
“แต่บอสครับ นั่นมันบริษัทคุณพ่อบอสนะครับ สิบล้านบาทมันจะไม่มากไปหน่อยเหรอครับ” ปลายสายถามด้วยความสงสัย
“เมื่อถูกกระทำก็ต้องสู้ ถ้าไม่ตอบโต้ไม่ทำอะไรเลยก็คงจะไม่ใช่ซันไชน์กรุ๊ป ทีพีเจมีเงินมากมายเป็พันล้าน แค่สิบล้านบาท ขนหน้าแข้งเขาไม่ร่วงหรอก จะได้เป็การประกาศให้ทีพีเจรู้ว่าซันไชน์กรุ๊ปไม่ใช่กาไก่ที่ใครคิดจะทำลายแล้วจะสามารถทำได้ง่ายๆ”
“แล้วถ้าทีพีเจตอบตกลง บอสจะทำยังไงต่อครับ เพราะตอนนี้เื่นี้กำลังเป็ไวรัลในโซเชียล ถ้าเราไม่แถลงหรือไม่อธิบายอะไรเลย เราก็จะเสียชื่อเสียงนะครับบอส”
เลขาหนุ่มถามสงสัย เพราะถ้าอีกฝ่ายตอบตกลงยอมจ่ายค่าเสียหายสิบล้านบาท นั่นก็เท่ากับว่าเื่จบ แล้วชื่อเสียงของซันไชน์กรุ๊ปใครจะรับผิดชอบ
“ใครทำคนนั้นก็ต้องรับผิดชอบ ให้คุณปกรณ์ผู้จัดการร้านซันไชน์เดย์แถลงข่าว เอาคำรับสารภาพนั้นทั้งหมดไปมอบให้สื่อมวลชน แต่ตัดเอาสิ่งที่เกี่ยวข้องกับทีพีเจออก และบอกว่าแรงจูงใจในการก่อเหตุก็คือเขาเคยทำงานอยู่ที่นั่นแต่เพราะถูกไล่ออกเนื่องจากไม่มีความรับผิดชอบในงาน จึงก่อเหตุด้วยความแค้นใจ” เขาพูดสั่งงานและเฉลยแผนการทั้งหมดให้เลขาคนสนิทฟัง
“ครับบอส” ปลายสายขานรับก่อนที่พวกเขาจะแยกย้ายกันไปพักผ่อนตามอัธยาศัย