ตอนที่ 4
เมิ่งสือนั่งดื่มด่ำกับลายมือบนหน้าปกราวกับว่าตำราซูกิงในมือคือหวงหนี่ที่เฝ้าคะนึงหา มันนั่งเหม่อมองตัวอักษรด้วยสายตาเคลิบเคลิ้มคล้ายถูกฤทธิ์บางอย่างเข้าแทรกซึมในดวงจิตจนว้าวุ่น นับั้แ่ตื่นนอนและตามหาหญิงสาวที่คลั่งไคล้ บัณฑิตหนุ่มก็มิทำสิ่งใดมีเพียงการจับจ้องตำราประวัติศาสตร์เท่านั้น
ั้แ่ยามซื่อ (09.00 – 10.59) จนบัดนี้เวลาไหลผ่านราวสายน้ำอย่างรวดเร็วโดยที่เมิ่งสือยังไม่รู้ตัว ดวงตะวันสาดแสงต้องหลังคาแม้จะมีความร้อนมากปานใดก็มิอาจปลุกชายหนุ่มให้ตื่นจากภวังค์ แต่หลังจากท้องไส้เริ่มประท้วงด้วยการส่งเสียงร้องสติของมันจึงกลับมาอยู่กับเนื้อตัวอีกครั้ง
ชายหนุ่มเปิดห่อผ้าในแคร่ไม้ล้วงหยิบหมั่นโถวที่มีกระดาษไขห่ออยู่อีกชั้นออกมาบิสำรวจพบว่าเนื้อแป้งอยู่ในสภาพเย็นชืดยากต่อการรับประทาน เห็นดังนั้นจึงบ่นพึมพำในใจ “น่าเสียดายนัก กินได้เพียงน้อยนิดก็ต้องทิ้งแล้ว”
แม้จะคิดเช่นนั้นก็มิอาจหักใจทิ้งได้จริง เมิ่งสือทดลองกัดเนื้อแป้งที่ทั้งหยาบเย็นกลืนอย่างฝืดคอจึงพบว่าสิ่งที่อยู่ในมือของมันมิอาจกลายเป็อาหารของวันนี้ได้
“มารดามันเถอะ ติดคอตายจะทำอย่างไร” เมิ่งสือสบถออกมาหลังจากหมั่นโถวติดคอทั้งยังไม่มีน้ำดับกระหาย
หลังจากต้องจำใจทิ้งหมั่นโถวในมือเมิ่งสือลุกขึ้นสวมใส่เสื้อผ้าที่ตากไว้บนราวจนเรียบร้อยก่อนจะนั่งลงพิจารณาครู่หนึ่ง ใจของมันอยากนั่งเฝ้าสถานที่แห่งนี้จนกว่าจะถึงยามห้ายเพื่อรอพบกับหวงหนี่ตามนัดหมายแต่กระนั้นความหิวก็มิอาจมองข้าม ไม่เช่นนั้นเกรงว่านางอาจได้พบร่างซูบเซียวน่าสมเพสจากการขาดอาหารของมัน
เมิ่งสือตัดสินใจเก็บข้าวของใส่ลงในแคร่ไม้เพื่อออกเดินทางเข้าไปยังตัวเมืองคิดหาแกงตุ๋นบำรุงสักถ้วยหลังผ่านค่ำคืนชวนฝัน เมื่อสะพายสัมภาระขึ้นหลังเสร็จมันเดินออกจากซุ้มประตูไม้ที่เหลือประตูเพียงบานเดียว โคมไฟซึ่งเป็แสงนำทางเมื่อคืนไม่ทราบว่าหายไปั้แ่เมื่อใด เหลียวมองเข้าไปด้านในบรรยากาศรกครึ้มซ้ำยังเต็มไปด้วยเศษหญ้ากระจัดกระจายไปทั่วพื้นยากจะเชื่อว่าในสถานที่แห่งนี้กลับมีสตรีที่งดงามซุกซ่อนอยู่
ที่ผ่านมาเมิ่งสือเคยได้รับฟังตำนานลึกลับมาไม่น้อยทั้งจงขุยเทพพิทักษ์หรือนางปิศาจจิ้งจอกจำแลงกาย แต่สำหรับซิ่วไฉที่บูชาขงจื๊อเป็บูรพาจารย์เช่นมันหาได้มีความเชื่อถือในเื่ภูติเทพ หากจะมีก็เพียงแต่หวงหนี่ผู้งดงามราวนางเซียนบนพื้นพิภพที่ยังคงประทับในใจมันอย่างตราตึง
ใบไม้สีน้ำตาลแดงข้างทางปลิวไสวตามแรงลมมีบ้างที่เริ่มหล่นลงพื้นจากพายุเมื่อค่ำคืนก่อนเป็สัญญาณของสารทฤดูซึ่งมีการสอบเซี่ยงชื่อ (สอบฤดูใบไม้ร่วง) ที่เมิ่งสือต้องเดินทางไปเมืองจินหลิงโดยจัดสอบขึ้นทุกสามปีเพื่อคัดเอาบัณฑิตซิ่วไฉผู้มีคุณสมบัติเพรียบพร้อมเข้ารับราชการหรือเข้าไปศึกษาต่อในระดับสูงขึ้นอีก มันที่คาดหวังว่าหลังสอบครั้งนี้ต้องถึงคราวสร้างครอบครัวโดยมีหวงหนี่เป็หนึ่งในความคิดฝัน แต่ทำอย่างไรจึงจะสามารถชักชวนให้นางงามล่มเมืองยอมมาใช้ชีวิตร่วมบัณฑิตยากไร้เช่นมันได้
หากเป็ครอบครัวทั่วไปบุตรหลานมักได้รับการหมั้นหมายกันไว้ั้แ่วัยเด็กจากการตกลงของผู้ปกครอง สำหรับชาวกสิกรรมที่กัดฟันส่งบุตรชายโทนเข้าเรียนหนังสือเช่นบ้านมันยากจะมีครอบครัวใดส่งลูกสาวมาตกระกำลำบาก แต่หลังจากที่เมิ่งสือสอบผ่านรับฐานะซิ่วไฉแล้วกลับมีแม่สื่อมาเยี่ยมบ้านมันบ่อยครั้งคาดว่ามีหลายตระกูลที่มีมุมมองต่อมันเปลี่ยนไป กระนั้นชายหนุ่มยังคงยึดมั่นว่าหากไม่ประสบความสำเร็จก็จะไม่ขอตบแต่งภรรยาจึงต้องครองตัวโสดเรื่อยมา
เมิ่งสือที่ยิ้มอย่างมีความสุขตลอดการก้าวเท้าตามทางน้อยทั้งจินตนาการถึงชีวิตหลังผ่านการสอบอย่างเพ้อฝันตามฉบับของผู้ที่เพิ่งได้ัักับรสรักเดินจนมาถึงหน้าประตูเมืองอย่างไม่รู้ตัว กำแพงป้อมปราการสร้างจากอิฐขาวตั้งตระหง่านเบื้องหน้ามีคนและรถม้าสวนทางออกมาปลุกปลอบให้สติของมันกลับเข้าร่างอีกครั้ง
ขณะกำลังเดินทางเข้าประตูนายทหารประจำด่านในชุดเกราะเหล็กถือทวนยาวในมือร้องทักมันขึ้น “คนผู้นั้นหยุดก่อน ขอตรวจเอกสารผ่านทาง” พลางชี้มือมาทางเมิ่งสือ
บัณฑิตหนุ่มจึงประสานมือคารวะแจ้งชื่อแซ่ “เราคือเมิ่งสือ สอบได้บัณฑิตซิ่วไฉรัชศกหงซีปีที่สาม”
นายทหารที่ได้ยินดังนั้นจึงหลีกทางพร้อมทั้งคารวะตอบ “อ้อ ที่แท้เป็เมิ่งซิ่วไฉ เชิญตามสบาย”
สิทธิพิเศษของฐานะซิ่วไฉมีหลายอย่าง นับั้แ่ไม่ต้องถูกเกณฑ์แรงงาน อยู่ในศาลพบผู้พิพากษามิต้องคุกเข่า สามารถสะพายกระบี่พกพาติดตัวท่องเที่ยวอีกทั้งยังไม่ต้องแสดงเอกสารประจำตัวขณะผ่านด่านเพียงแจ้งชื่อแซ่เช่นครั้งนี้
ทันทีที่ก้าวเท้าเข้าประตูเมือง เมิ่งสือพบกับตึกร้านรวงต่าง ๆ มากมาย ภายในเมืองซูโจวแห่งนี้ถือเป็แหล่งรวมสินค้าขึ้นชื่อทั้งผ้าไหมและใบชา เหลียวมองไปยังผู้คนต่างมีรูปร่างเพรียวระหงทั้งชายและหญิงสวมเสื้อผ้าเนื้อดีบ่งบอกถึงเศรษฐกิจและศิลปวัฒนธรรมอันเฟื่องฟู หากไม่นับนครหลวงแล้วเมืองแห่งนี้สามารถจัดได้ว่าเป็ศูนย์กลางความเจริญได้ไม่แพ้กัน
ขณะกำลังเดินผ่านตรอกเล็กข้างที่ทำการเมืองท้องหิวโหยของเมิ่งสือเริ่มส่งเสียงร้องลั่นขึ้นมาหลังจากได้กลิ่นอาหารหอมโชยเข้าจมูก ชายหนุ่มพยายามเดินตามหาต้นกำเนิดที่มาของกลิ่นกระทั่งมาหยุดหน้าเพิงข้างทางขนาดเล็กมีป้ายตัวหนังสือเอียงโย้เย้บ่งบอกว่าขายขาหมูน้ำแดง
เมิ่งสือเดินเข้าไปด้านในและวางแคร่ไม้จากหลังนั่งลงโต๊ะริมทางเดิน จากนั้นจึงสั่งอาหารต่อชายรูปร่วงท้วมวัยกลางคนหน้าแดงเปล่งปลั่งสวมผ้ากันเปื้อนคาดว่าเป็เ้าของร้าน
ชายรูปร่างท้วมรับคำวิ่งไปจัดแจงอาหารตามบอกของเมิ่งสือ เพียงอึดใจเดียวขาหมูตุ๋นน้ำแดงชามร้อนพร้อมข้าวสวยเม็ดขาวก็ปรากฏบนโต๊ะไม้ เนื่องจากเวลานี้เป็ยามเว่ย (13.00 – 14.59) ที่ผู้คนส่วนมากมักพักร้านปิดกิจการชั่วคราวเพื่อนอนพักผ่อนกลางวันจึงไม่มีลูกค้าอื่นใดนอกจากเมิ่งสือ
บัณฑิตหนุ่มจัดการอาหารบนโต๊ะด้วยความหิว ครู่เดียวเนื้อชิ้นโตและข้าวในถ้วยก็พร่องลง ชายร่างท้วมสังเกตลูกค้าของมันใส่ชุดยาวสวมหมวกพร้อมทั้งมีแคร่บรรทุกตำราลักษณะสุภาพเรียบร้อยคล้ายบัณฑิตเดินทางไกลจึงเอ่ยปากถาม
“มิทราบว่าเซียนเซิง (สุภาพบุรุษ) มาจากที่ใดเรามิคุ้นหน้า ดูแล้วมิน่าใช่ชาวซูโจว”
เมิ่งสือที่กำลังกลืนข้าวลงคอคิดในใจว่าเมืองซูโจวกว้างใหญ่ ประชากรมิทราบมากน้อยเท่าใดแต่เถ้าแก่ผู้นี้กล่าวราวกับรู้จักหน้าค่าตาทุกคน กระนั้นมันยังคงเช็ดปากเสร็จแล้วตอบกลับ “ใช่แล้วเหลาป่าน เรามาจากหมู่บ้านหงจีทางตะวันออก กำลังเดินทางไปเมืองจินหลิง” กล่าวจบมันลงมือพุ้ยข้าวในชามต่อ
เถ้าแก่ร้านที่รับทราบว่าเป็คนผ่านทางจึงคว้าไหสุราจากใต้แคร่ไม้หน้าร้านมาตั้งบนโต๊ะเมิ่งสือ “เดินทางไกลเช่นนี้คงต้องหาตัวบำรุงกำลัง มาลองสุราไหใหม่ของเรา เพิ่งผ่านการกลั่นเมื่อคืนนี้”
“เราคือหลินซุ่นเหอแห่งเพิงหมูตุ๋น ไม่ทราบท่านนามใด” มันแนะนำตัวพร้อมรินสุราที่มีกลิ่นหอมกรุ่นให้เมิ่งสือจนเต็มจอก
เมิ่งสือประสานมือคารวะขอบคุณแล้วกล่าว “เราคือเมิ่งสือ คารวะหลินเหลาป่าน” กล่าวเสร็จยกสุราขึ้นดื่มรวดเดียวเพียงแต่มันมิอาจทนทานฤทธิ์ร้อนแรงจนต้องเผลอปล่อยเสียงลากยาวออกมาพร้อมแสดงสีหน้าบิดเบี้ยวเหยเกราวกับถูกกรอกน้ำทองแดง
หลินซุ่นเหอเห็นผู้อื่นถูกมันเล่นงานจึงหัวร่ออย่างชอบใจแล้วพูดว่า “ไฮ้ ได้ยินว่าเหล่าบัณฑิตนักศึกษาต่างมีความสามารถร่ำสุราไม่น้อย หนอนตำราน้องเราไหนเลยคออ่อนถึงเพียงนี้”
เมิ่งสือที่ใบหน้าเริ่มตึงขึ้นมาเล็กน้อยยกมือขึ้นพูด “สุราของเหลาป่านกลิ่นหอมแต่รสชาติกลับร้อนแรง คาดมิถึงว่าจะสลับซับซ้อนปานนี้” กล่าวจบมันรีบคว้าน้ำเปล่าดื่มเพื่อล้างลำคอ
เ้าของสุรานั่งกอดอกฉีกยิ้มหัวร่ออย่างเบิกบานทั้งรู้สึกชอบใจ หลินเหลาป่านแห่งเพิงหมูตุ๋นผู้นี้มักเชิญชวนลูกค้าที่มารับประทานอาหารทดลองสุราที่มันหมักกลั่นเองอยู่เป็นิตย์โดยมิกริ่งเกรงว่าจะเป็บิดาหรือบุตรผู้ใดเว้นไว้เพียงหลวงจีนเท่านั้น กระทั่งขอทานหิวโหยเถ้าแก่หลินผู้ใจกว้างก็พร้อมสงเคราะห์หมูตุ๋นน้ำแดงหากยินยอมให้มันจับกรอกสุราจนเมามายสิ้นสภาพเสียก่อน
เมื่อเห็นสีหน้าของเมิ่งสือที่เริ่มแปรเปลี่ยนเล็กน้อยหลินซุ่นเหอจึงชวนมันพูดคุย “ท่านจะไปทำสิ่งใดที่จินหลิง”
กล้ามเนื้อบนใบหน้าเมิ่งสือกระตุกเป็จังหวะหลังจากโดนสุราร้อนแรงเพียงจอกเดียว กระนั้นมันยังคงปั้นหน้าตาใจดีสู้เสือสนทนากับเ้าของน้ำเพิงหมูตุ๋นต่อ “ผู้น้องจะไปสอบเซี่ยงชื่อ”
หลังเมิ่งสือกล่าวคำเซี่ยงชื่อจบรอยยิ้มบนใบหน้าของหลินซุ่นเหอพลันชะงักจากนั้นรีบยืนขึ้นประสานมือคารวะ “เสียคารวะแล้ว ที่แท้เป็ถึงใต้เท้าเมิ่ง ผู้น้อยนับว่าเสียมารยาทยิ่งโปรดอภัย”
เมิ่งสือเห็นอีกฝ่ายลุกขึ้นอย่างไม่ทันตั้งตัวมันจึงสะดุ้งตามอยู่บ้าง จากนั้นประสานมือกล่าวด้วยสีหน้าลนลาน “หาใช่ใต้เท้าใด ผู้น้องเป็เพียงบัณฑิตซิ่วไฉ พี่หลินโปรดเรียกหาฉันพี่น้องตามเดิมเถอะ”
เห็นเมิ่งสือกล่าวด้วยความจริงใจหลินซุ่นเหอพลันหัวร่อขึ้นมาอีกครั้ง พร้อมทั้งหยิบชามใบใหญ่ขึ้นมาสับเปลี่ยนแทนจอกน้อยของเมิ่งสือรินสุราใส่จนเอ่อเต็มกล่าวว่า “เช่นนี้หลิวซิ่วไฉน้องเราจงดื่ม จอกนี้ถือว่าคารวะต่อท่าน”
เมิ่งสือรู้สึกกล้ามเนื้อบนใบหน้ากระตุกขึ้นอีกครั้งเพียงแต่รอบนี้ถี่เร็วและรัวกว่าเดิม สุราใสในชามขนาดเกือบเท่าผลแตงโมลูกย่อมที่หลินซุ่นเหอเรียกว่าจอกสะท้อนสีหน้าซีดเผือดของมัน เมิ่งสือคิดอ่านในใจว่านอกจากเป็เหลาป่านเพิงหมูตุ๋นแล้วหลินซุ่นเหอยังรับกรอกสุราทรมานผู้คนจนตายเป็อาชีพเสริมอยู่หรือไม่
หันมองไปทางเ้าของสุรายังคงยิ้มร่าอย่างชื่นมื่นรอให้เมิ่งสือยกน้ำทองแดงไหลผ่านลำคอ หลินซุ่นเหอรู้สึกยินดีอย่างยิ่งที่แขกประจำร้านของมันวันนี้เป็บัณฑิตซิ่วไฉทั้งยังไม่หัวโบราณคร่ำสามารถพูดคุยกับมันได้อย่างไม่ถือเนื้อตัวอันใด
เมิ่งสือประคองชามใบเขื่องด้วยมือทั้งสองเกิดอาการสั่นเทาเล็กน้อยเพราะั้แ่กำเนิดจากครรภ์มารดาหาได้เคยดื่มสุราจำนวนมากเช่นนี้ ถึงกระนั้นมันก็มิอาจเสื่อมเสียเกียรติภูมิของบัณฑิตที่ได้ขึ้นชื่อว่าสามารถร่ำสุราร่ายกาพย์กลอนได้ ดังนั้นชายหนุ่มจึงกลั้นใจเทน้ำอมฤตจากภาชนะใบโตลงปากอย่างช้า ๆ แม้จะมีบางส่วนไหลเปรอะเปื้อนผ่านลำคอลงเสื้อนอกจนเปียกชุ่ม
หลังจากของเหลวรสชาติร้อนแรงราวไฟลวกลงท้องจนหมดสิ้น เมิ่งสือรู้สึกมีบางสิ่งโคจรตีโต้ย้อนกลับมาทางเดิม มันพยายามกลืนกลุ่มพลังงานลงไปจากนั้นกัดฟันพูดกับหลินซุ่นเหอ “สุราพี่หลินเยี่ยมยิ่ง สุราดี สุราดี” มันย้ำคำเดิมพร้อมดวงตาแดงก่ำปานคนป่วยติดโรคระบาด
ขณะที่เมิ่งสือขบกรามแน่นเพื่อป้องกันอาการพยัคฆ์คำรามอยู่นั้น หน้าร้านพลันมีเสียงฝีเท้าเดินเข้ามานั่งโต๊ะข้างมันและพูดคุยกับหลินซุ่นเหอ
“หลินเหลาป่านจับผู้คนมากรอกสุราอีกแล้ว”
เมิ่งสือรู้สึกคุ้นหูกับเสียงนี้อยู่บ้างคล้ายว่าเคยได้ยินจากที่ใดแต่กลับนึกไม่ออกจึงหันไปมองพบว่าผู้มาเป็ชายวัยสามสิบเศษในชุดลำลองหลวมกว้างสีขาว บนใบหน้าประดับหนวดครึ้มเหนือริมฝีปากท่าทางคล้ายเพิ่งลุกจากที่นอน ด้านข้างของมันนั่งไว้ด้วยชายหนุ่มใบหน้าเคร่งขรึมในวัยไล่เลี่ยกันเพียงแต่สวมเครื่องแบบมือปราบสีน้ำเงินเข้มของทางการ ที่หว่างเอวเสียวแส้เหล็กสีดำมะเมื่อมเอาไว้
หลินซุ่นเหอลุกขึ้นเดินไปหยิบถ้วยสุราขนาดใหญ่มาเพิ่มสองใบจากนั้นตบโต๊ะไม้กล่าวกล่าวเชิญชวน “มา ๆ พวกท่านเชิญเราเพิ่งกลั่นสุราไหใหม่มา” พร้อมทั้งหันหน้าไปทางเมิ่งสือเป็เชิงขออนุญาตให้คนเ่าั้ร่วมโต๊ะ บัณฑิตหนุ่มจึงยิ้มเป็เชิงตกลง
ผู้มาเยือนทั้งสองได้ยินดังนั้นจึงย้ายมายังโต๊ะไม้ขนาดเล็กนั่งประจำครบสี่ด้านด้วยสีหน้าที่แตกต่าง
คนชุดขาวสังเกตลักษณะของเมิ่งสือคล้ายกับผู้คงแก่เรียนจึงเอ่ยขึ้น “ขออภัยเซียนเซิง เราหวังหู่ขอรบกวนร่วมโต๊ะด้วยแล้ว” กล่าวจบคว้าถ้วยสุราขึ้นดื่มอึกใหญ่
“เชิญพี่หวัง ผู้น้องเมิ่งสือ นับถือมานาน” ซิ่งไฉหนุ่มกล่าวตามธรรมเนียม
ทันใดนั้นสายตาของชายชุดขาวพลันจับจ้องมายังเมิ่งสืออย่างประหลาดและเริ่มสำรวจบัณฑิตหนุ่มหน้าแดงก่ำด้านตรงข้ามั้แ่หัวจรดเท้า เมื่อดูจนแน่ชัดแก่ใจชายชุดขาวจึงพูดว่า “ท่านใช่ซิ่วไฉ่ที่ะโหน้าประตูเมืองเมื่อคืนหรือไม่”
เมิ่งสือได้ยินดังนั้นคล้ายนึกบ้างอย่างขึ้นมาได้ ที่แท้น้ำเสียงคุ้นหูของชายชุดขาวกลับเป็เสียงเดียวกันกับทหารบนกำแพงเมืองผู้เอ่ยปากขับไล่มันไปนอนนอกเมืองให้เสือกิน
เสียงหัวร่อพลันดังลั่นขึ้นมาจากเมิ่งสือและหวังหู่พร้อมกันอย่างมิคาดคิดสร้างความคึกครื้นไปทั่วเพิงน้อย
“เป็ผู้น้องเอง น่าเสียดายที่ท่านไม่เปิดประตูให้ มิเช่นนั้นเราคงได้ไปเจอกันที่ปรโลกแล้ว ฮา ฮา” เมิ่งสือหัวร่อลั่นจากฤทธิ์ของเหล้าดีกรีแรงจนใช้มือเกาขอบโต๊ะไว้ สภาพของบัณฑิตสำรวมเริ่มหายไปทีละน้อย
ฝ่ายหวังหู่ที่หัวร่องอหงายไม่แพ้กันกุมท้องที่แข็งจากแรงเกร็งกล่าวว่า “อย่าว่าแต่ท่านเป็ซิ่วไฉ ต่อให้เป็จ้วงหยวน (จอหงวน) เราก็ไม่มีศีรษะงอกใหม่มารับผิดชอบท่าน”
มือปราบหนุ่มสีหน้าเรียบนิ่งเมื่อครู่กลับปรากฏรอยยิ้มน้อยมุมปาก ผู้มึนงงไม่ทราบต้นสายปลายเหตุจากปฏิกิริยาของคนทั้งสองที่กำลังตะเบ็งเสียงหัวร่อแข่งกันมีเพียงหลินซุ่นเหอ ชายร่างท้วมเห็นดังนั้นจึงได้แต่มองไปยังหวังหู่และเมิ่งสือสลับกันไปมาพูดว่า “พวกท่านรู้จักกันมาก่อนแล้วหรือ?”
หวังหู่เช็ดหยาดน้ำจากการขบขันจนน้ำตาเล็ดบอกต่อหลินซุ่นเหอ “เมื่อคืนมีคนผู้หนึ่งร้องขอให้เราเปิดประตูเมืองด้านทิศตะวันออก มิคาดว่ากลับเป็คนผู้นี้” พูดจบมันก้มลงกุมท้องขบขันต่อ
หลินซุ่นเหอส่งเสียงอ้อเป็เชิงรับทราบ จากนั้นจึงหันไปสอบถามต่อเมิ่งสือ “น้องเรามิได้พักในเมืองหรือ เช่นนั้นแล้วพักอยู่ที่ใด”
“จำได้ว่าประตูเมืองทิศเหนือมีเพียงทุ่งนารกร้างหลังเก็บเกี่ยวงูชุกชุมนัก เราเคยไปจับเอาดีมาดองเหล้า” หลินซุ่นเหอพูดต่อ “ท่านคงไม่ได้ไปพักในศาลเ้าร้างแถวนั้นกระมัง?”
เมิ่งสือได้ยินเช่นนั้นรู้สึกประหลาดอยู่บ้างจึงสอบถามขึ้น “ศาลเ้ารกร้างมีสิ่งใดน่ากังวล” ในใจมันนึกถึงความปลอดภัยของหวงหนี่เกรงจะเกิดอันตรายต่อนาง
มือปราบหนุ่มผู้เคร่งขรึมนั่งนิ่งั้แ่ต้นยกสุราขึ้นจ่อปากแล้วพูด “หลายปีก่อนหากมีคนสูญหายจากบ้านจะสามารถพบได้ที่นั่น” มันหยุดพูดเพื่อดื่มสุรา จากนั้นกล่าวต่อ
“เพียงแต่คนกลายเป็ศพไปแล้ว ถือเป็คดีใหญ่ยังปิดไม่ได้ของเมืองนี้”
เพียงอึดใจเดียวหวังหูที่หัวร่อเบิกบานแต่ขณะนี้กลับเงียบปากลงกล่าวอย่างเ็ปใจ “เสี่ยวจูตี้ตี้ (น้องชาย) เราก็ตกเป็เหยื่อ หากมันยังอยู่คงวัยไล่เลี่ยกับท่าน น่าเวทนานัก”
สิ้นคำกล่าวหวังหู่ สีหน้าเมามายของเมิ่งสือพลันสร่างขึ้นมาแปดส่วน บรรยากาศในร้านที่เต็มไปด้วยความคึกคักขาดห้วงลงเหลือเพียงความเงียบเข้าแทนจนมันรู้สึกขนบนท่อนแขนลุกชี้ชันขึ้นมา