ในเรือนนอนอันโอ่อ่าหรูหราของจวนองค์หญิงใหญ่
ฉู่จวินหลันนั่งดื่มชาปี้หลัวชุน[1]ที่โต๊ะแปดเซียน[2]ซึ่งอยู่นอกห้องอย่างสบายอารมณ์
หลังฉากกั้นปักลายปลาหลี่[3]แหวกว่ายท่ามกลางดอกบัวมีทั้งหมอหลวงจากสำนักหมอหลวงห้าหกคน และหมอจากร้านสมุนไพรอีกนับสิบคนกำลังยืนล้อมรอบเตียงที่มีม่านเตียงกั้นบนเตียงมีชายหนุ่มผู้หนึ่งนอนเหยียดยาว ราวกับเหลือเพียงลมหายใจรวยริน
“ตามที่ผู้น้อยเห็นเกรงว่าจะเป็โรคหลับใหลในห้วงภวังค์”
“หากเป็โรคหลับใหลในห้วงภวังค์แล้วก็นับเป็โรคร้ายและสิ้นหวังโอกาสที่จะฟื้นขึ้นมาได้มีเพียงหนึ่งในหมื่นเท่านั้น”
“เมื่อเดือนก่อนท่านหัวหน้าสำนักหมอหลวงมาตรวจอาการดูแล้วเพียงชำเลืองมองก็กล่าวว่าไร้ทางรักษา บัดนี้ดูแล้วก็ช่างอันตรายนัก”
ฉู่จวินหลันไม่นึกเลยว่าจะได้พบ‘สหายร่วมชะตา’ ที่เป็โรคนี้อีกคน
นางเลิกคิ้วก่อนจะหยิบขนมกุหลาบเข้าปากหนึ่งคำ
ทันใดนั้นเองเสียงสาวใช้ด้านนอกพร้อมใจกันขานขึ้น “คารวะองค์หญิงใหญ่!”
สาวใช้ยกม่านลูกปัดอันงดงามขึ้นเสียงกรุ๋งกริ๋งดังแ่เบา ก่อนจะปรากฏร่างสูงโปร่งของสตรีวัยราวห้าสิบปีผมเกล้าสูงใบหน้าซีดเซียวในอาภรณ์ผ้าแพรแขนกว้างสีน้ำเงินเข้มปักลายดอกกุหลาบก้าวเข้ามาด้วยท่าทีรีบร้อน
“อาการของเจี้ยนเอ๋อร์[4]เป็เช่นไรบ้าง!”
เหล่าหมอหลวงและหมอจากร้านสมุนไพรต่างพากันก้าวออกมาคารวะพร้อมกัน
บนหน้าผากองค์หญิงใหญ่มีเหงื่อเม็ดละเอียดผุดขึ้น“ว่ามาสิ! พวกเ้ารักษาโรคของเจี้ยนเอ๋อร์ได้หรือไม่กันแน่!”
เหล่าหมอต่างมองหน้ากันไปมาหมอผู้เฒ่าอายุราวหกสิบปีซึ่งเป็หัวหน้าก้าวออกมากล่าวด้วยความเคารพ“เรียนองค์หญิงใหญ่ อาการของคุณชายเย่ไม่สู้ดีนัก หลังจากพวกข้าน้อยปรึกษากันแล้วล้วนมั่นใจว่าเป็โรคหลับใหลในห้วงภวังค์ขอรับ”
“โรคหลับใหลในห้วงภวังค์หรือ”สีหน้าองค์หญิงใหญ่ซีดเผือดลงทันตา ก้าวถอยหลังไปก่อนแทบทรุดลงกับพื้น
“เจี้ยนเอ๋อร์!หลานสุดที่รักของข้า!”
นางร่ำไห้พลางพุ่งเข้าไปยังห้องด้านใน
ฉู่จวินหลันที่เต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็นก้าวตามองค์หญิงใหญ่เข้าไปเช่นกัน
ชายหนุ่มหน้าซีดขาวนอนแผ่อยู่บนเตียงโดยมีผ้าห่มแพรบางคลุมถึงอก
จากมุมที่ฉู่จวินหลันยืนคนที่นอนหลับสนิทอยู่บนเตียงผู้นั้นสันจมูกคมชัด แนวกรามงามได้รูปเส้นผมดำขลับสลวยบนหมอนผ้าแพรยาวสยาย และหน้าอกขยับขึ้นลงแ่เบา
องค์หญิงใหญ่ร่ำไห้จนแทบสิ้นสติ“เจี้ยนเอ๋อร์! หากเ้ามีอันเป็ไป ข้าจะมีหน้าไปพบท่านแม่ของเ้าได้อย่างไร!”
บรรดาสาวใช้ข้างกายต่างพากันน้ำตาคลอไปด้วย
หมัวมัว[5]ที่อยู่ข้างองค์หญิงใหญ่เหลือบไปเห็นสาวน้อยแปลกหน้าที่พิงอยู่ข้างฉากกั้นเมื่อเห็นว่าเครื่องแต่งกายของนางหาใช่สาวใช้ในจวน ก็อดเอ่ยถามเสียงเข้มไม่ได้“เ้าเป็ใคร!”
องค์หญิงใหญ่ได้ยินเช่นนั้นก็หันมามองด้วยเช่นกัน
ฉู่จวินหลันยิ้มตาหยีตอบ“ข้าน้อยเป็บุตรคนที่สาม บุตรสาวของฉู่ไฉเหลียงรองเ้ากรมโยธาธิการเ้าค่ะเดิมทีวันนี้ตั้งใจมาซื้อสมุนไพรที่ร้านสมุนไพรซานจี้แต่บังเอิญเจอคนของจวนองค์หญิงใหญ่มา ‘เชิญ’ ท่านหมอไปข้าน้อยจึงถูกบังคับให้มาด้วย”
องค์หญิงใหญ่ชะงักไปก่อนสีหน้าจะเปลี่ยนทันทีรีบพุ่งเข้ามาหาฉู่จวินหลัน “เ้า...ไม่ใช่ว่าเป็โรคหลับใหลในห้วงภวังค์หรือเ้าหายั้แ่เมื่อไหร่!”
ฉู่จวินหลันเลิกคิ้วกล่าว“ไม่คิดเลยว่าข้าน้อยจะมีชื่อเสียงถึงเพียงนี้ องค์หญิงใหญ่ยังรู้เื่นี้ด้วย?”
องค์หญิงใหญ่กล่าวพลางคว้าไหล่ฉู่จวินหลันไว้“รีบบอกมา!เ้าหายได้อย่างไร!”
ฉู่จวินหลันไม่หลบแต่เมื่อโดนเขย่าอยู่หลายครั้งจึงได้แต่ถอนหายใจแล้วผลักมืออีกฝ่ายออกเบาๆ“ก็แค่เปิดเส้นลมปราณทั้งสองสายได้แล้วก็เท่านั้น โอ๊ย ท่านหยุดเขย่าก่อนข้าน้อยเวียนหัวเ้าค่ะ!”
“เส้นลมปราณทั้งสองสาย?”ดวงตาองค์หญิงใหญ่พลันเป็ประกาย นางรีบดึงฉู่จวินหลันไปข้างเตียง“เ้าทำได้อย่างไร เ้าช่วยเปิดเส้นลมปราณให้เจี้ยนเอ๋อร์ของข้าด้วยสิ เร็วเข้า!”
ด้านนอกฉากกั้นพอหมอจากสำนักหมอหลวงและหมอชื่อดังทั้งหลายได้ยินว่าฉู่จวินหลันเคยป่วยด้วยโรคหลับใหลในห้วงภวังค์แต่ฟื้นขึ้นมาได้ต่างแปลกใจและพากันเดินเข้ามาในห้องครั้นได้ยินนางพูดถึงเื่เปิดเส้นลมปราณทั้งสองสายก็ล้วนมองว่าน่าขันยิ่งนัก
“องค์หญิงใหญ่”หมอคนหนึ่งรีบห้ามทันที “เด็กสาวคนนี้พูดจาเหลวไหลชัดๆ นางล้อท่านเล่นแล้วขอรับ!”
“ข้าไม่สน!”องค์หญิงใหญ่ผลักฉู่จวินหลันไปชิดข้างเตียง เอ่ยอย่างคลุ้มคลั่งทั้งดวงตาแดงก่ำ“เจี้ยนเอ๋อร์ป่วยมานานถึงเพียงนี้ พวกเ้าก็เอาแต่บอกว่าไร้ทางรักษา!แต่บุตรสาวตระกูลฉู่คนนี้เคยป่วยโรคนี้เช่นเดียวกันหลับใหลไปทั้งปีแต่ยังฟื้นขึ้นมาได้!เช่นนี้ย่อมหมายความว่าเจี้ยนเอ๋อร์ยังมีหวัง!”
บรรดาหมอทั้งหลายล้วนสีหน้าไม่สู้ดีแต่เพราะเกรงกลัวเกียรติขององค์หญิงใหญ่จึงได้แต่ก้มหน้าไม่กล้าเอ่ยสิ่งใด
เมื่อเห็นฉู่จวินหลันก้าวไปตรวจชีพจรคุณชายเย่จริงๆหมอหลวงผู้หนึ่งก็ถึงกับโกรธจัด กล่าวเสียงขุ่น“องค์หญิงใหญ่ปล่อยให้สตรีที่ไม่รู้ที่มาที่ไปเช่นนี้เข้าใกล้คุณชายเย่ได้อย่างไรหากเกิดเหตุร้ายขึ้นมา ผู้ใดจะรับผิดชอบขอรับ!”
“นั่นสิ!”หมอคนอื่นๆ ต่างพากันเออออด้วยความไม่พอใจ
แต่ฉู่จวินหลันไม่สนใจเสียงโวยวายเ่าั้ตั้งใจตรวจชีพจรและดูอาการ จากนั้นหันกลับมากล่าวว่า“เขาล้มป่วยโรคหลับใหลในห้วงภวังค์มาได้สองเดือนแล้วใช่หรือไม่”
“ใช่สองเดือนก่อนเขาล้มลงหมดสติไป แล้วก็ไม่เคยฟื้นขึ้นมาอีกเลย!คุณหนูฉู่...เ้ามีวิธีหรือไม่” องค์หญิงใหญ่ถามด้วยแววตาเต็มไปด้วยความหวัง
“เขาโดนพิษมาแล้วสองเดือนแม้พิษร้ายแรง แต่ก็หาใช่ว่าไร้ทางรักษา ข้าน้อยจะทำให้เขาฟืนคืนสติขึ้นมาก่อน”นางเงยหน้ามองบรรดาหมอทั้งหลาย “มีผู้ใดจะมาเป็ผู้ช่วยข้าบ้างหรือไม่”
“เหลวไหล!”หมอหลวงผู้หนึ่งตวาดลั่น “เ้าเด็กเมื่อวานซืน! พูดจาเพ้อเจ้ออันใดกัน!อะไรคือถูกพิษ นี่เป็โรคหลับใหลในห้วงภวังค์ชัดๆ!แม้แต่หัวหน้าสำนักหมอหลวงยังบอกว่าไร้ทางรักษา เ้ากลับบอกว่าถูกพิษแล้วรักษาได้?หากคิดจะประจบเพื่อหวังใกล้ชิดผู้มีอำนาจก็อย่านำชีวิตคุณชายเย่มาล้อเล่น!”
“หัวหน้าสำนักหมอหลวงกล่าวว่า‘ไร้ทางรักษา’ หมายถึงพิษในกายเขาไร้ทางรักษาพวกท่านมีใครได้ยินว่าโรคหลับใหลในห้วงภวังค์ไร้ทางรักษาบ้างเล่า”
บรรดาหมอทั้งหลายถึงกับเงียบกริบ
ฉู่จวินหลันหัวเราะหยัน“ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมพวกท่านถึงเป็ได้แค่หมอหลวง”
“เ้า!”เหล่าหมอหลวงที่โดนพูดแทงใจดำหน้าแดงก่ำ
“ข้าอะไร!หากไม่อยากช่วยก็ออกไปเสีย อย่ามาขวางทางที่นี่!”
บรรดาหมอทั้งหลายโกรธจนแทบะเิโทสะต่างพากันเดินออกไปนอกห้องด้วยความเดือดดาล
หมอเวิงลังเลอยู่ครู่หนึ่งสุดท้ายก็ก้าวออกมา “ผู้น้อยจะช่วยคุณหนูเอง”
“ดี! องค์หญิงใหญ่ข้าน้อย้าเข็มเงินหนึ่งชุด และสุราฤทธิ์แรงหนึ่งชามเ้าค่ะ”
แววตานางเต็มไปด้วยความมั่นใจสีหน้าสงบนิ่ง ในขณะที่ทุกคนจนปัญญา องค์หญิงใหญ่ก็ทำได้เพียงฝากความหวังไว้ที่นางจึงรีบพยักหน้าสั่งหมัวมัวให้ไปจัดหาของเ่าั้มา
ฉู่จวินหลันนำเข็มเงินชุบสุราเพื่อฆ่าเชื้อจากนั้นให้หมอเวิงช่วยถอดเสื้อผ้าคุณชายเย่ออก แล้วพยุงเขานั่ง
นางลงมืออย่างรวดเร็วและมั่นคงแทงเข็มแรกลงไป เมื่อบิดปลายเข็มก็ได้ยินเสียงบางอย่างแ่เบาก่อนเข็มเงินจะสั่นสะท้านขึ้นมาเอง
หมอเวิงถึงกับตะลึงตาค้าง“คุณหนูฉู่ วิชาเข็มของท่าน...”
“วิชาเข็มวิหคบรรเลงเคยได้ยินหรือไม่” ฉู่จวินหลันเอ่ยถามอย่างสบายๆ
หมอเวิงส่ายหน้า
เมื่อบรรดาหมอที่อยู่นอกฉากกั้นได้ยินเสียงเข็มสั่นก็ตกตะลึงพากันชะเง้อคอมองเข้ามา
ฉู่จวินหลันจับชีพจรคุณชายเย่อย่างละเอียดหาจังหวะเหมาะแล้วปักเข็มสุดท้ายลงไป จากนั้นรีบผละตัวออกห่าง
พรวด!
คุณชายเย่ที่ฟื้นขึ้นมาอาเจียนโลหิตดำใส่เสื้อคลุมของหมอเวิงเต็มๆ
หมอเวิงที่โดนพุ่งเข้าใส่อย่างไม่ทันตั้งตัวใบหน้าถึงกับเขียวคล้ำ
การเป็ผู้ช่วยคือคอยพยุงคนไข้แล้วโดนพ่นโลหิตใส่หรือ!
“เจี้ยนเอ๋อร์!”
เมื่อเห็นหลานชายพ่นโลหิตสีดำออกมาองค์หญิงใหญ่ก็ใจนหน้าถอดสี
ทว่าพริบตาเดียวความหวาดหวั่นก็แปรเปลี่ยนเป็ความปีติ
คุณชายเย่ค่อยๆ ลืมตาขึ้นเอ่ยด้วยเสียงแหบพร่า “ท่านยาย...”
“เจี้ยนเอ๋อร์เ้าฟื้นแล้ว!” องค์หญิงใหญ่ปลื้มปริ่มจนน้ำตานองหน้า
แต่แล้วคุณชายเย่ก็หลับตาลงอีกครั้ง
องค์หญิงใหญ่เห็นเช่นนั้นก็กำลังจะร้องไห้อีกครั้งฉู่จวินหลันจึงรีบเอ่ย “ร่างกายเขาอ่อนแอเกินไปหมดสติเช่นนี้ถือเป็การพักผ่อนอย่างหนึ่งเ้าค่ะ”
ฉู่จวินหลันถอนเข็มออกอย่างคล่องแคล่วพลางเอ่ยกำชับ“ั้แ่วันนี้เป็ต้นไป ห้ามให้คุณชายเย่กินเนื้อสัตว์ ของเผ็ดร้อน ของแสลงห้ามดื่มสุรา ห้ามดื่มชา และห้ามมีสัมพันธ์ทางกายต้องนอนพักอย่างน้อยวันละห้าชั่วยาม เดินออกกำลังได้แต่อย่าใช้แรงเกินไปอีกทั้งอาหารสามมื้อให้ทำตามตำรับอาหารที่ข้าน้อยจัดไว้ และต้องกินยาตามเทียบที่จัดให้วันละสามครั้งห้ามขาด”
ฉู่จวินหลันลุกขึ้นยื่นเข็มเงินที่เปื้อนโลหิตดำให้หมอเวิง “ช่วยเช็ดด้วยสุราให้ข้าหน่อย”
นางเขียนเทียบยาและตำรับอาหารอย่างฉับไวแล้วยื่นให้แก่องค์หญิงใหญ่ ท่ามกลางสายตาของบรรดาหมอทั้งหลาย
“ตอนนี้ข้าน้อยช่วยได้เพียงประคองอาการเขาไม่ให้กลายเป็คนไร้สติพิษในกายเขายังไม่หมด ยังมีสิทธิ์กำเริบได้อีกเ้าค่ะ”
“ดีแล้ว!ขอเพียงมีความหวังก็พอ!” องค์หญิงใหญ่ถึงกับโค้งคำนับนางด้วยความนอบน้อม
ฉู่จวินหลันไม่ปฏิเสธรับคำนับนั้นด้วยรอยยิ้ม แล้วหันไปทางหมอเวิง
“เข็มเช็ดสะอาดแล้วหรือไม่”
“เช็ดสะอาดแล้ว”
“ดีเช่นนั้นเราไปกันเถิด ถึงร้านแล้วช่วยจัดสมุนไพรให้ข้าหน่อยนะ”ฉู่จวินหลันกล่าวจบก็หันไปร่ำลาองค์หญิงใหญ่“วันนี้ข้าน้อยเพียงออกมาซื้อสมุนไพรเท่านั้นจริงๆ”
เมื่อเห็นหลานชายปลอดภัยองค์หญิงใหญ่ก็มีท่าทีอ่อนโยนต่อฉู่จวินหลันเป็พิเศษ“ต้องขอโทษเ้าด้วยที่ข้ารีบร้อนเกินไป หากมีสิ่งใดล่วงเกินไปก็โปรดให้อภัยด้วย”
“ไม่เป็ไรเ้าค่ะข้าน้อยเข้าใจความรู้สึกของท่านดี ข้าน้อยจะหาทางถอนพิษให้คุณชายเย่เพียงแต่หนทางนี้ย่อมเต็มไปด้วยอุปสรรค”
“ไม่เป็ไรขอเพียงยังมีความหวังก็พอ หากคุณหนูฉู่อยากได้สิ่งใด ข้าจะให้ทุกอย่าง”
องค์หญิงใหญ่ถึงขั้นเอ่ยพลางเดินไปส่งฉู่จวินหลันหน้าประตูห้อง
เมื่อบรรดาหมอเห็นว่าเหตุการณ์เป็เช่นนี้ต่างร่ำลากันอย่างขัดเขินครั้นเดินผ่านฉู่จวินหลัน แต่ละคนก็มีสีหน้าต่างกันไป บ้างขุ่นเคืองบ้างอิจฉาริษยา แต่ไม่ว่าอย่างไรล้วนเป็ความรู้สึกอับอาย
เมื่อกลับมาถึงร้านสมุนไพรซานจี้ หมอเวิงก็จัดสมุนไพรต่อ
เดิมฉู่จวินหลันตั้งใจจะชดใช้เื่เสื้อผ้าให้หมอเวิงแต่เขากลับปฏิเสธเสียงแข็ง“วันหน้าขอท่านชี้แนะวิชาแพทย์แก่ข้าสักเล็กน้อยก็พอแล้ว”
เมื่อรับรู้ถึงความคิดในใจของเขาฉู่จวินหลันก็หัวเราะออกมา
และแล้วความรื่นรมย์ของนางก็สิ้นสุดลงทันทีที่ก้าวเข้าสู่เรือนของฉู่หวาถิง
ยามเย็นในฤดูร้อนแสงอาทิตย์ย้อมท้องฟ้าเป็สีแดงฉานฉู่หวาถิงที่สวมชุดแขนกว้างสีน้ำเงินอ่อนตัวเก่านั่งอยู่ตรงโต๊ะหินใต้ร่มเถาองุ่นรูปโฉมหล่อเหลา แต่ดวงตากลับว่างเปล่าไร้แวว ส่วนเป่าเล่อบ่าวคนสนิทไม่รู้หายไปไหน
ตรงข้ามฉู่หวาถิงคือฉู่หวาอวิ๋นน้องชายต่างมารดาวัยสิบสามปี ซึ่งเป็บุตรชายรองของอนุซุนตอนนี้เขากำลังแอบเอามูลหนูใส่ลงในถ้วยน้ำชาของฉู่หวาถิง!
เมื่อก้อนมูลสีดำตกลงในถ้วยชาก็ทำให้ชาในถ้วยขุ่นมัว
“พี่ชายใหญ่ดื่มชาสิ” ฉู่หวาอวิ๋นกลั้นหัวเราะพลางยกถ้วยชาส่งให้ฉู่หวาถิง
ฉู่หวาถิงเพิ่งจะยื่นมือออกไปฉู่จวินหลันที่เห็นเหตุการณ์ก็ก้าวเข้ามาขวางไว้เสียก่อน
นางรับถ้วยชามาพร้อมกับคว้าคอเสื้อฉู่หวาอวิ๋นไว้ก่อนยิ้มเอ่ย “ชาดีถึงเพียงนี้ ให้น้องชายหกดื่มก่อนดีหรือไม่”
ฉู่หวาอวิ๋นไม่แน่ใจว่านางเห็นสิ่งที่ตนทำเมื่อครู่หรือไม่เขากลอกตาไปมาก่อนจะกล่าว “ฮะๆๆๆ ชาดีๆ เช่นนี้ควรให้พี่ชายใหญ่ดื่มสิ”
ฉู่จวินหลันกัดฟันกรอดก่อนจะสาดชาในถ้วยใส่หน้าฉู่หวาอวิ๋นเต็มๆ
“ไปกินกับมารดาเ้าเถิด!”
จากนั้นก็ตบไปสองฉาด
ฉู่หวาอวิ๋นยังไม่ทันร้องก็ถูกเตะจนล้มกลิ้งไปกับพื้น!
“เ้าฉวยโอกาสที่พี่ชายใหญ่ตาบอดรังแกเขาทำเื่ชั่วช้าเช่นนี้มากี่ครั้งแล้ว! วันนี้เป็มูลหนู ก่อนหน้านั้นเป็อะไร!”นางพูดจบก็เหยียบอกเขาอย่างแรง “พูดมา!”
[1] ชาปี้หลัวชุน หมายถึง ชาเขียวชื่อดังของจีนใบชาม้วนขดเล็กคล้ายหอยทาก กลิ่นหอมสดชื่น รสละมุนถือเป็ชาหายากและราคาสูงในสมัยโบราณ
[2] โต๊ะแปดเซียน หมายถึงโต๊ะที่มีม้านั่งยาวล้อมรอบทั้งสี่ด้าน นั่งได้สูงสุดแปดคน
[3] ปลาหลี่ หมายถึง ปลาคาร์ป
[4] เอ๋อร์ เป็คำเรียกต่อชื่อผู้าุโจะใช้เรียกคนที่อายุน้อยกว่า เพื่อแสดงถึงความสนิทสนมและเอ็นดู
[5] หมัวมัว เป็คำเรียกหญิงสูงวัยมีความหมายหลากหลาย ทั้งย่า ยาย แม่นม ป้าและยังเป็คำเรียกบ่าวหญิงรับใช้าุโในเชิงยกย่องรวมถึงนางข้าหลวงาุโในวังด้วย