บุปผาราชัน

    15 บุปผาแห่งบัลลังก์


    15บุปผาแห่งบัลลังก์
    “ฟีออน”
    “เพคะฝ่าบาท” ฟีออนก้มหน้าลงเล็กน้อยน้อมรับในทันที
    “ระหว่างพระสนมทั้งสองคนนี้ ถ้าให้เลือกใครสักคนเป็นราชินีเจ้าจะเลือกใคร”
    ทั้งเหล่าทหารนางกำนัลพระสนมทั้งสอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ต้องตอบคำถามนั้นต่างสะดุ้งไปตามๆ กัน
    “ไม่มีใครตอบคำถามนี้ได้นอกจากฝ่าบาทเพคะ”
    “ข้าบอกให้เจ้าเลือกยังไงล่ะ”
    “ประหารหม่อมฉันเถอะเพคะ”
    “ทำไมเจ้าถึงชอบบอกให้ข้าประหารเจ้าอยู่เรื่อยนะ”
    “เพราะหม่อมฉันไม่สามารถทำตามพระประสงค์ทุกอย่างของฝ่าบาทได้เพคะ”
    คงมีเพียงเจ้าของคำถามกับคำตอบเท่านั้นที่รู้ว่ามันมีความหมายลึกซึ้งยิ่งกว่าสถานการณ์ในตอนนี้เพียงใด
    จานิสต้าได้แต่นิ่งมองการโต้ตอบนี้อย่างแปลกใจ มันฟังดูราวกับเป็นบทสนทนาของคนสนิทคุ้นเคยกัน ไม่น่าแปลกไปหน่อยหรือ... กับหญิงสาวที่เพิ่งจะได้เป็นนางข้าหลวงฝึกหัด มิหนำซ้ำอีกฝ่ายยังเป็นถึงกษัตริย์ แต่ฟีออนก็โต้ตอบได้คล่องแคล่วอย่างไม่สะทกสะท้านหรือกลัวตายเลยสักนิด ถึงขนาดกล้าท้าทายพระองค์ออกไปแบบนั้น
    ...ราวกับรู้ดีอยู่แล้วว่ามันจะไม่มีทางเกิดขึ้น
    “ถ้าอย่างนั้นข้าคงต้องตัดหัวตัวเองก่อนแล้วล่ะ เพราะข้าไม่เคยทำอะไรแล้วได้ดั่งใจตัวเองเลยสักครั้ง”
    “อย่าทรงรับสั่งเช่นนั้นเลยเพคะ หม่อมฉันรู้สึกไม่ดีเลย” จานิสต้าหาช่องจังหวะเอ่ยแทรกขึ้นได้ในที่สุด
    “ถึงจะอยากทำแบบนั้นแค่ไหนแต่ข้าก็คงทำไม่ได้หรอก นี่แหละที่ไม่ได้ดั่งใจที่สุด ดังนั้นเจ้าไม่ต้องกังวลไปหรอก จานิสต้า”
    ฟีออนลอบถอนใจออกมาเมื่อดูเหมือนว่าความพยายามเฉไฉให้รอดจากสถานการณ์นี้จะประสบความสำเร็จ
    “แล้วก็นะ ขืนประหารเจ้าขึ้นมาคาอูลต้องฆ่าข้าแน่ๆ ต่อให้ฆ่าข้าแล้วเขาเองก็จะโดนประหารด้วยก็เถอะ ใช่ไหมคาอูล”
    ทหารมหาดเล็กหนุ่มสะดุ้งขึ้นอีกครั้งเมื่อถูกหันกลับมาถาม เงยมองหน้าฟีออนหรือแม้แต่คนอื่นๆ ที่ต่างรอคำตอบด้วยใบหน้าสงสัยใคร่รู้แล้ว เขาก็แทบอยากจะขุดดินลงไปหลบหรือวิ่งหนีไปจากตรงนี้เหลือเกิน
    “ขอได้ทรงโปรดเลิกล้อเล่นแบบนี้เถิดพ่ะย่ะค่ะ”
    “แล้วกัน ข้าอุตส่าห์ให้โอกาสเจ้าแล้วนะ ถ้าไม่รับไปข้าอาจจะเก็บไว้เองแล้วนะ”
    ทุกชีวิตที่อยู่ตรงนั้นต่างหันขวับกลับไปมององค์เหนือหัวเป็นตาเดียว ฝ่าบาทกับหญิงสาวอัปลักษณ์ผู้นี้น่ะหรือ ให้จินตนาการเท่าไรก็ดูจะห่างไกลความจริงเหลือเกิน
    “ขอได้ทรงโปรดอย่าล้อเล่นแบบนี้ต่อเลยเพคะ พระสนมทั้งสองคงใจไม่ดีแย่แล้ว” เป็นฟีออนที่กราบทูลขึ้นในที่สุด ภายใต้สถานการณ์สุดจะกลืนไม่ได้คายไม่ออกนี้
    “ก็ได้ๆ ข้าเลิกเล่นแล้วก็ได้ ให้ตายเถอะ...ทุกคนมีอารมณ์ขันได้ยกเว้นข้าใช่ไหม”
    ใครหลายคนลอบถอนหายใจอย่างโล่งอก เมื่อทรงรับสั่งออกมาว่าทรงล้อเล่น
    “อารมณ์ขันของฝ่าบาททำให้คนหัวเราะไม่ออกเพราะน่ากลัวเกินไปเพคะ”
    “งั้นเอาไว้เจ้าสอนข้าบ้างก็แล้วกัน”
    ในขณะที่ความเข้าใจผิดกำลังจะเริ่มคลี่คลายไป แต่แล้วอยู่ๆ องค์แดริสก็ได้สร้างความคลางแคลงใจชิ้นใหม่ให้กับเหล่าผู้พบเห็น เมื่อทรงยกพระหัตถ์ขึ้นลูบศีรษะของฟีออนเบาๆ ต่อหน้าทุกคน คาอูลรู้สึกเหมือนถูกค้อนตีแสกหน้าเลยทีเดียวเมื่อได้มองภาพนั้น
    รับสั่งกับฟีออนจบแล้วก็ทรงหันมาหาพระสนมคนโปรดอย่างไม่หลงลืมนางไป
    “ช่วยหาอะไรที่อ่านแล้วทำให้ข้าหัวเราะสักเล่มได้ไหม”
    “เพคะ” หญิงสาวรับคำพร้อมกับอมยิ้มในทันที และ...
    “แล้วก็...คืนนี้เจอกัน” รับสั่งนั้นไม่ได้ตรัสขึ้นกับหญิงสาวเรือนผมสีทองคนเดิม แต่องค์แดริสทรงหันไปรับสั่งกับอดีตคุณหนูแห่งเฟรนด์สเกล ซึ่งทำได้เพียงยืนนิ่งเงียบไม่พูดไม่จาราวกับไม่มีตัวตนอยู่ตั้งแต่แรก
    ทุกคนหันไปมององค์แดริสที่ทำเรื่องน่าตกตะลึงไม่หยุด โดยเฉพาะเจ้าตัวอย่างจีโอเรีย

    นับตั้งแต่คืนแรกที่เข้าวังมา จนกระทั่งเลื่อนขั้นขึ้นเป็นพระสนมแล้ว แต่ก็ไม่เคยมีคืนไหนที่จีโอเรียจะถูกเรียกให้เข้าเฝ้าอีกเลยสักครั้ง และนั่นก็แสดงให้เห็นเด่นชัดเหลือเกินว่าท่านหญิงผู้นี้ไม่เป็นที่โปรดปรานเลยแม้แต่น้อย
    ช่วงเวลาดำเนินผ่านหัวค่ำไปจนค่อนดึก จีโอเรียซึ่งอาบน้ำเตรียมตัวเตรียมทุกอย่างพร้อมแล้วถูกพามาเฝ้ารอภายในห้องบรรทมเล็กที่เคยได้เหยียบเข้ามาเพียงครั้งเดียว และเป็นครั้งแรกที่ไม่น่าจดจำเอาเสียเลย ในตอนนี้หญิงสาวรู้สึกตื่นเต้นจนแทบทำอะไรไม่ถูก และเมื่อนั่งรออยู่บนเตียงจนฟุ้งซ่านได้อยู่ไม่นานนัก เสียงของทหารหน้าห้องก็ดังขึ้นให้รู้ว่าฝ่าบาทเสด็จมาถึงเรียบร้อยแล้ว
    ประตูถูกเปิดออกก่อนที่องค์กษัตริย์จะเสด็จเข้ามาเพียงลำพัง และถูกปิดลงไปพร้อมกับที่ทรงถอดเสื้อคลุมตัวยาวสีน้ำเงินวางพาดไว้บนโต๊ะน้ำชาที่มีเก้าอี้สองตัว เมื่อหญิงสาวหันไปมองพระวรกายที่สวมเพียงชุดนอนกางเกงขายาวกับเสื้อแขนสั้นสีฟ้าอ่อน ภาพนั้นก็ยิ่งทำให้ใจเต้นไม่เป็นส่ำกว่าเดิม
    องค์แดริสเสด็จไปประทับลงที่ปลายของแท่นบรรทม ในขณะที่จีโอเรียนั่งนิ่งไม่กล้าขยับ พูด หรือทำอะไรเลยอยู่ที่กลางเตียง
    “ไหนลองบอกเหตุผลสักสองข้อที่ทำให้เจ้าคิดว่าตัวเองเป็นราชินีของข้าได้มาซิ”
    หญิงสาวตื่นตระหนกกับคำถามอบ่างเห็นได้ชัด แม้จะพยายามเก็บอาการแค่ไหนก็ตาม
    “เพราะสมัยก่อนฝ่าบาทเคยมอบดอกจีโอเรียให้กับหม่อมฉันแล้วตรัสกับหม่อมฉันว่า ‘สมแล้ว...ที่เป็นดอกไม้แห่งบัลลังก์กษัตริย์’ เพคะ หม่อมฉันเชื่อจริงๆ ว่าทุกอย่างรอบตัวได้หล่อหลอมหม่อมฉันมาเพื่อสิ่งนี้”
    องค์ราชาได้แต่ถอนพระทัย ก่อนจะรับสั่งขึ้นต่อ
    “ข้าจำไม่ได้ว่าเคยพูดแบบนั้น มีอะไรอีกไหม”
    จีโอเรียหน้าเสียขึ้นมาทันทีที่ได้รับคำตอบ ริมฝีปากของหญิงสาวเริ่มสั่นและเม้มแน่นเข้าหากัน
    “เพราะพระแม่ฟ้ากับองค์หญิงเดียเรน่าร์ทรงบอกกับหม่อมฉันเสมอว่า...”
    “พอที” หญิงสาวรีบหยุดพูดทันทีตามรับสั่ง จีโอเรียไม่ได้ตั้งใจทำให้ทรงกริ้วด้วยการเอ่ยชื่อของผู้ที่จากไปแล้วอย่างไม่มีวันกลับ แต่นั่นก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ฝังอยู่ในใจหญิงสาวจริงๆ เช่นกัน
    “ถ้าเจ้ายังหมกมุ่นใช้ชีวิตอยู่บนชื่อตัวเองแบบนั้น มัวแต่ให้คนอื่นขีดเส้นทางชีวิตให้เดินอยู่แบบนั้น ก็กลับไปทำต่อที่บ้านเจ้าซะเถอะ” ตรัสจบองค์กษัตริย์ก็ทรงลุกขึ้น ก่อนจะเสด็จไปเปิดประตูบอกทหารเฝ้าหน้าห้องด้วยประโยคที่ทำเอาจีโอเรียแทบหยุดหายใจ
    “ไปตามจานิสต้ามา”
    ประตูถูกปิดลงอีกครั้งจากนั้นก็เสด็จมาประทับอยู่ที่เดิม
    “สิ่งนี้คือความตั้งใจของหม่อมฉันเองเพคะ ตั้งแต่แรกหม่อมฉันก็หนีงานแต่งงานมาเข้าคัดเลือกเป็นนางในพิเศษเพราะรักฝ่าบาทเพคะ หม่อมฉันไม่อาจแต่งงานกับชายอื่นที่ไม่ได้รักได้”
    “แม้ชายคนนั้นจะไม่ได้รักไม่ได้สนใจเจ้า มีแต่ทำให้เจ้าเสียใจ เจ้าก็จะทนอยู่กับคนๆ นั้นหรือ อีกอย่างนางในพิเศษพระสนมทุกคนก็บอกว่ารักข้าทั้งนั้น ถ้าเหตุผลนี้ใช้ได้แล้วข้ามิต้องแต่งตั้งพวกเจ้าเป็นราชินีทุกคนเลยหรือไง”
    “หม่อมฉัน...” จีโอเรียนิ่งอึ้งพูดอะไรไม่ออกไปครู่หนึ่ง “หามิได้เพคะ ขอเพียงแค่ได้อยู่เคียงข้างพระองค์...”
    “ถ้าอย่างนั้นแล้วเจ้าคิดว่าตัวเองมีอะไรดีพอที่จะทำประโยชน์ให้กับข้าได้บ้าง หากตัวเองไม่ได้มีชื่อแบบนั้น หากไม่ได้เป็นท่านหญิงแห่งเฟรนด์สเกล หากไม่ได้เป็นบุตรสาวของท่านแม่ทัพหลวงแล้วนั้น เจ้าคิดว่าตัวเองทำอะไรได้อีกบ้างนอกจากความอดทนต่ำ พูดจาไม่รู้จักยั้งคิด จนเกือบพาตัวเองหรือแม้แต่บิดาของตัวเองตายเพราะปากของเจ้ามาแล้ว ถ้าเจ้าตอบได้สักข้อข้าอาจพิจารณาให้เจ้าได้ถึงตำแหน่งราชินี เพราะหากมองจากสถานการณ์แล้ว เราไม่มีพระแม่ฟ้า ยังไม่มีราชินี ไม่เหลือเจ้าหญิงสักคน ดังนั้นท่านหญิงแห่งเชื้อพระวงศ์สายรองที่ใกล้ชิดกับข้าที่สุดอย่างเจ้า ถึงได้เป็นสตรีที่สูงศักดิ์ที่สุดในอาณาจักรของเราตอนนี้ และด้วยเหตุนี้มันถึงได้นำพาเจ้ามาสู่ตำแหน่งพระสนม”
    จีโอเรียพูดอะไรไม่ออกอีกเลย ความเข้มแข็งทั้งหมดที่เคยมีมาพังทลายลงไม่มีเหลือจนหยดน้ำตาหลั่งริน องค์แดริสเพียงถอนพระทัยเฮือกใหญ่ นั่งปิดเปลือกพระเนตรลงราวกับไม่อยากแม้แต่จะเห็นหน้าของนางอีก หญิงสาวขยับไปไหนทำอะไรไม่ได้เลยสักอย่าง หากมีใครบางคนมากระซิบบอกว่าจงตื่นเถิด นี่เป็นเพียงฝันร้ายแล้วล่ะก็ หญิงสาวก็คงจะรีบกระโจนตื่นขึ้นจากฝันร้ายนี้ทันที
    ความเงียบสงัดยังคงวนเวียนอยู่เช่นนั้นนานพักใหญ่ จนท้ายก็มีเสียงเคาะประตูที่ดังขึ้นจากด้านนอก และการประกาศบอกถึงการมาเยือนของพระสนมอีกคนนั้น ก็ทำให้จีโอเรียดึงตัวเองกลับเข้าสู่ความจริงอันแสนโหดร้าย
    “เจ้ากลับไปได้แล้ว”
    จีโอเรียพยายามลุกขึ้นจากเตียงด้วยสภาพที่แทบหมดเรี่ยวแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อฝ่าบาทเสด็จไปเปิดประตูห้องด้วยพระองค์เอง แล้วทำให้จีโอเรียมองเห็นจานิสต้าที่ยืนนิ่งรออยู่หน้าประตู สีหน้าและสายตาของพระสนมคนโปรดนั้นไม่ได้บ่งบอกว่ากำลังมีความสุขที่ได้เข้าเฝ้าแต่อย่างใด จานิสต้านั้นดูไม่สบายใจเช่นกันเมื่อเห็นจีโอเรียเดินสวนออกมานอกห้องทั้งน้ำตา
    ซ้ำร้ายฝ่าบาทยังดึงตัวพระสนมคนโปรดที่เอาแต่ยืนนิ่งไม่เข้ามาในห้องเสียทีเข้าไปหา ก่อนจะหยดคำหวานรื่นหูแล้วบรรจงจูบจานิสต้าในทันที
    “คิดถึงเจ้าแทบแย่แล้ว มาช้าเสียจริง”
    ประตูห้องถูกปิดไปแค่นั้น พร้อมกับหัวใจของหญิงสาวเจ้าของนามดอกฟ้าที่รู้สึกราวกับถูกเด็ดออกจากต้น ถูกโยนให้ร่วงหล่นลงสู่พื้นแล้วเหยียบย่ำซ้ำเติม

    “เป็นอะไรรึเปล่า”
    เด็กหญิงวัยหกขวบที่หกล้มฟุบหน้าคว่ำอยู่กับพื้นเงยหน้าขึ้นมาเมื่อได้ยินเสียงถามไถ่จากใครคนหนึ่ง สวนข้างคฤหาสน์ที่พักของแม่ทัพหลวงแห่งจีโอเนราฟาเต็มไปด้วยแปลงดอกไม้สีฟ้าอันเป็นสัญลักษณ์แห่งอาณาจักร และเป็นชื่อเดียวกับบุตรสาวคนสุดท้องซึ่งในตอนนี้มีอายุหกปี
    แม้จะไม่เคยพูดคุยด้วยโดยตรง แต่จีโอเรียก็รู้จักเด็กหนุ่มซึ่งกำลังก้มลงแล้วยื่นมือออกมาตรงหน้านี้เป็นอย่างดี
    “ขะ...ข้าไม่เป็นไรค่ะ” เด็กหญิงลนลานรีบตอบกลับจนนึกคำพูดที่ถูกต้องไม่ออก ก่อนจะรีบลุกขึ้นมายืนในทันที
    “เจ้าคือจีโอเรียสินะ”
    “ใช่ค่ะ”
    “หัวเข่าเป็นแผลเลือดออกไม่เจ็บเหรอถึงไม่ร้องไห้ หากเป็นน้องสาวของข้าคงร้องไห้จ้าไปแล้ว”
    “เจ็บค่ะแต่...แต่ทนได้ ท่านพ่อบอกว่าคนเข้มแข็งจะต้องไม่ร้องไห้”
    “เจ้าเข้มแข็งมาก สมแล้ว...ที่เป็นดอกไม้แห่งบัลลังก์กษัตริย์”
    แปลงดอกจีโอเรียสีฟ้าที่กำลังบานสะพรั่งอยู่ข้างๆ ถูกเด็ดออกแล้วส่งให้กับเด็กหญิงหนึ่งดอก แม้จะยังงุนงง...แต่เด็กหญิงซึ่งมีชื่อเดียวกับดอกไม้นั้นก็ยิ้มแล้วยื่นมืออกมารับในที่สุด
    .......................................
    และในที่สุดเมื่อพระองค์เสด็จผ่านหญิงสาวมากมายที่ยืนเรียงรายกันอยู่แล้ว ดอกจีโอเรียสีฟ้าก็ถูกส่งยื่นออกมาตรงหน้าอีกครั้ง ก่อนที่ภาพทุกอย่างจะถูกตัดมายังห้องๆ หนึ่งที่มีเสียงปิดประตูดังปัง!
    ฮึก.. จีโอเรียสะดุ้งรู้สึกตัวตื่นขึ้น เมื่อดวงตาปรับรับแสงได้ดีขึ้นแล้วสภาพโดยรอบตรงหน้าก็เปลี่ยนไปจากที่ได้เห็นเมื่อสักครู่ ที่นี่คือห้องพักของนางซึ่งดำรงตำแหน่งพระสนม หาใช่สวนข้างบ้านของตัวเองในวัยเด็กที่มีความทรงจำสุดแสนพิเศษนั้น และไม่ใช่อุทยานหลวงที่ทำการคัดเลือกเหล่านางในพิเศษเข้ามาในวัง
    หญิงสาวยังนอนนิ่งไม่ขยับ ยกช่วงแขนขวาที่สวมชุดนอนแขนยาวขึ้นมาปิดดวงตาซึ่งเริ่มเปียกชุ่มเล็กน้อย ไม่บ่อยนักที่นางจะได้ฝันย้อนความถึงเรื่องในอดีต เรื่องที่ยังฝังใจและไม่มีวันลืม นั่นเป็นครั้งแรกที่นางได้พบกับเจ้าชายแดริส ซึ่งต่อจากนั้นเพียงเดือนเศษก็ได้เกิดอุบัติเหตุอันน่าสลดใจอย่างที่สุด และพระองค์ก็ได้กลายเป็นกษัตริย์ แม้นางจะยังเด็กมากจนแทบจำเรื่องอื่นๆ ในช่วงอายุนั้นไม่ได้แล้ว แต่มีเพียงเรื่องนี้เท่านั้นที่สลักลึกลงไปในหัวใจของหญิงสาวราวกับจะไม่มีวันลบเลือนออกไปได้
    เสียงที่ดังทักถามขึ้น คำชมเชย และดอกจีโอเรียที่ได้รับในวันนั้น ทำให้เด็กหญิงก็ตั้งปนิธานในใจของตัวเองว่า สักวันหนึ่งจะต้องเป็นดอกไม้แห่งบัลลังก์กษัตริย์ของเจ้าชายแดริสให้จงได้
    และในตอนนี้นางก็กำลังเป็นหนึ่งในดอกไม้เหล่านั้น ดอกจีโอเรียที่ฝ่าบาทหยิบยื่นมาให้หญิงสาวที่ได้รับการรับเลือกเข้ามาเป็นนางในพิเศษ และเลื่อนขั้นขึ้นมาเป็นพระสนมในที่สุด แต่สิ่งที่อยากเป็นกับสิ่งที่กำลังเป็นอยู่ในตอนนี้ แม้จะได้ขึ้นชื่อว่าเป็นดอกไม้ของพระราชาเช่นเดียวกัน แต่ความจริงกับความฝันก็ช่างแตกต่างกันเหลือเกิน
    ก๊อก ก๊อก เสียงเคาะประตูห้องที่ดังขึ้นไม่อาจทำให้หญิงสาวซึ่งนอนนิ่งอยู่บนเตียงขยับตัวได้
    “จีโอเรีย...” แต่แล้วเมื่อเสียงนั้นเอ่ยขึ้น จีโอเรียที่เก็บตัวอยู่ในผ้าห่มและหยุดน้ำตาไปได้นานแล้ว กลับยิ่งรู้สึกสะเทือนในอกเสียจนอยากจะร้องไห้ออกมาอีกครั้ง
    “จีโอเรีย นี่ข้าเอง จา...” เสียงที่กำลังจะเรียกชื่อของตัวเองนั้นหยุดนิ่งไปราวกับรู้ตัว ในตอนนี้ไม่ว่าใครก็ตามที่ต้องพบเจอสถานการณ์อย่างจีโอเรียเมื่อคืนนี้ คงไม่อยากเห็นหน้าหรือแม้แต่ได้ยินชื่อของนางอย่างแน่นอน
    “ได้ยินมาว่าเจ้ายังไม่ได้ให้นางกำนัลมาจัดสำรับมื้อเช้า ข้า... ข้าก็เลยจัดเอาขนมกับผลไม้มาให้ เผื่อเจ้าจะ...”
    บานประตูถูกเปิดออก จีโอเรียยังอยู่ในชุดนอนกระโปรงแขนยาวในขณะที่ยืนอยู่หน้าประตู
    “หน้าไม่อาย ยังจะมีหน้ากลับมาตอกย้ำกันอีกรึไง”
    จานิสต้าชะงักไปเล็กน้อยเมื่อได้ยิน เสียงนั้นไม่ได้มาจากจีโอเรีย แต่ดังขึ้นจากราญารีซึ่งเดินผ่านด้านหลังของจานิสต้ามาพอดี หัวคิ้วของอดีตท่านหญิงผู้สูงศักดิ์เจ้าของห้องสั่นกระตุกเลยทีเดียวเมื่อได้ยิน
    “นี่! เอาไว้เข้าเฝ้าติดกันสามวันสี่คืนให้ได้อย่างจานิสต้าแล้วค่อยมาทำปากเก่งต่อว่านางเถอะ! ให้ข้ากินขนมของนางที่เอามาหยามหน้า ก็ยังดีกว่ารับคำเห็นใจจากเจ้าซึ่งที่จริงก็คงแอบสมน้ำหน้าสะใจข้าเป็นไหนๆ!” จีโอเรียโผล่ใบหน้าออกมานอกห้องร้องตอบกลับไปอย่างมีน้ำโห ไม่ต้องรอให้ได้รับคำตอบอะไรกลับมา หญิงสาวก็ดึงมือของจานิสต้าเข้ามาภายในห้องแล้วปิดประตูดังปังอย่างไม่สบอารมณ์เป็นที่สุด
    “จีโอเรีย เจ้า...” จานิสต้าพูดไม่ออก หญิงสาวพูดอะไรแทบไม่ออกแล้วจริงๆ ไม่รู้จะต้องพูดอะไร ทำหน้าแบบไหนออกมาดี
    “ฮึ! ถึงไม่ใช่ของชอบแต่ถ้าหิวข้าก็กินได้หมดแหละนะ” เจ้าของห้องดึงเอาถาดของกินจากมือแขกแล้วออกมา ก่อนจะนำไปวางเก็บบนโต๊ะ จานิสต้าดึงตัวเพื่อนเข้ามากอดในทันทีเมื่อจีโอเรียหันหน้ากลับมา
    “ขอโทษนะ” ยิ่งเห็นสิ่งที่จีโอเรียทำเพื่อนางเมื่อครู่แล้ว จานิสต้าก็ยิ่งรู้สึกเสียใจ ไม่แปลกเลยหากจีโอเรียจะโกรธแค้นนาง แต่ก็ไม่ได้เป็นแบบนั้น จะหาเพื่อนที่ดีแบบนี้ได้อีกที่ไหนกันภายในวังหลวงที่เต็มไปด้วยการแก่งแย่งชิงดีเช่นนี้
    “เจ้าไม่ใช่คนผิดสักหน่อย ข้ามันไม่ดีเองนั่นแหละ ข้าน่ะ...” คำพูดของจีโอเรียหยุดลงตรงนั้น หญิงสาวเองก็สุดจะกลั้นทำใจแข็งต่อไปแล้ว บุตรสาวของแม่ทัพหลวงเริ่มร้องไห้ ก่อนจะเริ่มระบายสิ่งที่เก็บกดไว้ในใจเนิ่นนานออกมา และทำเอาจานิสต้ายิ่งรู้สึกสงสารเพื่อนคนนี้อย่างจับใจ
    “ข้าเกลียดตัวเอง ข้าเกลียดชื่อของข้า เกลียดมันที่สุด ทำไมข้าต้องเกิดมามีชื่อนี้ด้วย ทำไม...”