เกิดใหม่ยุค 90 ทวงคืนวาสนาตัวข้าในวัย 8 ขวบ! 【จบ】

    เล่มที่ 4 บทที่ 118 ไปหมู่บ้านเกาไถ

            เมื่อรู้ว่าวันรุ่งขึ้นทิงเสวี่ยจะไปขายภาพปีใหม่ที่หมู่บ้านเกาไถกับหลินฉางจื้อ หลินกั๋วผิงผู้เป็นพ่อจึงนึ่งซาลาเปาร้อนๆ เผื่อไว้ให้ลูกสาวนำไปฝากบ้านหลินชุ่ยหง บ้านของพี่สาวคนโต ซึ่งตั้งอยู่ในหมู่บ้านเกาไถนั่นเอง

            เวลานี้ ครอบครัวของหลินชุ่ยหงกำลังเผชิญความยากลำบากอย่างแสนสาหัส นอกจากจะต้องปากกัดตีนถีบเลี้ยงดูลูกถึงสามคนแล้ว ยังโชคร้ายถูกปรับเงินก้อนโตถึงสามพันหยวน ข้าวของเครื่องใช้ในบ้านแทบทุกชิ้นถูกยึดไปจนหมดเกลี้ยง

            ความเป็นอยู่จึงต้องพึ่งพาความเมตตาจากญาติพี่น้อง โดยเฉพาะจากทางบ้านเดิม ผู้ที่ยื่นมือเข้าช่วยเหลือหลักๆ คือน้องชายทั้งสองอย่างหลินกั๋วผิงและหลินกั๋วอัน ส่วนหลินชุ่ยอิงน้องสาวคนรองก็ช่วยเหลือบ้างตามกำลัง

            ทว่าทุกครั้งที่หลินชุ่ยอิงหยิบยื่นความช่วยเหลือให้พี่สาวใหญ่ ซูชิ่งลี่ผู้เป็นสามีก็จะแสดงความไม่พอใจอย่างเห็นได้ชัด แม้จะไม่เคยต่อว่ารุนแรง แต่ก็จะทำหน้าบึ้งตึงปั้นปึ่งไปค่อนวัน

            แม้จะรู้ว่าการช่วยเหลือครอบครัวพี่สาวทำให้สามีไม่พอใจ แต่หลินชุ่ยอิงก็จำต้องทำต่อไป... เพราะนั่นคือพี่สาวแท้ๆ ที่คลานตามกันมา ในยามที่พี่สาวตกอับถึงเพียงนี้ ในฐานะน้องสาวที่พอมีฐานะ ก็สมควรจะยื่นมือฉุดดึงขึ้นมา

            ซึ่งหลินกั๋วผิงและหลินกั๋วอันก็คิดเช่นเดียวกัน และเนื่องจากน้องชายทั้งคู่ยังไม่มีครอบครัว การช่วยเหลือจึงทำได้อย่างเต็มที่โดยไม่มีใครมาคอยขัดข้องหมองใจ

            ฝ่ายหลินกั๋วเซิ่ง พี่ชายคนโต เห็นน้องๆ ช่วยเหลือพี่สาวใหญ่เช่นนั้นก็อดรนทนไม่ได้ อยากจะช่วยบ้าง แต่ติดตรงที่ตัวเขาเองไม่มีอำนาจตัดสินใจใดๆ ในบ้าน

            หลังจากเฝ้าอ้อนวอนภรรยาอยู่หลายครั้ง ในที่สุดจางเสี่ยวเสียก็ใจอ่อน ยอมให้หลินกั๋วเซิ่งนำข้าวโพดหนึ่งกระสอบกับข้าวสาลีครึ่งกระสอบไปจุนเจือบ้านหลินชุ่ยหงได้บ้าง

            ......

            พริบตาเดียวก็มาถึงเช้าวันรุ่งขึ้น

            ทิงเสวี่ยยังคงตื่นแต่เช้ามืดตามกิจวัตรเพื่อช่วยพ่อห่อซาลาเปา หากเป็นฤดูร้อน ตีสี่ตีห้าฟ้าก็เริ่มสางแล้ว แต่ในฤดูหนาวเวลานี้ ฟ้ายังคงมืดสนิท หากเป็นวันที่อากาศดี ก็ยังมองเห็นดวงจันทร์เสี้ยวลอยเด่นอยู่กลางนภา

            การตื่นนอนตอนตีสี่ตีห้าในฤดูหนาวอันหนาวเหน็บเช่นนี้ ไม่เพียงแต่จะต้องสู้กับความมืดมิด แต่ยังต้องสู้กับความหนาวเย็นที่แทรกซึมเข้ากระดูก!

            หลินกั๋วผิงไม่อยากให้ลูกสาวตัวน้อยต้องตื่นเช้ามืดมาลำบากด้วย เขาตั้งใจจะให้หลินกั๋วอันมาช่วยแทน เพราะผู้ใหญ่ลำบากหน่อยคงไม่เป็นไร แต่ทิงเสวี่ยกลับยืนกรานที่จะตื่นมาช่วยแบ่งเบาภาระพ่อเช่นเดิม

            เมื่อนึ่งซาลาเปาเสร็จ หลินกั๋วผิงก็รีบทานอาหารเช้าเพียงไม่กี่คำ ก่อนจะรีบแบกของเดินทางไปตลาดนัด ส่วนทิงเสวี่ยก็กลับไปงีบต่ออีกสักพัก แล้วจึงตื่นมาทานข้าวเช้า ทำความสะอาดบ้าน และซักเสื้อผ้าได้อย่างคล่องแคล่วว่องไว     

            พอทานอาหารเที่ยงเสร็จ หลินฉางจื้อก็ขี่จักรยานมารับเพื่อเดินทางไปยังหมู่บ้านเกาไถด้วยกัน

            อันที่จริง... การไปหมู่บ้านเกาไถครั้งนี้ ทิงเสวี่ยแอบรู้สึกตะขิดตะขวงใจอยู่ลึกๆ เหตุผลหลักก็เพราะบ้านคุณตาคุณยายฝ่ายแม่ของเธออยู่ที่นั่น

            แต่ถึงจะไม่อยากไปเพียงใด ก็ยังต้องไปอยู่ดี... ก็เพื่อเงินนี่นา! ใครเล่าจะรังเกียจเงินทอง  หากใครทำเช่นนั้น ก็คงเป็นคนโง่หรือไม่ก็เป็นคนที่ไม่เดือดร้อนเรื่องเงินจริงๆ

            ทิงเสวี่ยกับหลินฉางจื้อยังคงตระเวนขายของตามบ้านเช่นเคย ด้วยราคาที่ย่อมเยา ประกอบกับท่าทีที่จริงใจของเด็กทั้งสอง ทำให้ชาวบ้านในหมู่บ้านเกาไถให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี แทบทุกบ้านที่แวะไปต่างก็ยินดีอุดหนุน

            อย่างไรเสีย ภาพเทพเจ้าเตาไฟเป็นสิ่งที่ทุกบ้านต้องติดเพื่อความเป็นสิริมงคลอยู่แล้ว ส่วนปฏิทินแขวนและภาพมงคลอื่นๆ นั้น จะมีหรือไม่มีก็ได้ ใครเห็นว่าจำเป็นก็ซื้อ ใครไม่ต้องการก็ผ่าน

            ไม่นาน ทั้งคู่ก็เดินเท้ามาถึงบ้านของหลินชุ่ยหงซึ่งตั้งอยู่เกือบใจกลางหมู่บ้าน

            ......

            เมื่อทิงเสวี่ยกับหลินฉางจื้อก้าวเข้ามาในลานบ้าน ภาพแรกที่เห็นคือ หวังอวิ๋น ลูกสาวคนรองของป้าใหญ่กำลังนั่งกอดเข่าร้องไห้สะอึกสะอื้นอยู่ลำพังท่ามกลางลมหนาว ขณะที่ประตูห้องโถงปิดสนิท

            “อวิ๋นอวิ๋น... เป็นอะไรไป?” ทิงเสวี่ยเห็นสภาพของหวังอวิ๋นแล้วก็รู้สึกสงสารจับใจ

            เมื่อได้ยินเสียงที่คุ้นเคย หวังอวิ๋นก็รีบเงยหน้าขึ้น ดวงตาที่คลอไปด้วยน้ำตามองผู้มาเยือนทั้งสองอย่างแปลกใจ “หนู... หนูซักผ้าอ้อมน้องไม่สะอาด แม่ก็เลยตีหนูค่ะ”

            ทิงเสวี่ย “…”

            สายตาของเธอเหลือบไปเห็นมือของหวังอวิ๋นโดยสัญชาตญาณ หัวใจของทิงเสวี่ยก็พลันเจ็บแปลบ

            หลังมือของเด็กน้อยเต็มไปด้วยรอยแดงช้ำจากการถูกความเย็นกัดกิน ทั้งรอยเก่าและรอยใหม่ มีตุ่มพองน้อยใหญ่ขึ้นเต็มไปหมด มือเล็กๆ บวมเป่งกว่าเดิมเกือบเท่าตัว

            แผลเก่ายังไม่ทันจาง แผลใหม่ก็ผุดขึ้นมาซ้ำเติมไม่หยุดหย่อน...

            ทิงเสวี่ยรีบถอดถุงมือไหมพรมของตัวเองออก แล้วสวมให้หวังอวิ๋นทันที “อวิ๋นอวิ๋น อย่าร้องไห้เลยนะ... พี่มีลูกอมติดตัวมาด้วย เดี๋ยวพี่จะให้เธอซ่อนไว้กินนะ อย่าให้ใครเห็นล่ะ จะได้เก็บไว้กินได้นานๆ”

            ว่าแล้วทิงเสวี่ยก็ล้วงลูกอมทั้งหมดที่มีออกมา ยัดใส่ในกระเป๋าเสื้อนวมตัวเก่าซอมซ่อของหวังอวิ๋น

            เสื้อผ้าที่หวังอวิ๋นสวมล้วนเป็นของเก่าที่ตกทอดมาจากหวังฮุ่ย พี่สาวคนโต... ทิงเสวี่ยจำไม่ได้เลยว่าเคยเห็นหวังอวิ๋นได้ใส่เสื้อผ้าใหม่สักครั้งในชีวิต

            หลินฉางจื้อเห็นสภาพมือของญาติผู้น้องแล้วก็รู้สึกหดหู่ใจ “ทิงเสวี่ย... มือของอวิ๋นอวิ๋นเป็นแผลขนาดนี้ ควรจะทายานะ”

            ทิงเสวี่ยพยักหน้า “ใช่ น่าเสียดายที่แถวนี้ไม่มีคลินิก เดี๋ยวพอกลับไปแล้วฉันจะซื้อยาแก้มือเปื่อยมาส่งให้เธอนะ”

            เสียงพูดคุยหน้าบ้านทำให้คนในบ้านเปิดประตูออกมา คนแรกที่ปรากฏตัวคือหวังฮุ่ย

            ช่างแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว... ในขณะที่มือของหวังอวิ๋นเปื่อยพองจากความเย็นจนดูน่ากลัว มือของหวังฮุ่ยกลับขาวเนียนเกลี้ยงเกลา     

         “เสียวเสวี่ย! ฉางจื้อ! พวกเธอมาได้ยังไง?” หวังฮุ่ยยิ้มทักทายอย่างเป็นมิตร โดยไม่ได้ชายตามองหวังอวิ๋นผู้เป็นน้องสาวที่นั่งขดตัวอยู่เลยแม้แต่น้อย

            “พวกเรามาขายภาพปีใหม่น่ะ แล้วก็ตามอาเล็กแวะมาเยี่ยมคุณย่าใหญ่ด้วย” หลินฉางจื้อรีบตอบ

            หลินชุ่ยหงป้าของทิงเสวี่ยซึ่งกำลังวุ่นอยู่ในบ้าน ได้ยินเสียงก็รีบออกมาเชิญหลานทั้งสองเข้าไปข้างใน แต่เธอก็เมินเฉยต่อลูกสาวคนเล็กที่ใบหน้ายังมีคราบน้ำตาเปรอะเปื้อนอยู่เช่นกัน

            ทิงเสวี่ยยื่นห่อผ้าให้หลินชุ่ยหง “คุณป้าคะ นี่เป็นซาลาเปาที่หนูกับพ่อช่วยกันทำเมื่อเช้านี้ค่ะ อุ่นหน่อยก็ทานได้เลย”

            หลินชุ่ยหงรับห่อผ้ามา ลองชั่งน้ำหนักดูก็รู้ว่าข้างในมีซาลาเปาไม่ต่ำกว่าสิบลูก สีหน้าจึงดูดีขึ้น

            หวังฮุ่ยพอได้ยินคำว่าซาลาเปา เธอก็รีบฉวยห่อผ้าจากมือแม่ไปทันที แกะออกแล้วหยิบซาลาเปาขึ้นมากัดคำโตอย่างเอร็ดอร่อย “หนูชอบซาลาเปาที่คุณอาทำที่สุดเลย อร่อยมาก!”

            ทิงเสวี่ยกล่าวต่อ “คุณป้าคะ พวกหนูมาขายภาพเทพเจ้าเตาไฟค่ะ ที่บ้านซื้อหรือยังคะ ถ้ายังก็ช่วยอุดหนุนพวกหนูสักแผ่นนะคะ     ”

            หลินชุ่ยหงบอกว่ายังไม่ได้ซื้อ ทิงเสวี่ยจึงให้หลินฉางจื้อมอบภาพเทพเจ้าเตาไฟไว้ให้หนึ่งแผ่น

            ทันใดนั้นเสียงร้องไห้จ้าของ หวังคัง ก็ดังขึ้นจากห้องด้านใน หลินชุ่ยหงได้ยินเสียงลูกชายหัวแก้วหัวแหวนร้องก็รีบกุลีกุจอเข้าไปปลอบทันที ทิงเสวี่ยจึงเดินตามเข้าไปดู

            หวังคังอายุราวสองเดือน รูปร่างจ้ำม่ำน่าฟัด อุ้มแล้วรู้สึกหนักอึ้งเต็มมือ สมกับเป็นที่รักของบ้าน

            ขณะที่หลินชุ่ยหงกำลังให้นมลูกชาย ทิงเสวี่ยก็ตัดสินใจเอ่ยปากเรื่องหวังอวิ๋น “คุณป้าคะ... มือของอวิ๋นอวิ๋นเปื่อยหนักมากเลยนะคะ คุณป้าต้องหายามาทาให้เธอ แล้วช่วงนี้ก็อย่าให้เธอจับน้ำเย็นหรือทำงานหนักอีกเลยค่ะ สงสารน้อง”

            หลินชุ่ยหงตอบอย่างไม่ใส่ใจ สายตายังคงจับจ้องที่ลูกชาย “มือเปื่อยน่ะไม่เป็นไรหรอก พออากาศอุ่นขึ้นเดี๋ยวก็หายเอง สมัยก่อนพวกเราก็เป็นแบบนี้กันทั้งนั้นแหละ ไม่เชื่อกลับไปถามพ่อเธอดูสิ งานบ้านตั้งเยอะแยะ ถ้าอวิ๋นอวิ๋นไม่ช่วยฉัน แล้วฉันคนเดียวจะทำไหวได้ยังไง ฮุ่ยฮุ่ยยังต้องเรียนหนังสืออีก”

         “คุณป้าลำเอียงเกินไปแล้ว!” ทิงเสวี่ยทนไม่ไหว “อวิ๋นอวิ๋นยังเล็กขนาดนี้ เธอเป็นน้องแต่กลับต้องทำงานหนักกว่าพี่ กินอยู่ก็แย่กว่าพี่ คุณป้าคิดว่ามันยุติธรรมกับอวิ๋นอวิ๋นเหรอคะ?”

            ทิงเสวี่ยรู้ดีว่าคำพูดของเด็กอย่างเธอคงไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้มากนัก เมื่อเธอจากไป หวังอวิ๋นก็คงต้องกลับไปเผชิญชะตากรรมเดิม แต่หากไม่พูดอะไรเลย เธอก็คงรู้สึกอึดอัดใจไปตลอดชีวิต

            หลินชุ่ยหงรอให้ทิงเสวี่ยพูดจบ ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชาที่ฟังแล้วชวนขนลุก

            “ถ้าอวิ๋นอวิ๋นมันเกิดเป็นลูกชาย... ฉันจะให้มันมาลำบากแบบนี้เหรอ?”

             “ตอนที่คลอดมันออกมาแล้วไม่โยนทิ้งบ่อให้ตายก็ถือว่าบุญหัวมันแล้ว! เสียวเสวี่ย หนูยังเด็กหนูไม่รู้หรอก ไม่ว่าจะเป็นหมู่บ้านเรา หมู่บ้านต้าเหอ หรือที่ไหนๆ ก็มีคนมากมายที่เอาลูกสาวไปทิ้ง นี่ฉันกับลุงของหนูยังคิดว่ามันเป็นหนึ่งชีวิต เลยเลี้ยงมันไว้จนโตขนาดนี้”

            ทิงเสวี่ย “…”

            คำพูดนั้นทำให้ทิงเสวี่ยตระหนักได้ว่า ไม่ว่าเธอจะพูดอย่างไร ก็คงไม่สามารถเปลี่ยนทัศนคติรักลูกชายมากกว่าลูกสาวที่ฝังรากลึกในใจของคุณป้าได้อีกแล้ว

            เธอจึงเลือกที่จะเงียบ... เพราะอย่างไรเสีย นี่ก็เป็นเรื่องภายในครอบครัวของพวกเขา และเมื่อความคิดของคนเราได้ก่อตัวขึ้นแน่นหนาแล้ว ก็ยากที่จะสั่นคลอน

            ......

            หลังจากออกมาจากบ้านหลินชุ่ยหง ทิงเสวี่ยกับหลินฉางจื้อก็กลับมาทำภารกิจขายของต่อ ไม่นาน ทั้งคู่ก็เดินทางมาถึงบ้านตระกูลหลิว... บ้านของคุณตาคุณยายฝ่ายแม่ของทิงเสวี่ย

            ทิงเสวี่ยกลับมาบ้านคุณตาคุณยายนับครั้งได้ สมัยที่หลิวกุ้ยหลาน แม่ของเธอยังไม่หย่าร้าง เธอยังเล็กเกินกว่าจะจดจำอะไรได้ พอแม่หย่ากับพ่อ เธอก็อยู่กับพ่อ และแทบไม่ได้เหยียบย่างมาที่บ้านหลังนี้อีกเลย

            นานๆ ครั้ง หลิวกุ้ยหลานจะนึกถึงลูกขึ้นมาบ้าง ถึงจะแวะมาเยี่ยมและพาเธอกลับไปบ้านตายายสักหน

            ท่าทีของคนในตระกูลหลิวที่มีต่อทิงเสวี่ยนั้นเย็นชามาโดยตลอด เพราะอย่างไรเสียเธอก็เป็นหลานนอก ยิ่งเมื่อลูกสาวหย่าขาดจากพ่อของเธอไปแล้ว และตัวเธอก็อยู่กับฝ่ายพ่อ แม้สายเลือดยังคงอยู่ แต่ความผูกพันก็จืดจางไปตามกาลเวลา

            หลายครั้งที่ผู้คนให้ความสำคัญกับระยะห่างทางความรู้สึก มากกว่าระยะห่างทางสายเลือด

            ทิงเสวี่ยกับหลินฉางจื้อแวะไปที่บ้านตาหลิวยายหลิวก่อน

            เมื่อเห็นหลานสาวมาเยือน ผู้สูงอายุทั้งสองก็ไม่ได้แสดงความยินดีออกมาสักเท่าไร ในขณะเดียวกันทิงเสวี่ยก็มีท่าทีสุภาพแต่ก็เว้นระยะห่างอย่างชัดเจน

            โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากเหตุการณ์วุ่นวายเรื่องการบริจาคเลือดให้เฉินเหยาเหยา เมื่อปีก่อน ความสัมพันธ์ระหว่างทิงเสวี่ยกับยายหลิวก็ยิ่งดูห่างเหินออกไปจนแทบจะไม่เหลือเยื่อใย

            “คุณตา คุณยายคะ ที่บ้านซื้อภาพเทพเจ้าเตาไฟสำหรับปีใหม่หรือยังคะ? ถ้ายัง ซื้อของหนูสักแผ่นนะคะ ถูกกว่าที่ตลาดนัดค่ะ” หลังจากทักทายตามมารยาทแล้ว ทิงเสวี่ยก็เข้าเรื่องขายของทันที

            อย่างไรเสีย... เธอก็มาเพื่อทำธุรกิจ ไม่ได้มาเพื่อสานสัมพันธ์ครอบครัว

            “เสียวเสวี่ยเอ๊ย... พ่อ หนูขายซาลาเปาก็ได้เงินดีไม่ใช่เหรอ ทำไมยังต้องให้หนูออกมาเดินเร่ขายของแบบนี้อีกล่ะ?” คุณตาหลิวเหลือบมองภาพในมือหลานสาว ก่อนจะมองเธอด้วยแววตาสงสัยแกมตำหนิ เด็กอายุแค่แปดเก้าขวบกลับต้องออกมาทำมาหากิน มันดูไม่ค่อยเหมาะเท่าไรนักในสายตาคนแก่

            ทิงเสวี่ยยิ้มหวานให้ตาหลิว ก่อนจะตอบอย่างใจเย็นและมั่นใจ “คุณตาคะ พ่อหนูไม่ค่อยเห็นด้วยหรอกค่ะที่หนูออกมาทำแบบนี้ แต่ท่านก็ขัดใจหนูไม่ได้ พ่อหนูขายซาลาเปาได้เงินดีมากค่ะ ตอนนี้บ้านเราไม่ลำบากแล้ว”

            “หนูแค่อยากลองทำอะไรด้วยตัวเอง ในเมื่อหนูทำได้ ทำไมจะไม่ทำล่ะคะ? ใครจะไปรังเกียจเงินล่ะคะ... ถ้าคุณตาไม่ซื้อ งั้นพวกหนูขอตัวก่อนนะคะ วันหลังจะมาเยี่ยมใหม่ค่ะ”

            “ซื้อสิ ซื้อสิ” ยายหลิวรีบรับภาพไป แล้วเดินเข้าไปในห้องเพื่อหยิบเงินออกมา

            ทิงเสวี่ยเห็นยายหลิวยื่นเงินมาให้ห้าเหมา ซึ่งเกินราคาของไปมาก เธอก็รีบหันไปบอกหลินฉางจื้อให้ทอนเงินทันที

            “เสียวเสวี่ย ไม่ต้องทอนหรอก ที่เหลือตากับยายให้ไว้ซื้อขนมกินนะ” แม้ยายหลิวจะพูดเช่นนั้นด้วยความเอ็นดูตามมารยาท แต่ทิงเสวี่ยก็ยังยืนกรานที่จะทอนเงิน

            “น้ำใจของคุณตาคุณยายหนูรับไว้ค่ะ แต่เรื่องเงินทองต้องคิดตามจริง ของราคาเท่าไหร่ก็ต้องจ่ายเท่านั้นค่ะ”

            หลังจากทอนเงินให้ยายหลิวเรียบร้อย ทิงเสวี่ยกับหลินฉางจื้อก็กล่าวลาอย่างสุภาพ

            จากนั้นทิงเสวี่ยก็แวะไปขายของที่บ้านคุณลุงแท้ๆ และบ้านลูกพี่ลูกน้องอีกสองสามหลังในตระกูลหลิว ทุกอย่างดำเนินไปตามหน้าที่การค้าขาย

            จนกระทั่งตะวันลับขอบฟ้า ทั้งสองจึงเดินทางกลับบ้านพร้อมกับเงินในกระเป๋าและความรู้สึกที่หลากหลาย...

    คล้ายกับเรื่องเกิดใหม่ยุค 90 ทวงคืนวาสนาตัวข้าในวัย 8 ขวบ! 【จบ】 ที่คุณอ่าน

    ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชนบทตัวน้อยๆ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชนบทตัวน้อยๆ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    862K 774
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    [จบแล้ว] คุณหนูสี่ สตรีเปื้อนเลือด

    [จบแล้ว] คุณหนูสี่ สตรีเปื้อนเลือด

    นิยาย รัก
    324K 1320
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    เจ้าสาวมือใหม่แห่งสกุลลู่

    เจ้าสาวมือใหม่แห่งสกุลลู่

    นิยาย รัก
    3.84M 3388
    บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    842K 1498
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    นายน้อยเจ้าสำราญ **จบแล้ว**

    นายน้อยเจ้าสำราญ **จบแล้ว**

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    489K 1390
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    เกิดใหม่เป็นคุณหนูจิ้งจอกของท่านอ๋อง (แปลจบแล้ว)

    เกิดใหม่เป็นคุณหนูจิ้งจอกของท่านอ๋อง (แปลจบแล้ว)

    นิยาย รัก
    149K 452