บันทึกราชันย์เทพอสูร

    เล่มที่ 4 บทที่ 99 ไม่เหมือนลูกหลาน

            “ท่านบรรพชน เคล็ดวิชาทั้งห้านี้แย่เกินไป ท่านเรียนเคล็ดวิชาเหล่านี้หรือ?ไม่แปลกใจที่วรยุทธ์ยามมีชีวิตอยู่ของท่านจะย่ำแย่ปานนั้นเพิ่งถึงแค่ระดับตำนาน มิสู้ให้ข้าสอนสุดยอดเคล็ดวิชาแก่ท่านสักหลายชุดดีหรือไม่! รับรองว่าวรยุทธ์ของท่านจะต้องก้าวหน้าอย่างแน่นอน!” เนี่ยหลีตบอกผางๆ พูด “ข้ามีสุดยอดเคล็ดวิชาอยู่ทั้งหมดสามพันหกร้อยกว่าชุดที่แย่ที่สุดก็ยังดีกว่าหนังสือทั้งห้าเล่มของท่านหากวิชาแย่เกินไปก็รู้สึกอายที่จะสอนท่านแล้ว!”

            “เอาละ พอแล้ว!” เยี่ยเหยียนพูดอย่างโมโห เนี่ยหลีช่างไม่ไว้หน้าเขาเอาเสียเลยไม่รู้หรือไรว่าเขาเป็นบรรพชนผู้ก่อตั้งเมืองกวงฮุยเชียวนะ? “เจ้าเด็กเหลือขอ ข้าไม่รู้ว่าเจ้าไปเอาเคล็ดวิชามากมายเช่นนี้มาจากไหน อาจจะได้จากกุสมบัติที่ปรากฏออกมาสักแห่งทว่าต่อให้เจ้ามีเคล็ดวิชาที่ดีเลิศ แต่ในแง่ของเคล็ดวิธีการฝึกในฐานะที่เป็นผู้ควบคุมจิตอสูรระดับตำนานผู้หนึ่งข้ายังคงสามารถให้คำชี้แนะนำแก่เจ้าได้มากมาย! ความรู้ลึกซึ้งกว้างขวางที่ข้ามีเป็นสิ่งที่เจ้าไม่มีทางคิดถึงได้อย่างแน่นอน!

            “โอ้... เอ่อ ท่านบรรพชนผู้มีความรู้ลึกซึ้งกว้างขวาง ข้าขอเรียนถาม เหตุใดจิตอสูรตนหนึ่งจึงสามารถหลอมรวมเข้าไว้ในอาณาเขตวิญญาณได้?”เนี่ยหลีจ้องมองเยี่ยเหยียนและเอ่ยถาม เหอะๆท่านบรรพชนเยี่ยเหยียนคิดจะเปรียบความรู้กับตนหรือ?

            “เป็นคำถามที่ง่ายมาก อาจารย์ของเจ้ามิได้สอนเจ้าหรือ? จิตอสูรอยู่ในรูปของวิญญาณอย่างหนึ่ง และอาณาเขตวิญญาณก็เป็นเหมือนภาชนะของวิญญาณย่อมสามารถหลอมรวมอยู่ในนั้นได้อย่างแน่นอน!” เยี่ยเหยียนยิ้มน้อยๆ“แม้พรสวรรค์ของเจ้าจะไม่เลว ทว่าพื้นฐานอ่อนด้อยเกินไปคนอายุยังน้อยย่อมไม่อาจกัดคำโตเกินตัวจะเคี้ยวได้ (ทะเยอทะยานเกินตัว)!”

            “ในเมื่ออาณาเขตวิญญาณเป็นเหมือนภาชนะ จิตอสูรเป็นวิญญาณก็เหมือนแก้วน้ำกับน้ำ เช่นนั้นเหตุใดบางคนเมื่อก้าวขึ้นถึงระดับเงินแล้วไม่ว่าจะหลอมรวมกับจิตอสูรเท่าไหร่ก็ล้วนล้มเหลวเล่า?” เนี่ยหลีหัวเราะฮิฮะและเอ่ยถาม“ถ้าบอกว่าเป็นแก้วน้ำ ก็ควรต้องเติมน้ำได้จึงจะถูกต้อง!”

            “นี่... ความเป็นไปได้ที่จะเกิดการล้มเหลวนั้นต่ำมากแทบจะสามารถมองข้ามไปได้เลยทีเดียว ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องกังวลกับปัญหานี้!”เยี่ยเหยียนนิ่งคิดครู่หนึ่งจึงเอ่ยขึ้นอย่างรำคาญใจเล็กน้อยคำถามของเนี่ยหลีออกนอกลู่นอกทางเกินไปสักหน่อย เขาไม่อาจตอบได้

            “เรื่องที่มักมองข้ามไปเช่นนี้นี่แหละ เมื่อลองค้นคว้าดูแล้วมักจะกลายเป็นกุญแจสำคัญที่จะไขความลับ ผู้ควบคุมจิตอสูรระดับตำนานผู้หนึ่งคิดไม่ถึงว่ากระทั่งเรื่องนี้ก็ยังไม่เข้าใจ ไม่รู้จริงๆว่าอาจารย์ของท่านสั่งสอนท่านมาอย่างไร! หากข้าเป็นลูกศิษย์ของเขาคงต้องตีเขาจนแบนติดกำแพงตายอย่างแน่นอน!” เนี่ยหลีส่ายศีรษะไหวๆสีหน้าเศร้าสลดยิ่ง

            “เช่นนั้นเจ้าก็ลองบอกมาว่าเป็นเพราะเหตุใด?” เสียงของเยี่ยเหยียนโมโหจนสั่นระริกในฐานะที่เป็นผู้ควบคุมจิตอสูรระดับตำนานที่ไหนจะเคยถูกคนตำหนิจนแทบสำลักถึงเพียงนี้

            “อาณาเขตวิญญาณยังมีคุณสมบัติเฉพาะในตัว และจิตอสูรก็เช่นกันหากคุณสมบัติของทั้งสองฝ่ายแตกต่างกันมากเกินไป ย่อมนำไปสู่ความล้มเหลวอย่างแน่นอนเฉกเช่นความไม่อาจเข้ากันได้ของน้ำกับไฟ!”

            “คุณลักษณะที่แตกต่างกันรึ?” เยี่ยเหยียนพึมพำกับตนเองในอดีต เขาไม่เคยคิดถึงแง่มุมนี้มาก่อนดังนั้นคำพูดของเนี่ยหลีจึงราวกับได้เปิดหน้าต่างบานใหม่ขึ้นในหัวใจของเขา

            “นอกจากความแตกต่างในด้านคุณลักษณะแล้วความลึกล้ำของอาณาเขตวิญญาณของมนุษย์นั้น ยังมีความลับอีกมากมายซุกซ่อนอยู่ระดับผู้ควบคุมจิตอสูรของท่าน ย่อมยังไม่อาจเข้าใจได้ หากท่านยินดีกราบข้าเป็นอาจารย์ข้าอาจจะยอมอธิบายให้ท่านฟัง วิญญาณของท่านยังไม่ดับสูญไป ดังนั้นคิดช่วยสร้างร่างกายใหม่ให้ท่านก็มิใช่จะเป็นไปไม่ได้” เนี่ยหลีนั่งลงขัดสมาธิมุมปากคลี่ขึ้นเป็นรอยยิ้มบาง

            กราบเนี่ยหลีเป็นอาจารย์รึ? เยี่ยเหยียนโมโหจนแทบจะฟื้นคืนชีพแล้วตนเป็นถึงผู้ก่อตั้งเมืองกวงฮุย! คิดไม่ถึงว่าจะถูกเด็กเหลือขอคนหนึ่งดูแคลนเอาได้ช่างเหลือจะทนเสียจริงๆ! แต่ทว่าประโยคสุดท้ายของเนี่ยหลี กลับทำให้เขายืนเซ่ออยู่กับที่แล้ว

            “สร้างร่างใหม่ นี่สามารถทำได้จริงหรือ?” เยี่ยเหยียนตะลึงงันแล้วนี่อยู่นอกเหนือจากสิ่งที่เขาจะคาดคิดได้แล้ว เจ้าเด็กผู้นี้มีที่มาอย่างไรกันแน่?เหตุใดจึงมีความรู้มากมายถึงเพียงนี้? ในฐานะที่เป็นบรรพชนผู้ก่อตั้งเมืองกวงฮุยหากตนคิดจะรับเด็กวัยรุ่นผู้หนึ่งเป็นศิษย์พวกเขาคงรีบกุลีกุจอคุกเข่าลงคำนับสามครั้งโขกศีรษะเก้าหนแล้วหรือ? ที่ไหนจะเหมือนเนี่ยหลีเช่นนี้ กลับคิดจะสั่งสอนเขาแทนเสียนี่?

            แม้เขาจะถูกยั่วโมโหจนแทบกระอักเลือดแล้ว ทว่าที่เนี่ยหลีพูดมาทั้งหมดช่างเหมือนแม่เหล็กแท่งหนึ่งซึ่งสามารถดึงดูดเขาจนติดหนึบ

            สิ่งที่เนี่ยหลีพูด นับว่าเป็นสิ่งที่เขาไม่เคยรู้มาก่อนจริงๆ

            “เจ้าเด็กเหลือขอ เจ้าคิดจะให้ข้ากราบเจ้าเป็นอาจารย์จริงๆ หรือ?”

            “กราบข้าเป็นอาจารย์หรือ? ขอข้าคิดดูก่อนลืมมันเสียเถอะ ไม่เอาแล้ว! ข้าเกียจคร้านเกินกว่าที่จะสอนคนพรสวรรค์น้อยนิดเช่นท่าน!”เนี่ยหลีพูดจาดูแคลน “หากศิษย์ของข้าอายุร่วมร้อยแปดสิบปียังเพิ่งจะเป็นผู้ควบคุมจิตอสูรระดับตำนานเท่านั้น ทั้งยังพออกพอใจกับตนเองเช่นนี้ท่านว่าข้าจะไม่ฟาดเขาจนตายหรือ!”

            เยี่ยเหยียนชี้นิ้วใส่เนี่ยหลี ตัวสั่นไม่หยุด “เจ้าเจ้า เจ้ามันไม่ใช่ลูกหลานแล้ว!” หนวดของเยี่ยเหยียนสั่นระริกเกรงว่าเวลานี้ต่อให้เขาฟื้นคืนชีพขึ้นมาก็คงถูกเนี่ยหลียั่วโมโหจนตายอีกรอบเป็นแน่!

            “ข้าย่อมไม่ใช่ลูกหลานตระกูลเยี่ยของท่านอย่างแน่นอนข้าเป็นลูกหลานของตระกูลตราสวรรค์เทียนเหิน สำหรับที่มาของครอบครัวตระกูลเทียนเหินยังมีประวัติยาวนานกว่าตระกูลเยี่ยของท่านเสียอีกหากมิใช่เพราะความจริงที่ว่าท่านเป็นบรรพชนของจื่ออวิ๋นข้าก็คร้านเกินกว่าที่จะสนใจท่านแล้ว!” เนี่ยหลีเบ้ปากดูแคลน

            เยี่ยเหยียนโมโหสุดขีดแล้ว ทว่าเขาเป็นเพียงวิญญาณเท่านั้นจึงไม่มีปัญญาทำอะไรเนี่ยหลีได้!

            “ตระกูลเทียนเหิน ข้าจำได้ ขณะที่ข้าสร้างเมืองกวงฮุยตระกูลเทียนเหินเป็นเพียงตระกูลเล็กๆ ตระกูลหนึ่งข้ายอมรับว่าบรรพชนของเจ้าล้วนเป็นผู้แข็งแกร่งอย่างแท้จริงดูเหมือนว่าเจ้าจะได้รับมรดกสืบทอดบางส่วนมาจากครอบครัวของเจ้ากระมัง! ทว่าแค่ได้รับมรดกมาเล็กๆ น้อยๆ เจ้ากลับกล้าอวดดีถึงเพียงนี้เชียวหรือ?!”แม้เยี่ยเหยียนต้องยอมรับว่าความรู้ของเนี่ยหลีนั้นลึกซึ้งกว้างขวางกว่าเขาทว่าเขายังคงปฏิเสธที่จะยอมรับความพ่ายแพ้

            หากพ่ายแพ้ให้แก่เด็กอายุสิบสามปีผู้หนึ่งเช่นนี้เช่นนั้นหน้าตาของผู้ควบคุมจิตอสูรระดับตำนานของเขา ยังจะเอาไปไว้ที่ไหนได้อีก?

            “ฮึ่ม!” เยี่ยเหยียนโมโหจนไม่ยอมพูดต่ออีกแล้ว

            ในเมื่อเจ้าเฒ่าผู้นั้นไม่มาตอแยกับตนอีกเนี่ยหลีก็ย่อมไม่คุยกับเยี่ยเหยียนแล้ว

            เนี่ยหลีสนใจอยู่แต่กับการฝึกยุทธ์ของตนพลังวิญญาณสูงส่งห้อมล้อมรอบกายของเนี่ยหลีอยู่ตลอดเวลาหลังจากโคจรเคล็ดวิชาเทียนเต้า จิตอสูรสองตนในอาณาเขตวิญญาณดุจดังฟองน้ำดูดซับพลังวิญญาณและแข็งแกร่งขึ้นไม่หยุด

            วิญญาณของเยี่ยเหยียนยังคงวนเวียนอยู่รอบเนี่ยหลีแม้เขาจะโมโหเนี่ยหลีมากมายทว่าเมื่อเห็นเนี่ยหลีกำลังโคจรลมปราณตามเคล็ดวิชาของตน เขาก็อดชมดูไม่ได้

            ระลอกพลังวิญญาณกำลังแผ่พุ่งรูปแบบการฝึกเช่นนี้ดูไม่เหมือนผู้ควบคุมจิตอสูรระดับเงินเอาเสียเลยยังดูเหมือนผู้ควบคุมจิตอสูรระดับตำนานผู้หนึ่งเสียมากกว่า

            เยี่ยเหยียนชำเลืองมองเซียวหนิงเอ๋อที่อยู่ไกลออกไปและแอบคิด “ไม่ว่าจะเป็นเจ้าเด็กนี่หรือแม่หนูคนนั้นเคล็ดวิชาของทั้งสองต่างก็น่าสะพรึงกลัวยิ่งอายุเพียงน้อยนิดก็กลายเป็นตัวประหลาดเสียแล้วหรือเป็นเพราะว่าข้าไม่ได้ออกไปจากที่นี่นานปี ภายนอกเปลี่ยนแปลงไปจนหมดสิ้นแล้ว?”

            เมื่อเทียบกับเคล็ดวิชาเทียนเต้าของเนี่ยหลีเคล็ดวิชาทั้งห้าอย่างที่เยี่ยเหยียนเพิ่งเอาออกมาย่อมกลายเป็นแค่ขยะอย่างแน่นอน

            เยี่ยเหยียนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งและขยับไปทางเซียวหนิงเอ๋อ

            “แม่หนูน้อย ผู้เฒ่าเห็นพรสวรรค์ของเจ้าเฉลียวฉลาดนักมิสู้ให้ผู้เฒ่ารับเจ้าเป็นศิษย์ดีหรือไม่?”

            ได้ยินเสียงของเยี่ยเหยียน เซียวหนิงเอ๋อตกใจเล็กน้อย นางพลันเอ่ยถามขึ้น “ขอเรียนถาม ท่านผู้อาวุโสคือ?”

            “ข้าก็คือบรรพชนผู้ก่อตั้งเมืองกวงฮุย ผู้ก่อตั้งตระกูลวายุเหมันต์เยี่ยเหยียน!” เยี่ยเหยียนพูดอย่างภาคภูมิใจ

            “ที่แท้คือท่านบรรพชนผู้ก่อตั้ง! เซียวหนิงเอ๋อแห่งตระกูลอี้หลงคารวะท่านบรรพชนผู้ก่อตั้ง!”เซียวหนิงเอ๋อพลันมีสีหน้าเคารพนับถือเต็มไปด้วยความนอบน้อมต่อบุคคลที่ทรงอิทธิพลในประวัติศาสตร์

            เยี่ยเหยียนลูบเคราของตน ยิ้มแย้มและพูด “ไม่เลวไม่เลว เป็นเด็กที่สามารถสั่งสอนได้!” นี่จึงจะเป็นเทพธิดาน้อยของครอบครัวปกติทั่วไปกับคนเช่นเนี่ยหลีผู้นั้น ผิดปกติเกินไป “ข้าอยู่ในด่านศักดิ์สิทธิ์เทียนฮ่วนมานับพันปีแล้วไม่รู้ว่าโลกภายนอกเดี๋ยวนี้เป็นอย่างไรบ้าง?”

            “ท่านบรรพชน เมืองกวงฮุยเวลานี้ยังถือว่าปลอดภัยดีอยู่”

            “เมืองกวงฮุยเวลานี้มีผู้ควบคุมจิตอสูรระดับตำนานคอยปกป้องอยู่กี่คนรึ?”

            “เรียนท่านบรรพชนเมืองกวงฮุยในเวลานี้มีผู้ควบคุมจิตอสูรระดับตำนานเพียงคนเดียว คือท่านเยี่ยโม่!”เซียวหนิงเอ๋อตอบอย่างสุภาพนอบน้อม

            “นี่เป็นไปได้อย่างไร?” เยี่ยเหยียนสองคิ้วขมวดมุ่นอยู่ครู่หนึ่งเขารู้สึกว่าเรื่องนี้ค่อนข้างประหลาด ไม่ว่าจะเป็นเซียวหนิงเอ๋อหรือเนี่ยหลีทั้งคู่ล้วนมีเคล็ดวิชาที่สูงส่งทรงอานุภาพยิ่ง ทำให้ผู้คนอัศจรรย์ใจปกติแล้วด้วยเคล็ดวิชาที่สูงส่งถึงเพียงนี้เป็นไปไม่ได้ที่จะเพิ่งสร้างผู้ควบคุมจิตอสูรระดับตำนานได้เพียงคนเดียว

            “มีปัญหาอะไรหรือ?” เซียวหนิงเอ๋อเอ่ยถามขึ้นอย่างสับสน

            “ไม่มีอันใด แม่หนูน้อย ไหนเอาเคล็ดวิชาของเจ้าออกมาให้ข้าชมดูเสียหน่อยไม่แน่ว่าข้าอาจจะสามารถให้คำแนะนำแก่เจ้าได้!” เยี่ยเหยียนพูดครั้นกล่าวจบ ใบหน้าของเขาก็แดงก่ำ

            “นี่...” เซียวหนิงเอ๋อจมอยู่ในความลังเลใจแล้ว

    คล้ายกับเรื่องบันทึกราชันย์เทพอสูร ที่คุณอ่าน