วารีสองพิภพ

    45. จดหมายจากคนตาย

    ความเดิมตอนที่แล้ว

            เพราะความสงสัยของหม่าเสียนเย่ทำให้เขาอยู่รอพบบิดาจนดึกดื่น เพื่อปรึกษาเกี่ยวกับอาการป่วยขององค์ชายใหญ่ ด้วยเหตุนี้ เขาจึงได้รู้ว่าองค์ชายตั้งใจทำให้ตนเองมีอาการกำเริบทว่ากระทำไปด้วยเหตุใดนั้นยังมิอาจรู้ เช้าวันรุ่งขึ้นเป็นเทศกาลดอกไม้ไฟ ผู้คนตื่นตาตื่นใจกับการเที่ยวชมงานกันแต่เช้าตรู่แต่ถึงกระนั้นก็เกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้น เมื่อตระกูลหม่าถูกคนบุกทำร้ายอย่างอุกอาจและเพราะการปรากฏตัวของซูหมิงเยว่ เจ้าของกิจการการค้าหลายแห่งในหนานจิ้งหม่าซูซินจึงได้รับการช่วยเหลือ ท่ามกลางความแคลงใจที่นางมีต่อคนผู้นี้ และด้วยการช่วยเหลือจากบุคคลลึกลับหม่าจิ่นเทาจึงรอดเงื้อมมือคนเหล่านั้นมาได้ ดูเหมือนว่าผู้นำจะรู้ต้นสายปลายเหตุของเรื่องทั้งหมดทั้งยังรู้ด้วยว่าใครที่ยื่นมือเข้าช่วยตน หากแต่เรื่องนี้ยังคงสร้างความงุนงงให้กับหม่าเสียนเย่ผู้เป็นบุตรชายเพราะหลังจากนั้นไม่นานได้มีกำลังทหารเดินทางมารอรับเขาระหว่างทางไปจวนเจ้าเมือง ราวกับว่ามีใครบางคนคอยจับตาดูความเคลื่อนไหวของพวกเขา

     

    จวนเจ้าเมืองหลิน

            หนึ่งชั่วยามผ่านไปหม่าเสียนเย่เสร็จธุระที่เรือนชมวสันต์ เขาจึงอยากไปทักทายหลินเพ่ยหนิงทว่าเมื่อเดินมาได้สักครู่ เขาก็พบกับเฉินเสวี่ยหยางและองครักษ์ผู้ติดตามในระหว่างทางไปเรือนของนางแน่นอนว่าทั้งคู่มาด้วยจุดประสงค์เดียวกัน จึงยืนประจันหน้ากันอย่างไม่มีใครยอมใคร

    หม่าเสียนเย่ : “ เช้า ๆ เช่นนี้ไม่ทราบว่าเจ้าเมืองน้อยจะไปที่ใดกัน? ”

    หม่าเสียนเย่เอ่ยถาม ทั้งที่รู้อยู่แก่ใจ

    เฉินเสวี่ยหยาง : “ เมื่อคืน เพ่ยหนิงลืมปิ่นปักผมไว้ข้าจะนำไปคืนนาง ”

    คำตอบแกมเย้ยหยัน เสียดแทงใจของฝ่ายตรงข้าม อีกทั้งสีหน้าลอบยิ้มของสององครักษ์ทำให้หม่าเสียนเย่ต้องพยายามกดอารมณ์เอาไว้

    เฉินเสวี่ยหยาง : “ คุณชายคงมิได้จะไปที่เดียวกับข้าหรอกกระมัง? ”

    เป็นอีกครั้งที่เฉินเสวี่ยหยางไม่เปิดโอกาสให้อีกฝ่ายถ้อยคำแสดงการกีดกันทำเอาหม่าเสียนเย่ถึงกับพูดไม่ออก เจ้าเมืองน้อยจึงเดินผ่านหน้าเขาไปพร้อมความนิ่งเฉยต่อชัยชนะ

    เฟยฉี : “ หนนี้เจ้าเมืองน้อยของเราก็ชนะอีกแล้ว ”

    หม่าเสียนเย่ : “ ช้าก่อน ”

    เพียงเดินผ่านมาได้ไม่ไกล ถ้อยคำทัดทานก็ลอยมาจากด้านหลังทำให้ทั้งสามพลันหยุดฝีเท้า โดยที่เฉินเสวี่ยหยางยังคงมีสีหน้าแววตาเรียบเฉย

    หม่าเสียนเย่ : “ ข้ามีเรื่องนึงอยากจะถามท่าน ”

    หม่าเสียนเย่เอ่ยพร้อมกับเดินเข้าไปหา

    หม่าเสียนเย่ : “ เมื่อชั่วยามที่แล้ว เกิดเรื่องขึ้นที่จวนของข้าท่านทราบเรื่องนี้หรือไม่? ”

    เฟยฉี : “ นี่คุณชาย เจ้าเมืองน้อยของข้าไม่ได้สายตายาวขนาดนั้น จะไปรู้ได้อย่างไรท่านนี่ถามแปลก ๆ ”

    เฟยหมิง : “ จวนก็จวนท่าน เหตุใดมาถามผู้อื่นเล่า? ”

    สององครักษ์หันมากล่าวออกหน้าแทนผู้เป็นนายขณะที่เฉินเสวี่ยหยางยังคงนิ่ง ไม่แสดงอาการตื่นตกใจใด ๆ ทั้งยังไม่ตอบคำถามด้วยเหตุนี้ หม่าเสียนเย่จึงยิ่งสงสัยว่าผู้ที่คอยสอดส่องความเป็นไปของพวกเขาก็คือเฉินเสวี่ยหยาง

    หม่าเสียนเย่ : “ คนผู้นี้ไม่ใช้ดาบหรือกระบี่ แต่ใช้มีดสั้นได้ข่าวว่าทหารลับที่เยียนเป่ยของท่านฝึก ก็ใช้อาวุธเช่นนี้ ข้าอยากรู้ว่าเวลานั้นคนของท่านทำอะไรอยู่ที่ใด? ”

    เฟยฉี : “ ข้าปลดทุกข์อยู่ ”

    เฟยหมิง : “ กินข้าว ”

    หม่าเสียนเย่ : “ นี่พวกเจ้า! ”

    ครั้นได้ฟังคำตอบอันยียวนของเฟยฉี และคำพูดแบบส่งๆ ของเฟยหมิง ก็ทำให้เขาแสดงอาการหงุดหงิด เพราะไม่ได้ในสิ่งที่หวัง

    เฟยหมิง : “ คุณชาย มีดสั้นน่ะ ใคร ๆ ก็มีกัน ”

    เฟยฉี : “ ใช่ เป็นหมอรักษาคนอย่างเดียวเถอะ อย่าเป็นหมอดูเลย เดาไปเรื่อย ” ( พึมพำ )

    แม้พยายามหยั่งเชิง แต่ด้วยไหวพริบปฏิภาณที่เป็นรองหม่าเสียนเย่จึงไม่อาจบรรลุเป้าหมาย และยิ่งไม่อาจโต้แย้ง เขาได้แต่วางสีหน้าหงุดหงิดที่ไม่รู้จะใช้วิธีไหนเพื่อเค้นถามความจริง

    เฉินเสวี่ยหยาง : “ แทนที่จะมาตั้งคำถามกับคนของข้า ควรเอาเวลานี้ไปหาคำตอบให้ได้ก่อนว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับองค์ชาย เป็นเพราะสาเหตุใดกันแน่ เขาทำตัวเองหรือมีคนอยู่เบื้องหลัง ”

    เฉินเสวี่ยหยางกล่าวทิ้งท้ายดั่งถ้อยคำดึงสติ แล้วเดินจากไปอย่างสุขุมทิ้งให้หม่าเสียนเย่เปลี่ยนสีหน้าท่าทางจากความหงุดหงิดเป็นการครุ่นคิดอย่างสับสน ถ้อยคำดังกล่าวทำให้เขาไม่อาจทนนิ่งเฉยและตัดสินใจหันหลังกลับคล้ายอยากหาคำตอบของเรื่องนี้

     

    เรือนยลเหมันต์

    ตึก ๆ ๆ

    “ องค์หญิง.. องค์หญิง.. แย่แล้วเจ้าค่ะองค์หญิง”

    ลั่วชีชีวิ่งมาอย่างกระหืดกระหอบ เพื่อมาแจ้งข่าวให้กับหลินเพ่ยหนิงเวลานั้น องค์หญิงนั่งอ่านตำราอยู่ในห้อง และมีหูจิงยืนรดน้ำต้นไม้อยู่ด้านข้าง พวกเขาจำต้องละมือเพราะอาการตื่นปนเหนื่อยหอบของสาวรับใช้

    ลั่วชีชี : “ แฮ่กๆ.. เสี่ยวจู เสี่ยวจูเจ้าค่ะ ”

    หลังจากได้ฟังความ ทั้งสามจึงเร่งรุดไปยังเรือนพักคนรับใช้เมื่อมาถึงหน้าห้องพัก ลั่วชีชีจึงเล่าเหตุการณ์ว่า

    ลั่วชีชี : “ เมื่อวานเกิดเรื่องขึ้น กว่าจะคลี่คลายก็เลยเวลาค่ำ ข้าเลยไม่ได้มาดูนางเจ้าค่ะเช้านี้เลยคิดว่าควรมาเรียกนางเสียหน่อย เพราะตั้งแต่กลับมาก็ยังไม่เห็นนางเลย พอมาถึงประตูไม่ได้ลงกลอน ข้าจึงเปิดเข้าไป ก็อย่างที่เห็นเจ้าค่ะ นางเก็บข้าวของไปหมด ทิ้งไว้แค่จดหมายฉบับเดียว”

    ลั่วชีชียื่นกระดาษสีหม่นให้กับองค์หญิง กระดาษแผ่นนั้นถูกพับไว้อย่างดีเมื่อเปิดออกดูก็พบว่าภายในถูกเขียนด้วยน้ำหมึก และเป็นลายมือของเสี่ยวจู

            “ข้าจูซือฉี ทั้งชีวิตมีอยู่สองสิ่งที่ไม่อาจสูญเสีย หนึ่งคือบุญคุณและสองก็คือความแค้นครั้งนี้ ข้าจำต้องจากไปเพราะสองสิ่งนี้เช่นกัน องค์หญิง ท่านคือผู้ที่มีพระคุณต่อข้าที่ข้าจะไม่มีวันลืม ชีชี น้าหู ข้าโชคดียิ่งที่ในชีวิตข้าได้พบกับพวกท่าน หากไม่ตายข้าจะกลับมาตอบแทนบุญคุณความเมตตาที่ทุกท่านมีต่อข้า.. เสี่ยวจู ”

            หลังจากได้อ่านข้อความหลินเพ่ยหนิงกลับมานั่งที่เรือนพักด้วยสีหน้าหดหู่ กระทั่งเฉินเสวี่ยหยางเข้ามาหาลั่วชีชีจึงคารวะเขา แล้วปลีกตัวออกไปพร้อมกับหูจิง

    เฉินเสวี่ยหยาง : “ เกิดเรื่องอันใดขึ้น? ”

    เฉินเสวี่ยหยางเอ่ยถามพลางนั่งลงข้าง ๆ หลังจากเห็นสีหน้าไม่ค่อยดีของหลินเพ่ยหนิง

    หลินเพ่ยหนิง : “ เสี่ยวจู นางไปแล้ว ” ( ภาษามือ)

    นางสื่อสารตอบด้วยแววตาเศร้า

    เฉินเสวี่ยหยาง : “ หากนี่เป็นการตัดสินใจของนาง ก็ปล่อยให้นางไปเถิด”

    หลินเพ่ยหนิงมองเฉินเสวี่ยหยางด้วยแววตาฉงน

    เฉินเสวี่ยหยาง : “ บางที นี่อาจเป็นสิ่งที่ยากที่สุดสำหรับนางก็ได้เราควรเคารพการตัดสินใจของนาง เพราะฉะนั้น อย่าเศร้าไปเลย ”

    เพียงได้ฟัง สีหน้าของนางก็เริ่มผ่อนคลาย เพราะเริ่มเข้าใจในความลำบากใจของจูซือฉีแต่สำหรับหูจิงที่ออกมายืนด้านนอกร่วมกับสององครักษ์

    หูจิง : “ เจ้าเมืองน้อยเฉิน ไม่คิดจะบอกความจริงกับองค์หญิงจริงเหรอ? ”

    หูจิงเปรยกับเฟยหมิงและเฟยฉี

    เฟยหมิง : “ ปล่อยให้เป็นเรื่องของคนสองคนเถอะ ”

    เฟยฉี : “ ใช่ ข้าเชื่อว่าถึงตอนนั้น องค์หญิงจะต้องเข้าใจว่าเจ้าเมืองน้อยทำไปเพราะเหตุใด”

    ด้วยวิสัยของผู้ที่เคยเป็นองครักษ์ ทำให้หูจิงสืบรู้เรื่องที่เกิดขึ้นกับจูซือฉีทั้งเรื่องที่นางเคยวางยาในอาหาร เรื่องที่ม้าลากจูงมีอาการผิดปกติ หรือแม้แต่เรื่องที่นางแอบไปพบกับซ่งจื่อรุ่ยอยู่บ่อยครั้งจนเป็นเหตุให้นางต้องหายตัวไป เขาเองก็แอบรู้มาเช่นกัน ทว่าเหตุที่เขาไม่เคยเปิดเผยเรื่องราวเหล่านี้ก็เพราะเห็นแก่องค์หญิง

            ถัดมาที่เรือนชมวสันต์องค์ชายใหญ่หลินเพิ่งฟื้นจากอาการป่วย เขาจึงเปลี่ยนบรรยากาศด้วยการออกมานั่งที่ระเบียงโดยมีเหลียงเสี่ยวเหยาคอยประคองอยู่ข้าง ๆ

    หลินจื่อหราน : “ ขอบคุณนะเสี่ยวเหยา ที่มาอยู่เป็นเพื่อนข้าตั้งแต่เช้ารบกวนเจ้าแล้ว ”

    เหลียงเสี่ยวเหยา : “ ไม่รบกวนหรอกเจ้าค่ะ ปกติข้าอยู่ว่าง ๆไม่มีอะไรทำอยู่แล้ว ”

    หลินจื่อหราน : “ แต่วันนี้เป็นเทศกาลดอกไม้ไฟเจ้าไม่อยากออกไปเที่ยวหน่อยเหรอ? ”

    เหลียงเสี่ยวเหยา : “ จวนก็อยู่ไม่ไกล ไว้พ่อบุญธรรมกลับมาแล้ว ค่ำๆ ข้าค่อยไปก็ได้ ”

    หลินจื่อหราน : “ ออ ”

    องค์ชายดูผ่อนคลายและสีหน้าสดใสขึ้นเมื่อมีเหลียงเสี่ยวเหยาคอยอยู่เป็นเพื่อน กระทั่งมีสาวรับใช้นางหนึ่งเดินเข้ามาพร้อมด้วยถาดใส่สิ่งของสีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไป หลินจื่อหรานหุบยิ้มลงทันที

    สาวรับใช้ : “ องค์ชาย ชายารองให้ข้านำกำยานมาส่งให้เจ้าค่ะ ”

    หลินจื่อหราน : “ อืม ออกไปเถอะ บอกไปว่าข้ารับไว้แล้ว ”

    สาวรับใช้ : “ เอ่อ.. เจ้าค่ะ ”

    หลังจากได้ฟังคำสั่งบนสีหน้าที่ดูจริงจังขององค์ชายสาวรับใช้จึงนำของเหล่านั้นออกไปทันที ในขณะที่เหลียงเสี่ยวเหยาอดไม่ได้ที่จะเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง

    เหลียงเสี่ยวเหยา : “ เป็นอะไรไปเจ้าคะ? ท่านไม่ชอบกลิ่นกำยานนั่นเหรอ?”

    หลินจื่อหราน : “ ใช่ ข้าไม่ชอบ แต่นางกลับจำไม่ได้ ”

    เหลียงเสี่ยวเหยา : “ ไม่ชอบ หรือว่าน้อยใจที่ชายารองไม่มาเยี่ยม? ”

    หลินจื่อหรานหลบสายตาไม่ตอบคำถามของเหลียงเสี่ยวเหยา

    เหลียงเสี่ยวเหยา : “ องค์หญิงสามยังเจ็บอยู่ ชายารองต้องอยู่ดูแลนางเป็นธรรมดาส่วนท่านเป็นชายอกสามศอก ฟื้นตัวเร็วกว่านางหลายเท่า อีกอย่าง สตรีดูแลสตรีด้วยกันถือเป็นเรื่องที่เหมาะสม”

    หลินจื่อหราน : “ แต่เจ้าก็อยู่ดูแลข้าไม่ใช่เหรอ? ”

    เหลียงเสี่ยวเหยา : “ แต่ท่านไม่ได้ถูกโบยที่ก้น จะเทียบกันได้อย่างไรความจริง หลังจากงานไว้อาลัย ข้าเกือบคิดว่าจะไม่มีโอกาสได้ออกไปไหนเสียแล้ว โชคดีได้คุณชายหม่าช่วยพูดให้พ่อบุญธรรมจึงอนุญาต ทั้งยังบอกว่าเพราะติดธุระสำคัญ ไม่อาจมาเยี่ยมท่านได้จึงฝากข้ามาเยี่ยมท่าน แต่ไม่คิดว่าโตจนป่านนี้ องค์ชายจะยังเอาแต่ใจ นิสัยเหมือนกับเด็กๆ ”

    หลินจื่อหราน : “ เสี่ยวเหยา นี่เจ้าก็ว่าข้าเหรอ? ข้าหลงคิดว่าเจ้าเข้าใจข้ากว่าผู้ใดเสียอีกหากว่าท่านแม่ทัพไม่ฝากเจ้ามาเยี่ยมข้า เจ้าก็จะไม่มาใช่ไหม? ”

    เหลียงเสี่ยวเหยามองดูอาการแง่งอนขององค์ชายพลางอมยิ้มอย่างเอ็นดู

    หลินจื่อหราน : “ เจ้ายิ้มอะไร? ”

    เหลียงเสี่ยวเหยา : “ เปล่าเจ้าค่ะ ”

    หลินจื่อหราน : “ เห็น ๆ อยู่ว่าเจ้ายิ้ม ”

    เหลียงเสี่ยวเหยา : “ ก็.. พอเห็นเช่นนี้ แปลว่าอาการป่วยของท่านดีขึ้นมากแล้วข้าก็เลยดีใจ ฝีมือการแพทย์ของคุณชายหม่าช่างยอดเยี่ยมจริง ๆ ข้ามีของเล็ก ๆ น้อยๆ มาฝากท่านด้วยนะ หวังว่าองค์ชายผู้แสนดีและห่วงใยราษฎรจะกลับมาแข็งแรงโดยไวนี่เป็นถุงอุ่นมือที่ข้าเตรียมมาให้ ท่านเก็บไว้ใช้ยามที่อาการหนาว จะช่วยได้มาก ”

    เหลียงเสี่ยวเหยานำถุงอุ่นมือที่นางเตรียมไว้ส่งให้กับหลินจื่อหราน เขารับมันไปด้วยรอยยิ้ม แต่แล้วก็กลับมามีแววตาหดหู่อีกครั้งพร้อมกับกล่าวบางประโยค

    หลินจื่อหราน : “ ขอบใจนะ แต่ข้า.. ไม่ใช่องค์ชายแสนดีอะไรหรอก ”

    ขณะที่คนสองคนพูดคุยกัน หม่าเสียนเย่ซึ่งแอบยืนฟังอยู่ด้านหลังก็นึกเอะใจกับถ้อยคำขององค์ชายใหญ่ เขาพยายามตั้งใจฟังให้ชัด แต่ในขณะนั้นเองกลับมีเสียงฝีเท้าคนกลุ่มหนึ่งมุ่งหน้ามาทางนี้หม่าเสียนเย่จำต้องรีบหลบออกไปจากที่นั่น เมื่อเขาให้หลังไป หลินเพ่ยหนิงเฉินเสวี่ยหยาง พร้อมด้วยผู้ติดตามอย่างลั่วชีชี หูจิง และสององครักษ์ก็พากันตรงมาที่เรือนชมวสันต์พวกเขามาเพื่อเยี่ยมเยียนอาการขององค์ชายใหญ่หลิน

    หลินจื่อหราน : “ เพ่ยหนิง เจ้าเมืองน้อย มากันแต่เช้าเชียว ”

    เมื่อผู้เป็นพี่มองเห็นน้องสาวและว่าที่น้องเขยเดินเข้ามาหาก็เอ่ยทักทายด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม

    เหลียงเสี่ยวเหยา : “ เจ้าเมืองน้อยเฉิน องค์หญิง ”

    เหลียงเสี่ยวเหยาลุกขึ้นคารวะคนทั้งสอง และหลบทางให้หลินเพ่ยหนิงกับเฉินเสวี่ยหยางได้นั่งส่วนนางถอยออกไปยืนอยู่ด้านข้าง ใกล้กับลั่วชีชี หลินเพ่ยหนิงจึงหันไปเชื้อชวนนาง

    หลินเพ่ยหนิง : “ เสี่ยวเหยา เจ้ามานั่งด้วยกันสิ ” ( ภาษามือ )

    เหลียงเสี่ยวเหยา : “ ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ เมื่อครู่ ข้านั่งนานแล้ว ”

    แม้เคยเป็นสหายร่วมเรียนแต่เหลียงเสี่ยวเหยาไม่กล้าคิดตีตนเสมอผู้ที่เป็นถึงว่าที่ท่านเจ้าเมืองนางจึงปฏิเสธด้วยนิสัยเจียมเนื้อเจียมตัวของนาง แตกต่างจากความรู้สึกลึก ๆ ที่นางมีต่อหลินจื่อหรานหลินเพ่ยหนิงจึงไม่คิดบีบบังคับสหาย และหันไปถามไถ่อาการของผู้เป็นพี่

    หลินเพ่ยหนิง : “ อาการท่านเป็นอย่างไรบ้าง? ” ( ภาษามือ )

    หลินจื่อหราน : “ เจ้าไม่ต้องห่วง พี่ใกล้จะวิ่งได้แล้ว ไม่แน่ คืนนี้อาจได้ไปเที่ยวชมงานกับพวกเจ้า”

    หลินจื่อหรานตอบกลับความห่วงใยของน้องสาวแล้วจึงหันไปคุยกับเฉินเสวี่ยหยาง

    หลินจื่อหราน : “ เจ้าเมืองน้อยขอบคุณอีกครั้งที่ดูแลน้องหญิงข้า และยังต้องรบกวนให้ท่านมาเยี่ยมเยียนแต่เช้า ”

    เฉินเสวี่ยหยาง : “ หามิได้ คนกันเอง อย่าได้เกรงใจ ”

    นี่ถือเป็นครั้งที่สองที่คำขอบคุณหลุดออกจากปากของหลินจื่อหรานเฉินเสวี่ยหยางเข้าใจดีว่ามันคือถ้อยคำที่ตั้งอยู่บนความสำนึกผิด เพราะเฉินเสวี่ยหยางเพิ่งช่วยให้หลินเพ่ยหนิงพ้นจากข้อครหาอันเกิดจากการกระทำของพี่อย่างเขาทว่าในที่นี้คงมีแต่หลินเพ่ยหนิงที่ไม่คิดอะไรกับวาจาแฝงนัยของผู้เป็นพี่

    หลินเพ่ยหนิง : “ ข้าตุ๋นน้ำแกงไก่มาให้ท่าน เพื่อช่วยบำรุงร่างกายท่านอย่าลืมทานด้วยนะ ” ( ภาษามือ )

    เมื่อมองไปด้านหลังก็เห็นข้ารับใช้นำหม้อตุ๋นน้ำแกงมาวางไว้ด้านข้างทว่านั่นทำให้เฉินเสวี่ยหยางมีท่าทีเปลี่ยนไป เขาดูร้อนใจพอ ๆ กับไอร้อนที่ลอยคลุ้งออกมาจากหม้อตุ๋นน้ำแกงใบนั้น

    เฉินเสวี่ยหยาง : “ ยื่นมือมา ”

    เฉินเสวี่ยหยางหันไปเอ่ยวาจากับหลินเพ่ยหนิง น้ำเสียงทุ้มนุ่มแววตากังวลเพราะความเป็นห่วง ทั้งยังขอมือของนางเพื่อตรวจดูรอยแผลทำเอาใครหลายคนที่อยู่ที่นั่นต่างพากันอมยิ้ม ไม่เว้นแม้แต่หลินจื่อหราน เวลานั้น หลินเพ่ยหนิงอายจึงไม่ยอมส่งมือให้กับเขา เฉินเสวี่ยหยางจึงยื่นมือไปจับมือทั้งสองข้างของนางมาตรวจดูแต่ก็ไม่พบความผิดปกติ

    ลั่วชีชี : “ วางใจเถิดเจ้าค่ะ องค์หญิงแค่บอกวิธีทำข้าเป็นคนปรุงตามคำสั่งขององค์หญิงเจ้าค่ะ ”

    หลินเพ่ยหนิงค่อย ๆ ดึงมือออก ทว่าใบหน้าแดงจนต้องก้มหน้าหลบสายตาของเฉินเสวี่ยหยาง

    หลินจื่อหราน : “ ดูสิ ท่านทำนางหน้าแดงไปหมดแล้วช่วยรับผิดชอบด้วยนะ ”

    บรรยากาศที่ผ่อนคลายภายในเรือนชมวสันต์ดูผิดไปจากเมื่อวานแม้แต่ผู้ที่ยืนมองอยู่ไกล ๆ ก็อยากเข้ามาร่วมสนทนาด้วย เจ้าเมืองหลินมองดูบุตร-ธิดาพูดคุยกันในระยะห่างโดยมีผู้ช่วยจางคอยรับใช้ใกล้ชิด

    จางหยวน : “ นายท่าน ไม่เข้าไปหน่อยหรือขอรับ? ”

    หลินหงชุน : “ คนแก่อย่างข้าจะเข้าไปทำลายบรรยากาศหนุ่มสาวทำไมปล่อยพวกเขาคุยกันตามสบายเถอะ จื่อหรานดีขึ้นก็ดีแล้ว ”

    จางหยวน : “ ดูเหมือนว่าเจ้าเมืองน้อยเฉินก็ตรวจสอบเรื่องนี้อยู่เหมือนกันขอรับ”

    หลินหงชุน : “ เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับหนิงเอ๋อ เขาย่อมไม่นิ่งนอนใจเจ้าระวังอย่าให้เรื่องรั่วไหลออกไปภายนอกก็แล้วกัน ส่วนเรื่องตระกูลซ่งรีบดำเนินการตามแผน ”

    จางหยวน : “ ขอรับ ”

    สิ้นคำ ท่านเจ้าเมืองกับผู้ช่วยจางก็เดินออกไป โดยไม่ได้เข้าไปร่วมวงสนทนาแต่ประสาทหูของเฉินเสวี่ยหยางรับรู้เรื่องราวทั้งหมด เขาทำเป็นไม่สนใจและนั่งจิบชาเหมือนไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น

    หลินจื่อหราน : “ อีกไม่กี่ชั่วยามก็ใกล้เวลาต้องเดินขบวนแล้วพวกเจ้าก็ไปเตรียมตัวเถอะ ”

    หลินเพ่ยหนิง : “ แต่ว่า.. ” ( ภาษามือ )

    หลินจื่อหราน : “ ไม่ต้องเป็นห่วง ท่านพ่อเพิ่งสั่งเพิ่มเวรยามคุ้มกันหรือถ้าเจ้ายังกังวลว่าพี่จะกินอะไรสุ่มสี่สุ่มห้า เสี่ยวเหยาก็อยู่ด้วย ”

    หลินเพ่ยหนิงได้ฟังก็หันไปมองสหาย

    เหลียงเสี่ยวเหยา : “ เจ้าค่ะ องค์หญิงไม่ต้องเป็นห่วง ข้าจะอยู่เป็นเพื่อนองค์ชายจนกว่าพวกท่านจะกลับ”

    ลั่วชีชี : “ เช่นนั้น เราต้องมีของฝากกลับมาเยอะ ๆ แล้วล่ะเจ้าค่ะ ”

    ลั่วชีชีกล่าวสำทับบนสีหน้าอันโล่งใจของหลินเพ่ยหนิง

    หลินจื่อหราน : “ เจ้าเมืองน้อยคงยังไม่ชินกับธรรมเนียมของที่นี่หนานจิ้งเราจะมีเทศกาลดอกไม้ไฟต้อนรับฤดูหนาวทุกปี ทุกครั้งจวนเราจะส่งตัวแทนขึ้นเกี้ยวเดินขบวนเพื่อเป็นขวัญกำลังใจแก่ราษฎร ปีนี้เป็นคราวของเพ่ยหนิง ระหว่างนั้น ข้าฝากท่านช่วยดูแลนางด้วย”

    เฉินเสวี่ยหยางก้มศีรษะรับคำฝากฝังขององค์ชายใหญ่ก่อนจะหันไปสบตาหลินเพ่ยหนิง ในขณะที่องค์หญิงหลบสายตาที่ซุกซ่อนความเบิกบานใจผ่านสองมืออันเรียวเล็กมือที่เขาเพิ่งสัมผัสและแสดงความห่วงใยต่อหน้าทุกคน

     

    จวนตระกูลซ่ง

            ท่ามกลางบรรยากาศด้านนอกที่ดูครึกครื้นผู้คนเดินขวักไขว่ในเทศกาลที่ถูกจัดขึ้นอย่างใหญ่โตกว่าทุกปี หากแต่ภายในจวนซ่งกลับแตกต่างกันลิบลับประตูจวนปิดสนิท ภายในเงียบสงัด เจ้าบ้านตระกูลซ่งยังคงนั่งอยู่ที่เดิมบนเก้าอี้ตัวเดิมที่นั่งคุยกับสหาย คล้ายกับว่าเขาไม่ได้ลุกไปไหนเลยตลอดทั้งคืนทว่าสีหน้าที่เคยตึงเครียดเปลี่ยนเป็นความนิ่งสงบ เฉกเช่นสายลมที่พัดผ่านบานหน้าต่างเยือกเย็นและว่างเปล่า ดูราวกับว่าเขาใช้ช่วงเวลาอยู่บนเก้าอี้ตัวนี้กระทั่งตกตะกอนในความคิดและแล้วช่วงเวลาที่เงียบสงบก็ได้ถูกทำลาย หลังจากมีเสียงสัญญาณจากหลังคาเรือน..วี้ด.. หนึ่งในยอดฝีมือส่งสัญญาณเตือนว่ามีผู้บุกรุก เสียงที่ดังทำให้ผู้นำเบิกตากว้างขึ้นและเงยหน้ามองไปที่หน้าประตูห้อง เพียงไม่นานก็มีเสียงฝีเท้าคนนับสิบกรูกันมาโอบล้อมรอบข้างเรือนหลังนี้ตามมาด้วยเสียงการปะทะกันของคนกลุ่มหนึ่ง ขณะที่ผู้นำซ่งไร้ท่าทีหวาดหวั่นประหนึ่งว่านี่คือเวลาที่เขารอคอย ตุ้บ! เคล้ง! ผลั้ก! เสียงการปะทะกันดังขึ้นเป็นระยะ จนกระทั่งมีร่างของหน่วยอารักขาถูกซัดกระเด็นมาถึงหน้าห้องร่างของเขานอนแน่นิ่ง พร้อมเสียงฝีเท้าคนผู้หนึ่งเดินใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ

    “ สวัสดีท่านพ่อ คิดถึงข้าไหม? ”

    และแล้วเจ้าของเสียงก็ปรากฏตัวขึ้นด้วยใบหน้าของบุตรชายผู้อกตัญญูพร้อมเหล่าบริวารที่ถืออาวุธครบมือ มุ่งตรงเข้ามาภายในห้อง คนเหล่านั้นยืนโอบล้อมพลางชี้ปลายดาบอันแหลมคมมาทางท่านผู้นำดูเหมือนว่าซ่งจื่อรุ่ยมิได้มีเจตนาดีตามวิสัยของบุตรที่เข้าพบบิดา เบื้องหลังของท่านผู้นำจึงมีหน่วยอารักขาที่พร้อมสู้ตายถวายชีวิตเพื่อปกป้องเจ้าบ้านจวนซ่งทว่าผู้นำกลับปัดมือให้พวกเขาถอยห่างออกไป

    ซ่งจื่อรุ่ย : “ อะไรกัน.. ลูกชายกลับมาบ้านทั้งที ไยท่านพ่อถึงทำหน้าเช่นนี้เล่า?ไม่ดีใจหรอกเหรอที่พบข้า ก่อนหน้านี้ยังส่งคนตามหาข้าอยู่เลยไม่ใช่เหรอ? ”

    ซ่งจื่อรุ่ยพูดด้วยท่าทางกร่าง พร้อมกับเดินไปนั่งที่เก้าอี้ฝั่งตรงข้ามเขาวางมีดสั้นลงบนโต๊ะคล้ายเจตนาข่มขู่ ทำให้เหล่าหน่วยอารักขาพากันชักอาวุธทว่าถูกแววตาของผู้นำห้ามไว้

    ซ่งเผิงจิ่น : “ พวกเจ้าถอยไปก่อน นี่เป็นเรื่องภายในระหว่างข้ากับเขา ”

    แม้จะลังเล แต่เหล่ายอดฝีมือก็จำต้องทำตามคำสั่งพวกเขาค่อย ๆ ถอยออกไป ก่อนที่ซ่งจื่อรุ่ยจะหันไปสั่งการลูกสมุนของตน

    ซ่งจื่อรุ่ย : “ อ้าว! พวกเจ้ารออะไรกัน? ไม่ได้ยินที่พ่อข้าพูดเหรอ? บอกให้ถอยออกไปไงแล้วใครให้พวกเจ้าพกอาวุธเข้ามาในนี้เนี่ย ฮะ!?ไม่เห็นหรือว่าพ่อข้านั่งอยู่ เสียมารยาท ”

    เมื่อได้ฟังคำสั่ง บรรดาลิ่วล้อก็พากันลดอาวุธ หากแต่ยังตรึงกำลังอยู่ไม่ห่างหลังจากที่ซ่งจื่อรุ่ยทำทีวางอำนาจ ทั้งยังแสร้งมีน้ำใจต่อบิดา หวังจะหลอกให้ผู้นำตายใจเพื่อหวังผลประโยชน์

    ซ่งจื่อรุ่ย : “ แล้วนี่.. ผู้คนในจวนเราหายไปไหนกันหมด? เหตุใดถึงมีแต่ท่าน? หรือว่าทั้งหมดนี่ก็เพื่อรอที่จะพบข้า?”

    ซ่งเผิงจิ่น : “ เจ้ามีอะไรก็พูดมา ”

    ซ่งจื่อรุ่ย : “ ไยถึงพูดเช่นนั้นเล่า? เราพ่อลูก ไม่เห็นต้องทำห่างเหินขนาดนั้นก็ได้นี่นี่ข้าเป็นห่วงท่านนะ ส่วนเจ้าพวกนี้ ท่านไม่ต้องตกใจ ข้าแค่พามาช่วยเป็นมือเป็นเท้าให้ท่านจะได้ดูแลความปลอดภัยให้ท่านได้ไง ”

    ซ่งจื่อรุ่ยคิดอยากควบคุมบิดา จึงยัดเยียดเหล่าสมุนที่ดูท่าทางไม่น่าไว้ใจให้กับซ่งเผิงจิ่น

    ซ่งเผิงจิ่น : “ ไม่ต้องหรอก ”

    ซ่งจื่อรุ่ย : “ โธ่.. ท่านพ่อ ไม่เอาน่า.. แล้วท่านแม่กับเจียอีเล่า อยู่ที่ใด?นี่ข้าอุตส่าห์กลับมา ไม่เห็นน้องข้าออกมาทักทายข้าเลย หรือว่านางยังโกรธข้าเรื่องนั้นอยู่?”

    ซ่งเผิงจิ่น : “ หากเป็นเรื่องที่เจ้าหยิบฉวยของของนางไป ข้าชดใช้ให้นางไปแล้ว ”

    ซ่งจื่อรุ่ย : “ มันต้องอย่างนี้สิท่านพ่อ ข้ารู้อยู่แล้ว ไม่มีอะไรที่พ่ออย่างท่านทำเพื่อลูกไม่ได้หรอกจริงไหม? ถ้าอย่างนั้น ท่านก็ส่งมันมาให้ข้าเสียเถอะ ”

    และแล้ว วาจาเสแสร้งแสดงละครก็เปลี่ยนไป แววตาของซ่งจื่อรุ่ยแสดงออกถึงความโหดเหี้ยม

    ซ่งเผิงจิ่น : “ อ้อมค้อมได้ตั้งนาน พูดเข้าเรื่องสักทีนะ ว่าแต่..เจ้าหมายถึงอะไร? ”

    ซ่งจื่อรุ่ย : “ ท่านอย่ามาทำเป็นไม่รู้เรื่องจะดีกว่า สิ่งที่ตาเฒ่าหม่านั่นเอามาให้ท่านส่งมันมาให้ข้าซะ ”

    ซ่งเผิงจิ่นนิ่ง ทำเป็นไม่รู้เรื่องที่บุตรชายกล่าวซ่งจื่อรุ่ยจึงเริ่มมีโทสะ

    ..ปึ้ง!

    ซ่งจื่อรุ่ย : “ บอกให้ส่งมาไง ”

    เขาทุบโต๊ะ แล้วขึ้นเสียงใส่บิดาในขณะที่ท่านผู้นำยังคงวางทีท่าสงบ

    ซ่งเผิงจิ่น : “ จื่อรุ่ย หยุดเสียเถอะ หยุดตอนนี้ยังพอมีทางแก้ไข ”

    ซ่งจื่อรุ่ย : “ ท่านรู้ตัวไหมว่ากำลังพูดบ้าอะไรอยู่? ”

    ซ่งเผิงจิ่น : “ ทำไมข้ากลับรู้สึกว่าครั้งนี้ ข้ารู้ตัวดีกว่าครั้งไหน ๆ ข้ายอมรับที่ผ่านมาข้าตามใจเจ้าและเจียอีมากไป ตามใจจนเสียคน ทุกครั้งที่เจ้าก่อเรื่องพ่ออย่างข้าก็มีหน้าที่คอยสะสาง ช่วยชดใช้ความเสียหาย ตามแก้ปัญหาให้เจ้าคิดแค่ว่าเจ้าเพียงคึกคะนองตามวัยเท่านั้น ไม่นานก็จะดีขึ้น แต่ตอนนี้ ข้าเพิ่งได้กระจ่างแท้จริงแล้วเป็นข้าเองที่ผิด ”

    ซ่งจื่อรุ่ย : “ พูดอย่างนี้ แปลว่าท่านจะไม่ยอมให้ข้าอย่างนั้นเหรอ? ท่านพ่อนี่มันไม่ใช่เรื่องของท่าน ท่านอย่าเข้ามายุ่งจะดีกว่า ไม่อย่างนั้น อย่าหาว่าข้าไม่เตือน”

    ซ่งเผิงจิ่น : “ หึ! จะทำกับข้าเหมือนที่ทำกับจวนหม่าอย่างนั้นเหรอ? ”

    ซ่งจื่อรุ่ย : “ รู้ข่าวเร็วดีนี่ เพิ่งรู้ว่าท่านก็ไม่ได้หูหนวกตาบอดซะทีเดียวส่งมาซะ อย่าให้ข้าต้องทำสิ่งที่ข้าไม่อยากทำ ”

    ซ่งจื่อรุ่ยเอื้อมมือไปจับมีดสั้นที่วางอยู่บนโต๊ะสีหน้าแววตาไร้ความลังเลใจ ไม่มีความหวั่นไหวแม้แต่น้อย ซ่งเผิงจิ่นมองดูแววตาที่มุ่งมั่นของบุตรชายดูราวกับคนที่พร้อมจะทำทุกอย่างเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ตนปรารถนา แม้ว่าอาจต้องชี้ปลายอาวุธไปยังผู้ซึ่งถูกเรียกว่าบิดาก็ตาม

     

     

            ติดตามตอนต่อไป