ยามพลบค่ำ สำนักเฟยหลงกลับได้มีโอกาสได้ต้อนรับผู้มาเยือน ที่อาจจะดาวแห่งความหวัง ไปสู่หนทางการอยู่รอดของสำนัก
ชายที่ดูแล้วน่าจะอยู่ในวัยสี่สิบปีเศษ นามว่า เลี่ยงจิน ได้เดินทางมาขอพบกับเ้าสำนักเฟยหลงในครั้งนี้ โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อจะขอว่าจ้างให้ศิษย์ของสำนัก คุ้มกันเขาไปยังเมืองหลวง
" เื่ให้ศิษย์ของข้าตามท่าน ไปนั้น ข้าเห็นด้วย เพียงแต่ว่า... แม้แต่ศิษย์เอก ในสำนักก็ยังมิได้มีประสบการณ์คุ้มกันคน หรือสินค้า โดยปราศจากการบังคับบัญชาของข้าเลยสักครั้ง หรือจะพูดให้ถูกก็คือยังไม่เคยได้ประมือกลับจอมยุทธ หรือโจรที่มาปองร้าย ในเหตุการณ์ที่ต้องอาศัยไหวพริบในการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า" เฟยหลง กล่าวด้วยความหนักใจ แม้ว่าครั้งนี้จะเป็โอกาสอันดี แต่ทว่าชื่อเสียงของสำนักก็สำคัญต่อเฟยหลงมิใช่น้อย
"ฮ่าๆ ท่านช่างเป็ผู้กล้า มีคุณธรรมและซื่อสัตย์ยิ่งแล้ว อันที่จริงนั้น ข้าพอรู้ข่าวคราวมาก่อนบ้าง ว่า ขณะนี้สำนักของท่านกำลังเดือดร้อน เนื่องด้วยความเจ็บป่วยของท่าน แต่ท่านก็หาฉวยโอกาสไม่" เลี่ยงจินกล่าวชมเ้าสำนักจากใจจริง
"ท่านพ่อๆ มีผู้มาว่าจ้างสำนักเราแล้วเหรอ" เสียงเฟยฮุ่ยร้องดีใจ ะโโลดเต้นมา
"เสียมารยาทจริงๆ เ้านี่ ทำพ่อขายหน้าอยู่เรื่อย" เฟยหลงตำหนิบุตรสาว นางนั้นหน้าเจื่อนไปเพียงครู่ เพียงครู่เท่านั้นจริงๆ
"ว่าแต่ท่านอา ท่านจะจ้างสำนักของข้าเท่าไหร่รึ แล้วให้คุ้มกันอะไร ไปที่แห่งใด?" แม่นางน้อยเฟยฮุ่ย หันไปถามทางเลี่ยงจิน
"เฟยฮุ่ย!!" เสียงบิดาตวาดนาง ตามมาด้วยเสียงไอ บ่งบอกว่าอาการกลับมากำเริบ
"ค่ะ ข้าทราบแล้ว ข้าดีใจไปหน่อย" คราวนี้แม่นางน้อยเฟยฮุ่ย ถึงได้หยุด และกลับไปนั่งที่เก้าอี้เพื่อฟังการสนทนา โดยมี หานเทียนเสียงไปยืนขำนางข้างๆ ที่ถูกบิดาดุ
"ต่อกันเถิด...แม้ข้าเองก็ห่วงความปลอดภัยของตัวข้าเองเช่นกัน ข้าจึงจะขออนุญาตทดสอบความสามารถของสำนักท่านด้วยประการหนึ่ง" เลี่ยงจิน ยิ้มเอ็นดูในความไม่เดียงสาของเฟยฮุ่ย มากกว่าจะคิดตำหนินาง พร้อมเผยวัตถุประสงค์ที่แท้จริง ที่เขามาในวันนี้
"จะทดสอบประการใด?" เฟยหลง ลูบเคราตรึกตรองดู แต่ก็พออนุมานได้
"ลูกศิษย์ท่าน ประลองฝีมือกับข้า หากว่าข้าพอใจ แล้วเราค่อยตกลงเื่สินจ้างกัน" เลี่ยงจินกล่าวตรงๆ ไม่อ้อมค้อม แม้วิธีนี้ดูเป็การเหมือนมิให้เกียรติกัน เพราะมาขอประลองเพื่อทดสอบฝีมือถึงในสำนัก แต่ก็จำเป็ เพราะเขาก็ ้าความแน่ใจว่าการเดินทางของเขาจะปลอดภัยจนถึงจุดหมายปลายทาง
"ไม่มีวิธิอื่นแล้วงั้นรึ?" เฟยหลงมองหน้าชายที่นั่งตรงหน้า พินิจดูแล้วก็มิน่าใช่บุรุษที่จะมากระทำการดูิ่สำนัก
"ข้าใคร่ครวญก่อนมาพบท่านดีแล้ว ขอท่านโปรดอภัยด้วย หากข้าเสียมารยาท" เลี่ยงจินยังยืนยันหนักแน่น
เฟยหลง ยังคงลูบเครา ตรึกตรองใคร่ครวญ หากแม้นว่าศิษย์เอกของสำนัก แพ้พ่ายอย่างง่ายดาย คงมิเป็ผลดีต่อชื่อเสียงของสำนัก
"จิวซิน เ้าใช้เพลงทวน ด้นเมฆา สักสิบห้าเพลง หากไม่ชนะให้หยุดมือ" เฟยหลงให้ศิษย์ฝีมือปานกลาง และเพลงอาวุธที่ไม่ใช่เพลงอาวุธขึ้นชื่อของสำนักหยั่งเชิงก่อน
เลี่ยงจินยิ้มรับ รู้เจตนาที่ให้ศิษย์ที่ใช้อาวุธมีชื่อเสียงปานกลางของสำนักออกมารับมือ และแน่น่อนว่า จิวซิน ผู้นี้มิใช่ศิษย์เอกเป็แน่แท้
"เชิญท่านลงมือ" จิวซินเลือกทวนที่ใช้ฝึกซ้อมเป็ประจำ ความอันตรายอยู่ที่น้ำหนักทวนมีมากกว่าปกติ หากลงมือด้วยความรวดเร็วดังชื่อกระบวนท่าอานุภาพนั้นไม่ต้องพูดถึง
สิ้นคำเชิญ จิวซินเริ่มลงมือก่อน แต่ฝ่ายตรงข้ามกลับตั้งรับโดยมิชักกระบี่ออกจากฝัก
ผ่านไปเกือบสิบเพลงจิวซิน ก็ยังมิอาจ ทำให้คู่ต่อสู้ดึงกระบี่ออกจากฝักได้ จนเขาเผลอดึงกำลังภายในออกมาโจมตีสุดกำลัง ในกระบวนท่าที่สิบสี่
"โพล๊ะ! " เสียงกระเบื้องที่พื้นแตกออกเป็เสี่ยง ด้วยฝ่ายของเลี่ยงจินใช้กำลังภายในปัดแรงจู่โจมนั้นลงสู่พื้นดิน
"พอ..จิวซิน ยังเร็วไปสิบปีที่เ้าจะต่อกรเขาได้" เสียงเ้าสำนักเฟยหลงสั่งหยุดมือ ทั้งคู่จึงหยุดและทำการคาราวะซึ่งกันและกัน
"ท่านยังเยาว์ แต่ฝีมือนั้นพอตัวทีเดียว ข้านับถือ" เลี่ยงจินกล่าวชม จิวซิน
"เฮ้อ...ท่านกล่าวเกินไปแล้ว...หากเดินทางไปกับท่าน มิรู้ว่าใครจะเป็ผู้คุ้มครองใครกันแน่" เฟยหลงวิจารณ์แบบตรงๆ
