หลังกอดปลอบกันจนพอใจแล้ว สี่คนแม่ลูกก็เดินประคองกันเข้ามาในตัวบ้านหลังน้อย ตอนนี้พระอาทิตย์สีส้มแสดลาลับขอบฟ้าแล้ว ถูกแทนที่ด้วยความมืดมิดของยามราตรี
สายลมเย็นใน่หัวค่ำพัดลอดช่องแตกของผนังดินเข้ามาในตัวบ้าน สร้างความหนาวเหน็บให้กับร่างกายที่ผอมโซของคนทั้งสี่ หนำซ้ำกระเพาะอาหารที่ว่างเปล่าของสี่คนแม่ลูกก็ยังส่งเสียงร้องประท้วงเซ็งแซ่แข่งกันกับเสียงสายลมด้านนอก
ทว่าเวลานี้ไม่ใช่เวลาที่จะมาสนใจความหิวโหย เพราะฟางจิ่วหลินรู้ดีว่าไอ้พวกเฮงซวยนั่นจะต้องหาทางย้อนกลับมาเล่นงานเธอกับลูกเข้าสักวันอย่างแน่นอน ขืนอยู่ที่นี่ต่อ ก็เหมือนอยู่รอวันตาย
ลางสังหรณ์บางอย่างมันร้องเตือนในหัว มันบอกกับเธอว่า ที่นี่ไม่ปลอดภัย ไม่เหมาะที่จะใช้เป็ที่อยู่อาศัยในระยะยาว ดังนั้นเธอจะต้องพาเด็ก ๆ ย้ายออกไปจากที่นี่ให้เร็วที่สุด
ฟางจิ่วหลินกวาดตามองลูกสาวฝาแฝดทั้งสามคนด้วยสายตาที่กำลังวิเคราะห์อะไรบางอย่าง ท่ามกลางแสงสลัวของเทียนไขเล่มน้อย ๆ ฟางจิ่วหลินมองเห็นมู่เสี่ยวเจินแฝดคนโตยืนกำหมัดแน่นอยู่ที่มุมประตู แววตาดุดันคอยระแวดระวังภัยราวกับลูกหมาป่าที่พร้อมจะกระโจนออกไปขย้ำคอเหยื่อ
เหยื่อในที่นี้ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็ใครก็ตามที่กล้าล้ำเส้นเข้ามาในบ้านหลังนี้ของพวกเธอ
มู่เสี่ยวจิ่นแฝดคนรองกำลังก้มหน้าก้มตาคุ้ยหาเศษเงิน หรือของมีค่าที่อาจหลงเหลืออยู่ใต้เตียงเตา ท่าทางของเด็กคนนี้ดูสุขุมที่สุดในหมู่พี่น้องทั้งสาม
ส่วนมู่เสี่ยวจูแฝดคนสุดท้องซุกตัวอยู่หลังแฝดพี่คนโต แสร้งทำหน้าตาหวาดกลัวตัวสั่นเทา แสดงออกให้ตัวเองดูน่าสงสารที่สุด แต่ทว่าดวงตากลมโตคู่นั้นกลับกลอกกลิ้งไปมา คอยสังเกตการณ์ทุกความเคลื่อนไหวอย่างตั้งอกตั้งใจ
‘เด็กพวกนี้ ไม่ใช่เด็กธรรมดา แต่เป็เด็กแสบต่างหาก’ ฟางจิ่วหลินครุ่นคิดในใจ เมื่อสังเกตเห็นบุคลิกเฉพาะตัวของเด็กแต่ละคน ลูก ๆ ของจิ่วหลินคนเดิมไม่ได้โง่ และไม่ได้งี่เง่าเหมือนคนเป็แม่ กลับกันคือพวกเขาฉลาดมากต่างหาก
"เก็บของเท่าที่จำเป็ พวกเราจะไม่อยู่ที่นี่แล้ว" ฟางจิ่วหลินกระซิบเสียงแ่ สองมือคว้าเอาผืนผ้าห่มที่เต็มไปด้วยรอยเย็บปะชุน ข้าวของเครื่องใช้จำเป็ที่พอเอาไปได้ และคว้าเอาเสื้อผ้าเก่า ๆ ขาด ๆ ยัดลงไปในตะกร้าไม้ไผ่สานอย่างรีบร้อน
เอี๊ยด...
บานประตูไม้ที่ห้อยต่องแต่งไม่ค่อยจะแข็งแรงนักถูกผลักออกจากด้านนอก หญิงชราวัย 60 ปีเศษ ๆ เดินก้าวข้ามธรณีประตูเข้ามาด้านในอย่างถือวิสาสะ
หญิงชราคนนี้คือป้าหนิงหวัง ใบหน้าของหล่อนเหี่ยวย่นราวเปลือกไม้แห้งที่รอวันร่วงโรย ใบหน้าดวงนี้ประดับด้วยรอยยิ้มจอมปลอม ดวงตาเล็กหยีหรี่แคบลงในแบบฉบับของคนที่มักสอดรู้สอดเห็นเื่ของคนอื่น
ป้าหนิงหวังกวาดตามองสภาพรกรุงรังภายในกระท่อมหลังน้อยอย่างนึกพิจารณา ก่อนจะแสร้งทำน้ำเสียงตื่นตระหนกใคล้ายเป็ห่วงเป็ใย แต่ทว่าความจริงก็คือ แค่อยากมาสาระแนเื่ของคนอื่นน่ะสิไม่ว่า หากเป็ห่วงคนบ้านนี้จริง ๆ แล้วทำไมถึงเพิ่งโผล่หัวมา ตอนที่เด็ก ๆ ร้องไห้ขอความช่วยเหลือ และตอนที่หล่อนกำลังมีปากเสียงกับพวกนายหน้าค้ามนุษย์ ป้าหนิงหวังไปมุดหัวอยู่ที่ไหนล่ะ?
"โอ๊ยตายแล้ว! จิ่วหลินเอ๊ย… ป้าได้ยินเสียงเอะอะโวยวาย เกิดเื่อะไรขึ้นหรือเปล่าเนี่ย?"
ป้าหนิงหวัง หญิงชราข้างบ้านผู้มีฝีปากเน่าเหม็นยิ่งกว่าส้วมสาธารณะเอ่ยอย่างเสแสร้งแกล้งทำ
ตอนนี้ความทรงจำสายหนึ่งของร่างเดิมพุ่งชนสมองของฟางจิ่วหลินราวกับคลื่นั์ในมหาสมุทร ยายเฒ่าสารพัดพิษคนนี้นี่แหละที่เป็ตัวการปล่อยข่าวลือไปทั่วชุมชน บอกว่าเหอจิ่วหลินคบชู้ เป็สตรีแพศยาที่ทำให้มู่กู้หลางทิ้งครอบครัวไป ซ้ำร้ายหล่อนยังเป็คนที่แวะเวียนมาพูดกรอกหูทุกวัน ยุยงให้ร่างเดิมขายลูกสาวทิ้ง เพื่อแลกกับเงินไม่กี่สิบหยวน
"ไม่มีอะไรหรอกจ้ะป้าหนิง แค่หมาบ้าหลงเข้ามาขโมยของน่ะ ฉันเลยเอาอีโต้ไล่ฟันตะเพิดมันไปแล้ว เื่ก็มีแค่นั้นนั่นแหละ" ฟางจิ่วหลินตอบเสียงเรียบเฉย ฟังดูไม่มีพิษมีภัย แต่ทว่าแววตาคมกริบของเธอกลับจ้องลึกเข้าไปในดวงตาหลุกหลิกของอีกฝ่ายอย่างไม่ยอมวางตา
ป้าหนิงหวังหยุดหายใจชะงักกึก รอยยิ้มบนใบหน้าเหี่ยวย่นแข็งค้างไปชั่วขณะเมื่อได้ยินคำว่าอีโต้ไล่ฟัน หญิงชราลอบกลืนน้ำลาย ก่อนจะแสร้งถอนหายใจยาว ตีหน้าเศร้าเล่าความเท็จ
"โธ่เอ๊ย นังหนูเหอ เธอช่างน่าสงสารจริง ๆ ผู้หญิงตัวคนเดียวแถมยังมีตัวซวย… ชะอุ้ย!! ตายจริง… พูดผิดไปน่ะ ต้องบอกว่า เธอเป็ผู้หญิงตัวคนเดียวที่ถูกสามีทิ้งก็ว่าน่าสงสารมากพออยู่แล้ว นี่ยังมีเด็กเล็ก ๆ มากถึงสามคนมาเป็ตัวภาระคอยถ่วงแข้งถ่วงขา ทำให้เธอต้องอยู่อย่างอด ๆ อยาก ๆ จะไปแต่งงานใหม่ก็ไม่มีผู้ชายที่ไหนเอา ป้าล่ะเห็นใจเธอจริง ๆ นะนังหนูเหอ"
คำพูดคำจาของป้าหนิงหวัง มันใช่คำพูดห่วงใยและเห็นอกเห็นใจซะที่ไหนกัน นี่มันคำพูดถากถางเหน็บแนมชัด ๆ นี่เห็นว่าเป็คนแก่หรอกนะ ถึงไม่ทำอะไร ถ้าเป็คนรุ่นราวคราวเดียวกันแล้วล่ะก็ มีหวังถูกจับถอนฟันให้ร่วงหมดปากเป็แน่
ป้าหนิงหวังหันหน้าหนีจากฟางจิ่วหลิน แล้วเดินนวยนาดเข้ามาใกล้เด็กน้อย หล่อนพยายามจะยื่นมือเหี่ยวย่นไปลูบหัวมู่เสี่ยวจูที่ตอนนี้ไม่ได้เอาแต่หลบอยู่ข้างหลังพี่สาวคนโตอีกแล้ว
แต่ทว่าขณะนั้นเองก่อนที่มือเหี่ยวย่นของป้าหนิงหวังจะแตะโดนหัวของน้องสาวคนเล็ก มู่เสี่ยวเจินผู้เป็พี่คนโตกลับก้าวพรวดขึ้นมาขวางหน้าเอาไว้ เสี่ยวเจินใช้มือน้อย ๆ ปัดมือสกปรกนั้นทิ้งอย่างแรง หนำซ้ำยังถลึงแววตาแข็งกร้าวส่งกลับไปหายายเฒ่าหนิงหวังอย่างหยาบคาย
"เอ้!!! นังเด็กเวรนี่ เสียมารยาท ไร้การอบรมซะจริง!" ป้าหนิงหวังด่าเหน็บแนมเด็กน้อย หล่อนชักมือกลับ พลางถลึงตาใส่ ก่อนจะหันขวับไปปั้นหน้ายิ้ม ๆ ใส่ฟางจิ่วหลินต่อ
"นังหนูเหอเอ๊ย ป้าว่านะ ผู้ชายสองคนเมื่อกี้น่ะ อาจจะเป็คนที่กู้หลางส่งมารับเด็ก ๆ ไปเลี้ยงดูก็ได้นะ ใครจะไปรู้ล่ะ สามีหล่อนอาจจะไปได้ดิบได้ดีในเมืองหลวง แล้วส่งคนมารับสายเืของเขาก็ได้ หล่อนไม่น่าไล่พวกเขาไปเลยนะ"
คำพูดเลื่อนลอยของป้าหนิงหวังเป็เพียงการคาดเดาส่งเดช และมันก็ทำให้ฟางจิ่วหลินแทบอยากจะเค้นเสียงหัวเราะออกมาให้ฟันร่วง
‘ส่งคนมารับไปเลี้ยงดูงั้นเหรอ? ถุย! คำพูดโกหกควาย ๆ แบบนี้หลอกได้แค่จิ่วหลินคนเดิมเท่านั้นแหละ! กับจิ่วหลินคนใหม่อย่างฉัน อย่าได้หวัง!!’
ฟางจิ่วหลินหรี่เปลือกตาลง สมองที่ผ่านโลกมาอย่างโชกโชนประมวลผลอย่างรวดเร็ว ป้าหนิงหวังคนนี้ไม่เพียงปากเน่าเหมือนส้วมสาธารณะ แต่ยังเป็คนกลับกลอก ชอบพูดจาให้ร้ายและชอบยุยงให้คนอื่นทะเลาะกัน
ป้าหนิงหวังจะมีความสุขมากเมื่อเห็นคนอื่นมีชีวิตที่ล่มจม ว่าง่าย ๆ ก็คือ ใครหน้าไหนก็ห้ามได้ดีไปกว่าคนในครอบครัวของหล่อน
ตอนที่เดินเข้ามาในนี้ป้าหนิงหวังทำเป็ไม่รู้เื่อะไร แต่เมื่อครู่นี้ดันหลุดปากพูดออกมา ว่ามีผู้ชายสองคนเข้ามาหาเด็ก ๆ หล่อนรู้ได้ยังไงว่าจะมีคนมาพาเด็ก ๆ ไป
หรือว่า… ป้าหนิงหวังรู้มาจากลูกชายของหล่อน?
ลูกชายของป้าหนิงหวังทำงานเป็ลูกกระจ๊อกหางแถวอยู่ในตลาดมืด คอยหาข่าวในวงในเอามาขายให้คนวงนอก และคอยเป็หูเป็ตาให้พวกนายหน้าค้ามนุษย์ ถ้าหาเด็กไปขายให้พวกนายหน้าได้ ลูกชายของป้าหนิงหวังก็จะได้ค่าหัว
อ้อ… คงเพราะแบบนี้สินะ ป้าหนิงหวังถึงได้คอยแวะเวียนมาเป่าหูจิ่วหลินคนเดิมอยู่ทุกวัน บอกว่าลูก ๆ ทั้งสามคนของหล่อนน่ะ เป็ตัวเฮงซวย
ฟางจิ่วหลินเข้าใจทุกอย่างอย่างแจ่มแจ้งแล้วล่ะ!
ที่แท้ยายเฒ่าหนังเหี่ยวคนนี้ก็คือนายหน้าสายสอง ที่กินส่วนแบ่ง จากการหลอกให้เหอจิ่วหลินเซ็นสัญญาขายลูกสาวของตัวเอง และที่หล่อนถ่อสังขารมาถึงนี่ในตอนนี้ก็เพื่อมาหยั่งเชิง และเพื่อเกลี้ยกล่อมให้จิ่วหลินยอมขายลูกให้พวกนายหน้าค้ามนุษย์อีกครั้ง
"กู้หลาง? ส่งคนมารับเด็ก ๆ ไปเลี้ยงดู? งั้นเหรอ…” ฟางจิ่วหลินทวนคำพูดของป้าหนิงหวังด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ ด้านของป้าหนิงหวังที่รู้อยู่แล้วว่านังผู้หญิงคนนี้มันหูเบาเชื่อคนง่าย พอได้ยินมันพูดอย่างนั้น มีเหรอที่ป้าหนิงหวังจะไม่รีบพูดเสริมขึ้นมา
“ใช่ ๆ เชื่อป้าสิ ต้องเป็อย่างนั้นนั่นแหละ” นังเฒ่าหนิงหวังพูดโกหกคำโต พยายามปั่นหัวจิ่วหลินก็เพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง
“อ้อ...อย่างนั้นหรอกเหรอ" ฟางจิ่วหลินลากเสียงยาว แสร้งทำหน้าซื่อ แต่ทว่าแววตาคมกริบจ้องมองหญิงชราตรงหน้าไม่วางตา พร้อมกับเอ่ยเสียงแข็งออกมาว่า "ถ้ามู่กู้หลางส่งคนมารับลูกจริง ๆ แล้วทำไมพวกมันถึงไม่เอ่ยถึงชื่อของมู่กู้หลางเลยล่ะ หนำซ้ำยังทำท่าฉุดกระชากลากดึง ทั้งยังหยิกลูกสาวของฉันจนเนื้อเขียวไปทั้งตัว”
คำพูดของนังผู้หญิงหัวอ่อนคนนี้ทำป้าหนิงหวังแทบไปต่อไม่เป็ มนุษย์ป้าหน้าเหี่ยวที่คิดมาโดยตลอดว่าผู้หญิงตรงหน้าหูเบาและปั่นหัวง่าย ตอนนี้กลับต่างไปจากเดิมลิบลับ เหอจิ่วหลินที่ป้าหนิงหวังเคยรู้จัก ไม่ใช่ผู้หญิงที่จะมาตั้งคำถามกับเื่อะไรแบบนี้