ไป๋เหวินโจว เจียงเยี่ยน หวงเทียนเหยา สามบุรุษขี่ม้าอย่างเร่งร้อนไปที่เมืองหลวงเป่ยจิง (ปักกิ่ง) เห็นนครหลวงโอ่อ่า ตึกใหญ่บ้านสูง ผู้คนค้าขายกันอย่างคึกคัก มีทั้งคนร่ายรำวิทยายุทธหรือเล่นปาหี่ขอเงิน ไป๋เหวินโจวทำตามที่แม่ทัพเจิงหลุนบอก เมื่อไปถึงเมืองหลวงก็ถือป้ายแม่ทัพเข้าพบเจิงหลุนที่จวนทันทีแต่เจิงหลุนไม่อยู่จวน มันไปงานราชการ แต่ได้สั่งบริวารให้จัดห้องพัก หาอาหารมาเลี้ยงดูอย่างดี
หลังทานอาหารเสร็จ พวกไป๋เหวินโจวพักอยู่ในสวนของจวนแม่ทัพ ไม่นานก็ได้ยินเสียงฝีเท้าคนหลายสิบคนเดินมา คือเป็นแม่ทัพเจิงหลุนและบุรุษอายุประมาณยี่สิบกว่าปีกลางๆ ไว้หนวดเล็กน้อย คือฮ่องเต้จูโหย่วเฉิงเอง ข้างกายจูโหย่วเฉิงยังมีคนผอมซูบ ใบหน้าขาว ยิ้มแย้มอย่างอ่อนหวาน และเหล่าองครักษ์เสื้อแพรซึ่งมีอิทธิพลอย่างสูงในราชสำนักพอจูโหย่วเฉิงมาถึง พวกไป๋เหวินโจวยังคงนั่งนิ่ง คนหน้าขาวรีบตวาด“บังอาจ พวกเจ้ารู้ว่าเป็นฝ่าบาทยังไม่คุกเข่าอีก”ไป๋เหวินโจวถามอย่างเย็นชา“เจ้าเป็นใคร?”“ข้าเป็นแค่คนต่ำต้อยไม่คู่ควรแก่การเอ่ยชื่อ แต่ฝ่าบาทผู้เป็นโอรสสวรรค์อยู่เบื้องหน้าพวกเจ้า ไหนเลยไม่ทำถวายบังคมได้?” คนหน้าขาวผู้นี้แสร้งข่มตัวเองเป็นผู้น้อยที่แท้ต้องการแสดงอำนาจ “หลิวจิ่น ช่างเถิด” จูโหย่วเฉิงตอบ หลิวจิ่นรับคำ จูโหย่วเฉิงนั่งลงที่เก้าอี้หิน ไล่องครักษ์ทุกคนออกไป ยกเว้นเจิงหลุนกับหลิวจิ่น แสดงว่าไว้ใจหลิวจิ่นยิ่ง จูโหย่วเฉิงยิ้มแย้มกล่าวว่า “จอมยุทธ์ไป๋ วันนั้นพบกันที่หุบเขาปากพยัคฆ์ สถานการณ์คับขันไม่มีเวลาสนทนา ครั้งนี้ข้ามาเพื่อพูดคุยกับท่านอย่างเต็มที่ อ้อ แล้วสองท่านนี้?” ไป๋เหวินโจวแนะนำเจียงเยี่ยนและหวงเทียนเหยาบอกวาจะมาช่วยจัดการหลี่กวนหยาง ทั้งสองยกมือคารวะจูโหย่วเฉิง แต่ก็หาได้คุกเข่าไม่ จูโหย่วเฉิงเป็นคนใจกว้างก็ไม่ถือสา “จอมยุทธ์ไป๋ไม่คิดเป็นขุนนางจริงๆ?” จูโหย่วเฉิงถาม“ข้าชอบท่องเที่ยว กระทำตามอารมณ์ ไม่สามารถถูกกฎเกณฑ์อันวุ่นวายของราชสำนักบังคับได้”จูโหย่วเฉิงทอดถอนใจกล่าวว่า “ข้าเข้าใจนิสัยของพวกจอมยุทธ์ แต่เพราะจอมยุทธ์ผู้กล้าจำนวนมากไม่ยอมทำงานให้ราชสำนัก เมื่อเจอยอดฝีมืออย่างหลี่กวนหยาง แม้เราจะมีทหารหลายแสน แต่ก็ทำอะไรมันไม่ได้”ไป๋เหวินโจวทราบว่าจูโหย่วเฉิงเข้าเรื่องแล้วจูโหย่วเฉิงกล่าวต่อ “ข้าต้องการให้ท่านเดินทางไปเมืองเฝิง ซึ่งเป็นที่ตั้งของตำหนักเทพธรณิน จากนั้นกำจัดหลี่กวนหยางเสีย เพราะถ้าเรายกทัพใหญ่ไปปราบมันโดยตรง จะเกิดความวุ่นวายในแผ่นดินขึ้น พวกมองโกลอาจจะฉวยโอกาสยกทัพมารุกรานแผ่นดินเรา”ไป๋เหวินโจวตอบว่า “ท่านวางใจเถอะ ข้ามีนัดประลองกับหลี่กวนหยางอยู่แล้ว จะอย่างไรก็ต้องสะสางกับมัน”จูโหย่วเฉิงยังกล่าวอีก “แต่หลี่กวนหยางมีกองกำลังนับหมื่น ข้าจะให้เจิงหลุนช่วยนำทัพจำนวนหนึ่งเสริมให้เจ้าด้วย”ไป๋เหวินโจวพยักหน้า จากนั้นกล่าวต่อ“แล้วท่านทราบหรือยังว่าผู้ที่เป็นไส้สึกไปบอกพวกมองโกลว่าท่านออกว่าราชการลับคือใคร?”จูโหย่วเฉิงถอนใจกล่าวว่า “ยังไม่”ไป๋เหวินโจวตอบ “ถ้าไม่รู้ว่าไส้ศึกเป็นใคร ไม่ว่าท่านจะใช้แผนการอะไร ศัตรูก็ย่อมรู้ทั้งสิ้น”จูโหย่วเฉิงกล่าวว่า “แล้วจอมยุทธ์ไป๋เห็นว่าควรทำอย่างไร?”“ข้า เจียงเยี่ยน หวงเทียนเหยา สามคนจะไปจัดการกับหลี่กวนหยางเอง ส่วนแม่ทัพเจิงหลุนไม่ต้องไป”เจิงหลุนรีบกล่าวว่า “ไม่ได้ หลี่กวนหยางระดมคนทั่วแดนเหนือ มีกำลังอย่างน้อยสองสามหมื่นคน ท่านสามคนจะสู้พวกมันได้อย่างไร?”ไป๋เหวินโจวกล่าวว่า “ท่านเชื่อใจข้าหรือไม่?”เจิงหลุนตอบ “ข้าเชื่อใจท่าน แต่ก็เป็นห่วงพวกท่านด้วย”
เจียงเยี่ยนยิ้มเล็กน้อย มันเร่งพลังเทพดับสูญขึ้น ทันใดนั้นอากาศรอบสวนก็แปรปรวนราวเกิดอาเพศ คล้ายมีพายุพัดเข้ามา บางครั้งกลับอึดอัดราวกับไม่มีอากาศให้หายใจ ทำเอาจูโหย่วเฉิงซึ่งนั่งอยู่แทบตกจากเก้าอี้ แม่ทัพเจิงหลุนรีบเข้าไปประคองไว้ ส่วนหลิวจิ่นก็ส่ายร่างโงนเงน เจียงเยี่ยนคลายพลังลง จากนั้นยิ้มแย้ม“ฝ่าบาท พวกข้ามีความสามารถเพียงพอ พระองค์วางพระทัยเถอะ”หลิวจิ่นตวาดว่า “เจ้ากล้าทำร้ายฝ่าบาท มีโทษสถานใด?”จูโหย่วเฉิงพลันยกมือขึ้นเป็นความหมายให้เงียบ หลิวจิ่นรีบคุกเข่าลง“ฝ่าบาท จอมยุทธ์เหล่านี้ไม่เพียงไม่เคารพพระองค์ ทำให้หม่อมฉันรู้สึกเจ็บปวดใจ แต่นั่นยังพอว่า เมื่อครู่เห็นจอมยุทธ์เจียงแสดงฝีมือ ทำให้ฝ่าบาทแทบตกจากพระที่ประทับ หม่อมฉันถึงกับหัวใจตกลงพื้น อยากนอนรับร่างพระองค์ไว้ หากพระองค์เป็นอะไรไป บ้านเมืองจะอยู่ได้อย่างไร”จูโหย่วเฉิงแย้มยิ้มกล่าวว่า “หลิวจิ่น เจ้าเป็นขันทีที่ภักดี แต่เจ้าอยู่แต่ในวัง ไม่รู้เรื่องยุทธจักรเท่ากับข้าที่ออกท่องเที่ยว จอมยุทธ์เหล่านี้มีนิสัยชอบอิสรเสรี เมื่อครู่จอมยุทธ์เจียงเพียงแค่ต้องการแสดงให้ข้าเห็นว่าพวกเขาสามารถต่อสู้กับหลี่กวนหยางได้”พวกเจียงเยี่ยนค่อยทราบว่าหลิวจิ่นผู้นี้เป็นขันทีคนสนิทของฮ่องเต้ ตั้งแต่พวกมันเกิดมายังไม่เคยเห็นผู้ใดประจบประแจงเก่งกาจถึงเพียงนี้มาก่อน แม้แต่ไป๋เหวินโจวที่เจ้าเล่ห์กลิ้งกลอกยังรู้สึกทึ่งไม่น้อย
จูโหย่วเฉิงหันไปกล่าวกับเจียงเยี่ยน“จอมยุทธ์เจียงอายุยังเยาว์แต่มีฝีมือสูงส่ง สมแล้วที่เป็นประมุขวังนิรมลและเป็นบุตรชายของอดีตประมุขยุทธจักรเซี่ยงเทียน”เจียงเยี่ยนตื่นตระหนกไม่น้อย นึกไม่ถึงจูโหย่วเฉิงจะรู้ประวัติมันด้วย ฮ่องเต้ผู้นี้มีความสามารถจริงๆ พูดคุยกันอีกพักหนึ่ง จูโหย่วเฉิงบอกว่าจะกลับวังแล้ว ทั้งหมดจึงกล่าวลา ก่อนจะกลับ ไป๋เหวินโจวพลันเอ่ยว่า“ในอดีต จูหยวนจางปฐมกษัตริย์ผู้ก่อตั้งราชวงศ์หมิง ทราบดีว่าขันทีเป็นต้นเหตุให้ราชวงศ์หลายราชวงศ์ในอดีตล่มสลาย เพราะมักหลอกลวงองค์ฮ่องเต้ คุมอำนาจในราชสำนักแทน จูหยวนจางจึงทำแผ่นป้ายเหล็กสั่งห้ามขันทีทั้งปวงยุ่งเกี่ยวกับกิจการราชสำนัก ขอให้ฝ่าบาทพิจารณา”จูโหย่วเฉิงพยักหน้า พระองค์เข้าใจความหมายนี้ดีที่แท้ในอดีต จูหยวนจางแม้จะสั่งห้ามขันทียุ่งเกี่ยวกับราชสำนัก แต่พอมารุ่นของจูตี้ พระโอรสของจูหยวนจางขึ้นเป็นฮ่องเต้องค์ที่สามแห่งราชวงศ์หมิง ตอนนั้นพระองค์ก่อกบฏโค่นล้มราชบังลังก์หลานชายตัวเอง จูตี้ได้รับความช่วยเหลือจากขันทีในราชสำนักช่วยเป็นสายในการก่อกบฏ เมื่อพระองค์ได้เป็นฮ่องเต้ จึงยอมให้ขันทีกลับมามีอำนาจอีกครั้ง ราชวงศ์หมิงหลังสมัยของจูตี้ก็ค่อยๆ เสื่อมโทรมลงเพราะขันทีอำนาจมากเกินไปยิ่งมาในรัชสมัยของหงจื้อฮ่องเต้ (จูโหย่วเฉิง) ซึ่งเป็นฮ่องเต้องค์ที่เก้าแห่งราชวงห์หมิง ขันทีแทบกุมอำนาจเบ็ดเสร็จ จูโหย่วเฉิงแม้จะทรงปกครองบ้านเมืองอย่างดี ประหารขุนนางทุจริตไปจำนวนมาก แต่เหล่าขันทีก็มีอำนาจแทบเหนือองค์จักรพรรดิ โดยเหล่าขันทีมีหลิวจิ่นเป็นหัวหน้า หลิวจิ่นยังเป็นขันทีจูโหย่วเฉิงไว้ใจที่สุด ถึงกับมอบหมายให้ดูแลรัชทายาทหลิวจิ่นผู้นี้ตามบันทึกประวัติศาสตร์ ภายหลังเป็นขันทีที่ฉ้อราษฎร์บังหลวง ร่ำรวยเป็นลำดับต้นๆ ของบุคคลในประวัติศาสตร์จีน แต่ในตอนนี้จูโหย่วเฉิงเกลียดชังการทุจริต หลิวจิ่นจึงได้แต่เก็บเนื้อเก็บตัว ไม่กล้ากระทำอันใดบุ่มบ่าม รอโอกาสขึ้นเป็นใหญ่ในราชสำนัก
เมื่อพวกจูโหย่วเฉิงหันกายเดินไป เจียงเยี่ยนพลันจี้นิ้วชี้ เกิดเป็นดรรชนีไร้สภาพจี้ใส่หลังเข่าของหลิวจิ่น ทำให้มันล้มลงกับพื้น ร้องโอดโอยขึ้นมา จูโหย่วเฉิงรีบถามว่ามันเป็นอะไรไป หลิวจิ่นต้องการแสดงความเข้มแข็งจึงบอกว่าแค่สะดุดล้มไม่มีอะไร มันค่อยๆ ทรงกายลุกขึ้น จูโหย่วเฉิงจึงให้องครักษ์เสื้อแพรมาพยุงมันเจียงเยี่ยนลอบหัวร่อในใจ เมื่อจูโหย่วเฉิงไปแล้ว ไป๋เหวินโจวพลันกล่าวว่า“หากราชวงศ์หมิงต้องล่มสลาย คงเป็นเพราะขันทีแน่”เมื่อเจิงหลุนไปส่งฮ่องเต้เสร็จแล้วก็กลับมาพูดกับพวกไป๋เหวินโจว หลังคุยกันจนดึกดื่น พวกไป๋เหวินโจวนอนพักอยู่คืนหนึ่ง ก็เดินทางออกจากเมืองหลวงไป
พวกไป๋เหวินโจวเดินทางอีกสองวันก็เข้าถึงเขตเมืองเฝิง ซึ่งเป็นที่ตั้งของตำหนักเทพธรณิน เมืองเฝิงตกอยู่ในการควบคุมของหลี่กวนหยาง บรรยากาศอึมครึมแตกต่างกับเมืองหลวงซึ่งคึกคักพวกไป๋เหวินโจวเข้าพักในโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่ง ทั้งหมดประชุมกันว่าจะเข้าไปช่วยเหลือลู่เซียงมารดาเจียงเยี่ยนอย่างไรไป๋เหวินโจวเอ่ยขึ้นก่อน“พรุ่งนี้ข้าจะลองปลอมตัวเข้าไปในตำหนักเทพธรณิน สืบหาว่ามารดาเจ้าถูกขังอยู่ที่ใด จากนั้นพวกเราค่อยลอบเข้าตำหนักอีกครั้งเพื่อชิงตัวมารดาเจ้าคืนมา”“ข้าอยากไปด้วย”“ไม่ได้ หากข้าถูกจับ เจ้ายังจะได้มีโอกาสทำงานต่อ” ไป๋เหวินโจวกล่าว
หลังปรึกษากันเสร็จ พวกเขาก็นอนพักผ่อน แต่นอนได้อยู่พักหนึ่ง พวกไป๋เหวินโจวรีบลุกขึ้นจากเตียง ได้ยินเสียงฝีเท้าจำนวนมากวิ่งมา ไป๋เหวินโจวรีบเปิดหน้าต่างโรงเตี๊ยมไปดู อดตื่นตระหนกไม่ได้กองกำลังนับพันกำลังโอบล้อมโรงเตี๊ยมไว้ ผู้นำกองกำลังมาคือเทพจักรวาลหลี่หย่ง มันขี่ม้าสีดำ ถือทวนสลักลวดลายมังกรทองพวกไป๋เหวินโจวหันไปมองหน้ากัน พวกหลี่หย่งรู้ได้อย่างไรว่าพวกมันจะมาถึงหลี่หย่งกล่าวว่า“ฝ่าบาททราบว่าพวกเจ้าจะมา พระองค์จึงเชิญพวกเจ้าไปเข้าเฝ้า หากปฏิเสธกองกำลังของข้าก็จะไม่เกรงใจแล้ว!”พวกไป๋เหวินโจวอดขมวดคิ้วไม่ได้ เพิ่งเหยียบเมืองได้ไม่ถึงวันก็ถูกจับกุมแล้ว
--------- จบตอน ----------พวกหลี่หย่งรู้ได้อย่างไรว่าไป๋เหวินโจวจะมา การต่อสู้อันดุเดือดรออยู่ตอนหน้าจ้า